อัปเดตล่าสุด 2021-07-20 09:37:05

บทนำ ตลาดนัด

เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 1 ปีก่อน ตัวผู้เขียนเองได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนประเทศเอสโตเนียเพื่อพบเพื่อนสมัยเรียนแลกเปลี่ยนด้วยกันที่อังกฤษ ตัวเราไปพักที่บ้านยายเพื่อนอยู่อาทิตย์กว่าๆ ก่อนกลับไทยเลยขอให้นายคนนั้นพาไปเที่ยวรอบๆเมืองสักรอบ

ตอนแรกก็กะจะชวนเขาไปเดินห้างหรือไปหาของกินตามร้าน แต่เขาแนะนำว่าให้ไปที่ตลาดนัดแทนเพราะของถูกกว่าและรู้จักกับพวกพ่อค้าด้วย

"เอ้า! ก็ไปสิคะมีไกด์พาไปขนาดนี้ จะกลับไทยทำไมถ้ายังไม่มีของกลับไป" คนเขียนเคยกล่าวไว้555

เรากับเพื่อนไปกันตอนเย็นๆหลังกินข้าวเสร็จที่บ้านเพื่อน ที่ตลาดมีแต่คนแก่ๆหน่อย มีเราสองคนนี่แหละที่เป็นเด็กวัยรุ่นมาจากไหนไม่รู้

ตอนที่ไปพกเงินติดตัวไปบ้างนิดหน่อย ส่วนใหญ่หมดไปกับของกิน เห็นว่าอาหารหน้าตาไม่เหมือนประเทศเราก็ไล่ซื้อกินหมด พอกินเสร็จก็แวะเดินดูข้างหลังที่ขายของมือ 2 ต่อ เรากับเพื่อนแบ่งเดินกันคนละซอย จะได้ดูได้ทั่วๆ ถ้าเจออะไรน่าสนใจก็โทรหากันเอา

เราเดินไปเจอร้านของลุงแก่ๆคนนึง หน้าตาลุงแกดูเศร้ามากเลยเข้าไปเดินผ่านร้านแกหน่อยเผื่อจะช่วยซื้อได้ คือร้านลุงไม่มีใครหยุดดูเลย เห็นแล้วสงสารคนแก่

ของในร้านลุงส่วนใหญ่เป็นของเก่าๆเลย เป็นพวกของใช้ของสะสมวินเทจหน่อย คนที่ชอบสะสมน่าจะชอบ เราก็ดูเรื่อยๆ แหละ แต่ดันไปสะดุดตาที่เหรียญเงินกับสมุดหนัง มันเหมือนมีออร่าดึงดูดแปลกๆ อาจจะเพราะเราชอบพวกพวกเหรียญโบราณก็ได้ เราเลยโทรหาเพื่อนให้มาช่วยคุยกับลุงให้หน่อย

พอเพื่อนมา เราเลยหยิบของสองอย่างที่อย่างได้ให้เพื่อน เขาก็คุยกับลุงสักพักนึงเหมือนตกลงราคากัน

เพื่อนเราบอกว่าเขาได้มาจากญาติเขาที่เป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เหรียญนี้เป็นเหรียญกางเขนเหล็กของเยอรมันค่ะ เราไม่แน่ใจเรื่องยุคแต่จะซื้อเก็บไว้ศึกษาต่อ ลุงแกดีใจที่เรามาซื้อเลยแถมสมุดให้ด้วยเลย ไหนๆก็ขายไม่ได้ละแถมให้ดีกว่า

เราก็เพื่อนขอบคุณลุงเค้าแล้วเดินทางกลับบ้าน ส่วนนึงก็เพราะเงินหมดนี่แหละ พรุ่งนี้ก็จะกลับไทยแล้วด้วยต้องไปเก็บกระเป๋าอีก

ถึงไทยแล้วก็ยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่ อากาศร้อนขึ้นมาทันที555 ครอบครัวเรามารับที่สนามบินกันหมดเลย แน่นอนมีของฝากมาเผื่อทั้งหมู่บ้าน ทั้งขนมทั้งเสื้อผ้า ส่วนเพื่อนที่เอสโตเนียก็ยังคุยกันทุกวันเลยเพราะเป็นช่วงปิดเทอมเลยว่างทั้งวัน

...

เราสองคนไม่ได้พูดถึงเรื่องของที่ซื้อไปเลย    เพราะวันๆเอาแต่เล่นเกม จนมาวันนี้นี่แหละที่จู่ๆเพื่อนก็ทักถึงบันทึก คือมันผ่านมาเกือบจะ 1 ปีแล้วเพิ่งมาถามเนี่ยนะ?!

แต่เราเองก็ลืมเหมือนกันแหละ ไม่รู้ว่าใส่ไว้ในกระเป๋าไหนตอนไปซื้อ ว่าแล้วก็ของพักเกมไปค้นดูในห้องนอนก่อน กลัวว่าปลวกจะกินหนังสือไปหมดแล้วสิ

ใช้เวลาไปทั้งวัน สรุป! หาเจอค่ะ อยู่ในกระเป๋าเป้ใต้ตู้เสื้อผ้า มีฝุ่นเกาะบ้างแต่สภาพยังโอเคอยู่ เราเลยหยิบสมุดมาปัดฝุ่นออกจะเอาไปอ่าน ส่วนเหรียญก็เอาไปวางที่ชั้นวางของ

เราเริ่มเปิดหนังสือดู คือกลิ่นมันคาวๆเหม็นๆแปลกๆ นี่ถ้าไม่ติดว่าอยากรู้เรื่องชาวบ้านนี่คงทิ้งลงถังขยะไปแล้ว ปกหนังสือเล่มนี้เป็นหนังเก่าๆพิมพ์ลายนกอินทรีสีทองพร้อมชื่อเจ้าของข้างใต้ตราสัญลักษณ์

"โยฮันน์ ครีซ"

อ่านชื่อก็รู้เลยว่าคนเยอรมัน ดูแล้วน่าจะเป็น ทหารสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ้าจำไม่ผิดดูจากตรานกอินทรีเหยียบสวัสติกะแล้วคงเป็นทหารนาซี เหรียญที่ซื้อมาก็คงเป็นยุคเดียวกัน

โชคดีที่พออ่านภาษาเยอรมันออกเลยนั่งแปลไปพลางๆก่อนจะเอามาลงให้อ่าน แต่ไม่ถ่ายลงให้ดูเพราะสภาพหนังสือเก่ามาก ตัวหนังสือก็อ่านไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่เลยขอมาเรียบเรียงใหม่พร้อมหาข้อมูลมาก่อนจะได้ไม่เกิดการสับสนระหว่างคนอ่านกับคนเขียน

ต่อไปนี้เราเลยจะเล่าเรื่องในบันทึกของทหารนาซีคนนี้ออกมาในรูปนิยาย เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าใจและภาพได้ชัดเจน

*ถ้าหากมีการแปลผิดหรือไม่เข้าใจตรงไหนก็ขออภัยมา ณ ที่นี้*

...

ฤดูหนาวปีนี้ได้เข้ามาเยือนเอสโตเนียเร็วกว่าทุกปี ท้องฟ้าที่เคยสดใสก็ดูมัวหมองทั้งวันสลับกับการมีหิมะตกเป็นช่วงๆ ทำให้ทั้งต้นไม้และอาคารกลายเป็นสีขาวโพลนไปหมด รวมถึงในค่ายกักกันนี้ด้วย

ชายหนุ่มในเครื่องแบบเอสเอสสีเทายืนตรงกลางลานกว้างที่ปกคลุมไปด้วยปุยสีขาว หมวกหม้อตาลและยศคอสีเงินประดับด้วยเพชรสามอันแสดงให้เห็นว่าชายผู้นี้คงเป็นผู้ดูแลค่ายแห่งนี้ ต่างจากทหารคนอื่นๆในค่ายที่ใส่เพียงเสื้อโค้ทสีเขียวตัวหนากับหมวกเหล็ก

"ร้อยโทครีซ, หัวหน้าค่ายกักกันค่ายไววารา"

นั่นคือนามของปีศาจในเครื่องแบบนาซีที่ยืนอยู่ ชายผู้เปรียบเสมือนหมานรกอันซื่อสัตย์ของฟือเรอร์ หนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิดกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันชั่วร้าย

ไม่ทันที่จะได้ยืนรอต่อให้เมื่อยขาก็มีควันดำพวยพุ่งขึ้นมาจากปล่องไฟของอาคารใกล้ๆ พร้อมส่งกลิ่นเหม็นโชยมาแต่ไกล

มันคือกลิ่นของศพที่ถูกเผา

ชายหนุ่มเงยหน้ามองตามไอที่ลอยขึ้นสู่ฟ้า เขาถอดหมวกออกเผยให้เห็นผมสั้นสีทองที่ถูกจัดทรงอย่างเป็นระเบียบ ตาสีฟ้าอ่อนจ้องมองกลุ่มควันอย่างจดจ่อ ก่อนจะยิ้มอย่างพอใจและเดินจากไป เหลือไว้เพียงรอยเท้าที่ฝังไว้กับหิมะ

...

บันทึกหมายเลข 1

<โปรดติดตามตอนต่อไป>


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น