อัปเดตล่าสุด 2021-07-22 14:47:44

ตอนที่ 11 เนื้อบด

บันทึกหมายเลข 7

27 ตุลาคม 1943

...

ผมยัน ครีซ บุตรแห่งมัลเฟรด ครีซและมาร์กาเรต ครีซ ผมเป็นชายผู้ที่ซวยที่สุดเท่าที่ตระกูลครีซจะเคยมีมา ตั้งแต่ในวัยเด็กแรกเริ่มเพิ่งจะเคยเห็นหิมะครั้งแรกในชีวิต หมาผมก็ดันหนีออกจากบ้านไปแล้วตกบ่อน้ำแข็งตาย ต่อมาจนเรียนมัธยมโรงเรียนก็สั่งปิดเพราะหิมะอีกเช่นเคย จนตอนนี้อายุ 24 ปี ผมได้ย้ายเข้ามาทำงานที่ค่ายกักกันไววาร่าได้สองสัปดาห์และตั้งแต่ที่หิมะเริ่มตกผมก็ได้เจอไอวาร์ อาดเลอร์ เด็กหนุ่มชาวเอสโตเนียหน้าใสที่ดันพาผมไปเจอความลับในค่ายแห่งนี้ ทั้งสัตว์ประหลาดแปลกๆ ที่อาศัยอยู่ในป่าสนหลังค่ายและปริศนาการหายตัวไปของทหารในค่ายอย่างไม่ทราบสาเหตุ จนเราต้องเข้ามาข้องเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ

...

ตอนนี้ผมติดอยู่ในป่าใหญ่และกำลังเดินทางไปพร้อมสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายเนื้อเละๆ นามว่าเนื้อบดหาทางกลับบ้านพัก ผมติดป่ามาได้จะ 2 วันได้แล้ว มีเพียงเบอร์รี่ป่าและขนมปังแห้งๆ ประทังชีวิต เป้าหมายสำคัญที่ต้องทำคือการตามหาตัวไอวาร์ให้เจอและกลับค่าย เดิมทีเราก็เจอกันแล้วแหละ แต่หลังจากที่ไอ้บ้านั่นไม่ยอมรอให้ผมพักเหนื่อยก่อน เราเลยคลาดกันอีกรอบ

เนื่องจากว่าเมื่อวานไม่มีอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ผมเลยไม่ได้เขียนบันทึกต่อ แต่หลังจากที่ผมได้นอนจนเต็มอิ่มและหาอะไรรองท้อง ผมก็มีแรงกลับมาเขียนบันทึกการเดินทางต่อ วันนี้ถ้าผมยังกลับไม่ถึงค่ายเสียทีก็คงไม่มีโอกาสได้กลับออกไปอีกแล้ว ป่านี่มันช่างใหญ่โตเสียจริง

ตื่นขึ้นมาในเช้าตรู่ที่ช่างหนาวเหน็บ ผมดันตัวเองขึ้นมาจากขอนไม้แข็งๆ ที่มีเห็ดราปกคลุม เจ้าก้อนเนื้อบดยังคงนอนอยู่ข้างๆ เป็นหมอนให้ผมนอนหนุนหัวทั้งคืน

"แกยังไม่กินฉันอีกเหรอ?" ผมลุกขึ้นนั่งขยี้ผมตัวเอง ในขณะที่เนื้อบดเองก็เหมือนจะเพิ่งตื่น หัวของมันบุบไปตามจุดที่ผมเอาหัวพิงนอนเมื่อคืน แต่สักพักรอยยุบนั้นก็ค่อยๆ คืนสภาพกลับเป็นเหมือนเดิม มันหันตัวมาและส่งเสียงทักทายผมด้วยการกรนเบาๆ เลียนแบบตอนที่ผมนอนหลับ ผมได้แต่แอบหัวเราะเบาๆ เราตัดสินใจนั่งเล่นกันที่เดิมสักพักก่อนไปต่อ และแล้วท้องผมก็ส่งสัญญาณเรียกมื้อเช้า

"โครก...โครก...." ท้องผมสั่นเบาๆ แต่ในกระเป๋าผมมีแค่ขนมปังกับเบอร์รี่นิดหน่อย ไม่น่าจะพอสำหรับเดินทั้งวัน ผมเองก็จนปัญญากับปัญหาตรงหน้านี่แล้วจึงเหลือบไปมองก้อนเนื้อชมพูแทน เนื้อบดมองผมด้วยตาโตของมันก่อนจะขย้อนซากของสัตว์บางอย่างที่ดูคล้ายกระต่ายออกมาเหมือนต้องการจะแบ่งอาหารให้

"ขอบใจ...โคตรน่ารังเกียจเลย" ผมบอกมันด้วยสีหน้าเรียบแต่หยีตาเล็กน้อย "นายเก็บไว้กินเองเถอะ"

เนื้อบดดูเหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่ผมพูด มันขยับตัวเข้ามาหาซากกระต่ายและเขมือบมันเข้าไปตามเดิม เห็นแก่ความมีน้ำใจของมัน ผมจะลองให้โอกาสมันเดินทางไปกับผมด้วยและเมื่อเรากลับถึงที่ค่ายแล้ว ผมจะให้มันอยู่ในโกดังเก่าๆ ข้างบ้านพักผม หลังจากที่กัดขนมปังก้อนแข็งๆ จนหมดแล้ว พวกเราก็ตัดสินใจที่จะเดินทางไปกันต่อ รอบๆ ตัวของเรายังคงมีแต่ต้นสนเต็มไปหมด ไม่มีสิงสาราสัตว์ออกมาวิ่งพล่านเหมือนช่วงฤดูใบไม้ผลิ มีเพียงแค่ผมและเจ้าเนื้อบด

เดินไปได้สักพักผมก็รู้สึกได้ถึงหมอกจางๆ ที่อยู่รอบตัว มันเป็นไอขาวๆ จางๆ ลอยผ่านหน้าไป ผมเงยหน้าขึ้นดูว่าเกิดอะไรขึ้น ป่าสนที่ผมกำลังเดินอยู่เมื่อครู่ บัดนี้ได้กลายเป็นทะเลหมอกไปเสียแล้ว

"มันมาจากไหนเนี่ย? " ผมเอ่ยเบาๆ พลางใช้มือปัดไปมาที่หมอก โชคดีที่สายตาผมดันเหลือบไปเห็นป้ายบอกทางไปทางค่ายกักกันไววาร่าพอดี ผมจึงไม่รอช้ารีบลุยหิมะไปหาป้ายทันที อีกแค่ 1 กิโลเมตรก็จะถึงแล้ว เดินไปไม่ถึง 10 นาทีก็คงจะถึง

"ไอ้หนู เราเจอทางกลับไปแล้ว! " ผมหันไปยิ้มแยกเขี้ยวใส่เนื้อบดที่อยู่ข้างหลัง ตาโตๆ ของเจ้าก้อนเนื้อเบิกโพลงด้วยความตื่นเต้นไม่แพ้กันพอผมพูดถึงค่ายกักกัน เราทั้งคู่ใกล้จะทำสำเร็จแล้ว เหลือเพียงแค่เดินไปตามทางเดินก็จะได้กลับไปนอนบนเตียงนุ่มๆ เหมือนเดิมแล้ว การเดินทางที่แสนยาวนานดูเหมือนว่าจะเริ่มเข้าทางขึ้น ผมเห็นรอยเท้าเป็นทางยาวตรงออกจากป่าไป คิดว่าอาจเป็นของทหารคนใดคนหนึ่งที่มากับผมตอนแรกหรือไม่ก็เป็นของไอวาร์นั่นแหละ ผมไม่รอช้าตบเข้าที่หัวเจ้าเนื้อบดเบาๆ แล้วเดินตามไปทันที

เท้าอันหนักอึ้งของผมจมลงบนพื้นหิมะ ข้างหน้าของผมเป็นถนนที่ตัดผ่านป่าไปอย่างชัดเจน ไม่มีต้นไม้ต้นใดเกินเข้าไปในเขตถนนเลยแม้แต่ต้นเดียว เป็นสัญญาณที่ดีว่าผมมาถูกทางแล้ว แต่ดีใจได้ไม่นานผมก็ต้องกลับเข้าสู่โหมดระวังตัวอีกครั้งเมื่อจู่ๆ ทางถนนข้างหน้ากลับมีเงาอะไรบางอย่างยืนนิ่งกลางถนน แต่ด้วยหมอกที่หนาทึบผมจึงไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคืออะไรกันแน่

ปืนของผมถูกหยิบขึ้นมาถือไว้ข้างกายตลอดทุกก้าวที่ผมเข้าใกล้เงานั่น ผมค่อยๆ ย่องไปอย่างช้าๆ และมั่นคงไม่ให้สิ่งที่อยู่ตรงนั้นรู้ตัว แต่ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ผมก็รู้สึกคุ้นเคยกับร่างนั้น หมวกเหล็กสีดำและเสื้อคลุมแขนขาด

"ไอวาร์?" ผมถามไป "นั่นแกจริงๆ ใช่มั้ย"

เนื้อบดที่ตามผมมาได้แต่หลบอยู่ข้างขาผมด้วยความหวาดกลัวเหมือนเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ผมจึงต้องคอยเอามือลูบหัวปลอบใจมันเรื่อยๆ

"ไอวาร์? แกเป็นอะไรมากรึเปล่า?" ผมถามอีกรอบเพื่อความแน่ใจ แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ เลย ผมจึงตัดสินใจเดินเข้าไปหาไอวาร์แทน มือของผมแปะลงบนไหล่เด็กหนุ่มเบาๆ สีหน้าของเขาดูเหมือนว่าเพิ่งจะเจออะไรบางอย่างที่น่ากลัวมา ทั้งแววตาที่แข็งกร้าวและใบหน้าที่ซีดพอๆ กับหิมะ แต่ไม่ทันไรไอวาร์ก็รู้ถึงการมีอยู่ของผม เขาก้มหน้าลงและกะพริบตาช้าๆ ก่อนจะหันหน้ามามองผม

"ผมนึกว่าท่านเข้าไปแล้ว..." น้ำเสียงเย็นๆ ของเด็กหนุ่มทำผมขนลุกไปทั้งตัว

"ฉันเพิ่งมาถึงเมื่อกี้เอง แกพูดถึงอะไร?" ผมถอยออกมาก้าวหนึ่ง

ไอวาร์ตอบ "ก็ผมได้ยินเสียงท่านเรียกผมให้ตามไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่พอออกมาผมก็ยืนอยู่ที่นี่คนเดียว"

"ผมไม่เห็นอะไรเลยนอกจากหมอก มันหนาเกินกว่าที่ผมจะหาทางไปต่อได้ ผมเลยยืนแบบนี้มาสักพักแล้ว" เขาเสริม

เราสองคนยืนเงียบไม่พูดกันสักครู่ ผมเองก็ลูบคางใช้ความคิด พยายามเรียบเรียงเหตุการณ์ให้เด็กหนุ่มฟังพร้อมกับแนะนำเนื้อบดให้ไอวาร์ได้รู้จักด้วย เด็กหนุ่มทำหน้าขยะแขยงเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้เถียงอะไรผม จนกระทั่งเจ้าเนื้อบดโผล่หน้ามากลางวงแล้วทำเลียนเสียงผมใส่ไอวาร์

นั่นทำให้ไอวาร์สะดุ้งโหยงพร้อมกับชี้นิ้วมาที่ก้อนเนื้ออย่างลนลาน

"ท-ท่านครับ มันนั่นแหละที่เรียกผมเข้าไปในป่า เสียงแบบนี้เลย คือมันคือมัน เอ่อ...มันทำเสียงท่านได้เป๊ะเลย"

ผมพยักหน้าแล้วเอามือวางบนหัวเนื้อบดอย่างเอ็นดู "มันไม่ทำอะไรแกหรอก ไอ้นี่มันกินแค่ซาก หน้าอย่างมันจะไปมีปัญญาล่าเหยื่อเป็นเหรอ เนอะๆๆ" ผมหันไปยิ้มหยอกล้อกับเจ้าเนื้อบด ในขณะที่ไอวาร์ก็ยังคงดูลังเลไม่ใช่น้อย เขาขมวดคิ้วไม่พอใจที่ผมไปเอาตัวประหลาดมาเป็นสัตว์เลี้ยงซี้ซั้วแบบนี้ แต่ผมเป็นหัวหน้ามัน จะเกิดอะไรขึ้นผมก็จะจัดการเอง

"ครับท่าน..." ไอวาร์ยืนหลบตาผมและนิ่งเงียบไป ทำให้ผมต้องชวนเขาคุยต่อลดความอึดอัด

"แล้ว...แกจะรออะไรอีกล่ะ เนี่ย ป้ายก็บอกแล้วว่าทางไปค่ายกักกันไววาร่า" ผมชี้ไปข้างหน้าไอวาร์แล้วเดินนำไปก่อน แต่จู่ๆ ผมก็โดนไอวาร์ห้าม มือเย็นๆ ของเด็กหนุ่มรั้งแขนผมไว้ไม่ให้ก้าวเดินต่อ  ทำให้ผมต้องหันไปเขม่นใส่

"ทำไม? ข้างหน้ามีอะไร" ผมเริ่มที่จะหงุดหงิดขึ้นมาก่อนจะสะบัดมือไอวาร์ทิ้ง "แค่เราก้าวผ่านประตูไปได้มันก็จบแล้วนี่ แล้วจะมาห้ามทำไม!"

ไอวาร์ที่โดนปักมือทิ้งยังคงไม่พูดอะไร เขาเพียงแต่พยายามวิ่งเข้ามาขวางทางผมไม่ให้เดินต่อไป แต่ในขณะที่เรากำลังจะได้ทะเลาะกัน จู่ๆ เราก็ได้ยินเสียงที่ดังสนั่นออกมาจากทางประตูค่ายกักกัน มันดังพอที่จะทำให้รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบนพื้น

"นั่นมันอะไร..." ผมมองหน้าไอวาร์ที่หวาดกลัว

"สิ่งที่ผมพยายามจะเตือนท่านไง" เด็กหนุ่มเอานิ้วแนบปากส่งเสียงจุ๊ๆ ให้ผมเงียบ

"แต่นั่นมันค่ายเรานะ! ถ้าเราไม่กลับไปแล้วจะทำยังไงต่อ?"

"ผมว่าเราควรรออีกสักพักนะท่าน" ไอวาร์เสนอ

"รอ? จะบ้าเหรอ รออีกหน่อยเดี๋ยวแขนแกก็เน่าหรอก" ผมยังคงคะยั้นคะยอให้ไอวาร์ตามมา เห็นว่าอีกแค่สองร้อยเมตรก็จะก้าวผ่านประตูค่ายแล้ว "เอางี้นะ แกฟังฉัน เราจะต้องรอด ถ้าเราไม่ไปตอนนี้มันอาจจะสายไปแล้วก็ได้"

เด็กหนุ่มยังคงไม่เห็นด้วย แต่ถ้าหากเขาเลือกที่จะอยู่ตรงนี้ต่อก็คงไม่ดีแน่ๆ

"ครับท่าน"

เมื่อตกลงกันได้ เราทั้งสามจึงพาเดินตามถนนมาเรื่อยๆ แม้ว่าทางข้างหน้าจะมีแต่หมอก ผมก็มั่นใจว่าเราจะต้องไปถึงแน่ๆ ผมเห็นรั้วลวดหนามและหอสังเกตการณ์แต่ไกลจึงได้เร่งฝีเท้าขึ้น เราเข้าใกล้ประตูมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถอ่านตัวอักษรบนประตูได้ ผมยิ้มออกมาด้วยความดีใจ ในที่สุดก็ได้กลับมาสักที ผมรีบลากไอวาร์เข้าไปและตะโกนหาทหารในค่ายก่อนที่จะมีสองสามคนเดินฝ่าหมอกออกมาเจอเรา เขาดูตกใจไม่ใช่น้อยที่เห็นเราสองคนอีกครั้งจึงรีบพาไปทำแผลและรักษาอาการบาดเจ็บให้เรียบร้อย ผมถามเขาถึงเรื่องหมอกในค่าย แต่กลายเป็นว่าไม่มีใครรู้เลยว่ามันมาได้อย่างไร และก็ไม่ได้เอะใจก็ด้วย ส่วนเจ้าเนื้อบดผมให้มันไปรออยู่แถวบ้านพัก อย่าเผยตัวให้ทหารคนใดเห็นนอกจากเขาและไอวาร์

ไอวาร์ อาดเลอร์ถูกจัดกระดูกใหม่ให้เข้าที่ก่อนจะถูกส่งตัวออกมามาหาผม หลังจากที่เราได้กินข้าว สภาพของเด็กหนุ่มก็กลับมาสดใส ร่าเริงเหมือนเคย เขาเก็บของและขอตัวกลับไปนอนที่ห้องตัวเองหลังจากการเดินทางที่แสนเหน็ดเหนื่อยสองวัน ผมไม่ได้ว่าอะไรและทนกินข้าวแย่ๆ ของยัยป้าแก่ๆ ต่อ น่าแปลกใจที่ช่วงนี้เด็กไม่ได้มาทำอาหารให้เรากินเลย

ผมสลัดความคิดนั้นทิ้งไปแล้วเดินออกมาจากโรงอาหารกลับเข้ามาที่บ้านพักของตัวเอง ได้อาบน้ำและเปลี่ยนชุดใหม่เสียที ส่วนเครื่องแบบที่เต็มไปด้วยคราบเลือดนั้นผมก็คงลองให้คนเอาไปล้างออกดู ขออย่าตั้งคำถามว่าทำไมมันถึงเละได้ขนาดนั้น เสร็จธุระทุกอย่างของตัวเองแล้วผมก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงทันที ปกติผมชอบนอนแก้ผ้านะ แต่หลังจากที่โดนไอวาร์มาตามถึงบ้านผมก็ขอเปลี่ยนใจ

...

ตอนนี้ประมาณตีสี่ ผมตื่นขึ้นมาเพราะเสียงโครมครามจากข้างนอก เปิดผ้าม่านดูท้องฟ้ามืดครึ้มแต่ยังคงมีหมอกหนาเหมือนเมื่อวาน แสงไฟจากในค่ายส่องสว่างอยู่ริบหรี่ แต่ไม่ทันที่ผมจะได้ปิดผ้าม่านแล้วนอนต่อ จู่ๆ ผมก็ได้ยินเสียงเคาะประตูหน้าบ้านเสียงดัง หัวใจผมเต้นระรัว กวาดสายตามองไปข้างนอกก็ไม่มีวี่แววของมนุษย์คนอื่นเลยนอกจากยามที่อยู่ในรั้วของค่าย ผมมั่นใจว่าหน้าต่างและประตูของผมถูกล็อกไว้อย่างดีทุกบาน ต่อให้คนแปลกหน้าข้างนอกนั้นพยายามกระชากประตูก็คงเปิดไม่ได้อยู่ดี

ก็ผมรีบแต่งตัวแล้ววิ่งลงบันไดไปในทันทีพร้อมปืนคู่ใจในมือ เดินมาจนประตูหน้าบ้านผมก็เอาหูแนบฟังเสียงดูก่อนจะตะโกนถามไปว่าใครอยู่ข้างนอก

"ท่านครับ! นี่ผมเองไอวาร์ ท่านรีบเปิดเร็วครับ" เด็กหนุ่มเคาะประตูไม่หยุดจนผมต้องรีบเปิดให้เขาเข้ามาก่อนที่มือมันจะหัก

"นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น? ไหนว่าจะไปนอนไง แล้วทำไมมาโผล่หัวอะไรหน้าบ้านฉัน" ผมปิดประตูลงกลอนอย่างดีไม่ให้เข้าหรือออกกันแล้ว ก่อนจะเดินพาไอวาร์ไปนั่งคุยกันดีๆ ที่โต๊ะกินข้าว

ผมเริ่มถามไปก่อน "ไหนมีอะไรบอกมาสิ" คนเพิ่งตื่นแบบผมที่ต้องรีบมาเริ่มแขกมันก็จะหงุดหงิดหน่อยๆ แต่ทันทีที่ไอวาร์เริ่มพูด ขนผมก็ลุกขึ้นมาทันที

"ท่านครับมันตามมาถึงค่ายเราแล้วครับ"

...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น