อัปเดตล่าสุด 2021-05-13 12:02:37

ตอนที่ 5 ตอนที่ 6 สิ่งที่แทรกกลางระหว่างเราคือกองงาน

“วันนี้ดูอารมณ์ดีนะคะ น้องเต้”

            แม่บ้านทักขึ้นตอนที่ทศพลเดินผ่านประตูกระจกเข้ามาที่ชั้น 18

            “เอ๊ะ ผมเหรอครับ”

            “ก็เห็นเดินยิ้มมาตลอดทาง”

            คนถูกทักถึงกับจับแก้มตัวเอง ก็ว่าทำไมถึงได้เมื่อย ๆ แต่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังยิ้มหรือยิ้มเรื่องอะไร อาจเป็นเพราะเมื่อคืนเขาหลับสนิทเลยสดชื่นเป็นพิเศษ

ทศพลเชื่อว่าวันนี้จะต้องเป็นวันที่ดีอย่างแน่นอน ทว่ายังไม่ทันได้นั่งเก้าอี้ก็มีสายเรียกเข้าจากอนุวัฒน์ ถ้าไม่ใช่เรื่องด่วนล่ะก็ อีกฝ่ายแทบไม่โทรศัพท์เข้าเบอร์ส่วนตัวแบบนี้

“ครับ คุณอนุวัฒน์ ถึงแล้วครับ ตอนนี้เหรอครับ อ๋อ ได้ครับ ครับ ผมจะไปรอที่หน้าตึกนะครับ สวัสดีครับ” วางสายจากนายเสร็จก็เห็นจันจิรามาถึงที่ทำงานพอดี “แจน วันนี้ช่วงเช้าคุณอนุวัฒน์มีมีตติ้งนอกสถานที่นะ ถ้ามีพวกแฟ้มเสนอเซ็นช่วยแจ้งด้วยว่าคุณเขาจะกลับมาช่วงบ่าย ถ้ามีสายเข้าที่โต๊ะพี่ฝากรับแทนด้วยนะ”

“ได้ค่ะ พี่เต้ก็จะไปกับคุณด้วยใช่ไหมคะ”

“ใช่ เดี๋ยวพี่ลงไปรอข้างล่าง วันนี้ฝากด้วยนะ”

“ไม่ต้องห่วงค่ะพี่”

ทศพลสะพายกระเป๋าตามเดิม เดินไปเรียกลิฟต์เพื่อลงไปรออนุวัฒน์ที่หน้าอาคาร อีกฝ่ายมีรถยนต์ส่วนตัวและไปไหนมาไหนด้วยรถยนต์ตัวเองเป็นส่วนใหญ่ มีบ้างที่จะให้คนขับรถของบริษัทเป็นคนขับ

เขาจำรถยนต์ของอีกฝ่ายได้จึงเปิดประตูขึ้นไปนั่งยังที่นั่งข้างคนขับ กลิ่นมิ้นต์เย็นสดชื่นไปทั่วรถ

“เต้ไม่ได้นั่งรถพี่นานแล้วนี่”

“ครับ ตั้งแต่ย้ายมาที่นี่คุณอนุวัฒน์ก็แทบไม่ค่อยไปประชุมข้างนอก ตอนไปสำนักงานใหญ่ก็ไม่ได้ให้ผมไปด้วย”

“พอย้ายมาทำงานที่นี่ เต้กลับบ้านด้วยรถไฟฟ้าสะดวกกว่านี่นะ”

“ก็จริงครับ ว่าแต่วันนี้มีมีตติ้งอะไรเหรอครับ ไม่ได้แจ้งไว้ก่อนด้วย”

“ก่อนหน้านี้พี่คุยกับคุณโรจน์ไว้ว่าอยากแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ภายใต้ชื่อบริษัทของเรา ตอนนี้ก็เลยจะไปคุยกับคนที่เขาจะสามารถทำผลิตภัณฑ์ตัวนี้ได้”

“ควบรวมกิจการเหรอครับ”

“ก็ต้องดูว่าผลจะออกมาเป็นยังไง”

หลังจากนั่งรถไปประมาณหนึ่งชั่วโมงก็มาถึงโรงแรมย่านรัชดา สถานที่นัดเจรจาธุรกิจเป็นคาเฟ่ของโรงแรม บรรยากาศเป็นกันเองกว่าพวกห้องจัดประชุม คนที่อนุวัฒน์นัดคุยชื่อนาตาลี เป็นลูกครึ่งไทย – อเมริกัน พวกเขาเจอกันที่งานแต่งงานของคนรู้จัก หลังจากได้ทำความรู้จักก็พบว่าอีกฝ่ายมีความสนใจในเรื่องน้ำหอม อนุวัฒน์ที่กำลังต้องการผลิตภัณฑ์ตัวใหม่สำหรับบริษัทก็ขอนัดคุยอย่างไม่เป็นทางการ

นาตาลีนำตัวอย่างน้ำหอมที่เธอทำมาให้พวกเขาได้ลองพร้อมกับเสนอไอเดียใหม่ ๆ ที่เธออยากทำแต่ไม่มีทุนมากพอที่จะผลิต

ทศพลได้ลองดมตัวอย่างน้ำหอมมีทั้งแบบที่เขาชอบและไม่ชอบปะปนกันไป เธออธิบายถึงที่มาของแต่ละกลิ่น นำแสนอไอเดียที่ก่อให้เกิดน้ำหอมเหล่านี้ กลิ่นพวกนี้ทำให้เขานึกถึงกลิ่นกุหลาบจากตัวของไนท์ ถึงจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายใช้น้ำหอมยี่ห้ออะไรแต่มันก็กลายเป็นกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้ชายคนนั้น

หลังจากคุยเสร็จ เธอก็ชวนพวกเขารับประทานอาหารที่โรงแรม นาตาลีสร้างบรรยากาศเก่งและมีความรู้กว้างขวาง ทศพลสังเกตเห็นว่านายของเขาให้ความสนอกสนใจกับเธอมากเป็นพิเศษ หากไม่มีผู้ช่วยของนาตาลีมาด้วย เขาอาจจะกลายเป็น กขค. ไปก็ได้ 

ระหว่างที่กำลังรับประทานอาหาร โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของทศพลก็ส่งเสียง ติ๊ง! บ่งบอกว่ามีอีเมลเข้า เขาเชื่อมอีเมลบริษัทกับมือถือส่วนตัวไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน พอเปิดอ่านก็พบว่าเป็นอีเมลจากไนท์

 

พี่เต้

         วันนี้คงไม่ได้กินข้าวด้วยกันเนอะ

 

            ทศพลเกือบหลุดปากอุทานออกมา เขาลืมเรื่องนั้นไปสนิทเพราะมัวแต่จดจ่อกับการเจรจาที่ใช้เวลานานกว่าที่คิด อีกฝ่ายรอเขามายี่สิบนาทีแล้ว เขาได้แต่ส่งเมลขอโทษกลับไป บอกว่าวันนี้มาประชุมข้างนอกกับอนุวัฒน์ กว่าจะกลับเข้าบริษัทคงบ่าย ๆ ไม่ถึงนาทีอีกฝ่ายก็ตอบกลับว่าไม่เป็นไร ก่อนจะนัดเป็นมื้อเย็นแทน ทว่าทศพลไม่มั่นใจว่าเย็นนี้เขาจะได้เลิกงานเร็ว ดูจากความกระตือรือร้นของอนุวัฒน์แล้ว น่าจะต้องนัดประชุมกับผู้เกี่ยวข้องแผนกต่าง ๆ รวมทั้งเตรียมร่างสัญญาแน่

มีความเป็นไปได้สูงว่าไนท์ต้องรอเขาถึงสองสามทุ่ม

 

            งั้นก็ช่วยไม่ได้เนอะ

 

            ข้อความตอบกลับสร้างความเจ็บแปลบในอก เขาคิดว่ามันคงมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งครั้งอย่างแน่นอน เขาที่เอาแต่ทำงานจนไม่ได้ดูเวลามีหวังปล่อยให้อีกฝ่ายเอาแต่รอและรอ

 

⛓⛓⛓⛓⛓⛓⛓⛓⛓

 

            พอใกล้เวลาห้าโมง เสียงเก็บข้าวของใส่กระเป๋าก็ดังจากโต๊ะทางนั้นที ทางนี้ที เป็นเรื่องปกติที่แผนกของไนท์เลิกงานตรงเวลา จะมีก็ช่วงสิ้นเดือนหรือสิ้นปีที่จะเห็นไฟในห้องเปิดจนถึงดึกดื่น ในขณะที่ทศพลชั้น 18 เลิกงานเลยเวลาเป็นปกติ ทศพลชั้น 16 ก็เลิกงานตรงเวลาเป็นปกติ หัวหน้าของเขาไม่ชอบให้ใครทำงานล่วงเวลา อาจเพราะอีกฝ่ายแต่งงาน มีครอบครัวแล้วแถมมีลูกที่เพิ่งเกิดได้ไม่กี่เดือน เขาเลยกลายเป็นคนรักครอบครัว ให้ความสำคัญกับครอบครัว เน้นย้ำกับลูกน้องว่าให้รีบกลับไปใช้เวลากับครอบครัว คนไม่มีครอบครัวอย่างเขาเลยได้อานิสงค์ในการเลิกงานตรงเวลาไปด้วย เพียงแต่คนที่ไม่มีครอบครัวแบบเขา จะให้กลับไปอยู่ในบ้านเงียบ ๆ ตามลำพังก็ว้าเหว่เกินไป

 

            เย็นนี้คงไม่สะดวก ผมน่าจะต้องเลิกงานดึก ขอโทษด้วยนะครับ คงต้องเป็นวันหลัง

 

 Thotsapol Rungrujworakamol (Potae)

Personal Assistant to CEO

Office of the Chief Executive Officer

 

            เขาอ่านเมลจากทศพลอีกครั้ง อ่านข้อความที่ตัวเองตอบกลับไปว่าช่วยไม่ได้ เขาทำอะไรไม่ได้ในเมื่ออีกฝ่ายยังไม่เลิกงาน ทศพลคงจะอึดอัดมากกว่าดีใจถ้าเห็นเขานั่งรอที่หน้าจุดแสกนบัตรพนักงาน 

สุดท้ายเขาก็ตัดใจแล้วกลับบ้าน แวะซื้ออาหารเย็นมานั่งกินตามลำพังในห้องนั่งเล่น มีเสียงจากรายการโทรทัศน์ทำให้บ้านไม่เงียบ

ติ๊ง!

เสียงข้อความเข้าเรียกความสนใจของเขาไปยังสมาร์ทโฟนข้างตัว พอเห็นชื่อคนส่งก็ถอนหายใจ

คิดถึงจัง วันนี้ไปที่ร้านไหม

ไนท์ปฏิเสธกลับไปทันที ไม่ถึงนาทีอีกฝ่ายก็ตอบกลับมา

ไปหาได้ไหม เหงา

เขารู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าตอบตกลง ถึงข้อความต่อมาจะบอกแค่ว่าอยากหาเพื่อนดื่ม แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีอะไรขึ้น เป็นไปไม่ได้ที่ปัถย์จะมาบ้านเขาแล้วไม่ได้เข้าห้องนั้น บางทีเขาอาจกำลังต้องการอยู่ก็เป็นได้

“มาสิ” ไนท์ส่งข้อความกลับไปแบบนั้นแล้วกินมื้อเย็นต่อ

ประมาณสามทุ่มก็มีรถแท็กซี่มาจอดหน้าบ้าน ปัถย์ลงจากรถพร้อมถุงจากร้านสะดวกซื้อ เปิดประตูเข้ามาในบ้านของไนท์ด้วยความเคยชิน วางของลงบนโต๊ะรับแขกแล้วทักทายเจ้าของบ้านด้วยจูบทันที ไนท์ขยับตัวหนีพร้อมยกมือกัน ริมฝีปากอีกฝ่ายได้แค่สัมผัสปลายนิ้ว

“เคยอนุญาตด้วยเหรอ”

“คุณเนี่ยนะ ไม่เปิดโอกาสกันเลย” ปัถย์หันไปเปิดถุงหยิบเบียร์แบบกระป๋องวางเรียงบนโต๊ะ เขาเปิดเบียร์หนึ่งกระป๋องส่งให้ไนท์ “ซื้อมาฝาก”

เขาสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายใช้รองพื้นหนากว่าปกติ ตอนหันกลับไปหยิบกระป๋องเบียร์ตัวเองก็ทำให้เห็นรอยฟันที่ท้ายทอย ไนท์ดึงคอเสื้ออีกฝ่ายด้วยปลายนิ้ว ปัถย์ตะปบมือเขาแทบทันที

“ขะ ขอโทษครับ” อีกฝ่ายรีบปล่อยมือ จัดปกเสื้อตัวเองใหม่

“ถ้าให้ถอดเสื้อตรงนี้จะทำหรือเปล่า”

“ถ้า นายท่าน สั่ง ผมก็ทำครับ”

ไนท์มองหน้าอีกฝ่ายก่อนจะหันไปดื่มเบียร์โดยไม่พูดอะไรอีก ปัถย์ดื่มเบียร์ไปอึกใหญ่ก่อนจะเอนตัวซบไหล่ของเขา

“ปัถย์”

“รู้ครับ รู้ แต่ช่วยกอดผมหน่อยเถอะ ช่วยปลอบผมที” ปัถย์ลูบแผงอกของอีกฝ่าย ช้อนสายตามองพร้อมร้องขอ “พาผมไปที่ชั้น 3 ที”

ไนท์ไม่ชอบความผูกพัน ไม่อยากยุ่งกับความสัมพันธ์ของคนอื่น แต่ทั้งที่รู้สึกแบบนั้นเขาก็ยังพาอีกฝ่ายเดินขึ้นบันไดไป ทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นแต่ก็ยังพาอีกฝ่ายไปที่ห้องนั้น

อีกฝ่ายต้องการหนี

ส่วนเขากำลังเบื่อ

มันก็แค่นั้น... 

 

????????????????????????????????????

 

            ทศพลกลับถึงบ้านตอนสี่ทุ่มครึ่ง ใจรู้ดีว่าต้องอาบน้ำก่อนแต่ร่างกายเหนื่อยล้าจนทิ้งตัวนอนลงบนโซฟาแล้วไม่อยากขยับเขยื้อนไปไหนอีก เขาคิดถึงไนท์ อยากจะส่งข้อความหาอีกฝ่ายแต่ก็ไม่มีเบอร์ ครั้นจะส่งอีเมลก็เกรงว่าจะใช้อีเมลงานกับเรื่องส่วนตัวมากเกินไป

            “พรุ่งนี้คงต้องขอเบอร์” เขาพึมพำ “อยากเจอจัง ทำอะไรอยู่นะ จะโกรธไหมนะ”

            ทศพลรู้สึกตัวตื่นจากเสียงปลุกของโทรศัพท์ พบว่าตัวเองยังอยู่บนโซฟาก็ตาลีตาเหลือกลุกขึ้นไปอาบน้ำ แต่งตัว คอและหลังของเขาปวดตึงไปหมด อนาคตเขาต้องฝืนตัวเองไปอาบน้ำก่อนให้ได้ ไม่อย่างนั้นคงได้ตื่นมาบนโซฟาพร้อมอาการปวดเมื่อยตามตัวแบบนี้อีก

            “ไปหาหมอนวดอีกดีไหมนะ”

            เขาออกจากบ้านเร็วกว่าปกติเพื่อแวะซื้อของกินจากตลาดข้างบริษัท หลังจากเดินวนอยู่พักใหญ่ก็ได้น้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋มา ทศพลซื้อเผื่อไนท์ ตั้งใจจะไปขอโทษอีกฝ่ายเรื่องเมื่อวาน

            ห้องทำงานของเขายังล็อคอยู่ บ่งบอกว่าจันจิรายังมาไม่ถึง เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก ถ้าเธออยู่คงต้องถามแน่ว่าที่เกินมาหนึ่งถุงเป็นของใคร หลังจากเก็บของเรียบร้อยแล้วก็หยิบถุงอาหารของไนท์ เดินลงบันไดหนีไฟไปยังชั้น 16

            ถึงทศพลจะรู้ว่าแผนกไหนตั้งอยู่ตรงไหนบ้างแต่เขาก็ไม่รู้ว่าใครนั่งตรงไหนบ้าง เขาด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ตรงแผนก HR เห็นพนักงานบางส่วนอยู่ในนั้นแล้ว ถึงหน้าโต๊ะจะมีป้ายชื่อและตำแหน่งวางอยู่ เขาก็ไม่สามารถมองได้อย่างทั่วถึง

            “Training and Development” ทศพลกวาดสายตามองเท่าที่จะทำได้

            “คุณเต้มีธุระอะไรเหรอครับ”

            เสียงทักจากด้านหลังทำเอาเขาสะดุ้งเฮือก อีกฝ่ายเป็นพนักงานที่คอยเดินแฟ้มเสนอเซ็นให้แผนก HR เขาเลยจำหน้าได้

            “พอจะทราบไหมครับว่าทศพล T&D นั่งตรงไหน”

            “อ๋อ พี่พลอยู่ห้องโน้น เดี๋ยวผมพาไป”

            “ไม่เป็นไรครับ แค่บอกทางก็พอ ขอบคุณมากครับ”

            ทศพลเดินไปตามทางก่อนจะหยุดลงหน้าห้องทางด้านขวามือ ไนท์กำลังยืนคุยอยู่กับเพื่อนร่วมแผนก พวกเขาหัวเราะเสียงดัง บรรยากาศรอบตัวไนท์แตกต่างจากตอนที่อีกฝ่ายอยู่กับเขา

            “มาหาใครคะ”

            ทศพลสะดุ้งอีกครั้ง เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยเงียบลง ไนท์หันมาเห็นก็รีบเดินมาหา ทศพลตกใจออกเดินโดยไม่รู้ตัว

            “พี่เต้”

            เขาหยุดเดิน หันกลับไปทางเสียงเรียกแล้วยื่นถุงของกินไปข้างหน้า ใบหน้าของเขาร้อนผ่าว ปากก็พูดทุกอย่างออกไปเอง

            “ซื้อน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋มาฝาก กินได้ใช่ไหม ชอบหรือเปล่า แพ้อาหารอะไรหรือเปล่า ขอโทษที่ไม่ได้ถามไว้ก่อน”

            ทศพลกำลังลดมือลงอีกฝ่ายก็รับถุงไปจากมือ

            “กินได้ครับ ผมไม่แพ้อาหาร”

            “งะ งั้นเหรอ น้ำเต้าหู้ไม่ได้ใส่น้ำตาลนะ ไม่ต้องห่วง”

            “จำได้ด้วยเหรอครับ ผมกินอาหารได้เกือบหมดล่ะครับ ไม่ค่อยเลือก ถ้าเป็นเครื่องดื่มก็ชอบน้ำเปล่า ไม่ก็กาแฟดำ” ไนท์โน้มศีรษะเข้าใกล้เอ่ยต่อด้วยเสียงกระซิบ “แล้วก็เหล้า”

            ทศพลหัวเราะก่อนจะสังเกตเห็นแผลบนฝ่ามือของอีกฝ่าย

            “มือโดนอะไรมา”

            คนโดนทักสะดุ้งเล็กน้อย รีบซ่อนมือข้างนั้นไว้ด้านหลัง

            “ไม่มีอะไรครับ โดนบาดนิดหน่อย”

            “เมื่อวานขอโทษด้วยนะที่เลื่อนนัด มีประชุมนอกสถานที่กะทันหัน กลับมาถึงก็ตามเคลียร์งานเยอะมาก”

            “ไม่ต้องคิดมากหรอกครับ ไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วย ผมเข้าใจ ขอบคุณสำหรับน้ำเต้าหู้นะครับ”

            “อะ อืม เจอกันนะ”

            ทศพลออกเดินได้ไม่กี่ก้าว เสียงของไนท์ก็ดังขึ้น

            “พี่เต้ครับ” อีกฝ่ายเดินตามมาพร้อมหยิบสมาร์ทโฟนออกจากกระเป๋ากางเกง “ผมขอเบอร์ไว้ได้ไหม”

            ทั้งคู่แลกเบอร์กัน กล่าวลากันอีกครั้ง คราวนี้ทศพลยังไม่ทันได้ออกเดิน ไนท์ก็ถามขึ้น

            “แล้วเสาร์ อาทิตย์ล่ะครับ ถ้าวันธรรมดางานยุ่ง แล้ววันเสาร์ อาทิตย์ล่ะ”

            “ว่าง! เสาร์ อาทิตย์...ว่าง...ตลอด” ทศพลตอบกลับทันที เสียงช่วงท้ายประโยคแผ่วลงเพราะรู้สึกได้ถึงความกระตือรือร้นเกินเหตุของตัวเอง

            “ถ้างั้นไว้วันเสาร์เราไปหาอะไรกินกันก็ได้ครับ ผมรอได้”

            “อืม ได้สิ” ทศพลกำลงจะเดินกลับ เขาก็ถามขึ้น “ยังมีอะไรอีกไหม”

            ไนท์หัวเราะ

            “ไม่ครับ ไม่มีแล้วครับ หรือพี่เต้ยังไม่อยากกลับห้อง”

            “กลับสิ กลับ” ทศพลเขินหน้าแดง รีบเดินขึ้นบันไดกลับห้องทันที


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น