อัปเดตล่าสุด 2021-07-24 23:21:28

ตอนที่ 14 การหายตัวไปของเด็กหญิง (3/3)

บันทึกหมายเลข 10

2 พฤศจิกายน 1943

...

ผ่านมาสามวันแล้วไม่มีอะไรที่เราทำได้เลย ทั้งส่งคนไปหาในหมู่นักโทษ ทั้งส่งสุนัขดมกลิ่นออกไป ทั้งหมดที่ทำมาไร้ประโยชน์ ไม่มีใครพบเด็กหญิง หรือสิ่งที่แสดงถึงการมีอยู่ของเธอเลย...วันที่ผ่านมาผมแทบไม่มีเวลาจะเขียนบันทึกต่อด้วยซ้ำ

ในเช้าวันนี้ไอวาร์และผมได้แต่ยืนรับลมอยู่ริมระเบียงบ้านอย่างสิ้นหวัง รู้ว่าเฟรย่า ฟาห์เลอร์ไม่มีทางกลับมาแน่ๆ คงเป็นเหมือนที่ไอวาร์บอกไว้ก่อนหน้านี้ เธอน่าจะโดนกินไปแล้ว โอกาสที่ผมจะหาเธอเจอแบบเป็นๆ มีน้อยมาก แต่ผมก็ยังไม่หมดหวังหรอก เพราะหากเจอขึ้นมา แน่นอนว่าคุณฮอสท์ ฟาเลอร์จะต้องปลาบปลื้มและตอบแทนน้ำใจผมอย่างงาม บางทีอาจได้เลื่อนตำแหน่งและกลับบ้านที่เยอรมนีเสียที

...

ผมยืนเหม่ออยู่หน้าระเบียง ลมหายใจที่ออกมากลายเป็นไอเย็นบ่งบอกได้ว่าอากาศตอนนี้หนาวไม่ใช่น้อย สังเกตจากหิมะที่โปรยปรายลงมาต้อนรับแต่เช้า บอกได้เลยว่าคงไม่ดีถ้าจะยืนเหม่อต่ออีกสักพัก

"ท่านครับ ท่านเป็นอะไรรึเปล่า?" เด็กหนุ่มถามต้องความเป็นห่วง "ข้างนอกมันหนาว ท่านเข้าไปข้างในก่อนก็ได้นะครับ เดี๋ยวผมจะไปเข้าเวรแล้ว" เขาเอ่ยก่อนจะเดินลงจากระเบียงไปข้างล่าง ในมือแบกปืนไว้อย่างหลวมๆ

"แกแขนหัก มันจะยิงได้มั้ยนั่น"

ผมกระแอมเล็กน้อยพลางหรี่ตามองไอวาร์ แม้ตอนแรกจะอยากไล่ให้ไอ้หนุ่มนี่ไปไกลๆ สายตา แต่จริงๆ แล้วผมก็ยังไม่อยากให้เขาต้องออกไปทั้งๆ ที่ร่างกายยังอ่อนแอ

"ฉันสั่งให้เพื่อนแกไปแทนแล้ว หวังว่ามันจะทำงานทำการบ้าง เห็นวันๆ เอาแต่นั่งสุมหัวกันสูบบุหรี่"

"ไม่แปลกหรอกครับท่าน" เด็กหนุ่มแทรก "พวกนั้นก็นักเลงเก่าแถวบ้านผม ไม่ได้มาเข้าหน่วยเอสเอสก็มาเพราะรักจักรวรรดิไรค์หรอก แค่เห็นหญิงงาม อาหารอร่อย ที่นอนดี บุหรี่ฟรีแจกไม่อั้นก็พากันมาสมัครมากกว่า"

ว่าแล้วเราก็หลุดหัวเราะกันเล็กน้อย ละอองที่อยู่ในอากาศหลุดเข้าลำคอขณะผมอ้าปาก ทำให้ต้องไอออกมาเสียงดัง มันอาจเป็นแค่หิมะแต่เกล็ดของมันก็ทำให้แสบคอเหลือเกิน

"หิมะแถวนี้เป็นพิษต่อมนุษย์นะเนี่ย" ผมยืนก้มตัวเอามือยันเข่าไว้ แต่ไอวาร์กลับทำหน้ากังวลแทน

"อะไร?"

"วันนี้เราเพิ่งเผาศพไปเองครับ" ไอวาร์ชี้นิ้วไปทางฝั่งซ้าย แลเห็นปล่องไฟที่มีควันดำพุ่งพวยออกมาพร้อมกลิ่นเหม็นสาบจางๆ

"โอ้ พระเจ้า..." ผมเอามือลูบแก้มตัวเอง คิดในแง่ดีว่าสิ่งที่เข้าปากไปเมื่อครู่ มิน่าจะใช่ละอองจากซากศพแต่อย่างใด

"...แต่รู้มั้ย ช่างปะไร การหาตัวเฟรย่า ฟาห์เลอร์สำคัญกว่าเรื่องผงอะไรไม่รู้ที่เพิ่งเข้าปากฉันไป" ผมยิ้มหวานและยืดอก ไอวาร์ดูโล่งใจขึ้นเขาถอนหายใจเบาๆ และจัดหมวกตัวเอง

"ระวังตัวนะครับท่าน"

"เออ" ผมตอบรับ แต่ก็มีตงิดใจเล็กน้อยกับคำพูดของไอวาร์แต่ก็แซวกลบเกลื่อนไป

"พูดจาแปลกๆ ตลอดเลยนะแกเนี่ย ทำตัวซะน่ากลัวกว่าสัตว์ประหลาดซะอีก" ผมเหลือบมองเขาด้วยปลายหางตา พลันเห็นอีกาฝูงหนึ่งรุมทึ้งซากศพอยู่ริมรั้วไฟฟ้าไม่ไกลนักซึ่งก็ไม่แปลก อีกาเหล่านี้ฉลาดพอที่จะรู้ว่าการมาอาศัยอยู่กับทหารจะทำให้มันมีกินไม่อั้น แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องหยุดบทสนทนาไว้เป็นเพราะว่าฝูงอีกานั้นจะดูแปลกไปกว่านกกาปกติตามธรรมชาตินัก

"หยุดก่อนๆ" ผมเอานิ้วชี้ทาบปากส่งเสียงจุ๊ๆ ก่อนจะเดินตรงรี่ไปยังบริเวณรั้วไฟฟ้าที่ฝูงกาอยู่ กลิ่นเหม็นสาบคละคลุ้งไปทั่ว ผมเว้นระยะห่างไว้พอควรเพื่อไม่ให้อีกาบินหนีไปและสังเกตดู

นกกาแต่ละตัวในฝูงมีลักษณะที่ผิดธรรมชาติจนน่ากลัว บางตัวก็หัวขาด บางตัวก็มีอวัยวะไม่สมประกอบทั้งปีกทั้งขาบิดเบี้ยว แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือตัวที่มีอวัยวะของมนุษย์ติดมาด้วย ลองคิดภาพอีกาแต่มีลูกตาของคนติดอยู่แทนสิ ไม่ก็ตัวที่อ้าปากแล้วมีฟันมนุษย์เต็มไปหมด

"นั่นมันตัวอะไรวะนั่นน่ะ" ผมเอ่ยเบาๆ ความคิดในหัวตีกันจนวุ่น อยากจะรู้จริงๆ ว่าในค่ายนี้มันมีอะไรปกติบ้าง

ผมหยิบปืนขึ้นมาถือไว้ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้ฝูงกา เตรียมพร้อมที่จะยิงเสมอ

"ครืด...ครืด...ครืด" เสียงเท้าผมไถไปกับพื้นหิมะทำให้หนึ่งในอีการู้ตัว มันหันมาจ้องผมด้วยดวงตามนุษย์กลมโตก่อนจะแหกปากร้องเรียกเพื่อนฝูงให้รู้ว่ามีคนกำลังดูมันอยู่

"อ้าวเห้ย จะหันมาทำไม" ผมส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอโดยไม่ละสายตาจากฝูงกา กลุ่มนกดำแตกรังพากันบินหนีกลายเป็นกลุ่มหมอกดำบนท้องฟ้า ทิ้งเศษเนื้อ เส้นผมและกระดูกลงมาจากเบื้องบน ผมจึงจำเป็นต้องถอยออกมาก่อนเพื่อไม่ให้ก้อนเนื้อตกลงมาใส่ตัว

กลิ่นคาวเลือดโชยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ทันทีที่ฝูงสกุณาหายลับตาไปแล้วก็เผยให้เห็นซากศพที่อยู่ริมรั้ว

พอเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วผมจึงค่อยเดินเข้าไปดู คิดไว้แล้วว่าถ้าเป็นซากกวางมูสเฉยๆ ก็คงให้ทหารจัดการให้เรียบร้อย แต่ผิดคาดเพราะพอผมได้เข้าไปดูใกล้ๆแล้ว ก็เห็นเศษผ้าสีกากีขาดๆ กระจัดกระจายเต็มพื้นไปหมด ดูจากขนาดของร่างไร้วิญญาณนี้เหมือนจะเป็นเด็กหญิง หล่อนมีผมสีทองเหลือเป็นหย่อมๆ ติดหนังหัวด้านข้าง ส่วนใบหน้าก็เป็นโพรงขนาดใหญ่ ของเหลวสีแดงไหลเจิ่งนองรอบๆ เป็นอาหารเลิศรสแก่แมลงวันตาโต อวัยวะที่เคยมีบนใบหน้าถูกฉีกออกจนดูไม่ออกว่าเป็นใคร

สิ่งเดียวที่พอบอกตัวตนเธอได้คือเสื้อผ้า แม้ว่าส่วนช่องท้องจะถูกฝูงกาจิกกินจนเครื่องในทะลักออกมากองเต็มพื้น แต่มันก็ยังไม่กินตราที่ติดเสื้อเข้าไปและเจ้านี่เองที่ทำให้ผมรู้ว่าหนึ่งในสามเด็กหญิงได้หายตัวไปอีกคนแล้ว

ผมหยิบตราที่ทำจากโลหะขึ้นมาดู พลิกไปพลิกมาก่อนจะรีบยัดลงในกระเป๋าเสื้อทันที สถานการณ์ตอนนี้เริ่มทำให้ผมกังวลหนักขึ้นไปอีก เกิดอะไรขึ้นกับเด็กพวกนี้กันแน่ และทำไมศพจึงอยู่ตรงนี้ได้จนเช้าโดยไม่โดนหนวดลากไปกิน

...

เบาะแส 3

ระหว่างทางที่ผมกำลังเดินกลับบ้านก็เหลือบไปเห็นไอวาร์นั่งอยู่ข้างๆ บ้านพร้อมกับวัตถุทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กขยับไปมา ผมจึงหยุดยืนกับที่และตะโกนทักไป

"แกเอาอะไรมาเล่นอีก"

ไอวาร์สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันมายิ้มอ่อนให้ผม เขารีบหยิบกรงขนาดเล็กวิ่งมาและยื่นมันให้ผมดู กล่องเหล็กในมือเด็กหนุ่มโยกไปมาพร้อมส่งเสียงแหลมเล็ก ไอ้ตัวที่ดิ้นดุ๊กดิ๊กในกรงคือหนูท่อขนาดไม่ใหญ่มากสองสามตัว ขนของมันสีน้ำตาลกาแฟเปรอะคราบเลือดแห้งๆ

แต่ในขณะที่ผมจะได้หัวเราะเยาะเจ้าตัวเล็กในกรง ผมก็เกิดคัดจมูกขึ้นมาเหมือนจะจาม ทั้งน้ำมูกน้ำตาไหลออกมาพร้อมกันราวกับเป็นไข้หวัด ผมรีบถอยห่างจากกรงและเอาแขนเสื้อมาเช็ดหน้า ตอนนี้จมูกผมแดงเป็นมะเขือเทศไปแล้ว

"ท่านแพ้ขนหนูเหรอครับ?" เด็กหนุ่มชาวเอสโตเนียถามเสียงใสพลางแกว่งกรงไปมา

"เออดิ ขนแมวขนหนูอะไรก็ว่าเหอะ เอามันออกไปไกลๆ เลย" ผมพูดเสียงอู้อี้และคว้าก้อนหิมะบนพื้นขึ้นมาปาใส่ไอวาร์

ฝ่ายเด็กหนุ่มรีบก้มหลบทันใดก่อนจะยืนขึ้นอีกครั้ง รอยยิ้มบนใบหน้าเขาจางลงและเปลี่ยนเป็นอาการวิตกกังวลแทน

"ท่านครับ ช่วงนี้ผมอยากให้ท่านดูแลสุขภาพดีๆ นะครับ ยิ่งรู้ว่าท่านแพ้หนูด้วยแล้ว คงจะไม่ดีถ้าต้องออกมาบ่อยๆ ในที่สกปรกแบบนี้...ที่ที่หนูมันค่อนข้างจะเยอะ"

ไอวาร์ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะหยิบมีดพกออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เขาก้มลงและเปิดกรงออก ปล่อยให้เจ้าสัตว์หน้าขนออกมาอยู่บนพื้นหิมะ ทันทีที่หนูตัวเล็กสามตัวออกมาได้มันก็ถูกจับกดกับพื้นไว้

เด็กหนุ่มเหลือบมองผมแวบหนึ่งก่อนจะปักคมมีดลงบนตัวเจ้าหนูทั้งสามตัว พวกมันนอนแน่นิ่งไร้ลมหายใจเว้นเสียแต่ตัวสุดท้ายซึ่งเป็นตัวเล็กกว่าเพื่อน มันพยายามดิ้นให้หลุดแต่ก็โดนมีดปักกลางหัวนิ่งไปอีกตัว

ผมยืนนิ่ง สายตาจับจ้องทุกการกระทำของไอวาร์ อาดเลอร์ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เขาจะดึงมีดออก เช็ดมัน และเก็บใส่ปลอก มันมีสัญชาตญาณบางอย่างที่ทำให้ผมต้องระแวง เหมือนว่ารู้ว่ามีนักล่าอยู่ใกล้ๆ ให้รีบหนีไป แต่ความรู้สึกอีกอย่างบอกให้ผมเข้มแข็งไว้และชวนเด็กหนุ่มคุยแทน

"ทำไม..." ผมเอ่ยเบาๆ ไม่ใช่เพราะกลัวแต่เพราะตอนนี้ผมหายใจไม่ออก ภูมิแพ้เริ่มที่จะเกาะกินระบบทางเดินหายใจผมแล้วและถ้าผมยังอยู่ใกล้ไอวาร์อยู่ มีหวังได้ขนหนูเข้าปอดตายแน่

"ทำไมต้องเข้าไปด้วย ฉันแค่เป็นภูมิแพ้นิดหน่อยเอง" ผมหัวเราะแห้งๆ ไปแต่ไอวาร์ดันไม่ขำด้วยน่ะสิ

"ช่วงนี้คนตายเยอะ หนูมันก็ออกมาหาของกินเยอะตามน่ะครับ แถมแต่ละตัวก็สกปรกทั้งนั้นเลย เกรงว่าเดี๋ยวจะติดโรคกันน่ะสิ อย่างตอนเช้าผมก็โดนเรียกให้ไปจัดการศพนิรนามข้างรั้ว" เขาพูดพลางเดินไปเติมน้ำใส่ถังสนิมเกรอะเพื่อล้างมือ

"พอผมเอาดาบปลายปืนเขี่ยดูแล้วพวกหนูมันก็ออกมาจากท้องศพเต็มเลย ไล่แทงแทบไม่ทันแน่ะ เห็นแล้วยังรู้สึกขยะแขยงเลย"

"..."

"ผมว่าจะไปอาบน้ำสักรอบดีกว่า ตอนนี้ตัวผมสกปรกไม่ต่างจากพวกหนูเลย ท่านคงไม่อยากมีในกาแฟมีขนหนูติดมาด้วยหรอกใช่มั้ยครับ?" ชายหนุ่มพูดติดตลก เขาสะบัดมือเปียกๆ แล้วลากถังไปเก็บ

แต่ก่อนที่จะได้แยกกันอีกรอบผมก็รีบขัดก่อน ใช่ ผมอยากบอกเรื่องการตายของเด็กหญิงอีกคนนั่นแหละ อย่างน้อยถ้าพ่อแม่ดันตามมาเจอก็จะได้มีพยานรู้เห็นเหตุการณ์ด้วย

"เห้ยๆ อย่าเพิ่งไป จะบอกว่าไอ้ศพที่แกเจอน่ะ มันคือศพของเด็กที่มาตามหาเพื่อนหาย" ผมพูดพลางหยิบเหรียญตราที่เก็บได้ขึ้นมาให้ดู "เด็กคนที่พูดน้อยๆ น่ะ ฉันจำได้ตอนที่เธอยืนรออยู่"

ไอวาร์พยักหน้าช้าๆ เขายืนอยู่กับที่ เอียงหัวเล็กน้อยเวลาฟังสิ่งที่ผมพูด ตอนแรกนึกว่าพอพูดจบแล้วเขาจะเดินต่อไป แต่แล้วเด็กหนุ่มก็ยิ้มให้ผมและคำพูดของเขาก็ทำให้ผมขนลุกขึ้นมาทันที

"อ๋อ ผมรู้แล้วครับ"


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น