อัปเดตล่าสุด 2021-07-20 09:39:30

ตอนที่ 1 ค่ายกักกัน

บันทึกหมายเลข 1

20 ตุลาคม 1943

...

หิมะขาวโพลนยังคงปกคลุมอยู่ทั่วค่ายแห่งนี้ หยาดน้ำค้างแข็งไหลย้อยลงมาจากหลังคาจนแทบจะทิ่มตาทหารเอสเอสที่เดินผ่านไปผ่านมา

โชคดีที่ตัวผม (ยัน ครีซ) มีห้องทำงานส่วนตัวในอาคารเลยไม่ต้องออกไปลุยกลางหิมะเหมือนคนอื่นๆ ข้างนอกนั่น ผมจึงใช้เวลาช่วงเช้าทั้งหมดไปกับการนั่งทำงานที่โต๊ะพร้อมดื่มกาแฟร้อนๆ ถ้วยหนึ่งอย่างสบายใจ

ต้องบอกก่อนว่าตัวผมถูกย้ายมาประจำการที่ค่ายกักกันแห่งนี้เมื่อเดือนที่แล้ว หลังจากที่ผู้ดูแลคนก่อนดันหายตัวไปเฉยๆ โดยไม่บอกกล่าวอะไรเลย เหมือนว่าไม่เคยมีหลักฐานการมีอยู่ของเขาตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ

แต่ผมไม่สนหรอก ผมเป็นหัวหน้าของที่นี่แล้ว ใครจะสนคนเก่าที่หายไปกัน นั่นคงเป็นข้อบกพร่องในการทำงานของหมอนั่นเอง

ระหว่างที่ผมทำงานอยู่ก็สัมผัสได้ว่าหิมะเริ่มที่จะตกหนักขึ้นแล้ว ข้างนอกหน้าต่างมีเพียงแค่สีขาวเต็มไปหมด แต่ตราบใดที่ยังอยู่ข้างในก็ไม่มีเรื่องต้องห่วง ผมจึงไม่ได้สนใจและทำงานต่อจนเที่ยง

...

หิมะยังคงตกอยู่ไม่ขาดสาย แม้จะผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม ผมคงต้องอยู่ในห้องนี้อีกสักพักจนกว่ามันจะเบาลง ถึงจะออกไปพักกินข้าวได้

น่ารำคาญเป็นบ้า หิวจะแย่อยู่แล้ว

ผมบ่นพลางนั่งเคาะนิ้วเป็นจังหวะเพลงมาร์ชเอสเอสฆ่าเวลา กองเอกสารที่จัดการเสร็จแล้วถูกวางข้างโต๊ะอย่างเป็นระเบียบรอให้มีคนมาเก็บไปตอนเย็น

แล้วผมก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่าจะทำอะไรระหว่างนี้ดี

ใช่ ผมเขียนบันทึกเล่มนี้ขึ้นมา

ดังนั้นถ้าสมุดเล่มนี้มีคราบกาแฟดำๆอยู่กลางหน้ากระดาษก็อย่าแปลกใจไป นั่นเป็นเครื่องดื่มอย่างเดียวที่ผมมีในห้องที่พอรองท้องผมได้ ตาผมเริ่มลายจากความหิวแล้ว ถ้าหิมะยังไม่หยุดตกเร็วๆนี้ ผมคงจะได้หิวตายก่อน

...

หิมะเริ่มเบาลงแล้ว

ผมเห็นทหารเอสเอสสองสามคนออกมาเดินลาดตระเวนแถวนี้ เสื้อโค้ตหนาๆของพวกเขามีปุยสีขาวปกคลุมอยู่เต็มไปหมด และในทุกๆก้าวที่เท้าสัมผัสพื้น มันก็จมลงไปในหิมะจนถึงข้อราวกับทรายดูด

ผมยังไม่อยากออกไปตอนนี้หรอก แต่ท้องว่างๆคงทำงานไม่ได้นาน ลำพังจะไปหาของกินในตู้เย็นก็คงมีแต่ขนมปังขึ้นรา กินไปก็เตรียมไปนอนห้องพยาบาลยาวๆ ผมคิดว่าจะไปเรียกทหารพวกนั้นอยู่ถ้าพวกเขาเดินผ่านมาอีก

แต่ดูจากสภาพอากาศข้างนอกแล้วพวกทหารข้างนอกก็คงจมหิมะหายไปก่อน ผมเลยเปลี่ยนความคิดใหม่ไปสำรวจรอบๆนี้แทน บางทีอาจจะมีอาหารกระป๋องอยู่บ้างถ้าพระเจ้ายังไม่ทอดทิ้งผม

แต่โชคไม่เข้าข้างสักเท่าไหร่ เพราะห้องเดียวที่ผมมีกุญแจคือห้องนอนตัวเองที่อยู่สุดโถงทางเดินทางขวา

เอาเป็นว่าคืนนี้ยังไงก็ต้องนอนที่นี่อยู่แล้ว ผมเลยลองไปดูสภาพห้องพักก่อน เตียงนอนของผมถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยเหมือนบ้านใหม่เว้นเสียแต่ตู้เสื้อผ้าที่ยังมีเครื่องแบบของเจ้าของเก่าอยู่ แต่ยังไงก็ตามเถอะ เจ้าของเก่าคงไม่กลับมาเอาหรอก ผมเลยคิดว่าจะเอามันไปทิ้งอยู่ ไม่ก็ใส่กล่องเก็บไว้สักที่หนึ่ง ถ้านายคนนั้นจะมาเอามันกลับไปก็เสียใจด้วยล่ะ ผมทิ้งมันแน่ๆ

นอกเสียจากกรอบรูปที่มีรูปของท่านผู้นำแล้ว ในลิ้นชักก็ไม่มีอะไรให้ค้นอีก จะเปิดทิ้งไว้ฝุ่นก็เยอะเปล่าๆ ผมเลยเก็บมาแค่รูปของท่านผู้นำมาตั้งไว้บนโต๊ะทำงานแทนแล้วปล่อยห้องนอนนั่นทิ้งไว้ ระหว่างที่ผมกำลังเดินกลับมาผ่านทางโถง เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจนผมแทบจะทำกรอบรูปในมือตก

“ปัง!”

เสียงนั่นดังมาจากข้างนอกอาคาร ฟังดูเหมือนเสียงของหนักๆ บางอย่างตกลงมา แต่น่าแปลกเพราะบนพื้นก็เต็มไปด้วยหิมะ ต่อให้มันตกลงมาจากตึกก็ไม่ควรที่จะดังได้ขนาดนี้ มันน่าจะเป็นเสียงจากข้างในมากกว่า คิดอย่างนั้นได้ผมเลยรีบคว้าปืนขึ้นมาถือข้างกายไว้ก่อนจะเดินเข้าหาต้นกำเนิดเสียงอย่างช้าๆ ผมเดินมาหยุดหน้าประตูฝั่งตรงข้ามกับห้องนอนก่อนจะถีบมันเข้าที่ลูกบิดอย่างจังให้ประตูเปิดออก

ข้างในนั้นเป็นแค่ห้องเก็บของเก่าๆ

ผมถอนหายใจก่อนจะลดปืนลง มันก็แค่ห้องเก็บของเก่าที่เคยเอาไว้เก็บเอกสารและหมวกเหล็กขึ้นสนิม เมื่อดูรอบๆ แล้วไม่น่าจะมีใครอยู่ผมเลยเดินเข้าไปข้างใน โชคดีที่ไฟยังพอเปิดได้อยู่ ผมเลยเริ่มสำรวจตั้งแต่ชั้นแรกในห้อง มันเป็นข้อมูลของทหารที่เคยอยู่ในค่ายนี้ก่อนที่ผมจะมาถึง หนึ่งในคนที่น่าสนใจที่สุดคือหัวหน้าค่ายคนก่อน เขาเพิ่งหายไปเมื่อเดือนที่แล้ว ไม่มีเอกสารการลาออกหรือลาป่วย แต่จู่ๆ ก็หายไปโดยทิ้งข้าวของไว้ที่นี่

ผมเก็บเอกสารนั่นมาด้วยก่อนจะลองไปดูอย่างอื่นในห้อง ผมเห็นหมวกเหล็กใบหนึ่งตกอยู่มุมห้อง ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นต้นกำเนิดเสียงดังเมื่อสักครู่นี้ ดูจากชั้นวางที่เก่าพอๆกันแล้วก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่มันจะผุและหักลงมา ก่อนจะออกจากห้องผมเลยเตะหมวกนั่นไปใต้ชั้นวางให้หมด

ผมกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานอีกครั้งอย่างโล่งใจ โดยไม่ทันสังเกตว่าหิมะได้หยุดตกไปแล้ว จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ออกไปหาของกินข้างนอกก่อนจะหมดเวลาพัก ผมวางเอกสารในมือลงในลิ้นชักก่อนจะลุกออกไปข้างนอกโดยไม่ลืมเก็บปืนก่อน ถึงแม้ว่าหิมะจะหยุดตกไปแล้ว แต่อุณหภูมิข้างนอกห้องนั้นก็ยังเย็นมากอยู่ดี ผมเลยคิดว่าจะรีบไปรีบกลับก่อนที่จะมืดดีกว่า

หิมะข้างนอกสูงเกือบถึงเข่า มันทำให้ทุกๆก้าวของผมเป็นไปอย่างลำบาก เศษหิมะและน้ำแข็งไหลตกลงไปในช่องว่างของรองเท้าทำถุงเท้าผมเปียกไปหมด แต่ผมก็ยังทนเดินต่อไปยังโรงอาหารจนได้ กลิ่นหอมของซุปมันฝรั่งและขนมปังปิ้งทาเนยลอยเข้าจมูกผมจังๆ ทำให้ท้องกลับมาร้องอีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้ในโรงอาหารมีเพียงแค่แม่ครัวและทหารสองสามนายนั่งอยู่ที่โต๊ะ ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะกินมื้อเที่ยงกันเสร็จแล้ว ผมจึงเดินตรงไปหาแม่ครัวที่อยู่ใกล้ๆเผื่อแกจะมีไส้กรอกกับซุปเหลืออยู่บ้าง

จริงๆแล้วแม่ครัวที่ว่าก็คือกลุ่มเด็กสาวจากโปรแกรมยุวชนฮิตเลอร์นี่แหละ เธอถูกฝึกมาเพื่อปรุงอาหารและปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไม่ใช่ว่าที่นี่ไม่มีแม่ครัวมืออาชีพดูแลนะ แต่ยัยป้านั่นก็เอาแต่สูบบุหรี่ไปวันๆ แหละ ทิ้งให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ มาดูแลครัวแทนในช่วงปิดเทอม ผมที่เห็นเด็กๆนั่งอยู่รวมกันเลยคิดจะเข้าไปทักทายเสียหน่อย

"ไฮล์ ฮิตเลอร์!"

กลุ่มเด็กสาวลุกขึ้นยืนทำความเคารพพร้อมกันทันทีที่ผมเดินมาหา พวกเธอยิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตรก่อนที่หนึ่งในนั้นจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน

"พวกเราเตรียมอาหารไว้ให้คุณแล้วค่ะร้อยโทครีซ ขอโทษนะคะที่ไม่ได้เอาไปให้ท่านที่ห้อง"

เด็กหญิงก้มหยิบกล่องข้าวส่งให้ผมพร้อมถุงกาแฟ นั่นทำให้ตัวผมเองก็แอบยิ้มเล็กน้อยที่อย่างน้อยก็ยังมีคนให้ความสนใจกับเรื่องเล็กๆแบบนี้ด้วย

"ทานให้อร่อยนะคะ พวกเราตั้งใจทำให้คุณเลย ถ้ามีอะไรให้เราช่วยบอกได้เสมอนะคะ!"

ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเพียงแต่พยักหน้าให้เด็กๆตอบ พวกเธอดูเป็นเด็กดีมากเลย ไว้ว่างๆผมจะซื้อลูกอมมาแจกเธอคราวหน้าที่เจอกันแต่ก็คงเป็นอาทิตย์หน้าเลยเพราะ อีกไม่นานผู้ปกครองของเด็กๆก็จะมารับกันแล้ว ผมเลยทำได้แค่โบกมือลาพวกเธอก่อนจะลุยหิมะกลับออกไปยังห้องทำงานตามเดิม

พระอาทิตย์เริ่มที่จะลับขอบฟ้าไปแล้ว ท้องฟ้าที่เคยสว่างเมื่อครู่ถูกหมู่เมฆเข้ามาบังจนไม่มีแสงลอดผ่านออกมา โชคดีที่ผมกลับมาที่ห้องทำงานได้ทันก่อนจะมืด แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกไม่ดีระหว่างทางกลับมาคือตอนที่ผมกำลังเดินออกจากโรงอาหาร ผมดันสะดุดขอบบันไดและทำไส้กรอกตกพื้นไปชิ้นนึง แต่พอผมลุกขึ้นดูรอบๆแล้วก็ไม่มีวี่แววของไส้กรอกที่ตกลงพื้นเลย จู่ๆมันก็เหมือนจะ...

หายไปกับหิมะ?

ผมคงคิดมากไปเองด้วย อาจจะเป็นเพราะยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง ทุกอย่างที่ผมเห็นเลยจะดูเพี้ยนๆกันไปหมดเลย บางทีไส้กรอกอาจจะไม่ได้หล่นไปก็ได้ กล่องข้าวก็ยังปิดแน่นดีถ้ามันจะหกก็ต้องหกออกมาทั้งกล่องเลยสิ คิดแล้วผมเลยไม่ใส่ใจแล้วเดินต่อจนถึงห้องทำงาน

หลังจากที่กินข้าวจนเสร็จผมก็เก็บพวกอาหารแห้งใส่ไว้ในตู้ให้เรียบร้อย ก่อนถอดรองเท้าวางผึ่งไว้ข้างประตูให้แห้งหลังจากเดินลุยหิมะมาเมื่อไม่นาน ทั้งถุงเท้าและขากางเกงก็เปียกชุ่มไปหมดจนต้องขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดแห้งๆใส่แทน ผมเก็บของทั้งหมดให้เข้าที่เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีอะไรหายไปเหมือนไส้กรอกชิ้นนั้นแล้วจึงค่อยไปอาบน้ำ

จะถามน่ะสิว่าเข้าห้องน้ำได้ยังไงในเมื่อไม่มีกุญแจ? ผมก็พังประตูมันอีกนั่นแหละ แต่คราวนี้แค่เอาให้มันพอเปิดได้พอ จะปิดหรือล็อคไม่ได้ก็ช่างมัน

ผมเดินไปเอาเสื้อผ้าใหม่จากในกระเป๋าเตรียมจะไปอาบน้ำ โดยทิ้งสมุดไว้บนเตียงพร้อมกับของอย่างอื่น ดังนั้นถ้ามันมีอะไรในห้องน้ำล่ะก็ ข้อความนี้คงเป็นข้อความสุดท้ายที่คุณได้อ่าน

...

ยินดีด้วย ผมยังไม่ตาย

เอาล่ะ ทุกอย่างในวันนี้ผ่านไปได้ด้วยดี ผมจัดการงานเสร็จ กินข้าว อาบน้ำ และเตรียมนอน เรื่องแปลกๆที่เกิดในวันนี้ผมจะพูดถึงมันทีหลัง พรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ ผมจะเดินทางกลับบ้านไปเอาข้าวของเครื่องใช้มาเพิ่มและขนเครื่องแบบของเจ้าเก่าเป็นทิ้งให้เรียบร้อย เรื่องของเจ้าของเก่าผมจะลองไปถามพวกทหารดูเผื่อจะพอรู้อะไรกันมาบ้าง อย่างน้อยก็จะได้หายข้องใจกันเสียที

ปล.ผมยังหงุดหงิดเรื่องไส้กรอกตอนบ่ายอยู่เลย


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น