อัปเดตล่าสุด 2021-07-24 23:21:16

ตอนที่ 13 การหายตัวไปของเด็กหญิง (2/3)

บันทึกหมายเลข 9

30 ตุลาคม 1943

...

วันนี้ผมตื่นมาแต่เช้าเพื่อนั่งวิเคราะห์บางเรื่องที่ยังสงสัยอยู่ ในมือผมมีเข็มกลัดที่เก็บได้มาจากเมื่อวาน ให้ลองคิดดูดีๆ แล้วผมก็จำได้ว่าตอนที่ยืนคุยกับเด็กสาวทั้งสองเมื่อวานซืนนั้นก็ไม่ได้มีใครลืมอะไรทิ้งไว้ ดังนั้นนี่ก็ไม่น่าเป็นของพวกแก แต่มันยังไม่แปลกเท่าตอนที่จู่ๆ ยัยเฮลก้าก็เกิดสติแตกวิ่งออกไปโดยไม่มีเหตุผลพร้อมแหกปากลั่นค่าย โชคดีที่ไอวาร์จับตัวได้ก่อนที่ยัยหนูนั่นจะไปสร้างความเสียหายอะไรในบ้าน

"ไปจับตัวเด็กนั่นทันได้ยังไง?" ผมเงยหน้าจากสมุดบันทึกขึ้นมาถามทหารหนุ่มที่นั่งผิงไฟ

"ผม...ได้ยินเสียงเธอร้อง" สายตาของไอวาร์ไม่ละไปจากเตาไฟเลยขณะที่ปากกำลังเอ่ยตอบคำถามผม "เธอบอกว่าจะไปหาสิ่งที่เรียกว่าเฟรย่า น่าจะเป็นชื่อแม่เธอ"

"นั่นชื่อของเพื่อนเด็กนั่นน่ะ คนที่หายตัวไป" ผมควงปากกาไปพลางๆ บทสนทนา สายตามองดูทหารหนุ่ม "เด็กที่มาทำอาหารให้ทหารเมื่อสัปดาห์ก่อน จำแกได้ใช่มั้ย?"

"หาย?" ไอวาร์หันหน้ามามองที่ผมครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย "น่าจะโดนหนวดกินไปแล้วนะครับ" แต่มองหน้าผมได้แปปเดียว เขาก็รีบหลบสายตาทันที

ผมคิดในใจ ถ้าเด็กนั่นถูกหนวดกินไปจริงๆ จะให้ผมบอกเพื่อนๆ ของเธออย่างไรล่ะ? วู้หู้ เพื่อนหนูโดนสัตว์ประหลาดกินไปแล้วจ้ะ อย่างนี้เหรอ? นี่ยังไม่นับเรื่องพ่อแม่อีกนะ

...

ผมนั่งใช้สมาธิไปได้สักครู่ที่โต๊ะทำงานก่อนจะสังเกตได้ว่าผ่านไปจะชั่วโมงแล้วไอวาร์ก็ยังไม่ขยับตัวไปไหนเลย

"นี่แกจะนั่งตรงนี้อีกนานมั้ย?"

"..."

ความเงียบเข้าครอบคลุมบรรยากาศในห้อง

"ฉันรู้ว่าแกยังเจ็บแขนอยู่..แต่ฉันก็ไม่ได้จะให้แกมานั่งสวยๆ หน้าเตาผิงไปวันๆ นะอาดเลอร์ อย่างน้อยแค่เดินออกไปดูเนื้อบดบ้างก็ดี"

ผมวางปากกาลงแล้วเปิดลิ้นชักหยิบถุงมือหนังมาใส่เตรียมจะออกไปข้างนอกเพื่อดูการทำงานรอบๆ ค่าย ก่อนออกไปผมจึงได้หันไปสั่งไอวาร์ให้ทำตัวมีประโยชน์ระหว่างที่อยู่ที่นี่ ทำอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การจ้องเตาไฟไปวันๆ ไม่รู้ว่าที่เตาผิงมันมีอะไรนักหนา ถึงได้จ้องซะเหมือนดูการแสดงชั้นยอดแทนที่จะออกไปทำงานทำการ

"ฉันจะไปดูรอบๆ ค่ายก่อน ระหว่างฉันออกไปช่วยเอากาแฟร้อนๆ มาให้ด้วยนะ แก้วนี้มันเย็นแล้ว" ผมคว้าเสื้อคลุมมาใส่และเปิดประตูออกไปทันที

ข้างนอกตัวบ้านมีหิมะคลุมทั่วบริเวณ เจ้าเนื้อบดยังคงคลานไปมารอบๆ ระเบียงเหมือนยังไม่คุ้นชินกับสถานที่นัก ตากลมใสของมันกลิ้งกลอกไปมาเวลาที่มันขยับตัวส่งเสียงหยุบหยับเบาๆ ผมจึงเดินเข้าไปทักทายมันด้วยการตบเบาๆ และพูดคุยกับมัน ตากลมๆ หันหามองหน้าผม มันใหญ่จนผมไม่รู้ว่ามันกระพริบตาได้อย่างไร

"ครีซซซซซ...." เจ้าเนื้อบดส่งเสียงเบาๆ เรียกผม แม้จะแปลกใจที่ปกติแล้วมันจะพูดด้วยเสียงผมหรือไอวาร์แต่คราวนี้เสียงของมันกลับเหมือนเด็กหญิงแทน แต่ผมก็ไม่ได้เอะใจอะไร บางทีมันอาจจะเลียนเสียงเฮลก้าก็ได้

"เออ นั่นชื่อฉัน แกล่ะมีชื่อมั้ยเจ้าเนื้อบด?" ผมแกล้งถามชื่อมันกลับไป แต่คราวนี้เจ้าเนื้อบดนิ่งเงียบ มันได้แต่ส่งเสียงส่งครืดๆ เหมือนพยายามจะบอกอะไรบางอย่างแต่พูดไม่ออก

"ช่างมันเถอะเจ้าเปี๊ยก ไว้แกพูดได้เมื่อไหร่ค่อยมาบอกแล้วกัน" ผมถอนหายใจแล้วเดินจากไป มือล้วงไปหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กขึ้นมาดู กระดาษแผ่นล่าสุดมีเขียนถึงรายการสถานที่ที่ต้องไปและสิ่งที่อาจจะเชื่อมโยงเกี่ยวกับหายตัวไปของเฟรย่า ฟาห์เลอร์ได้

เบาะแส 1

ผมเริ่มค้นหาจากที่โรงอาหารก่อน พ้นจากเขตหิมะปกคลุมเข้ามาในอาคารแล้วกลิ่นชื้นๆ ของมันฝรั่งก็ลอยมาเตะจมูกผมทันที พื้นกระเบื้องเหลืองๆ ขึ้นคราบเชื้อราดูไม่ค่อยจะถูกสุขลักษณะเท่าไหร่ อีกทั้งหลอดไฟที่ฝุ่นเกรอะจนแสงแทบไม่ส่องลงมา ไว้ถ้าผมมีเวลาจะไปหาคนมาทำความสะอาดที่นี่เสียใหม่

เอาล่ะ คนแรกที่จะต้องไปหาเลยคือป้าแม่ครัวขี้โวยวาย ผู้ต้องสงสัยคนแรกจากคำให้การของเด็กๆ

ผมยืนค้างที่หน้าประตูและมองรอบๆ เห็นว่าไม่มีใครอยู่เลยจึงได้เดินเข้าไป ตรวจดูแล้วบริเวณโต๊ะที่นั่งไม่มีอะไรที่น่าสนใจ เป็นไปได้ว่าพวกเด็กๆ จะอยู่กันในครัวมากกว่าข้างนอก ผมเลยจะเข้าไปดูข้างในแต่ก็ประตูก็ดันล็อกอีก เกรงว่าทางเดียวที่จะเข้าไปได้คือขอกุญแจจากป้าแก

"นี่คุณครีซ! มาทำอะไรแถวนี้กันนนน" เสียงแหลมดังมาจากทางด้านหลังผม สตรีร่างใหญ่สาวเท้ามาหาผมอย่างรวดเร็วพร้อมตะหลิวในมือ สีหน้าขึงขังเหมือนเช่นเคย

ผมหันกลับไปและยืนด้วยท่าทางสุขุม สองมือประสานกันด้านหน้า ก้มหัวลงเล็กน้อยแทนการทักทาย "ผมแค่มาตรวจดูความเรียบร้อยเท่านั้น เผื่อว่าจะมีอะไรที่ต้องซ่อมแซม" แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับมาคือการโดนตะหลิวฟาดเข้าที่หัวแทน ผมสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมคว้าหมวกตัวเองไม่ให้ตกลง

"อะไรวะเนี่ยป้า อุตส่าห์พูดดีๆด้วยแล้วนะ เดี๋ยวเถอะๆ" ผมเปลี่ยนกิริยาจากสุภาพบุรุษเป็นนายทหารขี้บ่นเหมือนเดิม ก็เป็นเสียแบบนี้ไง ผมถึงไม่อยากทำตัวดีกับคนในค่ายเท่าไหร่ เพราะพอพูดดีไปก็ไม่เคยฟัง ต้องให้ด่าให้ว่าก่อนตลอด

"แกคิดว่าฉันดูแลตรงนี้เองไม่ได้หรือไงเล่า จุ้นจ้านจริงๆ เลยพวกคนเยอรมัน" ป้าแก่บ่นพึมพำก่อนจะเดินผ่านผมไปไขกุญแจเข้าครัวปิดประตูใส่ผมดังปัง! นอกจากคนยิวแล้ว ชาวเอสโตเนียก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบหน้าผมเท่าไหร่นัก

"เอ้า อะไรของป้าเนี่ย ไร้สาระจริงๆ" ผมถอนหายใจทำเสียงฟึดฟัด แต่เพียงเสี้ยววินาทีเล็กๆ สายตาผมก็เหลือบไปเห็นผ้าพันคอที่กองอยู่บนพื้น ทำให้ภาพของเด็กสาวจูเก้นส์แวบเข้ามาในหัวทันที แต่แล้วประตูก็ถูกปิดลง ผมจึงได้แต่ยืนขมวดคิ้วมองและวางแผนจะหาทางอื่นเข้าไปแทน

ตอนนี้หลักฐานสองอย่างที่เจอยังไม่สามารถชี้ตัวคนร้ายได้ บางทีป้าแม่ครัวอาจจะไม่ใช่คนที่เอาตัวเด็กหญิงไปก็ได้ ผมเลือกที่จะไม่ไปขอความช่วยเหลือจากทหารยามข้างนอกนั่น และเดินย้อนกลับไปหาไอวาร์ที่บ้านพักแทน หมอนั่นอยู่มานานกว่าผม คิดว่าเขาน่าจะพอรู้ทางในค่ายนี้

...

เบาะแส 2

แม้ในใจจะไม่อยากกลับไปหาเจ้าคนพูดไม่รู้เรื่องนั่น แต่ด้วยความที่อยากให้เรื่องจบเร็วๆ ผมเลยต้องไป

ผมเปิดประตูเข้าบ้านพักไปและพบว่ามีแก้วกาแฟวางให้ที่โต๊ะทำงาน นึกแล้วก็ดีใจที่อย่างน้อยไอวาร์ก็ยอมทำตามที่บอกเสียที ผมก้มดูในถ้วยว่ามีอะไรแปลกๆ อยู่รึเปล่า แล้วจึงค่อยยกแก้วขึ้นดื่ม ทันทีที่กาแฟดำรสเข้มแตะลิ้นผม พลังงานก็กลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง

ผมไม่เห็นเด็กหนุ่มนั่งอยู่หน้าเตาผิงแล้ว สงสัยว่าเขาคงออกไปดูเจ้าเนื้อบดนอกบ้าน หมอนั่นคงออกไปได้ไม่นานมากนัก คิดได้แบบนั้นผมเลยทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ในห้องนั่งเล่นและทำงานต่อ ตั้งแต่เกิดเรื่องบ้าๆ ในค่ายขึ้น ผมก็แทบไม่ได้แตะงานจริงๆ จังๆ เสียที แต่ทำงานได้อยู่สักพักจนกระทั่งเสียงเปิดประตูของแขกที่ไม่ได้รับเชิญจะทำลายสมาธิผมลง

ร่างของไอวาร์ อาดเลอร์ปรากฏหน้าบ้าน เรือนผมสีน้ำตาลมอคค่าของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยของเหลวสีเข้มเลอะไปทั่วใบหน้า เหมือนตอนที่เขาเพิ่งกลับออกมาจากป่า ทันทีที่เขาเห็นผมอยู่ข้างในเขาก็รีบหลบสายตาทันที ก่อนจะพูดด้วยเสียงจ๋อยๆ

"ผมให้อาหารเจ้าตัวเล็กแล้วนะครับ" เด็กหนุ่มเอ่ย สีหน้ายังดูหวาดกลัวอยู่ "แล้วก็ตรวจดูรอบค่ายให้แล้วครับ ถ้าท่านอยากให้ผมไปทำอะไรอีกก็บอกนะครับ"

เขายืนอยู่ข้างนอก สองมืออยู่ข้างลำตัว หัวก้มลงเล็กน้อยไม่สบตามองตรงๆ ผมถอนหายใจเล็กน้อยและหมุนเก้าอี้มาทางข้างหน้าไม่พูดไม่จาปราศรัยกับไอวาร์ที่รอคำตอบ จนฝ่ายเด็กหนุ่มต้องพูดต่อเอง

"ผมขอโทษที่ทำตัวแปลกๆ นะครับท่าน ผมแค่กังวลเรื่องหมอก มันเป็นช่วงฤดูหนาวแล้วผมเกรงว่าหมอกหนาจะทำให้การทำงานอันตรายยิ่งขึ้น ไม่คิดว่ามันจะทำให้คุณไม่สบายใจ"

ผมนั่งกอดอกรอให้เขาพูดจบ "ผมเห็นว่าฟืนในบ้านใกล้จะหมดแล้วเลยออกไปเก็บเพิ่มให้ครับ..." ว่าแล้วไอวาร์ก็เงยหน้าส่งสายตาเว้าวอนใส่เหมือนจะขอความปรานีจากผม และผมก็ดันใจอ่อนให้มันอีกครั้ง " เออๆ เข้ามาได้แล้ว ฉันไม่ถือโทษโกรธแกหรอก" ทันทีที่ผมพูดจบสีหน้าท่าทางของไอวาร์ก็เปลี่ยนไปเป็นดีใจทันที เขาคงสบายใจที่ไม่ได้ทำให้หัวหน้าคนที่สองโกรธ ว่าแล้วก็ไม่รอช้ารีบปิดประตูวิ่งพรวดเข้ามาโยนฟืนเข้ากองไฟทันที เขาวิ่งไปวิ่งมาอย่างกระตือรือร้นคอยเอาใจผมเหมือนสุนัขรับใช้

"จะว่าไปนี่แกไปคลุกกับซากศพมาเหรอ" ผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ

"เปล่าครับท่าน ผมแค่ออกไปให้อาหารสัตว์เลี้ยงท่านมา" ไอวาร์เอ่ยด้วยท่าทางร่าเริง "แต่ดูเหมือนมันจะไม่กินเนื้อหมู ผมเลยเอาของเหลือในค่ายไปให้มันกิน"

เด็กหนุ่มหยุดครู่หนึ่งเพื่อหายใจแล้วจึงพูดต่อ 

"...แล้วก็ ผมเจอนี่ด้วย คิดว่าคุณน่าจะได้ใช้ มันเป็นข้อมูลของเด็กทั้งหมดที่มาเป็นจิตอาสาทำอาหาร" ไอวาร์เดินเข้ามาข้างในบ้านและวางกองกระดาษบนโต๊ะทำงานผม กลิ่นเหม็นเปรี้ยวจากเด็กหนุ่มทำผมผงะไปครู่หนึ่ง แต่ดูเหมือนนั่นจะไม่ใช่สิ่งที่ผมควรสนใจตอนนี้

"เฟรย่า ฟาห์เลอร์...บุตรีของพันตรีฮอส์ท ฟาห์เลอร์ ครอบครัวผู้ทรงอิทธิพลในหน่วยเอสเอส" ผมหยิบกระดาษแผ่นแรกขึ้นมาอ่าน แปลกใจที่คุ้นหน้าเด็กคนนี้เป็นพิเศษ "ใช่...คนนี้แหละที่หายไป" ผมบอก

...

ครอบครัวฟาห์เลอร์

ผมจำชื่อนี้ได้ จำได้ดีเลยล่ะ...ย้อนกลับไปสมัยผมอายุสิบเจ็ด พ่อของผมแนะนำให้รู้จักกับคุณฟาห์เลอร์ ในฐานะผู้มีอำนาจในพรรคNSDAP ทั้งเขาและพ่อดูจะรู้จักกันดีราวกับเป็นเพื่อนสนิท ในทุกโอกาสสำคัญ พ่อก็จะเชิญครอบครัวฟาห์เลอร์เข้ามาทานอาหารที่บ้าน ไวน์ชั้นดีในตู้เก็บของมักจะถูกนำออกมารินเสิร์ฟให้ บนโต๊ะอาหารจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของขายทั้งสองในขณะที่ผมกับแม่ได้แต่นั่งกินข้าวเงียบๆ ปล่อยให้พวกเขาพูดคุยกันในเรื่องของธุรกิจและการเมือง เสียงหัวเราะและรอยยิ้มที่เสแสร้งของพ่อทำให้ผมหงุดหงิดเป็นบ้า รู้ทั้งรู้ว่ามิตรภาพจอมปลอมนั้นมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่

ในวันหยุดช่วงเดือนมีนาคม ก็เป็นอีกครั้งที่พ่อจะชวนให้คุณฟาห์เลอร์และครอบครัวมาทานอาหารที่บ้านเรา ในตอนบ่ายพ่อก็อาบน้ำแต่งองค์ทรงเครื่องมาเรียบร้อย เขาออกมาในเครื่องแบบของหน่วยเอสเอสสีดำที่สง่างาม ส่วนผมที่กำลังเล่นอยู่ข้างนอกก็คิดว่าจะถูกไล่ให้ไปเล่นที่อื่นแทนเหมือนเช่นเคยก็ทำได้แค่กลอกตาแล้วถอนหายใจใส่เฮือกใหญ่ใส่ผู้เป็นพ่อแสดงความไม่พอใจ แต่วันนี้มันก็เกิดเหตุไม่คาดคิดนิดหน่อย เมื่อจู่ๆ พ่อก็จับแขนผมไว้ก่อนที่ผมจะเดินออกไป เขาดึงผมมาใกล้และลากไปอาบน้ำแต่งตัวด้วยอีกคน ผมสีทองอ่อนของผมถูกป้ายด้วยเจลและปาดไปข้างหลังจนหัวเรียบแปล้

ผมไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นตอนนั้น ปกติผมไม่จำเป็นต้องแต่งตัวเพื่อทำให้แขกพอใจ แต่ถ้าวันนี้เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ ก็พอเข้าใจได้ รู้ตัวอีกทีผมก็อยู่ในชุดที่พ่อเตรียมให้แล้ว ดูในกระจกแล้วผมดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่าเลย เราลงมาทานอาหารกันปกติ พ่อก็คุยกับเจ้านายเขาในขณะที่ผมนั่งเท้าคางด้วยความเบื่อหน่าย จนจู่ๆ บทสนทนาที่แสนยืดยาวก็มีประโยคหนึ่งของพ่อและฮอส์ท ฟาห์เลอร์ก็ทำให้ผมหูผึ่ง

พวกเขากำลังคุยเรื่องจะฝากผมเข้าไปอยู่ในหน่วยเอสเอส

ผมคิดในใจ ยังไง? ผมไม่ใช่ทหารด้วยซ้ำ ตลอดช่วงชีวิตมัธยมผมถูกฝึกให้เป็นนักกีฬา ในฐานะเด็กที่หลับในคาบประวัติศาสตร์แทบทุกครั้ง ผมไม่มีแววที่จะได้ถูกรับเลือกเข้าหน่วยทหารชั้นนำระดับประเทศหรอก

ไหนว่าเดือนที่แล้วพ่อยังบอกอยู่เลยว่าผมก็เป็นนักกีฬาโอลิมปิกได้ถ้าอยากเป็น แล้วทำไมวันนี้เขาอยากให้ผมไปเป็นทหารแทน? แต่ยังไม่ทันจะได้ปริปากบอกก็ถูกพ่อขัดไว้ก่อน

"เพื่ออนาคตที่ดีกว่า เพื่อชื่อเสียงของตระกูลครีซ" เขากระซิบเบาๆ ข้างหู "ลูกไม่อยากเป็นเหมือนนิก ลูกพี่ลูกน้องของลูกใช่ไหม? ลูกคือโยฮันน์ ครีซ ลูกคือตัวแทนของตระกูลเรา อย่าให้เสียหน้าคุณฟาห์เลอร์ล่ะ"

"ลูกคงไม่อยากให้ท่านผู้นำผิดหวังใช่ไหม?"

ไม่ทันรอคำตอบใดๆ จากผม พ่อก็รีบหันกลับไปคุยกับคุณฟาห์เลอร์ต่อ เขาทั้งรินไวน์ให้เพิ่มและใช้คำพูดหวานซึ้งโน้มน้าวใจหัวหน้า ทิ้งให้ในใจผมมีทั้งความสับสนและโกรธ ทำไมพ่อถึงตัดสินใจแบบนี้โดยไม่ถามผมสักคำ

หลังจากที่ผมได้เข้ามาในหน่วยสมใจพ่อแล้ว ผมก็ถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่นี้ให้ที่ที่สุด ไม่ว่าเพื่อจักรวรรดิไรค์ เพื่อท่านผู้นำ เพื่อพ่อ หรือเพื่อตัวผมเอง

ทุกคนดูจะดีใจที่ผมได้ออกไปรับใช้ชาติ รวมถึงตอนนี้พ่อก็ฝากให้คุณฟาห์เลอร์คอยดูแลผมตอนที่อยู่ในที่ทำงาน แรกๆ เขาก็เอ็นดูผมแหละ จนกระทั่งผมเริ่มทำผิดพลาด ช่วยไม่ได้นี่นาผมไม่ใช่คนที่มีประสบการณ์ในกองทัพมานานขนาดนั้น แน่นอนว่าฟาเลอร์ไม่พอใจอย่างมาก เขาส่งให้ผมไปช่วยงานในค่ายกักกันกับคนรู้จักแทน ผมเกลียดงานนี้สุดๆ ผมหมดโอกาสในการทำตามความฝันแล้ว ทุกครั้งที่ผมมองตัวเองในกระจกมันก็มีแต่ภาพของชายผู้ที่ไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองอีกต่อไป

ผมเคยนึกว่าตัวเองเข้ามาได้ด้วยความสามารถตัวเองนะ แต่ตอนนี้ผมชักไม่แน่ใจแล้ว

ทั้งความโกรธความสับสนที่อยู่ในตัวถูกเอามาลงกับเหล่านักโทษในค่ายกักกัน แต่พอทำมันแล้วผมก็เหมือนได้ปลดปล่อย และอีกอย่างดูเหมือนหัวหน้าผมจะชอบด้วยที่ผมจัดการนักโทษพวกนี้ได้เพียงปลายเท้า ชื่อเสียงความโหดร้ายของผมถูกเลื่องลือไปทั่วค่าย ชีวิตผมจากที่สิ้นหวังก็กลับมาสดใสอีกครั้ง ทำงานมาได้ 6 ปีหัวหน้าผมก็ตัดสินใจว่าจะส่งให้ผมไปดูแลค่ายกักกันไววาร่าที่เพิ่งสร้างเสร็จ ดูจากความสามารถแล้ว เขามั่นใจว่าผมน่าจะทำงานได้ดี

แล้วจากนั้นผมก็ถูกส่งมาเอสโตเนีย ในค่ายกักกันชื่อว่าไววาร่า

...

เล่าไปซะนานกลับมาที่เรื่องของเฟรย่า ฟาห์เลอร์ก่อนดีกว่า ผมหยิบรูปเธอขึ้นมาดูชัดๆ ก่อนจะพลิกดูข้อมูลคร่าวๆ ในกระดาษ

"ขอบใจ" ผมพูดสั้นๆ ส่วนไอวาร์ยิ้มตอบด้วยใบหน้ารื่นรมย์

"จะว่าไปแล้วทำไมท่านถึงอยากตามหาเด็กนั่นจังเลย" ไอวาร์ถาม "เธอก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง"

ผมวางแผ่นกระดาษลงและลูบหน้าตัวเองเหนื่อยๆ ก่อนจะตอบคำถาม "เธอเป็นลูกของหัวหน้าค่ายที่ฉันเคยทำงานให้ เขาชื่อฮอส์ท ฟาห์เลอร์ ฉันเคยไปทำให้เขาไม่พอใจเลยถูกส่งมาทำงานที่นี่แทน"

"และบางทีถ้าฉันหาลูกเขาเจอ เขาอาจจะยกโทษให้และพาฉันกลับเข้าแบบทำงานในสำนักงานใหญ่แบบที่มันควรเป็น" ผมยิ้มมุมปากและหันกลับไปทำงาน "หลังจากที่จัดการปัญหาด้านอารมณ์ก่อน..."

เราสองคนกลับมาคุยกันได้ตามปกติ ผมใช้เวลาช่วงบ่ายทั้งหมดไปกับการหาข้อมูลเกี่ยวกับเด็กหญิงให้ได้มากที่สุดจนค่ำ ปล่อยให้ทหารหนุ่มเป็นคนออกไปคุมการทำงานข้างนอกแทนในวันนี้ แต่ตอนนี้เบาะแสที่ได้มายังมีไม่เพียงพอสำหรับชี้ตัวคนร้ายหรือหาตัวเด็ก ผมยังต้องการเวลาอีก


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น