อัปเดตล่าสุด 2021-07-20 09:40:44

ตอนที่ 2 หนวดสีแดง

บันทึกหมายเลข 2

21 ตุลาคม 1943

...

วันนี้ผมตื่นเช้ากว่าปกติ ดูจากนาฬิกาแล้วยังเป็นช่วงเช้าตรู่อยู่ ท้องฟ้าข้างนอกยังไม่สว่างดีนัก มีเพียงแสงจากเสาไฟรอบๆ ค่ายที่คอยส่องแสงให้ความสว่างอยู่ มันทำให้ผมสบายใจอยู่บ้างที่เห็นว่ามีทหารยามคอยเดินลาดตระเวนอยู่รอบๆ แต่ถัดออกไปอีกก็มีแต่ป่ารกทึบสุดลูกหูลูกตา ผม

ตัวผมนั่งขยี้ตาอยู่นานกว่าจะทำให้ตัวเองตื่นขึ้นมาได้ แล้วจึงลากสังขารตัวเองไปยังห้องน้ำเพื่อแปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัวก่อนกลับไปบ้านไปเอาของ จริงๆ แล้วจะเรียกว่าบ้านก็ไม่ถูกซะทีเดียวหรอก เรียกว่าที่เก็บของน่าจะเหมาะกว่า  เพราะตั้งแต่เช่าบ้านหลังนั้นมาผมก็ได้เข้าไปอยู่จริงๆ แค่อาทิตย์เดียวเอง ดันโดนย้ายมาอยู่ที่ค่ายนี้แทนเลยต้องไปย้ายของจากบ้านเช่ามาอีก เอาเถอะแต่ถ้ารีบไปรีบกลับก็คงมีเวลาพักเหลืออยู่ ผมมีเรื่องต้องถามคนแถวนี้อยู่พอดี

ผมใช้เวลาเกือบสิบนาทีในห้องน้ำไปกับการยืนดูตัวเองหน้ากระจก ผมดูเหมือนกับผีดิบไม่มีผิด ทั้งผมสีทองยุ่งๆ ตาสีฟ้าอ่อนที่ดูเหนื่อยล้า และผิวที่ซีดเป็นไก่ต้มบ่งบอกว่าชีวิตนี้ของผมถูกอุทิศให้กับการทำงานไปหมดจนไม่ได้ดูแลตัวเอง แต่เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้า ต่อให้เหนื่อยแค่ไหนผมก็ทำเพื่อประเทศได้

ว่าแล้วผมก็เลยรีบแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนจะออกไปในตอนเช้า ทันทีที่ผมกลับมาที่ค่ายพร้อมของ ผมจะมาถามพวกทหารเกี่ยวกับผู้ดูแลคนเก่าของที่นี่

...

ระหว่างทางที่ผมกำลังขับรถกลับมาที่ค่าย หิมะก็เริ่มตกอีกแล้ว มันทำให้ผมหงุดหงิดเป็นอย่างมาก ในเมื่อตอนนี้บนถนนกลายเป็นสีขาวหมด ผมถอนหายใจและพูดกับตัวเองในรถ

ผมเกลียดหิมะ...

ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วทุกครั้งที่หิมะตกจะต้องมีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นตามมาเสมอด้วยเหตุผลบางอย่าง ตั้งแต่สมัยอยู่ที่เยอรมนีแล้ว ตอนแรกก็ย้ายโรงเรียน ต่อมาก็หมาตาย สุดท้ายก็สงคราม...

ผมจอดรถข้างในค่ายกักกันใกล้ๆ ห้องทำงานของผมก่อนจะเดินลงไปขนของจากท้ายรถเข้าห้องให้หมด ระหว่างกำลังขนอาหารกล่องสุดท้ายเข้าไปผมก็ดันเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างเคลื่อนที่ผ่านหางตาผมไป ผมรีบทิ้งกล่องในมือแล้วหันไปดูทันที

มันว่างเปล่า

ข้างหลังผมยังเป็นพื้นหิมะโล่งๆ อยู่ ทั้งที่ผมมั่นใจมากว่ามันจะต้องมีอะไรเคลื่อนที่ผ่านผมไปจริงๆ แต่นี่มันกลับว่างเปล่า เหมือนไส้กรอกเมื่อวานไม่มีผิด มันตกลงบนพื้นและหายไปกับอากาศ แต่ตอนนี้ผมยังไม่คิดจะตามมันไปหรอก ปืนพกของผมก็ยังอยู่ในเสื้อคลุมอีกตัว ถ้าขืนตามไปแล้วเจอข้าศึกก็คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ ผมจึงเลือกที่จะกลับเข้าไปในอาคารก่อน

ผมยอมรับว่าเริ่มที่จะรู้สึกแปลกๆ กับที่แห่งนี้แล้ว มันมีอะไรหลายๆ อย่างที่ผมยังไม่เข้าใจ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว ผมจึงสลัดความคิดนั้นออกไปแล้วรีบขนกล่องอาหารกล่องสุดท้ายเข้าอาคารไปให้เร็วที่สุด ส่วนเรื่องที่จะไปคุยกับพวกทหารก็เอาไว้ก่อน ไว้หิมะเบาลงเมื่อไหร่ค่อยออกไปทีหลัง

ในห้องทำงานผมยังคงเป็นเหมือนเดิม กองเอกสารเป็นปึกกองไว้บนโต๊ะรอให้มีคนมาจัดการ ผมเอากล่องขึ้นไปเก็บในตู้ก่อนที่จะกลับลงมานั่งที่เก้าอี้อย่างเหน็ดเหนื่อย สายตาผมมองผ่านหน้าต่างไปยังเหล่านักโทษที่ยืนทำงานกันอย่างแข็งขันข้างนอกโดยมีผู้คุมคอยดูแลงานอยู่ไม่ห่าง

ผมนั่งดูอยู่สักพักหนึ่งก่อนจะสังเกตได้ว่ามีนักโทษคนหนึ่งล้มลงกองกับหิมะด้วยความอ่อนล้าก่อนที่จะมีทหารผู้คุมจะวิ่งมาดู เมื่อเห็นว่านักโทษไม่ยอมลุกขึ้นจึงได้กระทืบซ้ำให้ล้มลงจนพยุงตัวเองขึ้นไม่ได้ นายทหารใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบมือนักโทษคนนั้นไว้ก่อนจะค่อยๆ ทิ้งน้ำหนักกดลงทีละน้อย กระดูกที่โดนรองเท้าบดขยี้ส่งเสียงดังกรอบจนทำให้เหล่านักโทษคนอื่นๆ ที่เห็นเหตุการณ์ต้องถอยห่างออกไปกันหมด

"กร๊อบ"

คนที่กำลังโดนเหยียบส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด พลางก้มหัวอ้อนวอนต่อนายทหารให้ปล่อยเขาไป แต่ร่างที่อ่อนแอของชายคนนั้นก็ถูกเตะจนกระเด็นออกไปจนแน่นิ่งอยู่กลางลานกว้าง ทิ้งรอยเลือดไว้เป็นทางยาว เหล่าทหารที่ยืนมองอยู่หัวเราะร่าอย่างสะใจ ก่อนจะเดินไปลากร่างของนักโทษคนนั้นโยนเข้าป่าไป แล้วจึงกลับไปคุมงานต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ตัวผมที่นั่งอยู่ข้างในยังคงมองตามร่างที่ถูกโยนเข้าป่าไป แต่ด้วยความที่มันหายเข้าไปในป่าทึบเลยคลาดสายตากันไป ผมหันเก้าอี้กลับมาที่เดิมและนั่งจิบกาแฟอย่างสบายใจต่อจนเกือบเย็น

...

ผมลองกลับมาคิดอีกที จากประสบการณ์การทำงานที่ค่ายกักกันที่ผ่านมาผมไม่เคยเห็นเจ้าหน้าที่คนไหนจัดการศพโดยการโยนเข้าป่ามาก่อนเลย ปกติแล้วถ้าไม่เผาก็จะเอาไปฝังรวมกันในหลุมใหญ่ให้เรียบร้อย พอมาเจอแบบนี้มันเลยดูแปลกพิลึก แต่คนที่รู้ดีในเรื่องนี้ดีมากที่สุดคงจะเป็นพวกทหารที่ทำงานที่นี่มาก่อนผม พวกเขาคงจะมีคำตอบให้กับอะไรหลายๆ อย่าง

ว่าแล้วผมเลยวางแก้วกาแฟลงและเดินไปเอาเสื้อโค้ตมาใส่ให้เรียบร้อยก่อนเปิดประตูออกไปข้างนอก

"ท่านมีอะไรหรือเปล่าครับ?"

เสียงของทหารยามร่างสูงที่ยืนเฝ้าอยู่ทักขึ้นมาทำผมรีบหันไปตามเสียงทันที สีหน้าของเขาดูประหลาดใจที่เห็นผมเดินออกมาในเวลาค่ำแบบนี้

ผมดีใจที่ไม่ต้องลุยหิมะออกไปจนถึงโรงนอนเพื่อจะหาทหารสักคน ในเมื่อมีมาถึงที่ขนาดนี้ก็จะได้คุยกันให้รู้เรื่องเสียที ผมหันไปสบตากับนายทหารก่อนจะถอนหายใจสั้นๆ

"มาตามหานายนั่นแหละ"

แล้วทั้งผมและนายทหารคนนั้นก็หัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างไรสาเหตุ ตลกกับความบังเอิญที่ช่างมาได้ถูกเวลาเหลือเกิน

"จะว่าไป ลมอะไรหอบท่านมาถึงที่นี่เลยล่ะ?" เขาเป็นฝ่ายเริ่มถามก่อน เปิดประเด็นสนทนาขึ้นมาแบบกว้างๆให้ไม่กดดันเกินไป

"ก็ตอนแรกอยู่ที่โปแลนด์มาก่อน ต่อมาดันโดนย้ายมาที่นี่เฉยเลย ก็ไอ้เจ้าคนเก่ามันหายนี่" ผมตอบเชิงบ่นไป

"คนเก่า? อ๋อ คุณหมายถึงร้อยตรีเอคคาร์ทเหรอ?" นายทหารเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง "ใช่ครับ เขาหายไปอย่างลึกลับจริงๆ"

"จะว่าไป ตั้งแต่ท่านมาอยู่ที่นี่ ท่านไม่เห็นอะไรหรือเจออะไรแปลกๆ ในค่ายบ้างเลยเหรอ?"

ผมเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

"อย่างเรื่องที่ของหายไปโดยไม่รู้สาเหตุน่ะเหรอ?" ผมพูดติดตลกไปแต่นายทหารคนนั้นดูจะไม่ตลกกับผมเท่าไหร่

"ครับท่าน ผมรู้ว่าเพราะอะไร เลยอยากมาเตือนท่านก่อน"

คราวนี้ผมนิ่งเงียบฟัง มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋าหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ อีกมวนก็ยื่นให้นายทหารด้วย เขารับมันมาแล้วจุดก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องให้ผมฟัง

"มันเกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วครับ เอคคาร์ท ฮอคมูลเลอร์เคยเป็นหัวหน้าค่ายกักกันแห่งนี้มาก่อน เขาเป็นคนที่ขึ้นว่าค่อนข้างดุแถมยังชอบหาเรื่องกับนายพลคนใหญ่คนโตอีก ทั้งทหารและนักโทษเลยไม่ค่อยชอบเท่าไหร่"

นายทหารหนุ่มหันมายิ้มแหงๆ ให้ผมก็จะบอกให้ผมอย่าเอาไปฟ้องใครแล้วจึงค่อยเล่าต่อ

"...แล้ววันนึงเขาก็หายไปเลยครับ ไม่มีร่องรอยอะไรเลยที่จะบอกได้ว่าเขาตายหรือหนีไปเฉยๆ คุณเอคคาร์ทยังทิ้งกระเป๋าและของทั้งหมดไว้ในห้องอยู่อย่างที่คุณเห็นดังนั้นเป็นไปได้ยากที่เขาจะโดนพักงานหรือลาออกไป"

"เข้าเรื่องเลย ผมรู้มาบ้างแล้วว่าเอคคาร์ทเป็นใคร" ผมสังเกตได้ว่าหิมะเริ่มที่จะตกอีกครั้ง สีหน้าของนายทหารที่ยืนคุยกับผมอยู่ดูหวาดกลัวอย่างมาก ผมจึงได้ชวนเขาเข้าไปคุยกันข้างในห้องทำงานแทน

"นายโอเครึเปล่า" ผมถอดหมวกสะบัดหิมะออก "นายเห็นอะไรในป่างั้นเหรอ?"

นายทหารคนนั้นเองก็ถอดเสื้อคลุมเขาออกเหมือนกันก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้ใกล้ๆ "เปล่าครับท่าน ในป่าไม่มีหมีมาหลายปีแล้ว จริงๆแล้วมันไม่มีสิ่งมีชีวิตอะไรเลยนอกจากต้นไม้ครับ..."

"อืม ว่าต่อเลย..."

ผมนั่งขยี้หัวทองๆของตัวเองอย่างหัวเสีย หิมะบ้าๆนี่ดันติดหัวผมมาเต็มเลย

"...เราเริ่มตามหาตัวคุณเอคคาร์ทกันทันทีที่เขาหายไปครับ แต่หาที่ไหนก็ไม่เจอเลย จนเราตัดสินใจเดินเข้าป่าครับ ท่านต้องไม่เชื่อแน่ๆว่าเราเจออะไร..."

ผมชักจะเหลืออดแล้ว จะเล่าก็เล่าให้จบสิ!

"เล่ามาเถอะน่า จบแล้วผมจะเป็นคนตัดสินเองว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ"

นายทหารสูดหายใจลึกและวางบุหรี่ลง

"เราเจอกวางครับ..."

"กวางตัวผู้โตเต็มวัยเดินไปมาในป่า มันเดินย้ำเท้าลงในหิมะหนาอย่างเชื่องช้า ผมเห็นว่ามันบาดเจ็บเลยจะเข้าไปช่วย แต่ทันใดนั้นเอง...จู่ๆ ก็มีหนวดสีแดงคล้ายหนวดหมึกพุ่งขึ้นมาจากหิมะ ตวัดเจ้ากวางที่น่าสงสารจนล้มแล้วค่อยๆดูดร่างของกวางลงไปข้างใต้หิมะ ทิ้งรอยเลือดเป็นวงๆไว้ที่เดิมก่อนจะซึมหายไปภายในเวลาสั้นๆ"

ผมเลิกขยี้หัวตัวเองและเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจปนหงุดหงิด

"ถ้าคิดจะเล่าเรื่องผีรับน้องละก็ นายเล่นผิดที่แล้วไอ้หนุ่ม กลับไปนอนเถอะ เสียเวลาเปล่าๆ"

"ต..แต่ท่านครับ! ผมพูดจริงนะครับ...เอางี้ ท่านฟังผมให้จบก่อน เผื่อมันจะช่วยตอบอะไรหลายๆอย่างที่ท่านสงสัยได้"

สีหน้าของชายหนุ่มดูจริงจังขึ้นมาทันทีทันใด เขาจ้องเขม็งมองที่ผมอย่างไม่ละสายตา

"ที่ผมเจอนั่นว่าแปลกแล้วแต่พอผมลองไปถามพวกรุ่นพี่ดู เขาบอกว่ามันปกติ คือว่า...เมื่อนานมาแล้วก่อนที่เราจะมาตั้งค่ายกักกันที่นี่ ชาวบ้านเขาลือกันมาว่าตรงนี้เป็นที่ดินกินคน"

ผมคิดแล้วแอบขำ ไอ้หนุ่มนี่สงสัยจะดื่มหนัก พูดจาไร้สาระ

"...ทุกๆครั้งที่มีใครเดินเข้ามาจะไม่มีวันได้กลับออกไปเลย ไม่มีแม้แต่สัตว์ป่าออกมาหากิน เพราะมันรู้ว่าถ้าเข้ามาจะถูกกินน่ะสิ" นายทหารหนุ่มยังคงไม่ละสายตา

"แต่พอมีค่ายกักกันมาตั้ง เราเลยใช้ประโยชน์จากที่ดินกินคนตรงนี้กำจัดศพนักโทษทั้งหลายที่เราสังหารเสร็จ ทำให้อะไรก็ตามที่อยู่ใต้ดินไม่กินต้องออกล่าเหยื่อเองในเมื่อมีเราคอยให้อาหารมันเรื่อยๆ"

"คุณไม่ได้กลิ่นเลือดตอนเข้ามาเหรอ?"

"กลิ่นมันคละคลุ้งไปทั่วค่ายเลยนะผมว่า"

คราวนี้ไอ้หนุ่มกับผมนั่งจ้องหน้ากันอยู่นานเลย ผมรู้มันคิดจะปั่นหัวผมอยู่ คิดว่าผมจะเชื่อมันเหรอ

"จะบอกว่าหิมะมันกินเอคคาร์ทไปว่างั้นเถอะ?"

"ครับ" ชายหนุ่มตอบ

"แล้วไหนว่ามีนักโทษเชลยให้กินตลอด ทำไมมันต้องกินพวกเรา?" ผมถามขึ้นอีก

"ตัวประหลาดข้างใต้นี้มันล่าเหยื่อโดยการตามกลิ่นเลือดครับ พอรู้ว่ามีเลือดไหลออกจากตัวเหยื่อมันก็จะรีบจัดการ"

ผมรู้สึกว่าจะปล่อยให้ไอ้หนุ่มนี้เล่านิทานมานานมากแล้ว มันไม่ได้ตอบคำถามจริงๆเลยว่าเอคคาร์ท ฮอคมูลเลอร์หายไปไหน

"แล้วจะให้ผมเชื่อคุณได้ไง คุณเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้"

นายทหารหนุ่มดูจะยังไม่ลดละ ดูเหมือนเขาว่าจะทำทุกทางเพื่อให้ผมเชื่อเขา

"เอาแบบนี้ครับ ผมจะพิสูจน์ให้ท่านดูเอง"

เขาลุกขึ้นออกจากเก้าอี้แล้วเดินไปหยิบเสื้อคลุมกับหมวกมาใส่เตรียมพร้อมรอหน้าประตู เขายังคงรอผมให้ตามไป

"ไปเร็วครับท่าน มันเริ่มจะมืดแล้ว ผมมีไฟฉายแค่กระบอกเดียวนะครับ"

ผมถอนหายใจออกมายาวๆก่อนจะรีบหยิบหมวกและปืนตามทหารหนุ่มไป สองเราคนรีบพุ่งผ่านประตูออกไปทันทีปะทะกับอากาศเย็นข้างนอกอย่างจัง ฝ่ายทหารหนุ่มเป็นคนออกวิ่งนำไปก่อน เขารีบพาผมไปหยุดอยู่หน้าที่พักของนักโทษรอการประหารก่อนจะหันมาสบตากับผม

"ท่านครับ รอผมตรงนี้ก่อนนะครับ"

แล้วจึงเดินผลักประตูที่พักเข้าไปอย่างแรง ประตูที่ถูกผลักกระแทกกำแพงส่งเสียงดังจนนักโทษที่นอนอยู่สะดุ้งตื่นขึ้นมากันหมด

"ทั้งหมด! ออกมาจัดแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งข้างนอกเดี๋ยวนี้"

ทหารหนุ่มคนนั้นตะโกนอย่างดุดัน เหล่านักโทษรีบลุกผลุดออกจากเตียงกันมาจนแทบจะถีบกันเอง เร่งรีบจัดแถวให้เร็วที่สุดทั้งๆที่สภาพเหมือนคนเพิ่งตื่น

"ฉันต้องการหนึ่งคน คนที่ยอมเสียสละความสุขของตนให้คนที่เหลือ คนๆนั้นจะต้องตายในวันนี้ แลกกับการที่คนที่เหลือในนี้จะมีชีวิตต่อไปอีกหนึ่งเดือน"

นักโทษทุกคนเงียบพร้อมกันสลับกับหันหน้าไปมองกันเอง

"ขอให้คนๆนั้นก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ถ้าหากไม่มีใครออกมาก็ตายกันหมดนี่แหละ!"

ทันใดนั้นเด็กชายร่างเล็กก็ก้าวเท้าออกมา ส่งผลให้พวกผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่หันมามองและซุบซิบกัน

"ผมเองครับ..." เด็กชายร่างเล็กเอ่ยขึ้น

"เงียบ!" นายทหารสั่ง "ตามมาไอ้หนู..."

"คนที่เหลือ กลับเข้าไปนอนแล้วจงสำนึกถึงสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไปซะ" สิ้นเสียงนายทหาร ทุกคนก็รีบวิ่งกลับเข้าไปกันหมดทิ้งไว้เพียงตัวผม ทหารหนุ่ม และเด็กชาวยิว

นายทหารหนุ่มหันมายิ้มให้ผมแล้วผลักเด็กชายให้เดิน ผมไม่ได้พูดอะไรตอบเพียงแต่เดินตามไปจนถึงชายป่า ลมเบาๆพัดออกมาจากในป่าเสียดสีกับใบสนเกิดเป็นเสียงแหลมเล็กน่าขนลุก

"ไม่ต้องห่วง เจ็บนิดเดียวนายจะได้ไปหาแม่แล้ว"

ทหารหนุ่มพูดพลางหันตัวเด็กชายเผชิญกับป่าทึบ มืออีกข้างล้วงไปหยิบปืนขึ้นมาถือแทนไฟฉาย โลหะอันเยือกเย็นสัมผัสที่ศีรษะเด็กชายอย่างเบาบางก่อนที่จะ...

"ปัง!"

ทหารหนุ่มลั่นไก ร่างไร้วิญญาณของเด็กชายล้มลงหน้าคว่ำกองบนหิมะ ของเหลวสีแดงเข้มไหลวนเป็นวงกว้างตัดกับหิมะสีขาว  ไม่ทันไรทุกอย่างก็เป็นไปตามคาด หนวดระยางสีแดงกลุ่มหนึ่งก็พุ่งขึ้นมาจากผืนดินโอบรัดร่างเด็กชายไว้และลากลงสู่เบื้องล่างโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้ให้ดูต่างหน้าเลย

ผมยืนตะลึงกับสิ่งที่ตัวเองเห็นเมื่อสักครู่ ผมหันกลับไปหาทหารหนุ่มที่ยืนข้างๆ ก่อนจะแสยะยิ้มออกมาจนเห็นฟันเขี้ยว

"แล้วทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้ล่ะ เสียเวลารมแก๊สพวกมันตั้งนาน"


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น