อัปเดตล่าสุด 2021-11-26 10:23:19

ตอนที่ 7 .. “ รอยยิ้มพริมใจ ”

ฟังเพลงเพราะๆ ประกอบ นิยาย องค์หญิงใบ้ กับ เจ้าชายยาจก

   เป็นเพียงความบันเทิงในการฟังเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ รวมถึง เหตุการณ์ของตัวละครในนิยาย เพื่อให้เกิดอรรถรสในการอ่านเท่านั้น ไม่ได้มีผลใดๆกับทางการค้าทั้งสิ้น .. ด้วยความเคารพผู้ประพันธ์นิยาย .. มัชฌิมา

เดือนครึ่งดวง - ดำรง วงศ์ทอง

https://youtu.be/R9hIWLDbgRo , https://youtu.be/-NEdaeh5IKo

ขอขอบคุณ คุณดำรง วงศ์ทอง จาก ค่าย Topline Digital ที่เอื้อเฟื้อเพลงให้มาประกอบในนิยาย

Romance Fiction - นิยายรัก / รักโรแมนติก

ตอนที่ 7 .. “ รอยยิ้มพริมใจ ”

    พฤติกรรมอีกอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ คือนกทำกับข้าวแบบไทยๆได้เก่งมาก ทั้งๆที่เธอทำไม่เป็นเลย ธวัชจึงมีความคิดให้นกไปเรียนทำอาหารแบบอื่นเสริมทันที ถึงแม้ว่าจะมีเงินไม่มากนักแต่เขาก็ยินดีเพราะนกหัวไวมาก ถ้าเรียนจบคอร์สนี้ รับรองได้เลยว่า สามารถเปิดร้านเล็ก ช่วยธวัชได้แน่ ไม่ว่าจะเป็นส้มตำ เนื้อย่าง น้ำตก คอหมูย่าง อะไรประเภทพื้นบ้าน เธอทำได้หมด แต่ที่เด็ดๆไปกว่านั้นก็คือ นกบอกว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้ธวัชมีความสุขเท่าที่นกจะทำได้ และได้เงินมาเมื่อไหร่ จะเอามาคืนให้กับธวัชทันที

“ไม่ต้องหรอก น้องเก็บไว้เถอะ พี่ไม่เอาเงินของน้องหรอก”

“ไม่ได้เงินของพี่ต้องมีเก็บไว้บ้าง จะเอามาให้นกถลุงเล่นได้ยังไง”

“คิดมาก อะไรที่เป็นความสุขของน้องพี่ทำได้เสมอ เข้าใจไหม”

    นกซึ่งนั่งอยู่ในอ้อมกอดของธวัช ยิ้มและเอียงหัวซบไหล่ขวาของเขา ธวัชกำมือของนกไว้แน่น ก่อนออกไปทำงานวันนี้ธวัชทำซึ้ง เขาหันไปหอมหน้าผากและแก้มซ้ายของนก แล้วก็ลุกไป รอยยิ้มพริมใจ ที่เกิดขึ้นทันใดในจิตใจของนก ก็เลยทำให้นกลุกขึ้นตามมาทันที ไม่รีรอที่เธอจะทำให้ธวัชมีความสุขบ้างนอกเหนือจากวันอื่นๆที่เธอไม่เคยทำ คือ เธอเขย่งขึ้นไปหอมแก้มขวาธวัชทันที แล้วก็เขินวิ่งเข้าบ้านไปเลย ธวัชเอามือจับแก้มตัวเองว่าวันนี้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมนกถึงมา Kiss Bye เขาได้

    ธวัชเดินถือปิ่นโต พร้อมด้วยมีรอยยิ้มไปตลอดทาง ถึงร้านโดยไม่รู้ตัว เดินเข้าร้านเอาปิ่นโตไปวางไว้ แต่ความสุขมีไม่ถึงนาที ความทุกข์ก็ตามมาทันที เมื่อไอ้โขงกลับมาวุ่นวายแต่เช้า คราวนี้ไม่ได้เอารถมาจอดขวาง แต่เอาเหล้าเบียร์มานั่งก๊งขวางทางเข้าร้าน ไอ้จ้อยจะเดินออกไปไล่ ธวัชห้ามไว้

“อย่า..เชื่อข้า ปล่อยไปก่อน ดูซิว่ามันจะทำแบบนี้ได้สักกี่วัน มีงานอะไรก็ไปทำ”

    แล้วจ้อยก็ถอยกลับไปซ่อมรถ ธวัชก็ได้แต่นั่งมองหน้าไอ้โขงอยากรู้เหมือนกันว่ามันทำด้วยจุดประสงค์อะไร ทางเมฆก็หวนกลับมาใหม่ พอเห็นธวัชเดินออกจากบ้านไป ก็เตรียมที่จะลักพาตัวนก เมฆเข้าไปด้อมๆมองๆที่ประตูรั้วว่ามีใครอยู่บ้างและให้ลูกน้องอีก 2 คน ดูต้นทาง

    ทางสะดวก เมื่อไม่มีใคร เมฆค่อยๆเปิดประตูเข้าบ้านไป นกกำลังซักผ้าอยู่หลังบ้าน เมฆเดินขึ้นบันไดไป ตาทดเดินออกมาพอดี เมฆจึงหลบ ตาทดเดินลงบ้านไป เมฆก็จะขึ้นไปใหม่ เสียงสะอิ้งก็ดังขึ้น

“นกเอ๊ย แม่ไปตลาดก่อนนะลูก เดี๋ยวมา ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ก็อย่าลืมปิดบ้านดีๆนะลูก เดี๋ยวนี้ขโมยขะโจนมันเยอะ”

    แล้วสะอิ้งก็เดินลงบันไดไป เมฆนึกในใจ

“เสร็จกูหละมึง คราวนี้ทางสะดวก ไม่มีใครอยู่แล้ว”

    แล้วเมฆ ก็ค่อยๆเดินขึ้นบันไดไป แล้วเดินดูว่านกอยู่ตรงไหน แล้วมันก็เจอเป้าหมายจนได้ นกหันหลังกำลังนั่งซักผ้าอยู่ เมฆค่อยๆย่องถือผ้าชุบยาสลบอย่างแรงเต็มที่ เตรียมจะเอื้อมมือโป๊ะ นกหันขวามาหยิบผ้า สังเกตุเห็นขาใครอยู่ด้านหลังเธอ จึงหันไปดู เธอไม่รู้ว่าเป็นใคร และจำไม่ได้ว่าคือคนที่ทำร้ายเธอ

    เมื่อเมฆเห็นนกหันมา มันจึงรีบกระโจนเอามือจับหัวนกและเอาผ้าที่มือโป๊ะที่จมูกทันที นกล้มลงนอนดิ้นอยู่กับพื้น นกขัดขืนร้องออกไป “ช่วยด้วยๆ” ก็ไม่มีใครได้ยิน เธอดิ้นสุดชีวิตมือสองข้างเปะปะควานหาของเพื่อจะช่วยชีวิตเธอให้ได้ แล้วเหมือนโชคช่วย เธอคว้าได้ท่อนฟืน แล้วเธอก็ตีมั่วๆไปโดนเอาหัวของเมฆพอดี เมื่อเมฆหลุดจากตัวเธอได้ แต่ก็รีบพลิกตัวกลับ เพื่อที่จะคลานออกไป เมฆจับขาเธอเอาไว้แล้วดึงเธอกลับไป นกหันตัวกลับมาตีเมฆด้วยท่อนฟืนอีกครั้ง

“โอ๊ย” เมฆร้องเพราะโดนนกตีไม่ยั้ง

“ฤทธิ์เยอะจริงนะองค์หญิง” ไอ้เมฆกระโจนหลบ กระเด็นลงไปอยู่ในอ่างซักผ้า

    คราวนี้นกตั้งสติ แล้วจ้องหน้า มองให้ชัดๆว่า มันผู้นั้นคือใคร ทำไมถึงต้องทำกับเธอถึงขนาดนี้ มีจุดประสงค์อะไร

    นกเห็นดังนั้น ก็เลยรวบรวมแรงเท่าที่มีอยู่และคิดว่าทำได้ เอาสองมือดึงกาละมังยกขึ้นทันที ทำให้กาละมังคว่ำเมฆซึ่งอยู่ในนั้นหงายก้นกระแทกพื้นอย่างแรงล้มลง เนื้อตัวเปียกน้ำ แล้วนกก็รีบวิ่งหนีลงมาจากบ้านแบบไม่คิดชีวิต สิ่งที่คิดได้ตอนนี้ก็คือ ต้องลงบันไดแล้ววิ่งตรงไปหาธวัชเท่านั้น ลูกน้องสองคนที่อยู่หน้าบ้านได้ยินเสียงโครมคาม ก็เลยจะเข้าไปดู นกเปิดประตูโครมออกมาโดนไอ้สองคนนั้นอย่างจัง กระเด็นลงไปข้างทางคนละข้างโดยไม่รู้ตัว แล้วก็วิ่งหายไปเลย

    ธวัช กำลังนั่งทำงานไปด้วยดูไอ้โขงไปด้วย เพราะอยากรู้ว่ามันมาก่อกวนทำไม สักพักไอ้เอี้ยงเห็นนกวิ่งหน้าตื่นตัวเปียกมาแต่ไกล ก็เลยรีบตะโกนบอกลูกพี่

“พี่ดูนั่น” แล้วธวัช ก็หันไปดู

    เห็นนก กำลังวิ่งมาหาเขาทางนี้แน่ แต่ไม่ได้มาแบบธรรมดา เพราะเนื้อตัวของเธอเปียกและเปื้อนผงซักฟอกทั้งตัว หน้าตามีรอยเปื้อน ธวัชจึงรีบทิ้งงานแล้ววิ่งออกไปรับทันที

“มีอะไรนก เกิดอะไรขึ้น บอกพี่มา”

    นกกำลังหอบอยู่ ยืนหอบแล้วชี้มือไปทางบ้าน แต่ไม่ไหว เธอขอนั่งก่อน ธวัชจึงพาเธอเข้าไปในร้าน ไอ้โขงเห็นท่าไม่ดี รีบลุกหนีแล้วหายตัวไปทันที นกหยิบสมุดแถวนั้นแล้วก็เขียนบอกธวัช

“มีคนจะมาทำร้ายหนู” ธวัช โมโหมาก

“ใคร มันอยู่ไหน” นกดึงแขนธวัชไว้ แล้วมองหน้า เหมือนว่า อย่าทิ้งหนูไปไหนอีก แววตาที่สุดแสนจะเว้าวอน

“หนูกลัว พี่วัช” นกเขียนบอกธวัช ธวัชโมโห ขึ้นไปอีกขั้น

“มันเอาผ้าอะไรไม่รู้มาโป๊ะที่จมูกหนู หนูสู้กับมัน พอรอดมาได้ หนูก็วิ่งมาหาพี่เลย หนูไม่รู้ว่ามันเป็นใคร”

    ธวัช หันไปดูที่หน้าร้าน แต่ก็ไม่มีใครแล้ว จึงตะโกนบอกไอ้จ้อยกับไอ้เอี้ยง

“เอ๊ย ปิดร้าน ไปบ้านเร็ว” ทั้งสองคนรีบปิดร้านทันที ธวัชรีบพานกกลับที่บ้านเพื่อไปดูที่เกิดเหตุ

    เมื่อมาถึงที่บ้าน ก็เห็นพ่อกับแม่ กำลังยืนงง ว่าเกิดอะไรขึ้นที่บ้าน กระถางหน้าบ้าน ก็ล้มละเนละนาด

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นตาทด”

“แล้วข้าจะรู้ไหม ออกไปเอายาที่บ้านหมอเวกแป๊บเดียว กลับมาก็เห็นสภาพเป็นแบบนี้แล้ว”

    สะอิ้งหันไปเห็นธวัช เดินประคองนกที่เนื้อตัวเปียกผงซักฟอกฟองสบู่ไปหมดหน้าตามอมแมผมเพ้าดูไม่ได้ตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกที่ได้รับอันตรายมา ธวัชสั่งให้เอี้ยงกับจ้อยไปดูที่เกิดเหตุ แล้วก็ประคองนกไปนั่งที่ศาลาหน้าบ้าน

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ยเจ้าวัช” ตาทดถาม

“ก็มีคนขึ้นมาทำร้ายนกจะจับตัวนกนะซิพ่อ นกขัดขืนต่อสู้เอาตัวรอดได้ก็เลยวิ่งหนีไปหาผม”

“คุณพระช่วย อะไรนะ” สะอิ้งอุทานออกมา

“พระก็ช่วยไม่ได้แล้วแม่” ธวัชกวนตีนแล้ว ไอ้เอี้ยงกับจ้อยก็ออกมารายงาน

“กาละมังซักผ้าแตกพังไปอันนึง กองฟืนที่เรียงไว้ กระจายวายวุ่น” จ้อยบอก

“ถุงผงซักผ้าแตกกระจาย ผ้าที่ซักก็เละเทะกระจัดกระจายอยู่คนละทางเลยพี่” เอี้ยงรายงานต่อ

    แล้วธวัช ก็มองดูรอยทางน้ำ รอยเท้าที่เลอะอยู่เต็มบ้าน

“ไม่ปลอดภัยแล้วหละ”

“อะไรไม่ปลอดภัยลูก” สะอิ้งถามลูก

“นกนะซิแม่” แม่มองหน้าธวัช

“นี่แสดงว่า ไอ้คนที่เคยทำร้ายนกเมื่อครั้งนั้น มันรู้แล้วละซิว่านกหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่” สะอิ้งพูดจบก็เอามือปิดปากตัวเอง

“ใช่ครับแม่ ผมคิดว่ามันต้องเป็นแบบนั้น”

    นกซึ่งนั่งสั่นเทาอยู่ในอ้อมกอดของธวัช ทำอะไรไม่ถูกแล้ว ความสุขที่มีมาร่วมเดือน กำลังจะหายไป เขาคิดว่าจะทำไงดี

“มีทางเดียวแม่” ธวัชนึกขึ้นมาทางเดียวตอนนี้

“นกต้องอยู่กับผม ผมอยู่ไหน นกต้องอยู่ที่นั่น นกถึงจะปลอดภัย”

“พ่อว่าไม่ดีแน่ แกต้องทำงานนะลูก จะเอาน้องไปอยู่กับแก กะเตงไปไหนมาไหนด้วยตลอดไม่ได้หรอก”

“แล้วพ่อจะให้ผมทำไงหละ พ่อดูน้องซิ นั่งกลัวตัวสั่นขนาดนี้ ผมสงสารน้องนะพ่อ”

“ก็เอาแบบนี้ซิ พ่อกับแม่คราวนี้จะไม่ทิ้งให้นังหนูมันอยู่คนเดียวอีกแล้ว ใครจะไปไหนก็ให้ไปทีละคน ต้องมีคนอยู่กับนังหนูคนนึง แม่ว่าแบบนี้น่าจะดีกว่า แกก็จะได้ทำงาน เต็มที่จะดีกว่านะ” สะอิ้งออกความเห็น

“ผมว่าก็ดีนะพี่” จ้อย เห็นด้วย

“ถ้าพี่ขืนเอานกไปไหนมาไหนด้วยตลอด ผมว่า พี่เองแหละจะแย่นะพี่” เอี้ยงก็มีความคิดตรงกับแม่

“ที่ป้าอิ้งพูดมา ผมว่าดีที่สุดแล้วหละพี่” จ้อยสนับสนุนอีกรอบ

“พ่อก็เห็นด้วยนะ ก็เอาตามนี้ไปก่อนแล้วกัน” ตาทดสรุปให้จบโดยง่ายที่สุด

“เอาแบบนี้ซิลุง ใครเห็นด้วยก็ยกมือโหวตกันเลย” เอี้ยงมีความคิดที่ดี แล้วก็ยกกันทุกคน ธวัชก็เลยต้องยอมทำตาม

    ธวัชหันมาดู นกหลับไปแล้วในอ้อมกอดของเขา คงตกใจและเหนื่อย เลยตัดสินใจอุ้มนกเข้าไปนอนในห้อง เขาวางนกลงบนที่นอน ดึงผ้ามาห่มให้ทั้งที่เปียกๆนั่นแหละ แล้วก็ก้มลงจูบหน้าผาก และเดินออกมา

“แม่ วัชฝากนกด้วยนะครับ สงสารน้องจัง นึกว่าจะมีความสุขกับเขาซะที ก็ดันมาเจอเหตุการณ์ร้ายๆแบบนี้อีกจนได้”

“ไปทำงานต่อเถอะลูก เดี๋ยวทางนี้พ่อกับแม่จะช่วยกันดูแลรอบคอบและระแวดระวังให้มากกว่านี้ ทำใจให้สบาย”

“ไป ไอ้เอี้ยงไอ้จ้อย ช่วยกันดูแลลูกพี่แกด้วย นับวันเหมือนคนจะไม่มีชีวิตจิตใจอยู่แล้ว”

“ครับลุง” แล้วไอ้จ้อย ก็เดินตามลูกพี่มันลงบ้านไป

“ไปก่อนนะลุง” ไอ้เอี้ยงลา แล้วก็วิ่งตามลงไป

    ธวัช เดินกลับร้านแบบไม่มีชีวิตจิตใจ ไอ้เอี้ยงรีบบอกไอ้จ้อย

“รีบไปเปิดร้านเลยมึง ไป”

“เออๆ” แล้วจ้อยก็รีบวิ่งหลบธวัชไปเปิดร้านก่อนเลย พอเปิดร้าน เมืองรามก็เดินเข้ามาพอดี

“อ้าวเฮ้ย..นี่มันเกิดอะไรวะไอ้วัช มีงานอะไรกันเหรอ มีเหล้าเบียร์มาวางเต็มหน้าร้านเลย”

    ธวัชไม่ตอบอะไร ยังคงหน้ามุ่ยอารมณ์เสีย เมืองรามเดินมาแตะไหล่เพื่อน

“เกิดอะไรขึ้นวะไอ้จ้อย ไอ้เอี้ยง” เมื่อลูกพี่ไม่ตอบ ก็ต้องถามลูกน้อง

“ก็เมื่อกี้นก” ธวัชเอามือปิดปากไอ้เอี้ยง เมืองรามงง

“อะไรวะไอ้วัช เกิดอะไรขึ้น ใครคือนก แล้วมึงปิดปากไอ้เอี้ยงทำไม นี่มึงไม่ไว้ใจอะไรกูวะ”

“เมียพี่วัชเค้าหนะพี่” ธวัชมองหน้าไอ้จ้อย จ้อยเงียบทันที

“ไม่มีอะไร” แล้วธวัชก็ปล่อยมือ “ไปทำงานต่อ แล้วปิดปากพวกแกให้เงียบสนิทเชียวนะมึง”

    ธวัชเดินออกไปสงบสติอารมณ์ที่ข้างร้าน เอามือเกาะเหล็กสะพาน แล้วตะโกนออกไปอย่างดัง “โว๊ย” แล้วก็ก้มหน้าลง

“มีอะไรก็ระบายออกมา บอกกูได้นะเพื่อน กูเพื่อนมึงนะ มึงจะมีความลับกับเพื่อนอย่างกูอีกเหรอไอ้วัช”

    ธวัช หันหน้ามาหาเพื่อน แล้วมองอย่างเหนื่อยๆ เมืองรามถอนหายใจแล้วก็หันหน้าออกไปทางลำคลอง เพราะรู้ว่าเพื่อนเหนื่อยและมีปัญหาที่หนักอยู่แน่นอน “เอาหละต่อไปนี้กูจะไม่ถามอะไรมึงอีกแล้วเพื่อน เอาที่มึงสบายใจเลย”

“กูยอมรับ ว่ากูมีเรื่องปิดมึง แต่ตอนนี้กูขอนะไอ้ราม กูขอจัดการในตามแบบของกูก่อน ถ้ามันหมดหนทางจริงๆแล้วกูจะบอกมึงแน่นอน” เมืองรามเดินเข้ามาหา ธวัชเอามือตบไหล่ขวาเพื่อน

“กูเข้าใจ ไอ้วัช กูไม่บังคับ แล้วกูจะรอวันนั้น เพราะมึงคือเพื่อนกู” แล้วเขาก็จับมือไขว้กัน

฿฿฿฿฿ ***** ฿฿฿฿฿

    เมฆ หลังจากที่พลาดอีกเป็นครั้งที่สอง เกือบจะออกมาจากบ้านธวัชไม่ได้ ถ้าไอ้สองคนนั่นไม่ขึ้นไปช่วย มีบาดเจ็บนิดหน่อย พอสมควรเพราะโดนนกตีไปหลายครั้งมากทีเดียว คงหยุดรังควานธวัชไปหลายวัน ไอ้โขงพอกลับมาถึงที่ห้อง เห็นสภาพลูกพี่ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น

“ไปโดนอะไรมาหละพี่ ผมเห็นไอ้หน้าหล่อมันวิ่งไปไหนไม่รู้ ตอนที่นังองค์หญิงอะไรวิ่งออกมาหามันหนะ ฝีมือลูกพี่เหรอ”

“กูให้มึงไปดูลาดราว ไปขัดขวางไม่ให้มันมาช่วยอีนังเจ้าหญิงได้ แล้วทำไมมึงไม่ทำ”

“อ้าวพี่ งานนี้พี่มาโทษผมได้ไง ผมก็ไปนั่งกวนส้นตีนมันทุกวันตามที่พี่สั่ง พี่ทำไม่สำเร็จเองแล้วพี่มาว่าผมได้ไง”

    เมฆชักปืนออกมาจ่อหน้าไอ้โขง

“มึงกวนตีนกูเหรอไอ้โขง” ไอ้โขงรีบเอามือบังแล้วหาที่หลบ

“เปล่าพี่ผมเปล่า”

“แล้วเมื่อกี้มึงพูดว่าไงไอ้โขง ไอ้ระยำ”

“ผมขอโทษผมพูดไปตามเนื้อผ้า ก็จริงไหมหละ ผมไปอยู่หน้าร้าน ผมไม่ได้ไปกะพี่ อีกอย่างนังองค์หญิงอะไรนั่น มันก็วิ่งออกมาเอง ไอ้หน้าหล่อ มันไม่ได้วิ่งเข้าไปช่วยซะหน่อย”

“จริงด้วยพี่เมฆ พี่โขงเค้าพูดถูกนะ” แดงลูกน้องอีกคนที่ไปกับเมฆพูดความจริง เมฆจึงดึงปืนเก็บ

“เออ ขอโทษ กูพลาดเองงานนี้” แล้วไอ้โขงก็กลับมานั่งที่เดิม

“แล้วจะเอาไงต่อหละทีนี้” โขงถามลูกพี่ เพราะเห็นสภาพแล้ว ไม่น่าจะไหว

“ก็หยุดก่อนสักวันสองวัน ขอให้กูคิดแผนใหม่ให้ได้ก่อน”

“ผมว่าตอนนี้พี่เมฆไปหาหมอก่อนดีไหม” แดงเป็นห่วง

“นั่นนะซิพี่” โขงก็เห็นด้วย

“ไม่ไป เรื่องของกู มึงแค่ไปซื้อยาแก้ปวดแก้อักเสบให้กูก็พอแล้วไป กูจะนอน อย่าให้ใครมาวุ่นวายกะกูอีก”

    แล้วทั้งสองก็ออกไป ซื้อยาและพักผ่อนตามอัธยาศัย

***** ----- *****

    แม้นมาศ ยังคงหาวิธี แต่ก็ยังไม่ได้ จึงเข้าไปหาหญิงยุที่สำนักงาน เธอเปิดประตูเข้าไป หญิงยุเห็นหน้าตาของยัยเอ๋อ หน้าเหมือนตูดก็เลยถาม เผื่ออะไรๆมันจะดีขึ้น แม้นมาศโยนกระเป๋าหนังสือลงบนโต๊ะเสียงอย่างดัง

“เป็นอะไรยัยเอ๋อ เบาๆก็ได้ โต๊ะทำงานพี่จะพัง”

“มันคิดอะไรไม่ออกหนะพี่หญิง”

“แล้วแกคิดอะไรอยู่หละ บอกพี่มาซิ เผื่อพี่จะช่วยได้”

“ก็ไม่มีอะไรหรอกพี่ ก็เรื่อง” จะหันไปบอกหญิงยุ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าคงไม่ดีแน่

“ไม่มีพี่ เรื่องเรียน เรื่องเรียน”

“จริงหนะ”

“จริงพี่ ก็เรื่องที่เป็นนักข่าวฝึกหัดนี่แหละ ยังไม่มีข่าวดีๆ เด็ดๆไปให้เขาเลย มันก็เลยเครียดนิดหน่อย”

“คิดมากไปรึเปล่าแก เราแค่ฝึกงาน ไม่ได้ทำจริงจังซะหน่อย” แล้วหญิงยุก็ลุกไปหยิบของข้างหลังโต๊ะทำงาน

“อีกอย่างนะ เขาก็ไม่ได้บังคับไม่ใช่รึ”

    แม้นมาศ เห็นรูปองค์หญิงโผล่มาครึ่งหน้า อยู่ในซองเอกสารบนโต๊ะ พร้อมกับตารางทำงานถ่ายงานโฆษณา ที่วางปิดอยู่ เธอค่อยๆ เอามือไปดึงรูปมาดู ไม่ได้สนใจตารางงาน

“ใครคะพี่หญิง สวยจัง นางแบบเหรอ” หญิงยุ หันมา เห็นแม้นมาศถือรูปองค์หญิงเพื่อนเธออยู่

พระองค์เจ้าหญิง อรัญญิกา บุษบง เพื่อนสนิทพี่เอง”

“โอ้โฮ เป็นถึงองค์หญิงเลยเหรอพี่หญิง ศักดิ์ใหญ่กว่าพี่อีกเหรอ”

“ฮืม” หญิงยุพยักหน้า แล้วก็หันกลับไป พูดต่อ

“นั่นก็แค่ยศ คำนำหน้า เพราะเขาโชคดีเกิดในที่ดีๆ แต่ความเป็นเพื่อนมันหนีและเลือกไม่ได้ เพราะดันเกิดมาพร้อมกัน”

    แม้นมาศ นั่งเอามือสองข้างท้าวคางฟังอย่างตั้งใจ ทำตาแป๋วๆ แล้วหญิงยุ ก็กลับมานั่งที่เดิม

“เราเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กๆสนิทกันมาก แต่พอ 7 ขวบก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นมา”

“อะไรเหรอพี่หญิง” แม้นมาศชักอยากรู้เรื่องขึ้นมาอีกแล้ว หญิงยุก็เลยเล่าให้ฟังแบบย่อๆ

“ก็คืนนึงฝนตกหนักมาก ฟ้าผ่าดังเปรี้ยง หญิงรันตกใจสลบหมดสติไป พอตื่นขึ้นมาก็ไม่สามารถพูดได้อีกเลย แล้วแกคิดว่ามันแปลกประหลาดไหมหละ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ 15 ปีแล้วที่องค์หญิงเพื่อนพี่คนนี้เป็นใบ้และพูดไม่ได้”

“น่าสงสารนะพี่หญิง” แม้นมาศทำหน้า น่าสงสาร

“แล้วยิ่งตอนนี้มาหายตัวไปอีก โดนคนร้ายตามทำร้ายแบบนี้ เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆพี่ว่า ใครไม่เจอกะตัว คงไม่รู้หรอกว่ามันเป็นยังไง อย่าว่าแต่หญิงรันเลย เป็นพี่ พี่ก็รับไม่ไหว นี่ขนาดพี่พูดได้นะ แล้วนั่นเป็นใบ้พูดไม่ได้ จะอยู่จะกินยังไง แกคิดเอาเองก็แล้วกัน”

    หญิงยุ พูดแบบนี้ก็เลยทำให้แม้นมาศคิดตามได้เลย ว่าสิ่งที่เธอคิดไม่ตก มันน้อยนิดกว่าเรื่องขององค์หญิงมาก

“แล้วตอนนี้ เป็นไงบ้างหละพี่หญิง ทางผู้กองเค้าว่าไงบ้าง”

“ก็อย่างที่แกได้ยินวันก่อนนั่นแหละ ยังมืดแปดด้าน ก็ต้องรอ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าจะไปหาทางใดได้บ้าง ในเมื่อเมืองรามบอกว่าพอจะมีเบาะแสก็ต้องเชื่อเขา”

“โทรเลยพี่หญิง โทรเลย”

“โทรไปไหน”

“ทำเป็นไม่รู้ไปได้ ก็ผู้กองไง”

“ตลกแล้วยัยเอ๋อ ถ้ามีความคืบหน้าเดี๋ยวเมืองรามก็โทรมาเองแหละ

“หนูรู้นะ ว่าที่จริงแล้ว พี่หญิงก็อยากโทรหาผู้กองหนะ”

“บ้า เอาอะไรมาพูด”

“หนูรู้นะ” แม้นมาศ ชี้ไปที่หน้าพี่สาว

“รู้อะไร”

“เวลาที่พูดถึงผู้กอง ดวงตาพี่มันฟ้อง”

“เซี้ยวใหญ่แล้วแก ไปไป พี่จะไปห้องน้ำ ถอยๆ”

“แหนะๆ พี่หญิง พี่หญิง” แล้วหญิงยุ ก็เดินออกไป แม้นมาศตะโกนตามหลัง

“ชอบเค้าใช่ไหมหละ” หญิงยุ ไม่ตอบ ได้แต่เดินอมยิ้มออกไป             

///// ----- /////

    งามตา เดินกลับมาจากเรียน เห็นร้านธวัชปิดก็งง ว่าทำไมถึงปิดเร็ว กะว่าจะเดินเข้าบ้านไปถาม เจอเมืองรามพอดี

“อ้าวพี่ราม มาทำอะไรที่นี่”

“มาหาหลวงตาที่วัด”

“แล้วงามหละ ทำไมวันนี้เลิกซะมืดเลย”

“ติดทำรายงานนิดหน่อย” แล้วงามก็เดินไปทางบ้านธวัชช้าๆ เมืองรามเดินคุยไปด้วย

“แล้วนี่จะไปไหนหละ”

“ว่าจะไปบ้านแฟนซะหน่อย”

“หา มีแฟนแล้วเหรอนี่ ไม่เห็นบอกพี่เลย” แล้วเมืองรามก็หยุดเดิน เพราะตกใจนิดหน่อย

“ก็พี่ไม่ได้ถามหนูนี่ ทำไมหนูมีแฟนแล้วมันเกี่ยวอะไรกะพี่ด้วยหละ” แล้วงามตาก็หันไปถามเมืองราม

“เปล่า ก็แค่แปลกใจ” แล้วงามก็เดินต่อ

“แล้วพี่จะตามหนูไปไหน หนูบอกแล้วไงว่าหนูจะไปบ้านแฟน พี่จะตามหนูมาทำไมไป กลับบ้านไปได้แล้ว ปาดนี้ลูกเมียพี่รอแล้วมั้ง ไป แค่นี้นะ” งามตาชี้นิ้วไปที่เมืองราม

“แล้วไม่ต้องตามมาอีกนะ” เมืองรามก็ไม่ตาม หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ แล้วเธอก็เดินไปหาธวัชเลย

“หมดกัน มีแฟนซะแล้ว ว่าจะจีบสักหน่อย เสียเส้นเลยกรู” เขาโมโหเล็กน้อย หันไปเตะเหล็กขอบสะพานดังโครม “โอ๊ย”

***** ----- *****

    แม้นมาศ กลับมายังห้องตัวเอง แล้วแอบหยิบรูปขององค์หญิงมาด้วยรูปหนึ่ง เธอจ้องมองเข้าไปในดวงตาน้อยๆขององค์หญิง “ทำไมดวงตาดูเศร้าๆจังเลยคะ องค์หญิง” แล้วเธอก็วางรูปลงบนที่นอน เปลี่ยนชุดอาบน้ำ

    ระหว่างที่เธออาบน้ำ เธอก็ได้แต่จินตนาการถึงหน้าตาของเจ้าชายยาจกที่เธออยากเจอ ว่าเป็นเช่นไรแต่มันก็ไม่ปรากฏรูปร่างหน้าตาที่เธอต้องการขึ้นมาเลย แต่กลับเป็นหน้าตาของเมืองรามที่โผล่มาหลอกหลอนเธอแทน

“บ้า มาได้ยังไง..ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ หน้าเจ้าชายซิ ไม่ใช่หน้าอีตาผู้กองขี้เก็ก”

    หลังจากอาบน้ำเสร็จ แม้นมาศก็มานั่งคิดไปคิดมาอีกครั้ง หันไปหยิบรูปเจ้าหญิงมาดูอีกทีแล้วก็ตัดสินใจ ว่าจะขอทำข่าวเรื่ององค์หญิงเป็นรายงานก่อนที่จะจบในการฝึกงานครั้งนี้ จึงหยิบโทรศัพท์แล้วไปหาเมืองรามทันทีดดยไม่รีรออีกแล้ว เพราะเธอคิดว่า ยังไงๆยิงปืนนัดเดียวต้องได้นกถึงสองตัวแน่นอนทั้งได้เห็นหน้าเจ้าชายและความคืบหน้าของคดีองค์หญิง

“ว่าไง มีอะไรยัยเอ๋อ โทรมาซะมืดเลยวันนี้”

“บอกแล้วไงว่าอย่าเรียกหนูแบบนี้ หนูไม่ชอบ”

“ครับๆได้ครับ งั้นจะให้เรียกอะไรหละ”

“อยากเรียกอะไรก็ได้ แต่ขออย่างเดียว ห้ามเรียกยัยเอ๋อ หนูขอร้องหละนะ”

“งั้นเราก็มาแลกกัน”

“แลกอะไร”

“เธอก็อย่ามาเรียกชั้นว่านาย หรือไอ้ขี้เก็ก เพราะว่าชั้นก็ไม่ชอบ และอีกอย่าง”

“อะไร”

“ฉันแก่กว่าเธอเยอะ ทีหญิงยุเธอยังเรียกพี่หญิงได้ ทำไมจะเรียกฉันว่าพี่บ้างไม่ได้”

“เครๆได้ทีจะเอาว่างั้น”

“ก็ตามใจนะ ในเมื่อเธอเป็นคนพูดเองขอเอง ถ้าเธอทำได้ฉันก็ทำได้เหมือนกัน แต่ถ้าเธอทำไม่ได้ ฉันก็จะเรียกเธอว่ายัยเอ๋อต่อไป แค่นี้นะ” เมืองรามได้ทีบ้าง แกล้งจะวางสาย แม้นมาศหลงกลเมืองรามจนได้

“ได้ๆๆๆๆๆๆ”

“อะไรได้”

“ได้ค่ะพี่ราม”

“อะไรนะ ไม่ได้ยิน”

“หนูบอกว่า ได้ค่ะพี่ราม”

“ก็เท่านั้น แล้วต่อไปฉันจะเรียกเธอว่า น้องมาศก็แล้วกันนะ ว่าแต่เธอมีชื่อเล่นรึเปล่า ฉันไม่เห็นหญิงยุเรียกชื่อเล่นเธอเลย”

“มี แต่มันไม่ค่อยเพราะหนูเลยไม่ชอบ”

“แล้วมันอะไรหละ พ่อแม่อุตส่าห์ตั้งให้ ทำไมถึงไม่ชอบใช้กันนะ”

“ยุ้ย” เธอพูดเบาๆ

“อะไรนะ อุ้ยๆ”

“ยุ้ยค่ะยุ้ย ได้ยินชัดรึยังคะพี่ราม”

“ชัดแล้วครับ พี่หูไม่หนวก”

    แล้วทั้งคู่ก็คุยหยอกล้อเล่นกัน จนแม้นมาศลืมไปเลยว่าโทรมา จะคุยเรื่องอะไรกับเมืองราม แต่ก็มีความสุขไปอีกแบบ

----- &&&&& -----

    เย็นนั้นธวัชปิดร้านเร็วหน่อย เพราะเห็นว่าคนไม่ค่อยมีมันเงียบ เขาก็เลยกลับบ้านเพื่อเข้ามาดูอาการนก

“เป็นไงบ้างแม่” ธวัชเดินเข้าไปในห้องนอนนก

“ดีนะที่ไม่มีไข้เหมือนครั้งที่แล้ว คงแค่เพลีย ตั้งแต่เช้า ยังไม่ตื่นเลย แม่ก็เช็ดตัวและเปลี่ยนชุดให้แล้ว”

    นกได้สติพอดี ค่อยๆลืมตาขึ้นมา หันขวาไปดูเห็นแม่กับธวัชนั่งหันหลังคุยกันอยู่ ก็ค่อยๆลุกจะนั่ง มือไปโดนขันเล็กๆที่วางอยู่หล่น ธวัชหันไปเห็นนกกำลังจะลุกเลยวิ่งไปประคอง แล้วนกก็พิงเอียงซบอกธวัช เลือดไหลออกมาจากจมูกทั้งสองข้างเล็กน้อย ธวัชเห็นก็เอากระดาษทิชชู่เช็ดให้ นึกว่าอากาศร้อน เป็นเลือดกำเดา ไหลออกมา ไม่ได้ฉุกคิดว่า อาการเบื้องต้นของเลือดคั่งในสมองเริ่มเตือนแล้ว

“จะไปไหน ทำอะไร นอนเถอะ” นกทำท่าว่า พอแล้วไม่อยากนอน

“พี่เป็นไงบ้าง ทานอะไรรึยัง” ทำท่าเป็นห่วงและทานข้าว

“โถ แม่คุณเอ๊ย ตัวเองยังจะเอาตัวไม่รอด ยังจะเป็นห่วงคนอื่นอีก” สะอิ้งเอามือไปลูบหัวนก

“อย่าห่วงเลยลูก แม่ทำเสร็จหมดแล้ว ไป ไปทานข้าวกันจะได้มีแรง”

    แล้วธวัชก็พยุงนกไปทานข้าวที่หน้าบ้าน งามตาเดินขึ้นบันไดบ้านมาพอดีเห็นธวัชพยุงนกมาที่โต๊ะอาหาร ก็รีบถอดรองเท้าและวิ่งมาช่วย

“นกเป็นอะไรหนะพี่”

“ไม่สบายนิดหน่อย โดนคนมาลอบทำร้าย จะมาลักพาตัวเลยสลบไป นี่ก็พึ่งตื่น”

    งามตาเห็นสภาพนกแล้ว จะวีนเรื่องแฟนตัวเองก็ทำไม่ลง ต้องปล่อยไปก่อน เพราะท่าทางจะหนัก แล้ววันนี้ก็เลยขอแก้ตัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งก่อน คือบริการแทน ตาทดกับสะอิ้งเห็นแล้วก็แปลกใจ แต่ทุกคนก็นั่งทานข้าวไปคุยกันไปแบบมีความสุข วันนี้ธวัชป้อนนก เพราะนกไม่ค่อยสบาย งามตาก็คงต้องยอมให้ธวัชป้อนโดยดี แบบไม่วีน แม่กับพ่อ เห็นสภาพนกแล้วก็อดสงสารไม่ได้ ทุกคนรักและเป็นห่วงนก ไม่มีใครคิดว่านกเป็นภาระเลย

    หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จ ธวัชก็เดินไปส่งงามตาที่บ้าน

“งามเข้าใจพี่นะ พี่ขอโทษที่ต้องทำแบบนั้น”

“งามเข้าใจค่ะ เพราะถ้าวันนี้คนที่มีสภาพอย่างนั้นเป็นงาม งามก็คงรับไม่ได้เช่นกัน”

“ขอบใจมากนะ”

“แต่งามให้เฉพาะครั้งนี้ครั้งเดียวนะ เข้าใจไหม”

“อ้าว ทำไมหละ”

“แฟนใคร ใครก็หวงนี่พี่ นี่หนูเห็นว่าเป็นลูกผู้หญิงด้วยกัน มีอันตรายขนาดนี้ หนูก็เห็นใจ” งามตาอมยิ้มแบบเจ้าเล่ห์

“แต่ขออย่างเดียว”

“อะไร” รอยยิ้มพริมใจของงามตาที่เกิดขึ้น เมื่อได้อ้อนแฟน เหมือนมีความสุขมาก

“เวลาเกิดเรื่องแบบนี้กะงาม ขอให้พี่ทำแบบเมื่อกี้บ้างก็แล้วกัน” แล้วงามก็กอดแขนและเอาหน้าซบที่แขนซ้ายธวัช

    ธวัชหันไปมองงามตาและก็ยิ้มให้ รอยยิ้มที่จริงใจของธวัชทำให้งามตา มีความสุขมาก สงสัยคืนนี้คงนอนหลับฝันดีแน่เลย

“ได้เลย” แล้วทั้งสองคนก็เดินเกี่ยวก้อย จับมือจนถึงบ้านของงามตาอย่างปลอดภัย

    หลังจากกลับไปส่งงามตาที่บ้าน ทุกคนก็ออกมานั่งคุยกันที่ศาลา ธวัชเลยตัดสินใจบอกพ่อกับแม่ว่า เพื่อความปลอดภัยของนกที่ดีที่สุดและพ่อแม่ไม่เหนื่อย ก็คือจะส่งนกไปเรียนทำอาหารแบบอื่นเสริม อะไรก็ได้ที่นกอยากเรียน

“อะไรนะ” พ่อกับแม่อุทาน ออกมาพร้อมกัน

“เรียนทำอาหาร” แม่ถาม

“ใช่จ๊ะแม่ ไม่ว่าจะอาหารไทย อีสาน หรือชาววัง หรือแม้กระทั่งเบเกอรี่ ผมก็จะให้นกไปเรียน เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่ดีที่สุด ปลอดภัยแน่นอน เพราะผมสามารถไปรับไปส่งได้ อยู่ในสายตาผมตลอด”

“ก็ดีเหมือนกันนะแม่มึง” พ่อคิดว่าดี แล้วก็หันไปมองนก พ่อเอามือลูบหัวนกเบาๆ

“เหนื่อยหน่อยนะลูก” นกเอามือตัวเองจับมือพ่อลงมา แล้วกำไว้แน่น ยิ้มแล้วชูสองนิ้วว่า “สู้ค่ะ”

“แล้วมันแพงไหมหละลูก” แม่ถาม

“ช่างมันแม่ แพงแค่ไหน ผมก็ส่งให้นกเรียนได้ ชีวิตของน้องสำคัญกว่า” นกยิ้มแล้วน้ำตาไหล โผเข้าไปกอดธวัชทันที

    ธวัชก็กอดและลูบผมปลอบนก

“เงินเก็บผมยังมีอยู่บ้างครับแม่” พูดขณะที่นกกอดเขาอยู่

“เพื่อน้องผมทำได้ ถ้าจะทำให้น้องปลอดภัย”

“ดีแล้วลูก เอ้า..พ่อสมทบทุนช่วย มีน้อยให้น้อย มีมากให้มาก เราช่วยกัน” พ่อหยิบเอาเงินมาวางให้ 500 บาท

“แม่ก็ด้วย” แม่วางสมทบอีกหนึ่งพันบาท

“ไม่เป็นไรหรอกครับพ่อกับแม่ เอาไว้ถ้าไม่ไหวแล้วผมจะมาขอความช่วยเหลือครับ” แล้วธวัชก็ดันเงินทั้งสองกองกลับไป

    พ่อกับแม่ เห็นสภาพของนกแล้วมันน่าสงสารจริงๆอะไรก็ตามที่ทำให้นกมีความสุขและปลอดภัย เขาทุกคนก็ยินดีที่จะทำ

----- +++++ -----

    รุ่งเช้าวันนี้ต่างจากวันอื่นๆ ธวัชเป็นคนตื่นเช้าเสียเอง เพราะตื่นมาทำข้าวต้มให้นกทาน แล้วคิดว่าวันนี้จะรีบไปหาสถานที่สอนทำอาหารให้นกเรียนโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ พอธวัชป้อนข้าวต้มนกหมด ก็รีบออกไปเลย นกดึงมือซ้ายของธวัชไว้ เขาหันกลับมา นกเลื่อนหน้าไปหอมแก้มขวาของธวัชแบบอายๆเพราะไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน แล้วก็เลื่อนตัวกลับมา ไม่กล้าสบตาธวัช ธวัชก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยหันเลื่อนหน้าไปหอมแก้มขวานกกลับเช่นกัน แล้วก็เดินออกไปเลย

“บ้า ไอ้พี่วัชบ้า อยู่ดีๆมาหอมแก้มเค้าทำไม” แล้วนกเอามือลูบแก้มขวาเบาๆยิ้มหน้าแดงแบบอายๆอยู่คนเดียว แต่ยังไงก็ไม่พ้นสายตาของผู้เป็นแม่อย่างยายสะอิ้งไปได้

    แล้วธวัชก็ไปเค้าประตูบ้านงามตาแต่เช้า เพราะรู้ว่าวันนี้เป็นวันเสาร์ งามตาไม่ไปโรงเรียนแน่นอน ยายกุลเดินออกมาพอดี

“อ้าวมีอะไรแต่เช้าหละเจ้าชาย”

“สวัสดีครับยาย งามตื่นรึยังครับ”

“ยังเลย ว่าแต่เอ็งมีอะไรด่วนกะมันรึปเปล่าหละ บอกข้าไว้ก็ได้ เดี๋ยวพอมันตื่นมา ข้าจะบอกมันให้เอง”

“ฝากบอกงามด้วยนะยายว่า ถ้าตื่นแล้ว ให้ไปอยู่เป็นเพื่อนนกที่บ้านหน่อย เพราะนกไม่สบาย ผมจะไปธุระในเมือง”

“ได้ๆ” ยายกุล รับปาก แล้วก็เดินกลับบ้านไป

“ขอบใจมากครับยาย ผมไปหละเดี๋ยวสายรถจะติด” ธวัชไหว้ยายกุล แล้วก็รีบไปเลย

    เกือบชั่วโมง งามตาก็ตื่นมา ยายกุลกลับมาจากวัดพอดีก็เลยบอกงามตา แบบที่ธวัชสั่งเอาไว้

“อะไรนะยาย พี่วัชมาหาหนูแต่เช้าเลยเหรอ” งามตา รู้เข้าก็ตกใจ

“เออ แล้วตอนนี้พี่วัชหละยาย” งามตายังคงนั่งอยู่ในที่นอน ยายกุลยืนบอกแล้วก็หาที่นั่งแถวนั้น

“ไปเป็นชั่วโมงแล้วมั้ง ตั้งแต่ 6 โมงโน้น” งามตาหยิบผ้าเช็ดตัว และผ้าถุงเตรียมตัวไปอาบน้ำ

“ยังไงแกก็ไปดูนังนกมันหน่อยแล้วกัน เจ้าชายมันอุตส่าห์มาไหว้วานฝากไว้ ก็ทำให้มันหน่อย สงสารมัน เห็นว่าเป็นใบ้ด้วยไม่ใช่รึเมียมันหนะ”

“เมียเมอที่ไหนยายมั่วแล้ว ไปก็ได้ ชิ” ยายกุล งง เกาหัว

“อะไรของมันวะ พูดแค่นี้ ทำเป็นโกรธ” แล้วยายกุลก็มองงามตาเดินออกห้องไป และก็ถอนหายใจ

----- ***** -----

    ธวัช ไปทุกที่ตามที่ค้นหาได้และเข้าไปถามถึงราคา หลักสูตร เขาได้มาหลายที่แล้ว คงจะกลับมาเลือกว่าที่ไหนดีเหมือนกับ โรงเรียนสอนภาษามือที่เขาเคยเรียนเช่นกัน ถึงจะเหนื่อย แต่รอยยิ้มของเขากลับดูมีความสุขที่ได้ทำอะไรให้กับนก

+++++ ***** +++++

    ริชาร์ด ได้เริ่มทำโฆษณาตามที่ยุภาบอก โดยที่มียุภาติดตามไปด้วยเสมอ

“วันนี้และช่วงนี้ผมจะถ่ายเก็บตามสคริปไปเรื่อยๆก่อนนะครับรวมถึงตอนจบด้วยเพื่อเอาไปใส่ Sound พลางๆ ส่วนบรรยากาศในวันสงกรานต์ที่จะถึงเร็วๆนี้ผมก็จะเอาไปแทรกใส่ภายหลัง ดังนั้นผมคงต้องรบกวนคุณหญิงยุ มาเป็นนางแบบกิตติมศักดิ์ให้ผมด้วยนะครับ จะได้ไหม”

“เออ..” หญิงยุ ทำหน้าไม่ถูก

“ทำไมต้องเป็นหญิงด้วยหละคะ นางแบบของเราก็มี เสียเงินจ้างไปแล้ว เราก็ใช้ให้คุ้มซิคะริชาร์ด”

“มันคนละส่วนกันนะครับหญิงยุ ผมต้องการบรรยากาศแบบไทยๆจริงๆ มีกลิ่นอายของความเป็นไทยโบราณ พร้อมกับสาวงามจากตระกูลเก่าแก่มาอยู่ในเฟรม ผมวางคอนเซ็ปเอาไว้ ไม่น่าจะพลาด และรับรองเลยครับว่า โฆษณาตัวนี้ ถ้ายิงออกไป ไม่พลาดครับ มูลนิธิของคุณหญิง ต้องมียอดเงินบริจาคและผู้คนสนใจทั่วประเทศอีกโขเลยหละ ทำเพื่อองค์กรไม่ได้เหรอครับ”

“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ ริชาร์ด”

“ครับ” ริชาร์ดยื่นหน้ามาเกือบชิดหญิงยุ

    หญิงยุ เอานิ้วชี้ขวายกขึ้นมาดันหน้าริชาร์ดออกไปแล้วยิ้มนิดๆหน้าแดงหน่อยๆ

“ก็ได้ๆ ทำเพื่อองค์กรก็ได้”

“น่ารักมากครับ”

“อะไรนะ เมื่อกี้คุณพูดว่าไงนะ”

“เปล่าๆไม่มีอะไร”

“หญิงเชื่อในฝีมือและสายตาคุณค่ะ เพราะรางวัลที่คุณได้มา คิดว่าคงการันตีผลงานชิ้นนี้ของหญิงได้เช่นกัน”

“รับรองครับว่าคุณหญิงจะไม่ผิดหวังเมื่อได้ใช้บริการของ ริชชี่” แล้วริชาร์ด ก็มาทำยื่นแอ็กซ์ เอามือจับคางต่อหน้าหญิงยุ

“ขี้โม้” แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะต่อกระซิกกัน เหมือนสนิทกันมาก

฿฿฿฿฿ ..... ฿฿฿฿฿

    งามตา ก็มาดูแลนกตามที่ธวัชขอไว้ ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยชอบคู่แข่งคนนี้เท่าใดนัก แต่นกก็น่าสงสาร นับวันงามตากับนก ก็สนิทกันมากขึ้นจนเป็นเพื่อนสนิทอีกคนของนกก็ว่าได้ เวลาวันไหนงามตาว่างก็จะมาคุยมาเล่นกับนกที่บ้านเสมอ และบางครั้งก็จะชวนออกไปเที่ยวนอกบ้านบ้างตามสมควร รอยยิ้มที่สองสาวมีให้ต่อกัน คือความจริงใจที่ไม่ได้โกหกซึ่งกันและกัน อาจเป็นเพราะว่าเธอสองคน มีใจและชอบผู้ชายคนเดียวกันก็เป็นได้..วันนี้งามตาพานกมานั่งที่ศาลาข้างวัด เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

“นก วันสงกรานต์ที่จะถึงเนี่ย นกจะไปเที่ยวที่ไหนหละ” นกส่ายหน้า

“แล้วแต่พี่วัช” นกยกข้อความที่เขียน ให้งามตาอ่าน

“นั่นซินะ ไม่น่าถาม อะไรๆก็แล้วแต่พี่วัชเนาะ” งามตาทำหน้าเซ็งๆรู้อนาคตเลยว่า ธวัชจะทำอะไรในวันนั้น

    นกมองหน้างามตา แล้วก็เอื้อมมือไปจับมืองามตามากุมไว้ ยิ้มให้เล็กน้อย แล้วก็เขียนข้อความอีก

“อย่าคิดมากนะ นกรู้นกเข้าใจ ว่านกเป็นภาระของทุกคน ต่อไปนกจะอยู่เงียบๆคนเดียว นกอยู่ได้” แล้วก็ทำหน้าเศร้า

“นกมันน่าราคาญ จำอะไรก็ไม่ได้ เป็นใครก็ไม่รู้ แล้วยังต้องทำให้งามมาเสียเวลากะนกอีก นกนี่มันตัวปัญหาจริงๆ”

“ไม่เอาน่า นกเป็นเพื่อนงามนะ เราเป็นเพื่อนกันมีอะไรก็ต้องช่วยกัน พี่วัชอุตส่าห์ฝากนกไว้กับงาม งามต้องดูแลนกให้ดีสมกับที่พี่วัชไว้ใจซิ งามขอโทษที่ทำหน้าตาแบบนี้ให้นกเห็น”

    นกเอื้อมเอามือไปปิดปากงามตา แล้วส่ายหน้า เหมือนจะบอกว่า “ไม่เอาไม่พูด” งามตายกมือมากุมมือนก

“งามเข้าใจนะว่านกรู้สึกยังไง นกไม่มีเพื่อนจะไปไหนก็ต้องรอพี่วัช หรือไม่ก็งาม” แล้วเธอก็ดึงมือนกลงมาวางที่ตักตัวเอง

“ออกไปไหนไกลมากก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวจะมีคนมาคอยทำร้ายอีก เหมือนครั้งที่แล้ว”

“นกถึงบอกไงว่า นกจะอยู่เงียบๆเฉยๆไม่ทำตัวให้ใครเดือดร้อน และเป็นภาระให้ใครอีก งามสบายใจได้”

    งามตาอ่านข้อความนี้แล้วก็มองหน้านก..ระหว่างนั้นเมฆได้สะกดรอยตามงามตาและนกมาโดยตลอดหลายวันนี้ เพื่อที่จะหาโอกาสชิงตัวนกให้ได้ มันคิดได้ว่า อีกไม่กี่วันก็วันสงกรานต์ คงจะมีโอกาสบ้างหละ อย่างน้อย ก็รู้แล้วหละว่าพอมีทาง

&&&&& ----- &&&&&

    ที่วังขององค์ชายโกมุท เมฆได้มารายงานความคืบหน้า หลังจากที่แน่ใจแล้วว่า ไม่ผิดตัว

“กระหม่อมได้รู้แล้วว่าองค์หญิงอยู่ที่ใดพะยะค่ะ”

“ดีมาก” สีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องขององค์ชายช่างร้ายกาจมาก

“แล้วแกจะทำยังไงต่อเมฆ ไหนบอกมาซิ”

“กระหม่อม มีความคิดว่าจะลงมือในช่วงวันสงกรานต์นี่แหละ กำลังดี คิดเอาไว้ว่าเป็นวันสุดท้ายของเทศกาล เพราะวันนั้นมันมีการก่อเจดีย์ทราย คนเยอะพลุกพล่านดี จะได้ไม่มีใครสนใจ”

“ก็เอา” แล้วโกมุทก็โยนรางวัลเล็กๆน้อยๆให้เมฆอีก 3 หมื่น

“เอาไปฉันให้ คงหายเหนื่อยขึ้นมาบ้างนะ และเอาไปจัดการให้เรียบร้อยหละ แล้วแกจะได้มากกว่านี้ ถ้างานสำเร็จ”

    เมฆจับเงินขึ้นมาดม แล้วเก็บ “ช่างหอมอะไรเช่นนี้” เมฆยิ้มแบบมีความสุข

“แล้วได้ร่องรอยอะไรมาบ้างไหนบอกฉันมาซิ”

“องค์หญิง ได้คนแถวนั้นช่วยเหลือเอาไว้ แต่แปลก ดูท่าทางเหมือนจะจำอะไรไม่ได้”

“จริงซิ แบบนั้นก็เด็ดเลย”

“ก็อยู่ระแวกวัดที่เดิมนั่นแหละ แต่เข้าหาตัวยากมากยังทำอะไรไม่ได้ เพราะมีคนคอยคุ้มกันเยอะมาก และที่สำคัญมีคนคอยตามอยู่ด้วยแจ ไม่ให้อยู่คนเดียวเลย”

“ขนาดนั้นเลยเหรอวะ”

“ใช่ กระหม่อม”

“แล้วไอ้พวกนั้นไม่รู้เหรอว่าคนที่มันช่วยไว้เป็นใคร”

“คงจะไม่รู้หรอกกระหม่อม เพราะหม่อมฉันคิดว่าถ้ารู้ ก็คงจะไม่ทำตัวติดดินแบบนั้นแน่ หรือไม่ก็กลับวังไปนานแล้วหละ”

“ดี ดี รีบดำเนินการให้เร็วที่สุด อำนาจและบารมีรอฉันอยู่ อีกไม่ไกลเกินเอื้อม”

    เมฆมองหน้าองค์ชายผู้หยิ่งยะโสผู้นี้ด้วยความเกรงขาม ช่างน่ากลัวอะไรเช่นนี้..โกมุท เมื่อรู้รายละเอียดแต่กลับไม่บอก และแจ้งข่าวไปยังเสด็จพ่อขององค์หญิง เพราะยังไม่อยากให้เสียแผน จนกว่าจะได้ตัวขององค์หญิงกลับมาก่อนแล้วค่อยว่ากันใหม่

***** ----- *****

    แม้นมาศหลังจากที่ได้สนิทกับเมืองรามมากขึ้น ก็ลดความซนและแก่นแก้วลงไปได้เยอะหรืออาจเป็นเพราะเธอมีความรักตกหลุมรัก/ชอบ เจ้าชายยาจกทั้งๆที่ยังไม่เคยเห็นหน้าและเจอตัวจริงเลย

“ว่าไงยุ้ย วันนี้มีอะไรเหรอ”

“วันนี้พี่รามจะไปแถววัดอีกไหม”

“ยุ้ยถามพี่ทำไม ตอนนี้พี่อยู่กองปราบ มาทำธุระนิดหน่อย” เมืองรามรับซองเอกสารจากเพื่อน

“ถ้าไม่มีอะไรพี่ขอตัวทำงานก่อนนะ”

“เดี๋ยวพี่” แม้นมาศคันปาก อยากถามเรื่องเจ้าชายที่เป็นเพื่อนเขา

“มีอะไร” แม้นมาศเงียบไป

“ถ้าไม่พูดพี่วางแล้วนะ”

“เออ..พี่ยังไม่ตอบหนูเลย ว่าพี่จะไปวัดที่เกิดเรื่องอีกเมื่อไหร่”

“ยังไม่รู้เลย ขอมาดูหลักฐานอะไรก่อนสักนิดนึง เครนะ พี่รีบ” แล้วเมืองรามก็วางสายทันที

“เดี๋ยว” ไม่ทันแล้ว เมืองรามวางสายไปแล้ว

“จะเอาไงดีวะเนี่ย” เธอดูเวลา บ่ายสาม

“ไปเอง ก็ได้วะ ลองอีกที ถ้างวดนี้ไม่เจอ ก็เลิกซะที” คิดเสร็จ เธอก็รีบเดินทางทันที

    เมืองราม เปิดซองเอกสารที่เพื่อนส่งให้ ก็ต้องตกใจนิดหน่อย สิ่งที่เขาคิดไว้ไม่น่าจะมีอะไรที่ผิดพลาด เพื่อนอธิบายให้ฟังอีก

“เอ๊ย ราม” ผู้กองชาญชัย ชี้ไปที่ภาพของเมฆ

“ไอ้นี่ตัวแสบประจำปี เอาผิดอะไรกะมันไม่ได้สักอย่างสักคดี เพราะมีแบ็คดี แต่ยังไม่รู้ว่าใคร ทุกคดีของมันนะ เจ้าทุกข์ไม่กล้าออกมาชี้ตัวหรือเอาผิดมันได้เลย ที่เด็ดไปกว่านั้นนะ ติดคุกตลอดชีวิต แต่มันยังสามารถออกมาเดินเล่นข้างนอกได้อย่างที่แกเห็นนั่นแหละ และใช้ชีวิตเหมือนคนปกติธรรมดาเหมือนคนทั่วๆไป ถ้าเส้นไม่ใหญ่พอจริงๆ ทำไม่ได้หรอกไอ้ราม ทำใจซะเถอะวะ เพื่อน”

>>>>>>>>>> ********** <<<<<<<<<<

โปรดติดตามตอนต่อไปใน  ตอนที่ 8 .. “ หัวใจ..ใครจะรู้ ”

ตอนที่ 7 .. “ รอยยิ้มพริมใจ ”

Romance Fiction - นิยายรัก / รักโรแมนติก


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น