อัปเดตล่าสุด 2021-11-26 10:32:14

ตอนที่ 9 .. “ เลือนลาง ”

ฟังเพลงเพราะๆ ประกอบ นิยาย องค์หญิงใบ้ กับ เจ้าชายยาจก

   เป็นเพียงความบันเทิงในการฟังเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ รวมถึง เหตุการณ์ของตัวละครในนิยาย เพื่อให้เกิดอรรถรสในการอ่านเท่านั้น ไม่ได้มีผลใดๆกับทางการค้าทั้งสิ้น .. ด้วยความเคารพผู้ประพันธ์นิยาย .. มัชฌิมา

เพียงรักและเข้าใจ - ซิกซ์เซ้นซ์

https://youtu.be/kxh5L46uoeM

ขอขอบคุณ วงซิกซ์เซ้นซ์ จาก ค่ายอาร์เอส โปรโมชั่น ที่เอื้อเฟื้อเพลงให้มาประกอบในนิยาย

Romance Fiction - นิยายรัก / รักโรแมนติก

ตอนที่ 9 .. “ เลือนลาง ”

      ยุ้ยก็ค่อยๆลุกขึ้นมา ธวัชพยุงเธอให้นั่งแบบสบายๆ เธอก็มองไปรอบๆเห็นคนมากมาย กำลังจ้องมองเธออยู่ เห็นเมืองรามลงไปนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ข้างหน้า ธวัชและงามตามองมาที่เธอ

“เจ้าชาย ไม่น่าเชื่อ นี่เราไม่ได้ฝันไปนะไอ้ยุ้ย เจ้าชายยาจกตัวเป็นๆอยู่ตรงหน้าเรา” ยุ้ยบ่นกับตัวเอง ขณะที่กำลังสลึมสลือ

“เป็นไงบ้างครับคุณ ดีขึ้นรึยัง มีโรคประจำตัวอะไรบ้างรึเปล่า” ธวัชถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่ ไม่ค่ะ” เธอยังคงตกใจเล็กน้อย ธวัชรีบหายาดมจากกระเป๋าเสื้อของเขา เจอพอดี

“ค่อยๆ ผ่อนคลายนะครับ เอานี่ยาดม” แล้ว แม้นมาศก็รับยาดมมาจากธวัช และค่อยๆหันมาทางหลวงตา

“เป็นไงบ้างนังหนู ดีขึ้นรึยัง หลวงตาตกอกตกใจหมดเลย”

“หนูต้องขอโทษทุกคนด้วยนะคะที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น มันตกใจจนรับไม่ทันหนะค่ะหลวงตา”

“แล้วมันตกใจเรื่องอะไรหละนังหนูฮึ ไหนบองอาตมา มาซิ”

“ก็” เธอเอามือขวายกขึ้นมา แล้วค่อยๆชี้นิ้วกลับไปที่ธวัช “ผม” ธวัช ตกใจเล็กน้อย ยุ้ยพยักหน้า

“ทำไมหละ ไปตกใจอะไรกับเจ้าวัชมันรึ” หลวงตาบุญ ถามยุ้ย

“ก็ พอหนูรู้ว่าพี่เค้าเป็นเจ้าชายยาจก คนที่หนูฝันว่าอยากจะเจอตัวจริงสักครั้ง มาอยู่ตรงหน้า ก็เลยทำให้หนูช๊อกนะซิคะหลวงตา ไม่นึกว่าจะมาได้เจอตัวจริงๆเป็นๆประชิดตัวขนาดนี้ ใครจะไปรับทัน หนูก็ไปไม่เป็นท่าเลย อายจัง”

“โธ่เอ๊ย นังหนู เอ้อ นึกว่าอะไร มันจะอะไรขนาดนั้น เจ้าวัชหนะมันก็คนเหมือนกะพวกเราธรรมดาคนนึง ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรเลย แล้วจะไปตกตะลึงอะไรขนาดนั้น กรรม เด็กหนอเด็ก” หลวงตาหันไปเห็นเมืองรามอีกคนที่ยังนั่งนิ่งแข็งเหมือนหุ่น

“อ้าว และนั้นเป็นอะไรไปอีกคนหละนะ เอ้อ วันนี้มันเป็นวันอะไรวะ คนนั้นหาย คนนี้เป็นต่อ เอ้อ เอ้า เจ้าวัช ไปดูเพื่อนเจ้าหน่อยซินั่นหนะ” ธวัชยกมือไหว้ “ครับหลวงตา” แล้วก็ไปดูเพื่อน “เอ้ยไอ้ราม ไอ้ราม” ธวัชตีไปที่ไหล่ซ้ายอย่างแรง จนเมืองรามมีสติ

“มึงเป็นอะไร อะไรวะมาด้วยกัน เป็นเหมือนกันเลย พอคนโน้นหาย คนนี้เป็นต่อ มันจะอะไรกันนักหนาวะ”

“เออ กูขอโทษ” แล้วธวัชก็ดึงเพื่อนขึ้นมา และก็มารวมกันตรงหน้าหลวงตา

“เอาหละ ถ้าไม่เป็นอะไรกันก็ดีแล้ว มาๆมาพรมน้ำมนต์กันซะหน่อย ความไม่ดีต่างๆจะได้หลุดหายไปบ้าง เข้ามา”

      แล้วหลวงตาบุญก็พรมน้ำมนต์ให้ทั้งหมด และทั้งหมดก็ลงมาจากกุฏิหลวงตา งามตากอดแขนซ้ายธวัชไม่ปล่อย เมืองรามกับยุ้ยก็สังเกตุเห็นตลอด “แล้วนี่พวกมึงจะไปไหนต่อเนี่ย” ธวัชถามเพื่อน “ก็ไม่รู้จะไปหนหวะ แค่จะพาน้องเค้ามาทำบุญที่นี่และกะว่าจะพามาแนะนำให้มึงรู้จัก ก็เท่านั้น” งามตา ขัดคอขึ้นมาเลย “แฟนอะดิ” งามตาแลบลิ้นใส่ และทำไม่รู้ไม่ชี้

“บ้า ไม่ใช่ น้องสาว น้องสาวเพื่อน” เมืองรามรีบออกตัว แม้นมาศ ก็เอามือเกาหัวยิกๆทำหน้าไม่ถูก

“เอางี้ ไหนๆวันนี้พวกมึงก็มากันแล้ว ร้านกูก็ปิด งั้นเราไปนั่งทานอะไรกันที่ร้านเดิมเราก็แล้วกัน ถือว่าเลี้ยงฉลองที่ได้เพื่อนใหม่ที่น่ารัก ไป” ยุ้ยยิ้มแก้มปริ แล้วธวัชและเพื่อนๆก็ไปนั่งทานอาหารมื้อเที่ยงที่ร้านเดิม ดื่มด่ำกับบรรยากาศริมแม่น้ำที่สวยงาม

      งามตาเดินนำหน้า เพราะอยากนั่งใกล้แม่น้ำ ธวัชก็ให้งามตานั่งด้านใน เขานั่งด้านนอก ยุ้ยก็นั่งตรงข้ามกับงามตา

“ไงยุ้ย ดีขึ้นรึยัง” เมืองรามเป็นห่วงยัยเอ๋อ ขณะที่ทานอาหารได้สักพัก “ดีขึ้นแล้วค่ะพี่ ไม่เป็นไรแล้ว”

      ยุ้ยทานไปยิ้มไป แอบมองงามตาด้วย “หน้าตาเป็นปกติแล้วนี่เนาะ คงไม่เป็นไรแล้ว เจ๊เค้าปกติแล้วพี่วัช” พูดแบบหวงธวัช ดูก็รู้

“งาม งาม นี่ทานข้าวนะ ปล่อยพี่ได้แล้ว พี่ทานข้าวไม่ถนัด” ธวัชเหมือนจะรำคาญงามตาเอามากๆ งามปล่อยแขนธวัชแบบหน้าตาบูด ไม่ยิ้ม ยุ้ยแอบหัวเราะและแลบลิ้นใส่ งามตาโกรธ แต่ทำอะไรไม่ได้ เดี๋ยวเสียฟอร์ม ก็เลยได้แต่นั่งหันหน้าออกไปทางแม่น้ำ

“คุณยุ้ยเป็นไงบ้างครับ ชอบที่นี่ไหม” ธวัชทักทายกับเพื่อนใหม่ “อย่าเรียกคุณเลยพี่ หนูไม่ได้สูงส่งอะไรขนาดนั้น” ยุ้ยส่งยิ้มให้

“เรียกหนูว่ายุ้ย แบบพี่รามเถอะ จะดีกว่า ดูเป็นกันเองดีนะคะ” ธวัชพยักหน้า “ก็ได้ครับ..แล้วน้องยุ้ยเป็นไงบ้าง” จึงทักทายต่อ

 “อาการดีขึ้นแล้วนะ เป็นโรคประจำตัวหรือเปล่าครับเนี่ย” ยุ้ยทานไปคุยไป แต่ทุกการกระทำอยู่ในสายตาของงามตาทั้งสิ้น

“ไม่ได้เป็นโรคประจำตัวหรอกค่ะพี่ ก็อย่างที่บอก มันตื่นเต้นนิดหน่อย แต่ตอนนี้หายแล้ว”

“ก็ดีครับ จะได้เก็บแรงไว้มาเที่ยวในวันสงกรานต์ สนใจมาเที่ยวงานสงกรานต์แบบบ้านนอกๆนี้ไหมครับน้องยุ้ย”

“ชวนหนูเหรอคะพี่..มามา” เธอยิ้มแล้วพยักหน้า ดีใจที่เจ้าชายชวน หล่อก็หล่อ แถมใจดีด้วย ใครบ้างหละจะไม่มา

      งามตา หันควับมาเลยทันที “พี่วัช” ทั้งหมดหันไปมองที่งามตาเป็นสายตาเดียว “มีอะไร ทานซะทีซิเนี่ย” ธวัชเอ่ยขึ้น

“พี่เห็นเราจิ้มๆๆ อยู่ตั้งนานแล้วเนี่ย ไหนบ่นว่าหิวไง” งามตาไม่สน แต่ทวงสิทธิ์ “ก็พี่จะชวนใครมา พี่ถามหนูรึยัง”

“อ้าว ทำไมหละงาม” เมืองรามสงสัย งามตาก็เลยหันไปที่ธวัช ธวัชตักกุ้งทอดให้กับยุ้ยต่อหน้างามตา

“ก็พี่เป็นแฟนหนู เราจะได้มีเวลาเที่ยวด้วยกัน ถ้าพี่ชวนใครมา แล้วหนูจะได้เที่ยวกับพี่เหรอ พี่วัชต่อหน้าหนูเลยนะ”

      งามตา ซึ่งนั่งอยู่ทางขวาของธวัช ตีมือทันที เพราะยุ้ย นั่งอยู่ตรงข้ามงามตา “ขอบคุณค่ะ” ยุ้ย แลบลิ้นใส่งามตาอีกครั้ง

“อะไรนะงาม พี่บอกงามกี่ครั้งกี่หนแล้วว่า อย่าทำแบบนี้ ที่พี่ยอมงามคราวนั้นก็เพื่อนก งามจะเอาเรื่องนี้มาบังคับพี่ไม่ได้นะ”

“ใครวะนก” เมืองรามได้โอกาส สืบคดีเสียเลย ยุ้ยนึกขึ้นได้ ก็เลยหยิบโทรศัพท์ แล้วเอารูปขึ้นมาถามธวัช

“คนนี้รึเปล่าคะพี่” แล้วยุ้ยก็ยื่นโทรศัพท์ให้ธวัชดู “ใช่” ธวัช ตอบและพยักหน้า “ว่าแล้ว สวยออกขนาดนี้ มิน่าหละ”

      แล้วยุ้ยก็เปรยสายตาไปที่ งามตา แล้วเหมือนจะยิ้มเยาะ งามตาเห็น ไม่พอใจอีกรอบสอง “ทำไม” งามตาเงื้อมือซ้ายเหมือนจะตบยุ้ย ธวัชยกมือขวาจับเอาไว้ “อะไรหนะงาม วันนี้เป็นอะไรเนี่ย อาการเก่ากำเริบอีกแล้วนะ”

      งามตาสะบัดมือลง แล้วก็ทานข้าว เมืองรามขอดู ธวัชห้ามไว้ “อย่าเยอะ อย่าเยอะ เจ๊ ขอร้อง” งามตาชี้นิ้วไปยังยุ้ย

“งาม พอแล้ว พี่บอกให้หยุด เราเป็นเจ้าของบ้านนะ ทำตัวไม่น่ารักเลย ทานข้าวไป” งามตา ตักไป จ้องหน้ายุ้ยไป

“อย่าดูเลย มึงเห็น มึงก็ไม่รู้จักหรอก” แล้วก็ดันมือขวาของยุ้ยกลับไปทันที ยุ้ยเก็บใส่กระเป๋า

      เมืองรามอยากเห็น แต่ไม่รู้จะทำยังไง ก็ต้องปล่อยไปก่อน มองแล้วเสียโอกาส แต่ก็ต้องทำใจ

“แล้วมึงหละตกลงจะมาไหม สงกรานต์หนะ จะไปเที่ยวที่ไหนรึเปล่า กูอุตส่าห์ชวนน้องเขาแล้ว ถ้ามึงไม่มา กูจะได้ไปรับน้องเขาเอง ว่าไง ท่าเยอะนักนะมึงหละ หมู่นี้ฟอร์มแยะ” ธวัชก็เลยถือโอกาสชวนเมืองรามและแม้นมาศมาเที่ยวในซอยของเขาในวันสงกรานต์ที่ 13-15 นี้ด้วย “เออ มา กูก็ไม่รู้ว่าจะไปไหนเหมือนกัน” แต่สายตา มองไปที่งามตาอย่างเดียว

      หลังจากที่ทานข้าวเสร็จ ธวัชกับงามตาก็เดินมาส่ง เมืองรามกับยุ้ย ยุ้ยก็แกล้งขอเบอร์ธวัช ดูซิว่าจะได้ไหม

“เออ พี่วัชคะ” เธอทำเหนียมอาย “มีอะไรเหรอครับ” ยุ้ยเขิน “คือหนู เออ เออ ยังไม่มีเบอร์พี่หนะค่ะ เผื่อพี่รามเขาไม่ว่างขึ้นมา หนูจะได้ติดต่อพี่ได้หนะค่ะ” ธวัชหลงกลยุ้ยเข้าแล้ว “ได้ครับ” ยุ้ยยืนยิ้ม “ไม่ต้อง”งามตา พูดดักคอ “เอาของหนูไปแทนแล้วกัน แฟนกัน อยู่ด้วยกัน ยังไงก็ได้ยิน” ยุ้ยทำหน้าเหยเกเลย เอาละซิ คงอดได้เบอร์เจ้าชายแน่ ธวัชหันไปดุงามตา “ทำอะไรหนะงาม เสียมารยาท”

      งามตาหัวเสีย แล้วธวัชก็เอามือดันงามตาออกไป “พูดอะไรอย่างนั้น น่าเกลียดงาม อย่าไปฟังงามมันเลยครับ”    ด้วยความไว ยุ้ยรีบยื่นโทรศัพท์ให้กับธวัชทันที ก่อนที่ธวัชจะเปลี่ยนใจ ธวัชก็กดเบอร์ให้ และด้วยความไวอีก เธอก็ยิงเข้าเครื่องธวัชทันที เสียงดังขึ้น งามตาอ้าปากหวอเลย “แม่จ้าว แม่งไวแท้” โทรศัพท์ดังขึ้นที่เครื่องธวัช เขาหยิบขึ้นมาดู “นั่นเบอร์หนูนะคะ พี่เจ้าชาย”

“ครับ” ยุ้ย ยิ้มปากแทบจะฉีกถึงใบหู แล้วก็หันหน้าเปรยตา เหมือนไปเยาะเย้ยงามตา แถมยกโทรศัพท์ให้งามตาเห็นว่าฉันได้แล้ว

“ดูมันทำ ต่อหน้าต่อตา ไม่เกรงใจกรูเลย อีนังเจ๊ อีนังกระซู่ กรูปี” งามตา บ่นในใจแล้วมอง หน้ายุ้ยแบบเครียดแค้นเป็นที่สุด

      ก่อนที่จะแยกจากกัน ธวัชก็ดึงเมืองรามแยกตัวออกมา “เอ้ย..กูขอโทษด้วยเรื่องของงาม ที่ทำอะไรลงไปแบบไม่คิด”

“ไม่เป็นไร กูเข้าใจ” เมืองรามเอามือขวาตีแขนซ้ายธวัชเล็กน้อย” แล้วก็หันไปมองงามตาที่ยืนหน้าบูดยังกะตูดอยู่ตรงโน้น

“บอกยุ้ยเค้าด้วยแล้วกันว่า อย่าไปถือสาคนอย่างงามมันเลย มันยังเด็กพึ่ง 18 เอง..นะ อีกอย่างเรื่องฟงแฟนอะไรหนะ มึงก็อย่าไปฟังงามมันมากนัก มันคิดของมันไปเอง ที่จริงแล้วกูกับงามไม่ได้เป็นอะไรกันหรอก มันบ้าของมันไปเอง เลยพูดเลอะเทอะไปตามประสา เครตามนี้นะโว๊ย พวกมึงจะได้สบายใจกัน”        เมื่อได้ยินประโยคนี้จากเพื่อน เมืองรามก็ยิ้มออกและมีกำลังใจขึ้นมาโขเลย

      เพราะงามตาเท่ากับโสด เขาจึงคิดว่ายังไงก็ต้องเอาชนะใจของงามตาให้ได้ เพราะไม่มีคู่แข่งที่ไหนแล้ว จึงเดินกลับมาที่รถ ยุ้ยส่งยิ้มและโบกมือให้กับธวัช “ขอบใจเพื่อน กูกลับก่อน เพราะต้องไปส่งน้องเขาที่คอนโดอีก” ธวัชก็ยิ้มตอบ แต่งามตา ยังหน้าบูด

“เออ..เดินทางกลับดีๆนะ แล้วอีก 7 วันเราเจอกัน บาย” เมืองรามโบกมือให้ ธวัชตบที่ประตูเบาๆ

“ถอยๆ ถอยเลย แล้วเจอกันนะครับน้องยุ้ย” ธวัชก้มหน้าผ่านประตูฝั่งเมืองรามไปยิ้ม และโบกมือให้

“ค่ะ แล้วเจอกัน” ยุ้ยยิ้มหวานแล้วโบกมือบ๊ายบายอีกที งามตายืนบิด กระถืบเท้าไม่พอใจอยู่ตรงนั้น

      ธวัช โบกมือให้กับเพื่อนทั้งสองจนรถลับสายตาไป หันมามองงาม แล้วก็ส่ายหัว เดินข้ามถนนกลับไปที่ร้าน เปิดร้านเข้าไปเอาของ งามตาก็วิ่งข้ามตามธวัชเข้าไปในร้านทันที “พี่วัช เราต้องพูดกันให้รู้เรื่อง” แต่ธวัชไม่สนใจ เดินหนีอย่างเดียว “พี่วัช พี่วัช”

>>>>> ----- <<<<<

      ริชาร์ดนัดกับหญิงยุ ไปที่วัดต่างๆรอบกรุงเทพ ก่อนจะถึงวันสงกรานต์ ในอีกไม่กี่วัน พร้อมทั้งหาโอกาสไปสืบและแกะรอยตามสถานที่ ที่สองคนนั้นไปทุกแห่งตามในเฟส “ช่วงนี้หญิงยุ อาจจะต้องเหนื่อยหน่อยเป็นพิเศษหน่อยนะครับ เพราะต้องสืบหาเบาะแสของหญิงรันเพื่อนคุณด้วย” ริชาร์ดเป็นห่วงหญิงยุ จึงแสดงความห่วงใย “ไม่เป็นไรค่ะ หญิงยินดี ไปค่ะ ไปต่อกันได้เลย”

      แล้วริชาร์ด ก็ไม่ขัดความประสงค์ของหญิงยุ ยอมเหนื่อยเป็นสารถีให้กับหญิงยุ เกือบจะทุกวันจนถึงวันสงกรานต์เลยก็ว่าได้

----- ***** -----

      ยุ้ยกลับมาถึงห้อง ก็เหมือนกับโลกนี้เป็นสีชมพูขึ้นมาทันทีทีเดียว เพราะไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้พบกับยอดชายในฝันจริงๆและหล่อสมใจนึกของเธอ จากที่ตกหลุมรัก ก็เป็นรักขึ้นมาทันทีโดยไม่ได้สนใจว่านกและงามตาจะเป็นแฟนจริงๆหรือปลอมๆ ในเมื่อใจมันรักไปแล้ว ก็ต้องเดินหน้าต่อไป จะทำอะไร ก็เห็นเป็นหน้าธวัชไปหมด เธอได้ไปเอารูปของธวัชในเฟสมาบันทึกเก็บและทำเป็นรูปหน้าโทรศัพท์ของเธอทันที โดยที่ตัดหน้าของนกออกไป ช่วงสัปดาห์นั้นเวลาเธอไปเรียน เพื่อนที่คณะก็ต้องแปลกใจว่า ยุ้ยหมู่นี้เป็นอะไร มีอาการที่ไม่เหมือนเดิม ยิ้มในห้องคนเดียว เวลาคุยโทรศัพท์ ก็ยิ้มมีความสุข แทบไม่ได้สนใจเพื่อนเลย ทำอะไรก็คนเดียวตลอด จนทำให้เพื่อนๆอึดอัด “เอ๊ย ไอ้ยุ้ย” เพื่อนอีก 2 คนมาดักรอหน้าห้องน้ำ “มานี่เลย มานี่” เปิ้ลดึงแขนยุ้ย “อะไรไอ้เปิ้ลมีอะไร”

“แกเป็นอะไร ฉันควรจะถามแกมากกว่า ไอ้วากับไอ้แพร มันก็อยากรู้” วาพูดเสริม “ใช่ หมูนี้แกไม่เข้ากลุ่มเลย 3-4 วันแล้ว”

“รายงานแกก็ไม่ทำ จะส่งไม่กี่วันอยู่แล้ว อาจารย์ให้ส่งหลังสงกรานต์นะโว๊ย” แพร กระทุ้งเข้าไปอีก

“ถึงจะเรียน ภาค Summer มันก็สำคัญนะแก” เปิ้ลเป็นห่วง “จะจบไม่จบ มันก็อยู่ตรงนี้แหละ ติดวิชาเดียว แกอดรับปริญญาเลยนะ”

      วากลัวไม่จบ “อย่ามาตกม้าตายตอนนี้ดิ อีกนิดเดียวเองพวกเราก็จะจบกันแล้ว” แพรก็กลัว

“ไม่มีอะไร พวกแก 3 คนคิดมากกันไปได้” ขณะพูดดวงตายุ้ยก็มีความสุขเพราะได้แต่นึกถึงแต่เจ้าชาย

“เอาน่า รายงานใครบอกว่าฉันไม่ทำ เสร็จหมดแล้ว แค่ ยังไม่ได้เอามาให้พวกแกเท่านั้นเอง”

“จริงนะไอ้ยุ้ย ความหวังอยู่ที่แกคนเดียวนะ” วา เป็นห่วง “จริง เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันเอามาให้ เครนะ”

      เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ยุ้ยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เพื่อนๆเห็นชื่อว่า เจ้าชาย “ขอตัวก่อนนะเพื่อน” แล้วยุ้ยก็จากเพื่อนไปเลย ปล่อยให้เพื่อนๆงง กับคำว่าเจ้าชายที่ปรากฏ “ใครวะเจ้าชาย นี่ไอ้ยุ้ยมันไปรู้จักเจ้าชายที่ไหนวะ” แพร สงสัยมาก

“หรือว่าแฟนมันวะ” เปิ้ลวิเคราะห์ “เอ๊ย ใช่คนที่มารับมันบ่อยๆหรือเปล่าวะ” วานึกขึ้นมาได้

///// ----- \\

      ช่วงนี้นกยังงอนธวัชอยู่ เพราะเรื่องของงามตา ทำให้ธวัชไม่กล้าที่จะเข้าใกล้นกสักเท่าใด เวลาทานข้าวนกก็นั่งห่าง ปิ่นโตก็ทำวางไว้ให้ไปหยิบเอาเองที่ประตูบ้าน 3-4 วันแล้วที่เขาสองคนไม่ได้พูดกัน ธวัชนั่งคิดจะง้อนกยังไงดี

      ส่วนนก ก็ไม่ได้สนใจอะไรนั่งเล่นเฟสสนุกไปวันๆไลน์ส่งไปก็ไม่ตอบอะไรเขากลับมาเลย วันนี้ก็วันที่ 7 เมษา เข้าไปแล้ว หันไปทางงามตาที่ตามเขาติด ไม่ยอมห่าง ก็เวียนหัว วันนี้เปิดร้านก็ไม่ค่อยมีคน จะลุกจะก้าวไปไหน งามตาก็ตามไม่ห่าง ปวดหัว ไม่รู้จะทำ

ยังไงดี จ้อยกับเอี้ยงเห็นสภาพลูกพี่แล้วเป็นห่วงแทน เจ้าชายไม่เคยเป็นทุกข์แบบนี้

      นกนอนเขี่ยเฟสไปมา ก็พึ่งสังเกตุว่า มีคนขอเป็นเพื่อนใหม่มาเพียบ เธอก็ไล่ๆดู คนไหนน่าสนใจเธอก็รับ คนไหนดูไม่ดีไม่น่าสนใจ เธอก็ลบทิ้ง ไปสะดุดตาอยู่สองคน คือ แก้มยุ้ย เฟสของแม้นมาศ และ ยุภา เด็กด้อยพัฒนา เฟสของหญิงยุ เพราะรูปดูคุ้นๆแต่ก็นึกยังไงก็นึกไม่ออก สักพัก เธอก็เริ่มปวดหัวขึ้นมาอย่างรุนแรง แบบไม่มีสัญญานอะไรเตือนมาก่อน

      เลือดกำเดาเริ่มไหลออกมาจากจมูกทั้งสองข้างทีละน้อยทีละน้อย เธอเอามือซ้ายปาดเช็ด เลือดเต็มมือเธอ เธอตกใจ และภาพอะไรต่อมิอะไรก็วิ่งผ่านเข้ามาในหัวเธอเต็มไปหมด ภาพมันดูเลือนลางมากโผล่แว๊บผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป ทำให้ต้องกุมศีรษะ โทรศัพท์หล่นลงบนที่นอน ตัวบิดไปมาร้องฮือๆแต่ไม่มีใครได้ยิน แม่เดินผ่านหน้าห้องเห็นเข้าพอดี เห็นนกดิ้นพล่านๆเลยวิ่งเข้ามาดู

“เป็นอะไรลูก นกเป็นอะไร พ่อมึง พ่อมึง” สะอิ้งเข้ามากอดนก เห็นเลือดไหลออกมาทางจมูกเปื้อนตัวและที่นอนเต็มไปหมด เลยร้องเรียกตาทด “มีอะไร มีอะไร” ทดเข้ามาเห็นนก ดิ้นทุรานทุราย เนื้อตัวเปื้อนเลือดไปหมด

“นกเป็นอะไรไม่รู้ ไปตามเจ้าวัชมาด่วนเลย จะได้พานกไปหาหมอ” แล้วสะอิ้งก็หาพามาเช็ดเลือดที่จมูกนกไปพลางๆ

“ได้ๆ ดูไว้ก่อนนะ เดี๋ยวข้ามา” แล้วตาทดก็รีบวิ่งออกไปตามธวัช “วัชโว๊ย เจ้าวัช” ทดวิ่งไปตะโกนไปตลอดทาง จนคนที่เดินผ่านต้องถามกันเป็นการใหญ่ “มีอะไรเหรอลุง” ทดได้ถามหาลูกชาย “เห็นเจ้าวัชไหม” เพื่อนบ้านตอบ “เห็นอยู่ที่ร้านหนะลุง”

“ขอบใจมาก” แล้วก็ตรงไปที่ร้าน ไม่ได้ไปทางวัด “วัชโว๊ย” ทดตะโกนมาแต่ไกล เอี้ยงได้ยินเสียงก็บอกธวัช

“พี่ ลุงทดมาโน้นแล้ว สงสัยเกิดเรื่องอะไรแน่เลย ไม่งั้นไม่วิ่งหอบมาขนาดนั้นหรอก”

      ธวัชกระโจนออกไปหาพ่อทันที งามตาก็หันไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น “มีอะไรเหรอพ่อ ทำไมไม่โทรมา วิ่งมาทำไมให้เหนื่อย”

“มันคิดไม่ทัน กดมันช้า มาจะเร็วกว่า” ทดเหนื่อยหอบ ธวัชพามานั่งในร้าน จ้อยส่งหนังสือพิมพ์ให้ แล้วพัดให้ทันที

      งามตา นอนอยู่ที่เก้าอี้พับลุกมาทันทีอยากรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรลุงถึงได้วิ่งมาขนาดนี้ “ใจเย็นๆพ่อ” พ่อนั่งหอบ ยกมือขึ้นแล้วชี้ไปที่บ้านเพื่อจะบอกว่า “นก นก” ธวัชใจร้อน “นกเป็นอะไรพ่อ” ทดยังคงหอบ “นกเป็นอะไรไม่รู้ ดิ้นพล่านๆอยู่บนเตียง เลือดไหลมาจากจมูกเต็มเลย เอามือจับหัวร้องไห้ไม่หยุดด้วย” เท่านั้นแหละ ตอนนี้ธวัชไม่สนอะไรแล้ว ถ้าเกี่ยวกับนก ธวัชวิ่งเข้าบ้านทันที

      งามตาได้ยินแบบนั้นก็รีบวิ่งตามเหมือน 4 x 100 เลย เมื่อถึงบันไดบ้านรีบถอดรองเท้า แล้วตรงเข้าไปหานกทันที

“รอด้วยพี่ อะไรจะไวปานนั้น” ธวัชพุ่งไปหานกทันที “นก นก เป็นอะไรนก พี่มาแล้ว” ธวัชเห็นสภาพนก น่าเวทนายิ่งนัก

      เธอกุมหัว มือเกร็ง ตัวงอ ร้องไห้ไม่หยุด ตัวสั่น ปากสั่น หน้าซีด เลือดก็ไหลออกมาจากจมูกไม่หยุด

“ไปโรงบาลเถอะลูก แม่ว่า ขืนเอาไว้แบบนี้ไม่รอดแน่” ธวัชพยักหน้า “ครับๆ”

      งามตามองเห็นสภาพนกก็ตกใจ ไม่รู้ว่านกเป็นอะไร ได้แต่ยืนเกาะประตูดูอยู่ห่างๆ    แล้วธวัชก็รีบอุ้มนก วิ่งพาไปโรงพยาบาลของรัฐที่ใกล้ที่สุด ใช้เวลานานทีเดียว เพราะตรงที่เขาอยู่ มันไกลจากถนนใหญ่มาก เป็นซอยย่อย ตอนนั้นเขาลืมนึกถึงการเรียกรถ Taxi หรือจะไหว้วานใครทั้งสิ้นวิ่งและวิ่งอย่างเดียวเท่านั้น เขาคิดอย่างเดียวคืออุ้มนกวิ่งไปให้ถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่ได้นึกถึงความยากลำบากใดๆทั้งนั้น “อย่าเป็นอะไรนะนก อดทนไว้ก่อน” ธวัช อุ้มนก กอดนกไว้แน่น เขาหันหน้านกเข้ากับอกซ้ายตัวเอง มือขวาประคองขาทั้งสองไว้ เลือดที่จมูกนกก็ไหลเปื้อนเสื้อธวัชไม่หยุด

      ไม่นานธวัชก็วิ่งเข้ามาถึงโรงพยาบาล คนเปลเห็นก็รีบวิ่งเข็นรถเข้ามารับ ธวัชวางนกลงบนเปล

“ช่วยด้วย ช่วยด้วย” ธวัชบอกให้คนเปลช่วย นกในสภาพมือเกร็ง ตัวสั่น ตัวขดงอ เลือดนองหน้า หมอและพยาบาลรีบวิ่งเข้ามา

“ใจเย็นๆค่ะ มาถึงนี่แล้ว ปลอดภัยแล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหมอนะคะ” พยาบาลสาว กันธวัชเอาไว้แล้วรีบวิ่งตามรถไป

“รอตรงนี้นะครับ เดี๋ยวเราช่วยต่อเอง รอข้างนอกก่อนนะครับ” เจ้าหน้าที่เปล ห้ามธวัชอีกครั้งเพราะธวัชจะตามเข้าไปให้ได้

      หลังจากที่เข้าไม่ได้ ธวัชก็ได้แต่ยืนมองนกที่ถูกเข็นเข้าไปในห้องฉุกฉินอย่างเป็นห่วง

“ก็คงจะที่นี่แหละไอ้เอี้ยง โรงบาลที่ใกล้ที่สุดจากซอยเรา”ไม่กี่นาที จ้อย เอี้ยงและงามตาก็วิ่งเข้ามา

“นั่งไง พี่วัช” จ้อยเห็น ธวัชยืนกระสับกระส่ายอยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉิน งามตาวิ่งแซงหน้าไปก่อนเลย มาถึงก็สวมกอดธวัช

“เป็นไงบ้างพี่” งามตาต้องผละออกทันที เมื่อเห็นสภาพเสื้อของธวัชที่เปื้อนแต่เลือดของนก “ไม่รู้” ธวัชหันมาดู

“อ้าวแล้วมาได้ยังไง” งามตาบอก “มามอไซด์กับพี่จ้อยพี่เอี้ยง” ธวัชว่ากลับ “มาทำไม แล้วใครดูร้าน ไอ้บ้าเอ๊ย พวกแกเนี่ย”

“ช่างมันเถอะพี่ ผมก็เป็นห่วงนกเหมือนกับพี่นั่นแหละ” เอี้ยงพูดแบบเหนื่อยๆ ธวัชยืนไม่ติด ต้องเดิน เดินไปเดินมาเพื่อคลายเครียด

      ด้านใน นกยังคงอาการหนัก หมอและพยาบาลช่วยกันอย่างสุดความสามารถ เช็ดเลือดทำความสะอาดใบหน้า เธอยังคงชักไม่หยุด มือไม้แขนขา กระตุก อยู่ตลอดเวลา เลือดที่จมูกก็ไหลออกมาแต่ช้าลง บางลง คณะแพทย์จึงหาทางช่วยอย่างเต็มที่

“ขอ เฟนิซัยคลิดีน (Phenicyclidine) ด้วย” หมอสาวรีบออกคำสั่งอย่างด่วน เมื่อเห็นนก ดิ้นทุรนทุราย อาจจะตายเอาได้

      หมอจึงต้องตัดสินใจ ฉีดยาสลบให้ เพื่อนกจะได้หยุดทรมาน พอยาออกฤทธิ์ นกจึงสงบลงได้ แล้วหมอก็ตรวจร่างกายโดยรวมทั่วไป แล้วก็ออกมาจากห้อง สีหน้าไม่ค่อยดีเท่าใด ธวัช วิ่งเข้าไปหาคุณหมอ ทั้งชุดที่เปื้อนเลือดนั่นแหละ

“เป็นไงบ้างครับคุณหมอ” ธวัชเป็นห่วงนกมาก หมอถอดหน้ากากออก แล้วก็บอกรายละเอียด

“ทำไมถึงไม่มาให้เร็วกว่านี้ ปล่อยไว้ให้อาการกำเริบถึงขนาดนี้ได้ยังไง ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิดเดียว หมออาจจะช่วยไม่ทัน”

“แล้วตกลงนกเป็นอะไรครับ” ธวัชถาม “หมอก็ยังไม่แน่ใจนะ ตอนนี้หมอฉีดยาสลบให้แล้ว ขอดูอาการสักวันก่อน พรุ่งนี้หมอถึงจะแจ้งให้ทราบได้” ธวัชซักยิ่งกว่าตำรวจอีก “หนักมากเลยเหรอครับหมอ” หมอสาวไม่รู้จะตอบยังไงดี คือมันตอบยาก

“หมอไม่ได้บอกว่าหนักสักคำนะคะ หมอบอกว่าไม่แน่ใจ ขอดูอาการสักวันก่อน แค่นี้นะคะ หมอขอตัวก่อน”

      แล้วหมอก็เดินจากไป ธวัชยืนทำใจอยู่พักใหญ่ “คนป่วยชื่ออะไรค่ะ” พยาบาลถาม จ้อย “ชื่อนกครับ แต่รายละเอียดอย่างอื่นผมไม่รู้ครับ ต้องไปถามคนโน้น” จ้อยชี้ไปทางธวัช แล้วก็เดินไปหาธวัช “คุณคะ ช่วยกรอก รายละเอียด คนไข้ด้วยค่ะคุณ”

      ธวัชรู้สึกตัวตอนที่พยาบาลมาสะกิด เอาแล้วไง ยุ่งหละซิ ธวัชลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเลย เรื่องวิ่งเข้าใส่ตัวเข้าให้แล้ว

“แล้วคนป่วยมีบัตรประชาชนไหม ดิฉันขอด้วยนะคะ” ธวัชคิด “เออ บัตรหายครับ กำลังทำเรื่องอยู่ เดี๋ยวผมจัดการให้ครับ”

“ได้ค่ะ ยังไงแล้วช่วยดำเนินการให้ด้วยนะคะ กรอกเสร็จเอาไปให้ดิฉันทางโน้นนะคะ” แล้วพยาบาลก็เดินกลับไปที่เคาน์เตอร์

“ว่าไงพี่วัช หมอเค้าว่าไงบ้าง” งามตาอยากรู้จึงวิ่งมาถาม หลังจากหมอและพยาบาลไป

“หมอบอกว่าไม่แน่ใจ ขอดูอาการก่อนวันนึง พรุ่งนี้ถึงบอกได้” แล้วเขาก็กรอกรายละเอียดให้นก ธวัชกรอกลงไป

      จิ้มลงไปจะเขียนว่า นก ก็เปลี่ยนใจเปลี่ยนเป็น ชื่อ สกุณา นามสกุล รุจิศม และที่อยู่ก็ใช้ที่อยู่บ้านเขา พอกรอกเสร็จก็ให้เอี้ยงเอาไปให้ที่เคาน์เตอร์ แล้วก็นั่งลงกุมขมับ งามตาเดินเข้ามานั่งลงด้านซ้ายเพื่อปลอบใจ แล้วเธอเอื้อมมือไปกอดธวัช ซบหน้าลงที่แขน เอามือซ้ายเธอตบที่แขนธวัชเบาๆ “ใจเย็นๆนะพี่ นกคงไม่เป็นไรแล้วนะ ถึงมือหมอแล้ว นกต้องปลอดภัย หนูว่า วันนี้เรากลับกันก่อนนะพี่ อยู่ก็ช่วยอะไรไม่ได้” ธวัช เงยหน้า พิงเก้าอี้ แล้วหลับตา งามตาเอามือซ้ายเช็ดหน้าเช็ดตาให้ เป็นห่วงแฟนตัวเองอย่างสุดๆ

      สักพักธวัชก็ลุกขึ้น เดินไปดูหน้านกที่ห้อง ICU ในสภาพที่มีเครื่องช่วยหายใจครอบหน้าอยู่ เขาเดินไปชิดหน้าห้องเพื่อดูให้ใกล้ที่สุด แล้วก็ตัดใจเดินกลับออกไป งามตาก็มองดูเช่นกัน แล้วก็วิ่งตามธวัชไป จ้อยกับเอี้ยง นั่งรออยู่ด้านนอก เมื่อเห็นลูกพี่จึงทัก

“กุญแจครับพี่” ธวัชเดินผ่านไปไม่ได้สนใจสิ่งที่จ้อยยื่นให้ “พี่วัชไปไหน แล้ว” จ้อย ดึงแขนงามตาไว้

“อะไรพี่จ้อย มาดึงหนูไว้ทำไม” จ้อยไม่ยอมให้งามตาตามไป “ปล่อยพี่วัชเขาไปเถอะ นะ..เชื่อจ้อยสักวันเถอะ”

“ใช่..งาม เอี้ยงก็เห็นด้วย ให้พี่เค้าไปในที่ ที่เขาอยากไปของเขาก่อนนะ” งามตา ยังอยากจะตามธวัชไป “แต่..”

      ธวัชเดินใจลอย พ้นประตูโรงพยาบาลออกไปไหนแล้วก็ไม่รู้ “ไป กลับร้านเราเถอะ ปาดนี้ลูกค้ารอเต็มร้านแล้ว ไปเอี้ยง”

“ไป โว๊ยจ้อย” แล้วก็หันไปถามงามตา “อ้าว ตกลงจะกลับไหมเนี่ยนังงาม” งามตาเป็นห่วงธวัช “กลับๆๆๆ”

“จะกลับก็ขึ้นมา ไม่งั้นก็เดินกลับเอาเองนะ” แล้วงามตาก็กระโดดขึ้นซ้อนท้ายเอี้ยงทันทีและขับออกจากโรงพยาบาลไป ระหว่างทาง งามก็เฝ้ามองดูว่าธวัช เดินไปทางไหน แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา          ธวัชเดินไปหยุดอยู่ตรงสะพานรถไฟที่พาดผ่านคลองขนาดที่ไม่ใหญ่นัก

     แล้วเขาก็ตะโกนออกไปเสียงอย่างดัง เหมือนเก็บกดมาตั้งนาน “โว๊ย..” ขณะที่รถไฟได้วิ่งผ่านมาพอดี จากบ่ายจนพระอาทิตย์ตกดินเขาจึงกลับถึงบ้านได้ งามตามานั่งรออยู่ที่บ้านหลังจากที่กลับมาจากโรงพยาบาลนานแล้ว จนเล่าเรื่องราวให้กับพ่อแม่ฟังจนรู้เรื่องธวัชก็ยังไม่โผล่ งามตาชะโงกหน้าไปมาเหมือนเมียรอผัว สักพักเสียงเปิดประตูเข้ามา ธวัชเดินขึ้นบนบ้าน งามตาวิ่งเข้าไปกอด

“พี่วัชเป็นไงบ้าง เป็นอะไรมากไหม” งามตา เช็ดหน้าเช็ดตาให้ธวัช ในสภาพที่มอมแมมดูไม่ได้

      ธวัชเงียบ ไม่พูดอะไร เดินไปนั่งที่ศาลาหน้าบ้าน แล้วก็นั่งเอาหัวพิงเสาศาลา แล้วก็พูดเบาๆ

“ทำไมถึงยังไม่กลับบ้าน มันมืดแล้ว” ธวัชพูดช้าๆ “ก็พี่เป็นแบบนี้ จะให้หนูกลับได้ยังไง หนูเป็นห่วงพี่นะ”

“กลับเถอะงาม พี่ไม่เป็นอะไรหรอก มันอันตราย ตอนนี้แถวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ มันอันตราย เชื่อพี่ นะคนดี”

“แต่” งามตายังคงดื้อ “แค่นกคนเดียวพี่ก็จะบ้าตายแล้วนะงาม พี่ขอร้องเถอะได้ไหม ถ้างามเป็นอะไรขึ้นมาอีกคน แล้วพี่จะทำยังไง”

“พี่วัช” งามตามองหน้าธวัช แล้วก็สวมกอด “พี่เป็นห่วงหนูด้วยเหรอ” น้ำตาไหลซึมออกมาโดยไม่รู้ตัว

“ห่วงซิทำไมจะไม่ห่วง พี่มีน้องสาวของพี่อยู่แค่คนเดียวนะ ยายกุลฝากพี่ไว้ พี่ก็ต้องดูแลงามให้ดีซิ”

      พอบอกว่าเป็นน้องเท่านั้นแหละ งาม ค่อยๆ ปล่อยแขนที่กอดออกทันที “ตกลงหนูเป็นได้แค่น้องสาวเท่านั้นเองหรือพี่วัช”

“พี่..” ไม่ทันที่จะสิ้นประโยค งามตาก็วิ่งร้องไห้ลงจากบ้านไปทันที โดยไม่หันกลับมามองธวัชอีกเลย

“พี่ขอโทษนะงาม พี่ทำได้เท่านี้จริงๆพี่ขอโทษ” งามตา วิ่งร้องไห้ไปตลอดทาง กี่ครั้งกี่หนที่เธอต้องร้องไห้ เพราะธวัช อนาคตของเธอช่างเลือนลางเหลือเกิน กับความสุขและความรักที่จะได้จากธวัช เจ็บกี่ครั้งก็ไม่เคยจำ เธอวิ่งผ่านร้านธวัช ผ่านประตูวัด ไปหยุดที่ศาลาท่าน้ำและก็หกล้มลงกับพื้น งามตาไม่ลุกขึ้นแต่กลับเอามือทุบที่พื้นศาลาอย่างเดียว ในความมืดตรงนั้น ขนาดมีคนเดินขึ้นมาบนศาลาเธอก็ยังไม่รู้ตัว คนผู้นั้นยืนมองดูความเสียใจของหญิงสาวผู้นี้มานานแสนนาน ตั้งแต่ช่วงเย็นจนค่ำมืด ก็ไม่หนีห่างไปไหน งามตายังคงร่ำไห้ คนผู้นั้นเดินอ้อมไปข้างหน้า งามตาสังเกตุว่ามีใครมายืนอยู่ข้างหน้าเธอ ในความมืด เธอค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา

      ถึงแสงจะไม่สว่างมาก แต่ก็พอจะรู้ว่าคือใคร เมืองรามนั่นเอง เขายื่นมือมาให้งามตาจับ ด้วยความเสียใจอย่างที่สุด เธอจึงยอมส่งมือให้เมืองรามแบบไม่คิดอะไรแล้ว เมืองรามดึงงามตาเข้ามากอดและลูบหลังปลอบใจงามตาโดยที่ไม่พูดอะไร งามตาก็ได้แต่ร่ำไห้ ร้องไห้ไม่หยุด ทั้งสะอื้น ทั้งเสียใจ เมืองรามเลื่อนมือขวามาลูบผมงามตา “ร้องออกมาให้หมด พี่เข้าใจ ถ้าคิดว่าสบายใจแล้ว ก็หยุดเสียใจได้แล้วนะคนดี” งามตา กอดเมืองรามแน่นมากกว่าเดิม เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง งามตาถึงหยุดร้องไห้ได้ และเมืองรามก็เดินมาส่งงามตาที่บ้าน “นอนซะนะคนดี แล้วไม่ต้องร้องไห้อีกนะ เด็กน้อย พี่ไม่ชอบคนขี้แย” เมืองราม ปลอบโยนงามตา

      งามตาไม่พูดอะไรมาก “พี่ก็ด้วย กลับได้แล้วมืดแล้วอันตราย หนูถึงบ้านแล้ว” แล้วงามก็เปิดประตูเข้าบ้าน “บายครับ”

“บาย” แล้วงามตาก็เดินขึ้นบ้านไป เมืองรามมองตามขึ้นไปจนงามตาขึ้นไปถึงชั้นบนและปิดประตู งามตาเปิดหน้าต่างมาโบกมือ เมืองรามก็โบกมือลาและเดินกลับออกไป งามตามองเมืองรามจนลับสายตา แล้วก็เอามือปาดน้ำตา ยืนเกาะหน้าต่างนึกและคิดว่าจะเอายังไงดีกับชีวิตตัวเอง จะวิ่งจับคนที่เขาไม่รักหรือจะให้โอกาสคนที่มองเธอดี รักคนที่เขารักเราหรือจะรักคนที่เรารัก ยิ่งคิดยิ่งกลุ้ม แล้วเธอก็ปิดหน้าต่าง ไปอาบน้ำแล้วเข้านอน “พี่ราม ถ้าหนูให้โอกาสพี่ พี่จะทำให้หนูเสียใจเหมือนพี่วัชไหม ได้ หนูจะให้โอกาสพี่”

***** +++++ *****

      เช้าวันรุ่งขึ้น ธวัชไปที่โรงพยาบาลแต่เช้า รีบเดินไปที่ห้อง ICU มองเข้าไป ก็ไม่มีนกในห้องนั้นแล้ว จึงรีบวิ่งไปถามพยาบาลที่หน้าเคาน์เตอร์ “พี่ครับพี่ คนที่อยู่ในห้องนั้น” ธวัชชี้ไปที่ห้อง ICU “ไปไหนแล้วครับ”

“อ๋อ เมื่อย่ำรุ่งหมอเห็นว่า อาการเริ่มดีขึ้นมาบ้างแล้วก็เลยย้ายไปอยู่ที่ห้องผู้ป่วยรวมทางโน้นหนะค่ะ ชื่อคุณสกุณา ใช่ไหมคะ”

“ครับ ครับ ขอบคุณมากครับ” เท่านั้นแหละ ธวัชยกมือไหว้ แล้วก็รีบวิ่งไปหานกทันที

      ธวัชวิ่งมาด้วยความดีใจ พอถึงหน้าห้องผู้ป่วยหญิงรวม เขาก็มองหานก ว่านอนอยู่เตียงไหน แต่มองเท่าไหร่ก็หาไม่เจอไม่เห็น จนพยาบาลต้องเดินมาถาม “มีอะไรให้ช่วยไหมคะคุณ” ธวัชรีบบอก “คือผมมาหาคนที่พึ่งย้ายมาจากห้อง ICU หนะครับ”

“ชื่ออะไรคะ” พยาบาลถาม “สกุณาครับ” ธวัชเริ่มมีความหวัง “รอสักครู่นะคะ เดี๋ยวดิฉันจะดูให้” แล้วพยาบาลก็เดินกลับไปที่โต๊ะ

“ขอบคุณครับ” สักพักพยาบาลก็เดินมาบอก “คุณหมอพาไปสแกนสมองและX-Ray สักพักแล้วค่ะเดี๋ยวก็คงจะกลับมา เชิญนั่งรอตรงโน้นได้เลยนะคะ” ธวัชยกมือไหว้ “ครับ ขอบคุณครับ” แล้วธวัชก็ไปนั่งรอตรงจุดที่ให้รอ และนั่งคิด แล้วนี่เราจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่ายาค่าหมอวะเนี่ย มีทั้ง สแกนสมองและX-Ray แย่แล้ว “เอาวะ รอให้เห็นตัวเลขก่อนแล้วกัน เงินเก็บยังพอมีเหลืออยู่บ้าง”

      ไม่นาน พยาบาลก็เข็นนกกลับมายังห้อง ธวัชเห็นเลยวิ่งเข้าไปถาม “คุณพยาบาลครับ แฟนผมเป็นยังไงบ้าง” นั่นอุ๊บอิ๊บบอกว่าเป็นแฟนเลยธวัชของเรา “คุณเป็นเจ้าของไข้ใช่ไหมคะ” ธวัชพยักหน้า “ครับ” พยาบาลโล่งอกที่ถามไม่ผิดคน

“พอดีเลย คุณหมอกำลังอยากจะเจอตัวอยู่พอดี เชิญทางนี้เลยค่ะ” แล้วพยาบาลก็พาไปหาหมอที่รักษานก

      < ก๊อกๆๆๆ > “เชิญค่ะ” พยาบาลเปิดระตูเข้ามา “พาเจ้าของไข้คุณสกุณามาพบแล้วค่ะคุณหมอ” หมอสาวยิ้มให้ “ขอบคุณนะคะ” แล้วพยาบาลก็ออกไป “เชิญนั่งก่อนค่ะ” หมอสาวมองหน้าธวัชอยู่พักใหญ่เหมือนจะตกหลุมรักชอบธวัชเข้าเสียแล้ว เพราะหล่อได้ใจ

“หน้าผมมีอะไรเหรอครับคุณหมอ” เสียงทักของธวัช ทำให้หมอสาว ตื่นจากภวังค์ “อ๋อ ค่ะ ค่ะ คือยังงี้นะคะ” ธวัชยิ้มให้และตั้งใจฟัง

“อาการของคุณสกุณา ค่อนข้างจะน่าเป็นห่วง ถ้าไม่รีบรักษาปล่อยไว้นาน อาจจะรักษาลำบากและยาก”

“คุณหมอหมายถึงอะไรครับ บอกผมมาตรงเลย ผมไม่ชอบอ้อม เอาตรงๆ” หมอตัดสินใจบอกอย่างช้าๆ เพราะกลัวธวัชจะตกใจ

“คือ..คุณสกุณามีเนื้องอกในสมองค่ะ” ธวัชตกใจ “และมีเลือดคั่งอยู่ในสมองด้วย ไม่ทราบว่าไปโดนอะไรมา เพราะน่าจะนานแล้ว เท่าที่ดูแผล รอยช้ำที่ศีรษะเหมือนกับว่าโดนกระแทกอย่างแรงเป็นรอยช้ำ บวมแดงมาก เหมือนจะอักเสบหนะค่ะ”

      แล้วหมอสาวก็เอาฟิล์ม X-Ray ขึ้นมาให้ดู “ตรงนี้ เป็นบริเวณที่มีการคั่งของเลือด ค่อนข้างมาก เธอจึงปวดหัวมากเลยเกิดอาการเกร็งและเลือดออกในวันนั้น ส่วนตรงนี้ เราสันนิษฐานว่า จะเป็นก้อนของเนื้องอกที่กำลังก่อตัวขึ้น แต่ยังไม่มากเท่าใดยังพอแก้ไขทัน เพราะมันยังเล็กอยู่ หากได้รับการผ่าตัดอย่างทันท่วงที ต้องรีบแล้วนะคะ” หมอสาวย้ำ ทำเอาธวัชหน้าไม่ดีเลย

“แล้วถ้าเราไม่ผ่าตัด ไม่มีวิธีอื่น เช่นทานยาให้มันสลายหรืออะไรก็ได้ที่จะให้ก้อนเนื้อนั้นมันหดหรือหายไป พอจะมีไหมครับ”

“ไม่มีค่ะ ทางเดียวและวิธีเดียวก็คือ ผ่าตัด” เอาหละซิธวัชจะเอายังไงหละทีนี้ เห็นธวัชคิดนาน หมอสาวก็เลยพูดต่อ

“ถ้าช้ากว่านี้ และปล่อยให้เจ้าก้อนนี้โตขึ้นมามากกว่านี้ มันจะทำให้ไปกดทับเส้นประสาทตรงส่วนอื่นได้”

“อันตรายมากเลยเหรอครับ ถ้าปล่อยให้นานไป” ธวัชถามย้ำ “ใช่ค่ะ แล้วอาการที่จะเกิดขึ้นต่อไปหมอก็ไม่สามารถตอบได้ว่ามันจะไปโดนเอาเส้นประสาทส่วนไหนบ้าง เช่นแขนขา อาจจะเป็นอัมพาต เดินไม่ได้ หมอตอบไม่ได้เลยจริงๆ”

      ได้คำตอบแบบนี้ ทำให้ธวัชคิดไม่ตก เงินก็ไม่มีมากถึงขนาดนั้นแน่ “แล้วค่าใช้จ่ายมันสักประมาณเท่าไหร่ครับ” หมอหยิบใบสรุปค่าใช้จ่ายขึ้นมาแต่ยังไม่ส่งให้ธวัช “เท่านี้ค่ะ” หมอเขียนใส่กระดาษตัวโตๆให้ธวัชอ่านแทนก่อน เพราะถ้าบอกไปกลัวธวัชช๊อก

4 แสน” ธวัชอุทานออกมา “ใช่ค่ะ 4 แสน ที่เห็นเนี่ยเป็นแค่การผ่าตัดเท่านั้น ยังไม่รวมค่าพักฟื้นของผู้ป่วยในที่นี้ อาจจะมีค่ายา ค่าห้อง ค่าแพทย์เข้าพบ และค่าบริการอื่นๆเข้าไปอีกด้วยค่ะ หมอคิดว่า น่าจะมีอีก 1 หมื่นบวกเข้าไป เผื่อเอาไว้สำรองเผื่อขาดเผื่อเหลือ

      เอายังไงดีหละเนี่ย เหงื่อตกแล้วเจ้าชายของเรา “ขายบ้านก็ยังไม่พอเลย” เขาบ่นในใจ “คุณค่ะคุณ ตกลงจะเอาไงคะ อ้อ ลืมบอก เรื่องเลือดที่คั่งในสมองหนะก็ต้องรีบเจาะเอาออกนะคะ ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ก็จะแย่เอาเหมือนกัน” ธวัชถามย้ำอีกที

“แล้ว ถ้าเจาะ ค่าใช้จ่ายอีกเท่าไหร่ครับ” หมอเขียนใส่กระดาษตัวโตๆให้ธวัชอ่านอีกครั้ง เพราะถ้าบอกไปกลัวธวัชช๊อก “เท่านี้ค่ะ”

“สองแสนสามหมื่น” เขาอุทานออกมาเป็นครั้งที่สอง ธวัชแทบทรุด เพราะอาการของนกที่เป็นแต่ละอาการหนักๆทั้งนั้น

“ขอโทษนะครับหมอ ทำไมราคามันสูงทุกอาการเลยละครับ” หมอสาวเลยอธิบาย เห็นใจก็เห็นใจ แต่ทำไงได้ ราคามันมาแบบนี้

“ที่สูงเพราะ มันเกี่ยวกับสมองค่ะ เราก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ นี่ราคาของโรงพยาบาลรัฐนะคะ ถ้าเอกชนจะสูงกว่านี้มาก”

“แล้วถ้าเราชะลอออกไปสักพักจะได้ไหมครับ” ธวัชสอบถามเพราะต้องหาเงินจำนวนมากเพื่อช่วยนก

“ก็อย่าให้มันนานมากจนเกินไปนะคะ เพราะถ้านานเกินไปคนไข้อาจจะเริ่มมีอาการที่รุนแรงขึ้น มากขึ้น กว่าที่คุณเห็นตอนพามาครั้งแรกเสียอีก หมอก็เลยอยากแนะนำว่า ไม่ควรเกิน 20 วัน เพราะอาการของเลือดคั่งในสมอง ค่อนข้างจะรุนแรงมาก”

“ขนาดนั้นเลยเหรอครับหมอ” หมอสาวกล่าวย้ำอย่างชัดเจน “ค่ะ เพราะเมื่อเส้นเลือดในสมองแตกหรือฉีกขาด จนเกิดเลือดออก และต่อมากลายเป็นเลือดคั่งในสมอง ผู้ป่วยมักมีอาการป่วยต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด หรืออาจเกิดขึ้นหลังจากเวลาผ่านไประยะหนึ่งแล้ว อาการค่อยๆทรุดหนักลง ซึ่งลักษณะอาการที่ปรากฏนั้น ขึ้นอยู่กับบริเวณสมองที่เกิดเลือดคั่ง ความรุนแรงของอาการเลือดคั่ง และปริมาณเนื้อเยื่อที่ได้รับความเสียหายด้วย” ขณะที่หมอกำลังอธิบายงามตาโทรเข้ามาพอดี ธวัชดูว่าใครเลยกดทิ้ง

      และฟังหมออธิบายต่อ “ต่อเลยครับคุณหมอ” หมออธิบายต่อ “อาการที่มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยเลือดคั่งในสมอง ได้แก่ ปวดหัวรุนแรงในทันทีอ่อนเพลีย,หมดแรง,เฉยชา,เซื่องซึม,สับสน,มึนงง, เพ้อ,กระวนกระวาย,กลืนอาหารลำบาก” ยิ่งฟังธวัชยิ่งหดหู่ใจ

“โอ้โฮ ทำไมมันมากขนาดนั้นหละครับหมอ” หมอบอกต่ออีก “ยังมีอีกนะคะ ยังไม่หมด” ธวัชอ้าปากค้างเลย

“ยังมีอีกเหรอ โอย..” ธวัชนิ่งไปเลย “ลำบากในการพูดคุยสื่อสาร หรือการทำความเข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูด, เขียน หรืออ่านได้ยากลำบาก,เวียนหัว,คลื่นไส้,อาเจียน” ธวัชฟังแล้วสรุปเองเลย “นี่แทบจะเหมือนว่า เป็นอัมพาตเอาเลยนะครับเนี่ย”

“ก็ประมาณนั้น หมอถึงบอกว่า อาการมันรุนแรงมาก ถึงไม่อยากให้ปล่อยไว้นาน หมอเข้าใจว่า มันสูง สองอาการรวมกัน เหยียบล้าน ก็ลองเอาไปคิดดูเอาเองแล้วกัน หมอเรียกมาบอกให้รับทราบก็เท่านี้หละค่ะ” ธวัช ยกมือไหว้ “ขอบคุณครับ” ธวัชหมดสภาพเลย

“ไหนๆก็ไหนๆแล้ว หมอก็ขอบอกให้หมดเลยแล้วกัน เพราะที่เหลือเนี่ยสำคัญมาก” หมอใจดีนะเนี่ย

“ทัศนวิสัยในการมองเห็นจะเปลี่ยนไป ตาข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างอาจมีปัญหาในการมองเห็น แขนขาอาจจะอ่อนแรง ร่างกายสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว ร่างกายสูญเสียความสามารถในการประสานสัมพันธ์ประสาทกล้ามเนื้อ เสียการทรงตัว รู้สึกปวดชาเหมือนมีเข็มตำ ตัวชา หรือเป็นอัมพาตบริเวณใบหน้า แขน ขา ซึ่งอาการเกิดขึ้นกับร่างกายเพียงฝั่งเดียว มีอาการชัก ทั้งๆที่ไม่เคยประสบภาวะชักมาก่อนหน้า และที่สำคัญที่สุดลำดับสุดท้าย คือ หมดสติ..หมดแล้วค่ะ หมดจริงๆ Ok นะคะ”

      แล้วหมอก็ยื่นเอกสารใบสรุปค่าใช้จ่ายตัวจริงให้กับธวัช เขารับแล้วก็เดินออกมาจากห้องคุณหมอสาวคนนั้น เขายกมือขึ้นมาดูและอ่านรายละเอียด เลือนลางมากชีวิตของนก มันช่างเลือนลางจริงๆกับการรักษา มหาศาลจริงๆกับค่าใช้จ่ายในครั้งนี้

“แล้วกู จะเอาเงินเหยียบล้านที่ไหนมารักษานกวะเนี่ย” แล้วเขาก็เดินไปดูนกที่นอนหลับอยู่ที่เตียง

“ผมขอเข้าไปหาแฟนผมได้ไหมครับ” ธวัชขอเข้าไปดูนกขณะที่ยังหลับอยู่

“ได้ค่ะ แต่อย่านานนักนะคะ เพราะหมอให้ยานอนหลับไปสักครู่ คนไข้จะได้พักผ่อนหนะค่ะ”

“ขอบคุณครับ” แล้วธวัช ก็ค่อยๆเดินเข้าไปหานก ธวัชลากเก้าอี้ตัวที่ใกล้ที่สุดมานั่ง แล้วกุมมือขวาของนกไว้ และแอบร้องไห้ ไม่ให้คนในห้องรู้ ยกมือเธอขึ้นมาแปะไว้ที่หน้า เขาไม่มีทางออกจริงๆและนึกไม่ออกเลยว่า จะช่วยนกยังไงดี

      หนทางมันช่างเลือนลางจริงๆ สักพักเขาก็ลุกขึ้นไปจูบหน้าผากนก แล้วก็ลุกเดินถอยหลังออกมา จนมาหยุดยืนที่หน้าประตูห้อง แล้วก็ค่อยๆเบือนหน้าหนี และเดินคอตกออกไปจากตรงนั้น ธวัชหมดอาลัยตายอยากกับสิ่งที่เกิดขึ้น มากมายขนาดนั้น จะเอาที่ไหน

       งามตากับเมืองราม มาถึงโรงพยาบาล งามตาเห็นธวัชนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ตรงม้านั่ง หน้าประตูทางเข้า จึงวิ่งเข้ามาหา

“พี่วัช เป็นอะไร ทำไมสภาพเป็นแบบนี้” ธวัชเอามือกุมขมับ ดันผมตัวเองขึ้นไป “เจ็ดแสน เจ็ดแสน”

      เมืองรามกับงามตางง ไม่เข้าใจธวัชบ่นพึมพำอะไร “อะไรพี่วัช พูดอะไรพี่ อะไรเจ็ดแสน เจ็ดแสน” แล้วธวัชก็ส่งใบสรุปค่าใช้จ่ายเบื้องต้นให้งามตาดู งามตาเอามือปิดปากตัวเองทันที เมืองรามก็เลยหยิบกระดาษแผ่นนั้นมาดู

“สี่แสน สองแสนสาม มิน่าหละมันเหยียบเจ็ดแสน อย่างนี้นี่เอง”

“ทำไมมันมากขนาดนี้หละพี่ แล้วนี่ตกลง นกเค้าเป็นอะไร พี่วัช ตอบหนูมา”

“หมอเขาบอกว่า นกมีเนื้องอกในสมอง และเลือดคั่งในสมอง ต้องรีบผ่าตัดด่วน แล้วพี่จะเอาเงินที่ไหนตั้งเจ็ดแสนมารักษา”

“ทำไมนกถึงโชคร้ายแบบนี้เนี่ย แล้วตอนนี้นกอยู่ไหนหละ”

“หมอให้ยานอนหลับพักอยู่ข้างใน เที่ยงเดี๋ยวพี่จะมาอีกที ตอนนี้นกมีพยาบาลดูแลอยู่แล้ว”

“แล้วนี่ พี่จะช่วยนก ยังไงหละเนี่ย เงินมากขนาดนี้ โอ๊ย..ถ้าไม่ปล้นธนาคาร ก็ต้องขายยาบ้า กันแล้วหละ”

“พูดอะไรเกรงใจพี่หน่อยนะงาม พี่เป็นตำรวจนะ ยืนอยู่ตรงนี้” งามตาออกตัวอย่างแรง “โอ๊ย ตอนนี้เวลานี้ หนูไม่สนใจอะไรแล้ว”

      เมืองรามมองหน้างามตา “มองทำไม หนูบอกแล้วไม่สนอะไรทั้งนั้น ถึงหนูจะไม่ชอบนกสักเท่าไหร่ แต่ ณ.เวลานี้ หนูก็เห็นใจเขาเหมือนกัน” เมืองรามหันไปหาเพื่อน “แล้วนี่มึงจะเอายังไงต่อไปวะไอ้วัช เงินมากขนาดนี้ กูก็อยากจะช่วยนะ แต่เงินกูมีไม่ถึง เต็มที่ก็ สามแสน เอาไปเจาะเลือดคั่งก่อนดีกว่า เอาทีละเปราะเชื่อกู กูให้ ถือซะว่า ชดใช้ให้กะมึงที่เคยช่วยชีวิตกูไว้เมื่อครั้งก่อนโน้น กูรู้ว่าคนที่ชื่อนกนี่สำคัญกะมึงมาก กูเข้าใจ” เมืองรามเข้าใจเพื่อน “แต่” ธวัช ไม่อยากรบกวนเพื่อน

“มึงอย่ามามัวเกรงใจกูเลย ถ้ากูไม่ได้มึงวันนั้น มันก็ไม่มีกูวันนี้ไอ้เพื่อนรัก เชื่อกู แล้วกูจะถือว่า หนี้ครั้งนี้มึงกับกูหมดกัน แล้วกูจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกเลย Ok ไหม” ธวัชมองหน้าเพื่อน “ขอบใจเพื่อน กูจะไม่ลืมบุญคุณครั้งนี้ของมึงเลย”

      ธวัช เอื้อมมือไปกุมมือเมืองราม “ขอบใจจริงๆเพื่อน ขอบใจ นก นก นกรอดแล้วนก” ธวัชเริ่มมีรอยยิ้มในจิตใจ

“เอ๊ยก็เราเพื่อนกัน มึงสบายใจได้ มึงกลับไปบอกเขาข้างในได้เลยว่าจะขอเจาะเอาเลือกคั่งในสมองออกก่อน เพราะกูรู้มาว่า อาการเลือดคั่งในสมองเนี่ย มันรุนแรงและน่ากลัวขนาดไหน กูก็ช่วยมึงได้แค่นี้แหละ” แล้วธวัชก็รีบวิ่งเข้าไป

“เออ ไอ้วัช” ธวัชหันกลับมา เมืองรามบอกอีกเรื่องให้ธวัชสบายใจ “กูให้ แล้วเงินก้อนนี้มึงก็ไม่ต้องเอามาคืนกูด้วย ตามนี้นะเพื่อน ไปเถอะ ไปเลย” เมืองราม รีบโบกมือไล่ให้ธวัชรีบไป ธวัชยิ้ม เพราะดีใจมากที่ความดีของเขาในวันนั้นได้ย้อนกลับมาช่วยนกคนที่เขารักแล้วในวันนี้ ธวัชรีบวิ่งไปที่ห้องหมอสาวคนนั้นอย่างไว แล้วเคาะประตู < ก๊อกๆๆๆ > “เชิญค่ะ” หมอสาวส่งเสียงออกมา

      ธวัชรีบเปิดประตูเข้าไปด้วยสีหน้าที่ดีใจ ยังไม่หุบยิ้มเลย “มีอะไรกะหมอคะคุณ” หมอสาวงงกับอาการของธวัช

“ตกลง เจาะครับ ผมขอเจาะเอาเลือดคั่งในสมองออกก่อน แล้วเรื่องเนื้องอกค่อยว่ากันอีกที ได้ใช่ไหมครับหมอ”

“ได้ค่ะ แล้วหมอจะทำการรักษาให้วันนี้เลยค่ะ คนไข้จะได้ปลอดภัย ไม่ทรมาน”

“ขอบคุณมากเลยครับ” แล้วธวัชก็มีความสุขขึ้นมาทันที รอยยิ้มเกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ทุกข์มานานหลายชั่วโมง

      หลังจากที่ได้รับการยืนยันจากเจ้าของไข้ ธวัชก็ได้ทำเรื่องเซ็นต์ยินยอม การผ่าตัดเจาะเอาเลือดคั่งในสมองออก อย่างทันที บ่ายวันนั้นคุณหมอได้ทำการช่วยเหลือนกอย่างเต็มที่ 4 ชั่วโมงผ่านไป จนสำเร็จผ่านไปด้วยดี

      ธวัชได้ขอห้องพิเศษอย่างดีให้กับนก เพื่อจะได้มาเฝ้าได้อย่างเต็มที่ เย็นวันนี้ธวัชได้มานอนเฝ้านกและดูแลอย่างมีความหวังว่า นกจะฟื้นขึ้นมาเสียที เขาหยิบเอาตุ๊กตาตัวโปรดมาด้วย โทรศัพท์ของเธอมาเตรียมไว้ให้พร้อมและนั่งกุมมือนกอยู่อย่างใจจดใจจ่อ เพราะวันนี้คือวันที่ 9 เมษา 3 วัน 2 คืนเต็มๆแล้ว ที่นกนอนสลบไม่ฟื้นสักที จนเขาหลับไปตอนไหนไม่รู้ตัว

      ช่วงค่ำ งามตาและเมืองราม เปิดประตูเข้ามา ถือกระเช้าผลไม้มาให้ตามธรรมเนียม ธวัชหลับอยู่ข้างเตียง มือซ้ายกุมมือขวานกอยู่ ตอนนี้นกนอนอยู่ในสภาพที่หน้ามีหน้ากากหายใจใส่คลุมไว้ อิดโรยไปมาก ดูโทรม ที่แขนซ้ายมีสายน้ำเกลือ ที่หัวมีผ้าพันแผลพันเอาไว้ เมืองรามเลยสะกิดงามตา “พี่ว่าเรากลับกันก่อนเถอะหลับทั้งคู่แบบนั้น อย่าไปรบกวนเขาเลยเชื่อพี่”

      งามตาไม่อยากกลับ อยากจะนอนเฝ้าที่นี่ด้วย แต่เมืองรามขยิบตา ไม่อยากให้กวนธวัช เขาเลยดึงงามตาออกมา

“เชื่อพี่ อย่าดื้อ ไหนรับปากกับพี่แล้วไงว่าจะไม่ดื้อไง ไป” เมืองรามพูดเบาๆ กลัวธวัชตื่น

“ก็ได้ ก็ได้ รู้แล้ว ไม่ต้องลากขนาดนี้ก็ได้” แล้วทั้งสองคนออกไปแล้วค่อยๆ ปิดประตูอย่างเบาที่สุด

      ก่อนไป งามตายังไม่วาย ยืนมองที่กระจกภายนอกอีก จนเมืองราม ต้องเอามืออ้อมมาดึงหน้างามตากลับไปเลยทันที

>>>>>>>>>> ********** <<<<<<<<<<

โปรดติดตามตอนต่อไปใน  ตอนที่ 10 .. “ วันวาน ”

ตอนที่ 9 .. “ เลือนลาง ”

Romance Fiction - นิยายรัก / รักโรแมนติก


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น