อัปเดตล่าสุด 2021-07-20 09:44:58

ตอนที่ 4 วิ่ง

บันทึกหมายเลข 3

22 ตุลาคม 1943

...

"ผมไม่รู้ว่ากำลังเผชิญอยู่กับอะไรอยู่ แต่ผมรู้ว่าผมต้องวิ่ง..."

ผมเองก็ไม่อยากจะถอดรองเท้าทิ้งไว้กลางมุมมืด เพราะถ้าถอดแล้วดันเหยียบอะไรเข้าคงจะแย่แน่ๆ แต่รองเท้าที่เปื้อนเลือดก็เป็นตัวล่อเจ้าหนวดนั่นอย่างดีเลย เอายังไงดีล่ะ เออ! เดี๋ยวค่อยถอดทีหลังตอนนี้วิ่งก่อน

เสียงของบางอย่างที่เคลื่อนที่ในมุมมืดเริ่มคืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที ผมเลือกที่จะไม่หันไปและกระซิบบอกไอวาร์ข้างๆ แทน

"ไอ้หนุ่มฟังนะ"

"มันอยู่ข้างหลังเราแล้ว พอนับสามแล้ววิ่งเลย"

ทหารหนุ่มพยักหน้าให้แสดงการรับรู้ วินาทีนี้ผมตัดสินใจเอาเท้าถูๆ กับพื้นหิมะให้คราบเลือดจางลงก่อนจะหันหน้ามาหาไอวาร์ที่สีหน้าดูเป็นกังวลอย่างมาก

"เราวิ่งกันเถอะ" ผมพูดกับเขา

"แยกทางกันฉันไปซ้าย นายไปขวา"

"สาม"

"สอง"

"หนึ่ง"

"วิ่งสิ!" ผมตะโกนจนตัวไอวาร์แอบสะดุ้งเล็กน้อย เขาพาดปืนไว้ข้างหลังอย่างลนลาน

สิ้นสุดคำพูดของผม เราสองคนก็เริ่มพุ่งตัวออกไปตามที่ตกลงไว้ ตัวไอวาร์วิ่งตรงไปข้างหน้าและเลี้ยวหลบเข้ามุมลับสายตาไป ในขณะที่ผมเลือกทางที่คุ้นเคยแทนเพราะไม่รู้ว่าถ้าวิ่งตามไอวาร์ไปแล้วจะเจอทางตันหรือไม่ ในขณะที่ผมกำลังเอี้ยวตัวหลบเข้าซอยหางตาก็เห็นเจ้าหนวดแดงนั่นพุ่งมาด้วยความเร็วสูงตามด้วยกลุ่มหมอกดำทะมึนที่ออกมากับตัวประหลาดนั่น กลิ่นเหม็นเปรี้ยวจากกลุ่มหมอกลอยผ่านจมูกผมไป มันคือผมแทบจะอ้วก กลิ่นมันเหมือนกับ...

สารพิษที่ใช้ในห้องรมแก๊ส?

ไอ้ตัวประหลาดนี่มันคืออะไรกันแน่!? ทำให้มันปล่อยหมอกพิษออกมาได้ด้วย ถ้ารู้ว่าจะมีอะไรแบบนี้น่าจะพกหน้ากากกันแก๊สมาตั้งแต่แรก แต่ถึงมีก็หยิบขึ้นมาใส่ไม่ทันหรอก วิ่งหนีเอานี่แหละเร็วสุด มันคงคิดว่าจะรมแก๊สเจ้าหน้าที่นาซีได้ล่ะสิ มันคิดผิดมากเลย จากประสบการณ์ที่โปแลนด์แล้วแค่นี้สบายๆ

ขาทั้งสองข้างของผมออกแรงอย่างเต็มที่ ทุกก้าวที่วิ่งออกไปเหมือนถูกกองหิมะดูดให้จมลง วิ่งมาได้สักพักก็พอรู้สึกได้ว่าความเร็วในการวิ่งเริ่มลดลงจนน่าวิตก สิ่งมีชีวิตข้างหลังได้คืบคลานเข้ามาจนประชิดตัวผม ผมจึงจำเป็นต้องใช้ปืนยิงขู่มันไปอีกรอบเพื่อยื้อเวลาวิ่งต่อไป

"ปัง!"

เสียงปืนดังขึ้นในค่ายตามด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนของเจ้าปีศาจนั่นที่ฟังดูคลับคล้ายคลับคลากับเสียงนักโทษในห้องรมแก๊สที่กำลังโดนทรมาณ แต่นั่นก็ทำให้หนวดนั่นเลิกตามผมไปสักพักหนึ่ง เพิ่มเวลาให้ผมวิ่งต่อไปจนสุดทางใกล้ห้องทำงาน ทีนี้ผมตัดสินใจเตะร้องเท้าทั้งสองข้างออกไปแล้ววิ่งต่อ ทิ้งให้เจ้าหนวดนั่นสับสนกับกลิ่นแล้วเลิกตามผมเสียที 

ทันทีที่ผมวิ่งมาจนเห็นแสงไฟจากห้องทำงาน รอยยิ้มบนหน้าก็ปรากฎขึ้นด้วยความดีใจก่อนจะกระโดดผ่านประตูไป ผมรีบปิดประตูห้องทำงานกระแทกหน้าเจ้าหนวดแดงทันที ก่อนจะล้มตัวพิงประตูหอบหายใจอย่างเหนื่อยล้า เหงื่อเม็ดโตไหลมารวมกันที่ปลายคิ้วทั้งสองข้างของผม ทั้งแขนและขาสั่นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ ผมต้องรับว่ากลัวไอ้ตัวข้างนอกมันจะพังเข้ามาได้น่ะสิ

ผมนั่งนิ่งพิงประตูรอไปอีกพักใหญ่ๆ เสียงจากข้างนอกเงียบไป ผมเริ่มที่จะกลับมาหายใจแบบปกติได้แล้วและก็นึกบางอย่างขึ้นได้...

"ไอวาร์?"

ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเจ้าหนุ่มนั่นยังอยู่ข้างนอก แต่โชคดีที่เขาไม่ได้เหยียบเลือดเข้าเต็มๆแบบผม อย่างน้อยเขาก็ยังพอมีโอกาสรอดอยู่บ้าง ถ้าเกิดว่าเจ้าหนุ่มนั่นยังมีดวงอยู่ เขาก็คงมาทักทายผมในตอนเช้าเอง

ไม่ใช่ว่าไม่ห่วงเจ้าหมอนั่นนะ แต่จะให้ออกไปเจอหนวดยักษ์อีกก็ไม่เอาหรอก

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพยุงร่างตัวเองลุกขึ้นไปล้างตัวในห้องน้ำให้สะอาด เอาคราบเลือดและดินปืนออกไปให้หมด เครื่องแบบที่ใส่มาทั้งวันถูกถอดทิ้งไว้ข้างเตียงลวกๆ ดีไม่ดีถ้ามันเปื้อนเลือดอีกผมอาจจะต้องเอาไปเผาทิ้งด้วย

ตอนนี้ทั้งใบหน้าและคอของผมก็เริ่มที่จะรู้สึกแสบร้อนขึ้นมาบ้างแล้วจากการสัมผัสโดนแก๊สพิษเจ้าสัตว์ประหลาด ภาพในกระจกห้องน้ำเผยให้เห็นตัวผมที่ดูแย่ไม่ใช่น้อย ทั้งที่อายุยังไม่แตะ 25 แต่หน้านี่เฉียด 40 แล้ว ผมเดินไปเปิดฝักบัวให้น้ำเย็นๆ ไหลลงมาผ่านทุกส่วนบนร่างกาย ชะล้างคราบสกปรกออกไปให้หมด ก่อนจะเดินกลับมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงจนเช้าด้วยความเหนื่อยล้า ไม่คิดแม้จะใส่เสื้อดีๆด้วยซ้ำ

บันทึกหมายเลข 4

23 ตุลาคม 1943

...

เช้าวันเสาร์หรรษา ผมตื่นขึ้นมาในตอนเช้าบนเตียงนอนหลังจากได้ยินเสียงเคาะประตูอยู่แว่วๆ พร้อมกับขานเรียกชื่อเป็นครั้งคราว ผมอยากจะลุกไปตอบนะแต่สมองดันสั่งให้นอนต่อไปอีกสักพักแทน คิดว่าถ้าอีกฝ่ายถูกเมินเดี๋ยวก็คงกลับไปเอง เมื่อไม่มีการตอบรับจากทางฝั่งของผม คนที่อยู่ข้างนอกนั่นจึงเริ่มถามเป็นประโยคแทน

"ท่านร้อยโทครับ?"

"ท่านครับ ถ้าท่านไม่ว่าอะไรให้ผมเข้าไปช่วยไหมครับ?"

ตอนแรกผมก็ไม่ได้ตั้งใจฟังเขามากหรอก แต่ไปๆ มาๆ ผมก็นึกขึ้นได้ว่าเสียงคนที่อยู่ข้างนอกฟังดูคุ้นเคย

ไอวาร์! ไอ้หนุ่มเอสโตเนียนี่ดวงแข็งจริงๆเลย

เวรกรรม...ผมจะให้เขามาเห็นผมในสภาพที่ยังไม่ใส่อะไรเลยแบบนี้ไม่ได้ แบบนั้นมีหวังโดนล้อตลอดชาติแน่ๆ คิดได้ผมเลยรีบตื่นและกระโดดดึ๋งออกจากเตียงไปทันที

"อย่าเข้ามานะเฟ้ย!" ผมตะโกนออกไปพลางควานหาเสื้อผ้าสะอาดๆ มาใส่ก่อนจะวิ่งไปที่หน้าประตู ผมเปิดประตูออกไปพบกับชายที่กำลังเรียกผมอยู่ ผมมั่นใจว่าเสียงใสๆนั่นจะต้องเป็นของไอวาร์ อาดเลอร์แน่นอน เอาจริงๆ ผมก็ดีใจไม่ใช่น้อยเลยที่รู้ว่าเขายังไม่ตาย

"ไอวาร์! แกยังไม่ตาย"

ผมชะงัก

"เดี๋ยวนะ...นายไม่ใช่ไอวาร์"

นี่หมายความว่าเจ้าหนุ่มนั่นไม่รอดงั้นเหรอ? สีหน้าที่ดูดีใจของผมเปลี่ยนเป็นสับสนแทน ถึงแม้จะไม่ได้รู้จักเจ้าหนุ่มนั่นมากมายแต่ระหว่างทางที่เราเดินมาเมื่อคืน เราก็ยังคุยกันอยู่เลย มารู้อีกทีนี้มันตายแล้วเหรอ

ผมยืนสบตากับทหารแปลกหน้าที่อยู่หน้าประตูสักพักก่อนจะส่ายหัวบอกเขาไปว่าไม่มีอะไร ผมแค่จำคนผิดเฉยๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องนอนเพื่อแต่งตัวต่อ พยายามที่จะลืมเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้และนอนต่อ

แค่นอนหลับ

และลืมมันไป...

...

"ปั๊กๆๆ"

ผมสะดุ้งตื่นอีกครั้งนึง คราวนี้ถ้ายังมีใครมากวนอีกละก็ผมจะโยนมันเข้าห้องรมแก๊สให้หมด ผมลุกขึ้นชะเงื้อดูนอกหน้าต่างห้องนอน ปรากฎร่างของชายหนุ่มอายุได้ 19 กว่าในเครื่องแบบของหน่วยเอสเอสสีดำ ผมสั้นสีน้ำตาลเข้มภายใต้หมวกเหล็กกับตาหวานๆ กวนประสาท

"หยุดได้แล้วไอ้ยิวน่ารำคาญ---" ผมหยุดกลางประโยคก่อนจะขยี้ตาดูดีๆ นี่มันเจ้าหน้าที่นาซีนี่หว่า

"ไอวาร์?"

ไอวาร์ไม่พูดตอบ เขาเพียงชี้นิ้วทาบริมฝีปากตัวเองบอกให้ผมเงียบ แล้วกวักมือให้ผมเดินมาทางประตูด้านหลังของอาคาร คราวนี้ผมรีบไปคว้าเสื้อคลุมขึ้นมาสวมและวิ่งตามไปทันที สรุปว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ คงมีแต่ตัวไอวาร์ที่รู้ดีที่สุด

เราสองคนออกมาเจอกันข้างหลังห้องทำงานของผม ไอวาร์ที่ยืนรออยู่ยิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตร ในขณะที่ผมทั้งสับสนและอยากต่อยหน้ามันเข้าสักทีโทษฐานทำผมเดือดร้อน แต่ก็ต้องห้ามตัวเองไว้ก่อน ขอถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยต่อยมันทีหลัง

ไอวาร์ยิ้มก่อนจะพูดกับผม

"ผมฆ่ามันได้แล้วครับ"


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น