อัปเดตล่าสุด 2021-07-20 09:41:52

ตอนที่ 3 ใต้หิมะ

บันทึกหมายเลข 3

22 ตุลาคม 1943

...

"ท่านครับ?"

เสียงทหารหนุ่มที่ยืนข้างๆ ผมทักขึ้น ดึงสติผมให้กลับมาอีกครั้ง ร่างของเด็กชายชาวยิวคนนั้นหายไปตามที่คาดไว้ ไม่มีคราบเลือดหรือเสื้อผ้าทิ้งไว้เลยจนบางทีผมคิดว่าผมอาจจะเห็นภาพหลอนไปเอง

"อย่าไปบอกใครนะครับท่าน เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับระหว่างเราพอ"

ทหารหนุ่มยืนเอานิ้วชี้ทาบปากไว้พร้อมส่งเสียงจุ๊ๆให้เงียบ ผมจึงทำได้แค่ยืนมองเขาเงียบๆ และสูบบุหรี่ต่อ มือที่เคยถือปืนอยู่จึงเปลี่ยนมาล้วงกระเป๋าแทนก่อนจะหันหน้ามุ่งกลับที่พักกัน

เราสองคนเดินมาเรื่อยๆตามทางเดินในค่ายกักกัน แสงไฟริบหรี่จากเสาไฟส่องทอดลงมายังลานกว้างขาวโพลนจนเห็นต้นหญ้ากับดินแห้งๆ อาคารแทบทั้งหมดปิดไฟมืดสนิท ตลอดทางมาเราไม่ได้คุยอะไรกันเลย ผมว่าเขาเองก็คงไม่มีอะไรจะอธิบายเพิ่มแล้ว ผมเลยปล่อยให้บรรยากาศเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนที่หางตาจะพลันไปเห็นเจ้าหนวดแดงในป่าเข้าตะปบแรคคูนกินอย่างเอร็ดอร่อย มันทำให้ผมขนลุกซู่ ภาวนาขอให้มันอิ่มแล้วด้วยเถอะ พวกผมยังไม่อยากเป็นอาหารตัวประหลาด

หนวดนั่นหายไปพักหนึ่ง ก่อนมันจะกลับมาอีกทีใกล้ทหารยามที่แอบหลับและกินหมาของทหารไป ประเด็นคือมันห่างจากตรงที่ผมยืนอยู่แค่ 300 เมตร ซึ่งมันใกล้มากๆ คราวนี้ผมเริ่มระแวงจริงๆแล้ว

ผมตัดสินใจทำลายความเงียบด้วยการเปิดบทสนทนา ทหารหนุ่มเองก็หันมามองอย่างแปลกใจแต่ยังคงเดินต่อไป มือข้างนึงแบกปืนอย่างแข็งแรงพร้อมจะสู้ตลอดเวลา

"แสดงว่าที่ค่ายแห่งนี้ไม่มีศพกองพะเนินเป็นภูเขาเพราะมีไอ้หนวดประหลาดคอยกินว่างั้นเถอะ"

น้ำเสียงผมไม่สู้ดีนัก เสียงผมสั่นเหมือนว่ากำลังกลัวอยู่ สายตายังคงคอยมองข้างหลังเรื่อยๆ

ทหารหนุ่มยิ้มและตอบมาสั้นๆ "ครับท่าน"

"แล้วรู้ได้ไงว่ามันอิ่ม?"

หลังจากที่ผมถามไป เขาก็ให้คำตอบสั้นๆมาอีก

"ผมไม่รู้ครับ"

ผมเงียบและกลืนน้ำลายอึกใหญ่

อ้าวเฮ้ย นี่ชักจะน่าระแวงแล้วนะ ผู้ชายสองคนมาเดินทอดน่องกันกลางดึกกับสัตว์ประหลาด โดยมีแค่รั้วไฟฟ้ากั้นไว้ มันจะปลอดภัยมั้ยล่ะ ขนาดหมาเฝ้ายามยังไม่รอดเลย แล้วตัวเราที่มีกันแค่สองคนจะไปทำอะไรได้

ผมคิดแล้วรีบหันซ้ายขวาดูรอบตัวทันทีว่ามีอะไรเดินตามมาหรือเปล่า พอเห็นว่าปลอดภัยดีเลยหันกลับไปหาชายหนุ่มทันที

"จะว่าไปแล้ว นายชื่ออะไร? คุยกันมาตั้งนานยังไม่ได้ถามชื่อเลย" ผมถามไป

"ไอวาร์ ครับ, ไอวาร์ อาดเลอร์" นายทหารยิ้มร่าเริง เขาดูจะผ่อนคลายในแทบทุกสถานการณ์แต่ยังคงระวังตัว

"ผมเป็นคนเอสโตเนียครับ"

คำตอบของเขาทำให้ผมแปลกใจ แต่เป็นไปได้ว่าเจ้าหนุ่มนี่คงเป็นลูกครึ่งหรืออะไรอย่างนั้น เขาพูดภาษาเยอรมันได้คล่องยิ่งกว่าคนเยอรมันท้องถิ่นอีก

"เป็นทหารอาสางั้นเหรอ?"

"ครับท่าน พ่อผมชวนมา แต่ท่านตายไปแล้วเลยเหลือแค่ผม" ไอวาร์หลบตาผม เหมือนพยายามไม่ให้รู้ว่ากำลังเศร้าอยู่

"ไม่เป็นไรหรอกไอหนุ่ม ฉันเข้าใจนายหลังจากที่ย้ายมาทำงานที่นี่ ฉันก็ตัวคนเดียวในครอบครัว" ผมพยายามปลอบใจไปแม้ว่ามันจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย

"อ้าว นึกว่ามีภรรยาแล้วเสียอีก หน้าตาก็ดีหน้าที่การงานก็ดี? หรือว่าท่านกำลังรออะไรอยู่?" ไอวาร์เบิกตาทำหน้าสงสัย "หรือท่านกำลังจะขอเธอแต่งงาน"

ส่วนผมก็ถอนหายใจใส่หน้ามันแทน "ยังไม่มีใครทั้งนั้นแหละ! จริงๆเลย มาถามอะไรเนี่ย พอเลยๆ เดินต่อได้แล้ว"

เราสองคนพยายามสร้างเสียงหัวเราะในวงสนทนากลบความวังเวงในค่าย

ต่อให้เราเพิ่งจะเจออะไรแปลกๆมาเถอะ ไม่ใช่ว่าผมไม่กลัวนะ แต่บางทีเราก็ต้องทำใจดีสู้เสือไว้ก่อน หรือต้องให้เรียกว่าใจดีสู้สัตว์ประหลาดซะมากกว่า

"เอาเป็นว่ายินดีที่ได้รู้จัก คุณอาดเลอร์ คุณเองก็คงรู้ชื่อผมมาบ้างแล้วใช่ไหม?"

"ครับท่านร้อยโท โยฮันน์ ครีซ" ชายหนุ่มยิ้ม

"เรียกแค่ยันก็พอแล้ว"

"ครับท่านร้อยโท ยัน" ว่าแล้วหนุ่มน้อยก็หลุดขำออกมาเล็กน้อย "ทำไมท่านถึงดูเปิดใจกับผมจังเลยล่ะ? เราเพิ่งเจอกันเองไม่ใช่เหรอ"

"ไม่เป็นไรหรอก ผมเข้าใจว่าคุณเพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ ผูกมิตรไว้บ้างก็คงดีไม่ใช่น้อย ที่นี่ไม่ค่อยมีใครพูดภาษาเยอรมันหรอกนะ" ไอวาร์พูดต่อ

ไม่ทันที่ผมจะได้คุยต่อไอวาร์ก็รีบหันไปมองทางป่าทึบหลังรั้วไฟฟ้า เจ้าหนวดประหลาดนั่นหายไปแล้ว ผมเลยต้องหยุดบทสนทนากะทันหัน

คราวนี้สีหน้ารื่นเริงของเจ้าหนุ่มเปลี่ยนเป็นกังวล เขาสะกิดชายเสื้อผมเป็นสัญญาณให้ระวังตัว ก่อนจะคว้าปืนพกตัวเองออกมาป้องกันตัว

"ท่านเห็นอะไรงั้นเหรอครับ?" ไอวาร์ถาม

"หยิบปืน..." ผมกระซิบอย่างแผ่วเบา มือข้างขวาทาบเอวตัวเองเตรียมคว้าปืน

"นั่นไง มันยังไม่อิ่มสินะ" ผมพูดกับตัวเองพลางมองหาว่าตัวเองได้เหยียบเลือดติดมาด้วยหรือไม่

"ครืน..ครืน..." มีเสียงของบางอย่างเคลื่อนไหวใต้หิมะ

เราสองคนยืนหันหลังชนกันเผชิญหน้ากับลานหิมะกว้างสุดสายตา เท้าทั้งสองข้างยืนหยัดตั้งรับสิ่งที่เข้ามาจู่โจม

"พรึ่บ!"

เสียงเสาไฟต้นหนึ่งถูกฟาดจนเสียหาย ทำให้ทางข้างหน้าของผมมืดไปหมดซึ่งมันก็เป็นทางเดียวกับที่ผมจะเดินไปด้วย ผมรีบหันไปดูไอวาร์ เราทั้งสองยังไม่มีใครบาดเจ็บ สิ่งที่อยู่ใต้หิมะแค่ทำให้เราตกใจเท่านั้น ผมจึงรีบหันไปถามไอวาร์ให้เร็วที่สุด

"ไหนว่ามันก็เข้ามาไม่ได้ไง! แล้วทำไมมันมาไล่เราแทน!"

"ผมก็ไม่รู้ว่ามันคือตัวอะไรครับท่าน!" สีหน้าไอวาร์ตื่นตระหนกอย่างมาก มือที่ถือปืนสั่นระรัวจนแทบถือไม่อยู่

ผมตะโกนใส่เขาให้รีบวิ่งอย่างเกรี้ยวกราด ในขณะที่มือสองข้างพร้อมลั่นไกตลอดเวลา ใจผมหล่นไปอยู่แทบเท้าทันทีที่เห็นกองหิมะผุดขึ้นเล็กน้อยเป็นเนินที่เข้ามาใกล้เราขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว วินาทีนี้ผมจึงตัดสนใจยิงขู่ไปก่อน

"ปัง!"

ผมยิงไปก่อนหนึ่งนัดใส่เนินข้างหน้าเป็นรู ทำให้เนินหิมะหยุดเคลื่อนที่ แล้วก็ทุกอย่างก็เงียบ เจ้าสิ่งที่อยู่ใต้หิมะไม่เคลื่อนไหวต่อ ไอวาร์ที่ได้ยินเสียงปืนรีบหันหน้ามาดูผมสลับกับเนิน เขายืนปาดเหงื่ออยู่ข้างๆและลดปืนลง

ไม่มีอะไรแล้ว ปลอดภัยแล้ว

ผมว่าเจ้าหนวดบ้านั่นน่าจะถูกยิงจนบาดเจ็บและหนีกลับเข้าป่าไปแล้ว ดี! เจ้าหนวดจะได้รู้ว่าไม่ควรเล่นกับใคร

ไอวาร์ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ผมเองก็ยืนหัวเราะอย่างสะใจก่อนจะลากแขนไอวาร์เดินต่อไปตามทางข้างหน้า ใช่ ตรงที่เสาไฟหักนั่นแหละ แต่จุดนั้นเป็นแค่ทางเลี้ยว ถ้าหากรีบเดินไปเดี๋ยวก็พ้นแล้วผมเลยบอกให้ทหารหนุ่มเร่งฝีเท้าก่อนจะก้าวเข้าสู่มุมมืด

ในมุมมืดผมรู้สึกถึงการมีอยู่ของอะไรบางอย่างในนั้น แต่เราก็สามารถออกมาได้ แสงไฟสาดส่องลงมาบนตัวเราอีกครั้งหนึ่ง แต่ผมก็เห็นว่าตามทางที่ผมเดินออกมา รอยเท้าผมมีคราบสีแดงติดมาด้วย

และผมก็ได้รู้ว่าตัวเองไปเหยียบเข้ากับอะไรบางอย่างในเงามืด อาจจะเป็นศพของใครบางคนหรือบางตัว

"แหยะ..."

มันคือเลือดสดๆ

ของเหลวสีเข้มส่งกลิ่นคาวเตะจมูกติดที่ปลายรองเท้าผม ผมแทบอยากจะกรีดร้องออกมา

"เวรกรรม ผมติดกับดักแล้วสิ"


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น