อัปเดตล่าสุด 2021-05-19 12:15:03

ตอนที่ 6 ตอนที่ 7 เดทที่น่าเย้ายวน

      ทศพลยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าด้วยสภาพนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวมานานหลายนาทีแล้ว เสื้อผ้าในตู้ส่วนมากเป็นพวกกางเกงสีดำขายาวกับเสื้อเชิ้ตแขนสั้นและแขนยาวหลายสีไว้สำหรับใส่ไปทำงาน กางเกงใส่เที่ยวของเขามีแค่กางเกงยีนส์ขายาวที่ใส่มาหลายปีแล้ว ที่เหลือก็เป็นกางเกงขาสั้นสำหรับใส่อยู่กับบ้านและพวกเสื้อคอกลม นานมากแล้วที่เขาไม่ได้ซื้อเสื้อผ้า เห็นทีคงต้องหาเวลาไปซื้อบ้างไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มีชุดดี ๆ ใส่ พอเปิดลิ้นชักเขาก็หน้าแดงขึ้นมา กางเกงในสีพาสเตลพับเป็นระเบียบอยู่ในนั้น ตั้งแต่ซื้อมาก็ยังไม่เคยใส่ เห็นทีคงได้เอาออกมาใส่ ไหน ๆ อีกฝ่ายก็เคยเห็นแล้ว

            “คิดอะไรน่ะ โปเต้!” เขาต่อว่าตัวเองด้วยใบหน้าที่ร้อนผ่าว หากไม่มีเรื่องพัสดุสลับกัน เขาคงไม่มีโอกาสได้รู้จักทศพล ฉันทวรท “นี่เราต้องขอบคุณไอ้ดิลโด้ 12 นิ้วนั่นน่ะนะ!”

            ขณะที่ทศพล รุ่งรุจวรกมลกำลังหาเสื้อผ้าสำหรับนัดวันนี้ ทศพล ฉันทวรทก็กำลังยืนตัวเปล่ามองเสื้อผ้าในห้องแต่งตัวแบบ build-in เสื้อผ้าของเขาจัดเรียงเป็นระเบียบ มีหลายแบบ หลายสไตล์ แม้แต่กางเกงก็มีให้เลือกมากมาย เขาแทบไม่ต้องคิดอะไรมากตอนหยิบเสื้อและกางเกงมาสวมใส่ เสื้อผ้าพวกนั้นดูดีราวกับเกิดมาเพื่อเรือนร่างของเขา แต่วันนี้กลับไม่เป็นแบบนั้น เขาเปลี่ยนชุดอยู่นาน พิถีพิถันกระทั้งการเลือกชุดชั้นใน ก่อนนึกได้ว่าการไปเที่ยวกับทศพลคนนั้นคงไม่มีทางจบลงบนเตียงแน่นอน ถึงจะน่าเสียดายแต่ก็ช่วยไม่ได้ เขามองว่าการเดทเป็นเรื่องเสียเวลา เขาไม่จำเป็นต้องทำความรู้จักไลฟ์สไตล์ของคนอื่น สิ่งสำคัญคือทำความรู้จักความชอบบนเตียงต่างหาก

            ทั้งที่ควรเป็นเรื่องเสียเวลา เขากลับตื่นเต้นที่จะได้เจอทศพล อยากค่อย ๆ ทำความรู้จัก ค่อย ๆ เผยตัวเองทีละนิดเพื่อดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย เขาได้แต่หวังว่าผู้ชายคนนั้นจะไม่หนี ไม่กลัว ไม่ปฏิเสธตัวตนของเขา

 

            ทศพลมาถึงที่นัดก่อนไนท์เพียงแป๊บเดียว เป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายคงนั่งรถไฟฟ้าขบวนถัดจากเขา

            “เป็นไงบ้าง” เขาทักขึ้น

            “ดีครับพี่ แปลกนะ เราทำงานที่เดียวกันแต่ไม่ค่อยได้เจอกันเลย” รอยยิ้มของไนท์เจิดจ้าพอ ๆ กับแสงอาทิตย์ยามสาย ทศพลใจเต้นตึกตักที่ได้เห็นอีกฝ่ายนอกที่ทำงาน

            “HR ไม่ค่อยมีแฟ้มเสนอเซ็นเท่าไร ปกติก็เป็นอีกคนคอยเดินเอกสารนี่”

            “ครับ คราวนั้นผมอาสาไปเองเลยนะ” ไนท์พูด “ตอนพี่ถือเอกสารไปให้คุณอนุวัฒน์ทันที ผมตกใจแทบแย่”

            “ใครจะไปคิดว่าไนท์จะแนบโน้ตไว้แบบนั้น คุณอนุวัฒน์เขาไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว บริษัทเราก็ไม่ได้มีนโยบายกีดกันการคบความสัมพันธ์อะไรอยู่แล้ว” ทศพลคิดว่าตัวเองแก้คำพูดไวพอที่อีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน เขาด่วนสรุปเกินไปที่จะใช้กับว่าคบกัน ใบหูของเขาร้อนผ่าวจนต้องทำเป็นเสยผมด้านข้าง

            “ผมดีใจนะที่วันนั้นพี่ไปกินข้าวกับผม”

            ทศพลไม่นึกว่าตัวเองจะกินข้าวกับอีกฝ่ายบ่อยกว่าที่คิด แถมยังนัดเจอกันนอกที่ทำงานอีก เขาได้โอกาสสำรวจการแต่งกายของอีกฝ่ายระหว่างเดินไปร้านอาหาร ไนท์แต่งตัวต่างจากตอนไปทำงานโดยเฉพาะกระดุมพวกนั้น ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายลืมติดหรือจงใจไม่ติดกันแน่ ยิ่งมองจากด้านข้างก็ยิ่งเห็นชัดเจน ทศพลไม่ค่อยรู้เรื่องแฟชันเท่าไร ขืนทักอะไรไม่เข้าท่าไปจะอายเอาเปล่า ๆ

หลังจากนั้นเขาก็ไม่กล้ามองไนท์ตรง ๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรมองไปทางไหน ยิ่งตอนถึงร้านอาหารแล้วต้องนั่งฝั่งตรงข้ามกัน ผิวขาว ๆ ของอีกฝ่ายก็ปรากฏชัดกว่าเดิมผ่านสาบเสื้อที่แหวกกว้าง

“มีอะไรเหรอครับ”

“ปะ เปล่า” ทสพลไม่รู้จะเอาตาไปไว้ไหนเลยเอาแต่มองเมนูอาหาร พอสั่งอาหารเสร็จหันไปมองโต๊ะ มองนอกร้าน มองไปไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ผู้ชายตรงหน้า

“พี่เต้มองผมได้นะครับ”

พอโดนทักแบบนั้น ทศพลก็เขินหนักกว่าเดิม กลายเป็นเอาแต่จ้องตาอีกฝ่ายเพราะไม่กล้ามองต่ำไปกว่าคอ

“ถ้าพี่อึดอัด ผมติดกระดุมก็ได้นะครับ”

“ไม่ต้องหรอก” ทศพลรีบแย้ง “แต่งตัวตามที่อยากแต่งนั่นแหละ ว่าแต่รู้ได้ไง”

“ก็พี่เต้เอาแต่หลบสายตา แถมยังไม่กล้ามองตรง ๆ อีก คงเป็นเพราะเสื้อนั่นแหละ”

“ปกติแต่งแบบนี้เหรอ ไม่เป็นไรเหรอถ้ามีคนมอง”

“ไม่นี่ครับ ลมเย็นดีออก” ไนท์ตอบอย่างไม่ยี่หระแถมยังใช้คอเสื้อพัดลมอีกต่างหาก

“ดีจังนะ” ทศพลอิจฉาความภาคภูมิใจในรูปร่างตัวเองของอีกฝ่าย “ผมคงไม่มั่นใจขนาดนั้น ขนาดไปทำงานยังใส่เสื้อกล้ามไว้ข้างในเลย”

“ให้เห็นเฉพาะคนที่อยากให้เห็นก็พอครับ”

ทศพลถึงกับหน้าแดง โชคดีที่พนักงานนำอาหารที่พวกเขาสั่งมาเสิร์ฟทำให้ไม่ต้องคุยเรื่องนี้กันต่อ ไนท์เองก็ติดกระดุมเรียบร้อยแล้ว ใจหนึ่งก็แอบเสียดาย อีกใจก็ต่อว่าความหน้าด้านของตัวเอง แทนที่จะรู้สึกผิดที่ทำให้อีกฝ่ายต้องเปลี่ยนการแต่งตัว ดันมาคิดว่าน่าเสียดายเสียได้

“พี่เต้รู้จักร้านนี้ได้ยังไงเหรอครับ” 

“เพื่อนที่มหา’ลัยเคยพูดถึงน่ะ”

ตอนที่ไนท์นัดเจอช่วงสุดสัปดาห์ ทศพลก็ลองหาข้อมูลร้านอาหารเผื่อไว้ ไม่มีที่ไหนให้ข้อมูลได้ดีเท่าแชทกลุ่มเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยอีกแล้ว ไอรดาลงภาพอาหารแถมให้ข้อมูลพร้อมเสร็จสรรพ เธอการันตีเรื่องรสชาติและปริมาณ พอได้ลอง เขาก็เห็นด้วยกับการรีวิวของเธอ

“พี่เต้จบจากคณะอะไรเหรอครับถามได้ไหม”

“จบบริหารธุรกิจ ไนท์ล่ะ”

“จบเศรษฐศาสตร์ครับ ดูเหมือนเราจะไม่ได้ทำงานตรงสายกันเนอะ”

“ของผมยังใกล้เคียงอยู่นะเพราะผมเป็นผู้ช่วยคุณอนุวัฒน์ตั้งแต่ตอนเขาเป็น CFO พวกการเงินที่เรียนมาเลยยังมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ผมชอบงานที่ทำตอนนี้นะ ไนท์ล่ะ”

“ผมตอบว่าไม่ชอบได้ด้วยเหรอครับ” ไนท์หยอก “จริง ๆ ผมก็ไม่ได้ไม่ชอบหรือชอบหรอกครับ”

“ไนท์อยากเป็นอะไรเหรอ”

“หมายถึงความฝันเหรอครับ” คนพูดฉุกคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “ไม่มีหรอกครับ ไม่ได้มีอะไรที่อยากทำเป็นพิเศษ”

“แล้วงานอดิเรกล่ะ”

“งานอดิเรกเหรอครับ” ไนท์กระตุกยิ้ม “ก็มีอยู่นะครับ”

“อะไรเหรอ อย่าบอกนะว่าเที่ยวกลางคืน อันนั้นไม่ใช่งานอดิเรกนะ”

ไนท์หัวเราะเบา ๆ 

“ไม่ใช่ครับ ๆ งานอดิเรกของผมเกี่ยวกับผ้าแล้วก็เชือก”

“น่าสนใจ” ทศพลตอบรับแม้นึกไม่ออกว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร

“ถ้าพี่สนใจไว้ผมให้ดู”

“โอ้ ดีเลย รอเลย” 

ไนท์ไม่อาจคาดหวังกับคำตอบของทศพลได้ เขาได้แต่ยิ้มให้ตัวเอง มองดูอีกฝ่ายกินจัมปงในจานแบ่ง

“แล้วพี่ล่ะครับ มีงานอดิเรกหรือเปล่า”

“ผมเหรอ ไม่มีหรอก” ทศพลยิ้มแห้ง “เวลาว่างก็นั่ง ๆ นอน ๆ ดูซีรีส์แล้วก็สั่งอาหารมากินเพราะทำอาหารไม่เป็น”

“ไว้คราวหน้าผมทำอาหารให้กินไหมครับ รับรองว่าพี่ต้องติดใจ”

“ไนท์ทำอาหารเป็นด้วยเหรอ” คนถามตาลุกวาว

“ผมอยู่คนเดียวตั้งแต่ตอนเรียนมหา’ลัย พอทำงานหาเงินได้ก็ซื้อบ้านให้ตัวเอง ทำอาหารกินเองก็สะดวกดีนะครับถึงจะทำได้ไม่หลากหลายเท่าไร”

“ตอนเรียนผมก็อยู่หอใกล้มหา’ลัยแต่ก็ซื้อของกินตลอด ครัวที่คอนโดตอนนี้ยังสะอาดอยู่เลย พอคิดว่าต้องซื้อของสด เครื่องปรุงมาทำอาหารก็รู้สึกยุ่งยาก เสียเวลาแล้ว”

“ไม่เป็นไรครับ ให้ผมเป็นฝ่ายทำอาหารก็ได้”

อีกฝ่ายพูดราวกับจะชวนไปอยู่ด้วยกัน ทศพลถึงกับหน้าร้อนผ่าว ต่อว่าตัวเองที่คิดอะไรไม่เข้าท่า

“ผมอยากทำอาหารให้พี่เต้กินจริง ๆ นะ” ไนท์พูดต่อ “ถ้าพี่เต้มาบ้านผมล่ะก็ ผมยินดีเข้าครัวทำให้เลย”

“ชวนไปบ้านกันตรง ๆ แบบนี้เลยเหรอ”

“พวกเราอายุขนาดนี้กันแล้ว จะอ้อมค้อมไปทำไมล่ะครับ”

ทศพลใจเต้นตึกตัก สมองก็ดันนึกถึงคำพูดของเพชรเสียได้ หูของเขาแดงจัดอย่างกับซอสของมาพา ดูบูที่สั่งมา

“คิดอะไรอยู่ครับ หูแดงหมดแล้ว”

“ผัดเต้าหู้มันเผ็ดต่างหากล่ะ”

ไนท์เพียงแค่ยิ้มตอบแล้วกินอาหารตรงหน้าบ้าง ทศพลมองบรรยากาศรอบ ๆ ร้านเพื่อสงบจิตสงบใจตัวเอง สายตาของเขาหยุดลงที่โต๊ะด้านในถัดไปสองตัว บิลลี่กำลังสั่งอาหาร มีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งฝั่งตรงข้ามเขา ทั้งสองดูกระอักกระอ่วน ฝ่ายหญิงเอาแต่ก้มหน้าหลบสายตา ส่วนเพื่อนสนิทของเขาก็เงอะงะไม่แพ้กัน ขนาดรินน้ำยังทำหก พออีกฝ่ายหันมาทศพลถึงกับรีบหันหน้ากลับ ยกศอกเท้าโต๊ะเพื่อใข้มือบังหน้าตัวเอง

“มีอะไรเหรอครับ” ไนท์ถามพลางหันไปทางโต๊ะของบิลลี่

“อย่าหัน อย่ามอง”

“คนรู้จักเหรอครับ” ไนท์ทำตามแต่โดยดี

“เพื่อนสมัยเรียนน่ะ”

“ไม่ไปทักเหรอครับ”

“ไม่ต้องหรอก ไม่อยากไปรบกวน”

ไนท์จับข้อมือข้างที่บังหน้าทศพลลง มือของไนท์เกือบกำข้อมือของเขาได้หมด จู่ ๆ ทศพลก็ดันนึกถึงกุญแจมือที่อยู่ในพัสดุ เขาเอาแต่สนใจของอีกอย่างจนลืมไปเลยว่ามีสิ่งนั้นอยู่ด้วย ไนท์สั่งกุญแจมือมาเพื่ออะไร

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไอร้อนจากมืออีกฝ่ายหรือเปล่าที่ทำให้เขาถึงกับตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับไปไหน ไนท์มองหน้าเขา ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นกว่าเดิม

“กลัวเพื่อนล้อเหรอครับ” ในที่สุดไนท์ก็ปล่อยมือ

“เปล่าหรอก ถ้าโดนล้อผมก็ล้อคืนได้” ทศพลจับข้อมือตัวเอง สัมผัสของอีกฝ่ายยังฝั่งแน่น

“ผมไม่ยอมให้ใครมาล้อพี่เต้ได้หรอก”

ทศพลทำตัวไม่ถูก หันไปดื่มน้ำในแก้วรวดเดียวหมด เขาแอบมองโต๊ะของบิลลี่อีกครั้ง ปฏิกิริยาของอีกฝ่ายเกร็งไม่แพ้เขา ใครจะไปคิดว่าพวกเขาจะเจอกันที่นี่ ทศพลอดสงสัยไม่ได้ว่าบรรยากาศระหว่างเขากับไนท์จะดูกระอักกระอ่วนเหมือนที่เขาเห็นบิลลี่กับผู้หญิงคนนั้นไหม

ติ๊ง!

เสียงข้อความเข้าทำให้เขาละสายตาจากโต๊ะของเพื่อน

“ขอโทษทีนะ” เขาบอกไนท์ก่อนหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาอ่านข้อความ

แฟน?

ใบหน้าของเขาร้อนผ่าว พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดแล้วตอบกลับ

‘นั่นสินะ แล้วนั่นแฟนเหรอ’

สาธุ

คราวนี้เขาหลุดขำออกมาก่อนจะเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า ไนท์มองโดยไม่ได้พูดอะไร พวกเขานั่งกินอาหารจนหมดก่อนลุกไปคิดเงิน คราวนี้พวกเขาหารค่าอาหารกัน

“อิ่มมาก” ทศพลพูดขึ้นหลังออกจากร้าน “ว่าแต่อยากกินของหวานต่อไหม อ๊ะ ไนท์ไม่กินหวาน”

“ถ้าพี่อยากกิน ผมกินเป็นเพื่อนได้ครับ ว่าแต่อิ่มแล้วไม่ใช่เหรอ”

“ไม่เคยได้ยินเหรอ กระเพาะของคาวกับของหวานมันแยกกันนะ” ทศพลพูดไปก็หาร้านของหวานผ่านสมาร์ทโฟนไปด้วย “โอ๊ะ ร้านนี้ไม่ไกลเท่าไร เดินไปได้ ถือว่าย่อยไปในตัว”

แดดยามบ่ายเจิดจ้าจนแทบเงยหน้าไม่ไหว ทศพลทั้งสองเดินไปตามทาง ผ่านซอยนั้น ซอยนี้ไปเรื่อย

“ดูของพวกนี้สิน่ากินใช่ไหม” ทศพลหันจอโทรศัพท์ให้อีกฝ่ายดู “คนที่เคยไปร้านนั้นมารีวิวไว้”

“พี่เต้ ผมพูดด้วยความเป็นห่วงนะ พี่ต้องเริ่มดูแลสุขภาพแล้ว”

“ก็จริง” เขายอมรับ “ตอนไปหาหมอนวดเขาก็แนะนำให้ออกกำลังกายเหมือนกัน แต่กว่าจะกลับถึงคอนโดก็เหนื่อยแล้ว ไนท์ออกกำลังกายบ้างไหม อา แต่ไนท์ไม่กินหวานอยู่แล้วนี่เนอะ เรื่องน้ำตาลไม่น่าจะต้องห่วง”

“ก็ไม่เชิงหรอกครับ” 

“ที่คอนโดมียิมด้วยนะ แต่ก็ไม่เคยไปสักครั้ง เห็นแค่ตอนไปดูห้องแค่นั้นเลย ไนท์ออกกำลังที่ไหนเหรอ”

“ส่วนมากก็ที่บ้าน”

“ดีจังนะ มีอุปกรณ์ออกกำลังกายในบ้านด้วย ต้องไปจริง ๆ แล้วล่ะ”

ไนท์อยากพาทศพลไปบ้านก็จริงแต่พอเห็นความใสซื่อของอีกฝ่ายแล้วก็รู้สึกแปลกที่จะพาไปที่นั่น เขาไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน กินข้าวด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน ใช้เวลาทำความรู้จักกัน โดยทั่วไปแล้วเขาทำความรู้จักคนที่สนใจด้วยเอกสารหนึ่งชุด เอกสารที่จะระบุทุกอย่างเกี่ยวกับความสัมพันธ์

อีกฝ่ายไม่น่าเดินทางเดียวกับเขาได้เลยด้วยซ้ำ ทำไมเขาถึงได้...

“แค่ชวนไปบ้านตามมารยาทใช่ไหมล่ะ ไม่ได้จะให้ไปจริง ๆ” ทศพลทักขึ้นหลังจากเห็นอีกฝ่ายเงียบไป

“จะไปคืนนี้เลยก็ได้ครับ” ไนท์พูดแบบนั้นได้เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องปฏิเสธ ถึงอย่างนั้นหัวใจของเขาก็เต้นดังขึ้นด้วยความคาดหวัง

“กลางคืนไม่ได้หรอก อ๊ะ ถึงแล้ว นี่ไง” ทศพลดีใจที่ได้เปลี่ยนเรื่อง

การตกแต่งของร้านเรียบง่ายทว่านั่นถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง ไฟในห้องเป็นโคมไฟสีส้มห้อยจากเพดาน มีโต๊ะแบบมาเป็นคู่ มาเป็นกลุ่มและโซฟายาว ภายในร้านมีลูกค้าจำนวนมากแต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกอึดอัด ทั้งคู่เดินไปสั่งอาหารตรงเคาน์เตอร์ ทศพลเลือกเมนูในใจไว้แล้วเลยสั่งได้ทันที ส่วนไนท์สั่งกาแฟร้อน พวกเขาเลือกที่นั่งริมหน้าตา มองเห็นสภาพการจราจรช่วงบ่ายวันเสาร์

“พี่เต้” จู่ ๆ ไนท์ก็ทำน้ำเสียงจริงจัง รอยยิ้มของเขาชวนฉงนยิ่งนัก “เวลามีคนชวนไปบ้านอย่าตอบตกลงง่าย ๆ สิครับ”

ในช่วงเวลาสั้น ๆ ทศพลกลับมีความคิดมากมายเต็มไปหมด สุดท้ายแล้วเขาก็เลือกตอบตามตรงแบบไม่อ้อมคอม

“ถ้าอยากไปอยู่แล้วทำไมต้องเล่นตัวด้วยล่ะ อย่างที่ไนท์บอกอายุขนาดนี้แล้วจะอ้อมค้อมไปทำไม” ถึงทศพลจะพยายามทำเป็นตีหน้านิ่ง หัวใจของเขาก็เต้นรัวไม่หยุด ขณะที่คนถามเองก็ไม่คิดว่าจะได้คำตอบแบบนั้นถึงขั้นไปต่อไม่ถูก ทศพลถามต่อด้วยเสียงที่แผ่วเบากว่าเดิม “บ้านไนท์คงไม่มีของอะไรแบบนั้นตั้งโชว์ไว้ในห้องนั่งเล่นหรอกใช่ไหม”

“ของแบบนั้น?”

“ก็ของที่สั่งไง” เขาตอบเสียงอ้อมแอ้ม ความร้อนแผ่ซ่านไปถึงหู

“อ๋อ ไม่มีหรอกครับ” อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ไว้ในห้องนั่งเล่น ไนท์โน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย พูดต่อด้วยรอยยิ้ม “พี่เต้ ผมว่าผมจะทักนานแล้วนะ พี่เนี่ยลามกไม่เบาเลยนะ”

ทศพลเขินหนักกว่าเดิมก่อนจะพูดขึ้น

“ไนท์เป็นคนแรกที่พูดแบบนั้น มีแต่คนหาว่าเป็นมือใหม่ ไร้เดียงสา”

ไนท์ก็คิดว่าอีกฝ่ายเป็นแบบนั้นเหมือนกันก่อนจะถามต่อ

“แล้วพี่มีแฟนมาแล้วกี่คนเหรอครับ”

“ไม่เคย” ทศพลรู้สึกเสียเซลฟ์ชอบกลที่ตัวเองไม่เคยมีแฟนทั้งที่สามสิบแล้วแท้ ๆ เขาถามอีกฝ่ายกลับ “ไนท์ล่ะ มีแฟนมาแล้วกี่คน”

“คนที่เรียกว่าแฟนน่าจะไม่มี”

ทศพลไม่เข้าใจแต่ยังไม่ทันได้ถามต่อ พนักงานก็นำวัฟเฟิลที่สั่งไว้มาเสิร์ฟ ทำให้เขาพลาดจังหวะที่จะถามต่อ การที่อีกฝ่ายไม่มีแฟนควรเป็นเรื่องดีแต่คำตอบของอีกฝ่ายชวนสงสัยอย่างบอกไม่ถูก

คนที่เรียกว่าแฟน...ถ้าไม่เรียกว่าแฟนแล้วจะเรียกว่าอะไร...แล้วอย่างเขาควรเรียกว่าอะไร?


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น