อัปเดตล่าสุด 2021-05-12 12:00:30

ตอนที่ 4 ตอนที่ 5 เกิดมาสามสิบปี เพิ่งเคยจีบคนเป็นครั้งแรก

 “โปเต้ รุ่นนี้มันสมจริงมากเลยนะ” เพชรโทรศัพท์กลับมาทันทีที่เห็นรูปที่ทศพลส่งให้ในช่องแชทส่วนตัว “แต่น่าจะใหญ่ไปสำหรับมือใหม่อย่างโปเต้”

            ถึงอีกฝ่ายพูดมาเป็นเรื่องจริง แต่ทศพลก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแต่ละคนชอบคิดว่าเขายังไม่ประสีประสากับเรื่องอย่างว่า เห็นอย่างนี้เขาก็ดูหนังโป๊เป็น ช่วยตัวเองเป็นเหมือนกัน

            “ว่าแต่ที่แนะนำไปมันเป็นอีกแบบไม่ใช่เหรอ ทำไมได้อันนั้นมาแทนล่ะ”

            “คืองี้...”

ทศพลทำใจไว้แล้วตั้งแต่ตอนถ่ายรูปสินค้าส่งให้อีกฝ่าย ในเมื่อเขาตั้งใจจะปรึกษาอีกฝ่ายและคงมีอีกหลายครั้งแน่นอน สู้ให้รู้หมดเลยจะดีกว่า เขาเล่าตั้งแต่พัสดุที่สลับกันไปจนถึงที่อีกฝ่ายไม่เอาของคืนแล้วให้เป็นของขวัญ

“อุ๊ย ที่เขาให้นี่กะให้โปเต้ใช้ตอนคิดถึงเขาหรือเปล่านะ”

“จะบ้าเหรอไง”

“ล้อเล่นน่ะ ล้อเล่น ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ถึงได้สงสัยว่าเขาเป็นรับ เขาอาจจะไม่ได้ใช้เองก็ได้นี่”

“ให้เป็นรับยังจะดีกว่า”

“อะไรนะ”

“ก็ถ้าเป็นอย่างหลัง มันหมายความว่ามีแฟนแล้วไม่ใช่เหรอ”

“ยอมเป็นฝ่ายเสียบดีกว่าเสียเขาไปงี้เหรอ แหม ไม่เบานะ โปเต้”

“หยุดที” ใบหน้าของเขาร้อนจนใช้ทำอาหารแทนเตาไฟฟ้าได้แล้ว “ดีนะที่ยังไม่ได้ทำอะไร ไม่งั้นขายขี้หน้าแย่”

“อย่างโปเต้เนี่ยนะจะทำอะไร เสียดายเลย อยากจะเห็นตอนจีบคนอื่นสักครั้งเป็นบุญตา”

“แล้วแบบนี้ทำไงต่อดี”

“ถ้ามีแฟนแล้วก็จบ ทำอะไรไม่ได้หรอก”

“นั่นสินะ คนหล่อแบบนั้นยังจะเหลือมาได้ไง”

“หล่อขนาดไหนเชียว อ๊ะ พี่ภามมาละ แค่นี้ก่อนนะ เออ โปเต้ นั่นน่ะ ถ้าไม่ใช้ เอามาให้เราได้นะ”

“ไม่ให้!”

ปลายสายตัดไปก่อน ไม่รู้ว่าจะได้ยินคำตอบของเขาไหม ทศพลดันปฏิเสธไปแบบไม่ทันได้คิด ให้เพชรไปน่าจะได้ใช้ประโยชน์กว่า แต่ไนท์ให้มาทั้งทีจะไปให้คนอื่นต่อก็กะไรอยู่

ไนท์ให้มาทั้งที...

“ทำไมคิดอย่างกับเป็นของสำคัญงั้นแหละ!”

         “มันเอาไว้ตั้งโชว์ได้นะครับ”

คำพูดของไนท์แวบกลับเข้ามาในสมอง ทศพลไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายพูดเล่นหรือพูดจริง เขาจินตนาการถึงตอนไปบ้านอีกฝ่ายแล้วเปิดประตูไปเจอดิลโด้ 12 นิ้ววางโชว์บนชั้นวางของ

“บ้าเอ๊ย ไม่ได้สิ หยุดคิดถึงได้แล้ว”

มีความเป็นไปได้สูงมากว่าอีกฝ่ายจะมีแฟนแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้นเขาควรรีบตัดใจตั้งแต่ตอนนี้แล้วกลับไปเป็นทศพลคนเดิมที่ตั้งอกตั้งใจกับการทำงาน เรื่องพัสดุก็คลี่คลายแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปนึกถึงอีก ทุกอย่างกำลังจะกลับไปเป็นปกติ

 

ประชุมช่วงเช้าลากยาวไปจนถึงเที่ยงครึ่ง ผู้เข้าประชุมนั่งกินอาหารที่จัดเตรียมไว้ในห้อง เสียงพูดคุยเกี่ยวกับงานดังขึ้นเป็นระยะ ทศพลนั่งกินข้าวอยู่ตรงโต๊ะด้านหลัง ข้างกันมีทั้งเอกสารการประชุม สมุดจดและเครื่องบันทึกเสียง พอกลับถึงห้องทำงานก็พบแฟ้มเสนอเซ็นตั้งสูงเป็นคอนโด

“อันไหนไม่เกี่ยวกับเงินเอาเข้าไปก่อนเลยก็ได้ ยังมีเวลาก่อนที่คุณโรจน์จะมาใช่ไหม”

“ครับ ประมาณสามสิบนาที” ทศพลคัดแยกแฟ้มเสนอเซ็นแล้วยกไปไว้ในห้องทำงานของอนุวัฒน์ ตอนเดินออกเขาก็ปิดประตูตามหลัง

“ประชุมนานจังเลยวันนี้” จันจิราถามขึ้นโดยที่สายตายังจับจ้องบนจดหมายมากมายที่เตรียมส่งต่อให้แผนกอื่น

“เถียงกันนานนี่แหละ นอกเรื่องไปไกล”

ทศพลทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้นุ่ม ๆ ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากการทำงานนี่แหละคือสภาพปกติของเขา ไม่ทำให้เขาต้องฟุ้งซ่าน ชีวิตของเขาเป็นแบบนี้มานานแล้ว

“กลับบ้านกันดี ๆ ล่ะ” อนุวัฒน์ออกจากที่ทำงานตอนทุ่มครึ่ง

จันจิราบิดขี้เกียจบนเก้าอี้ก่อนจะเก็บข้าวของเตรียมกลับบ้าน

“ไปก่อนนะคะพี่เต้ รีบกลับล่ะ”

“อา เดี๋ยวพี่ปิดห้องก็ไปละ”

เขาตรวจความเรียบร้อยของห้องอนุวัฒน์อีกครั้งก่อนจะปิดไฟแล้วล็อคกุญแจ จากนั้นก็เก็บข้าวของลงกระเป๋า ปิดไฟในห้องเพื่อกลับบ้าน เขาไม่ลืมแวะไปบอกลาแม่บ้านที่ห้องพักผ่อนก่อนจะเรียกลิฟต์ลงไปชั้นล่าง เขาเลี้ยวไปทางจุดแสกนเวลาเข้าออกของบริษัท

ทศพลอีกคนนั่งดูสมาร์ทโฟนอยู่บนม้านั่งริมทางไม่ไกลจากจุดแสกนบัตรพนักงาน

“ไนท์ ยังไม่กลับบ้านเหรอ”

ทันทีที่เจ้าของชื่อเห็นว่าเป็นใครก็รีบลุกขึ้นยืน เก็บสมาร์ทโฟนลงกระเป๋ากางเกง

“เลิกงานแล้วเหรอครับ ดึกกว่าที่คิดไว้อีก”

“นี่ไวแล้วล่ะ บางวันอยู่ถึงสามสี่ทุ่มก็มี”

“อ้อ ผมเคยเห็นพวก payroll อยู่ดึกแบบนั้นเหมือนกัน”

“แล้วนี่รอใครอยู่เหรอ” ทศพลอดคิดไม่ได้ว่าบางทีแฟนของอีกฝ่ายอาจจะทำงานที่นี่เหมือนกัน

“รอพี่เต้สิครับ”

คำตอบต่างจากที่คิดไว้ลิบลับ

“รอทำไม”

“รอกินข้าวเย็นด้วยกัน ผมไม่ได้เมลบอกก่อนเพราะกลัวว่าพี่จะปฏิเสธ”

“ดักรอแบบนี้กะไม่ให้ปฏิเสธใช่ไหมล่ะ”

“ใช่” อีกฝ่ายตอบชัดถ้อยชัดคำ “ทำแบบนี้อึดอัดหรือเปล่า”

เสียงหัวใจเต้นของทศพลดังก้องอยู่ในหู เล่นถามตรง ๆ แบบนี้ก็ยากที่จะตอบได้อย่างมั่นใจ แต่ที่แน่ ๆ ความรู้สึกตอนนี้ไม่ใช่ความอึดอัด ทำตัวไม่ถูกน่าจะเหมาะกว่า

“เปล่าหรอก” เขาลังเลว่าควรถามออกไปดีไหม มีแฟน หรือไม่มีแฟน จะได้รู้กันชัด ๆ ไปเลย

“พี่เต้อยากกินอะไรครับ” อีกฝ่ายออกเดิน เขาเลยรู้สึกว่าพลาดโอกาสถามไปแล้ว เห็นทีคงต้องหาจังหวะใหม่

“อยากกินพิซซ่า ไนท์กินพิซซ่าได้หรือเปล่า”

“กินได้ครับ ของโปรดเลย มีร้านอร่อยอยู่ใต้ BTS อโศก”

“ร้านนั้นผมรู้จัก ไป ๆ”

ช่วงค่ำแบบนี้สถานีรถไฟฟ้าก็ยังมีคนพลุกพล่าน ผู้โดยสารเบียดเสียดอยู่ในตัวรถ ทศพลหาที่ยืนไม่ไกลจากทางออกเพราะต้องลงในอีกไม่กี่สถานีข้างหน้า ไนท์ยืนอยู่ข้าง ๆ แขนของพวกเขาชนกันตอนจับห่วง ทศพลใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวติดกระดุม ส่วนอีกฝ่ายพับแขนเสื้อขึ้นเกือบถึงศอก เผยให้เห็นนาฬิกาอัจฉริยะสาย Sport band สีน้ำเงินแบบที่เขาเคยคิดจะซื้อแต่ไม่ได้ซื้อเสียที

ทศพลเสียหลักเล็กน้อยตอนรถไฟออกตัว ได้กลิ่นกุหลาบจากตัวอีกฝ่าย เป็นกลิ่นที่ต่างจากกุหลาบสดแต่ให้ความหอมบาดลึกน่าหลงใหล ยิ่งมองหน้า ทศพลก็ยิ่งไม่อยากเชื่อว่าเขาจะเจอคนที่ตรงสเปคตัวเองได้ขนาดนี้

เสียงประกาศสถานีดังขึ้นพร้อมกับรถไฟที่กำลังชะลอความเร็วลง ไนท์คว้าแขนทศพลแล้วกล่าวขอทางไปจนถึงหน้าประตู พอออกจากรถไฟได้อีกฝ่ายก็ปล่อยมือ ทศพลรู้สึกโหวงเหวงขึ้นมาทันที

พวกเขาเดินไปที่ร้านโดยไม่ได้พูดอะไรกันมากนัก หลังจากได้ที่นั่งและสั่งอาหารเรียบร้อยแล้ว โต๊ะของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความเงียบ

ทศพลยังรับรู้ได้ถึงน้ำหนักจากฝ่ามือของอีกฝ่าย เขาเอาแต่นั่งจ้องแขนตัวเองอยู่อย่างนั้น

“ปกติเลิกงานแล้วพี่เต้ทำอะไรเหรอครับ”

“ฮะ เออ ก็ไม่ได้ทำอะไร ส่วนมากก็กลับบ้านเลย ไนท์ล่ะ”

“ไปนั่งดื่มตามคลับ”

“ผมไม่เคยไปที่แบบนั้นเลย” ทศพลสัมผัสได้ถึงความแตกต่างระหว่างกัน

“ถ้าพี่สนใจ ผมพาไปได้นะ ที่ ๆ ผมไปให้เข้าได้เฉพาะสมาชิกกับคนรู้จักเท่านั้น”  

สถานบันเทิงที่ให้เข้าได้เฉพาะสมาชิก คงจะเป็นสถานที่พิเศษในระดับหนึ่ง ถึงจะอยากรู้อยากเห็นแต่ทศพลก็คงไม่กล้าไป

“ผมไม่ชอบดื่มเหล้า แถมไม่ชอบเต้นด้วย ไปแล้วก็ไม่รู้จะทำอะไร”

“ที่นั่นมีอะไรให้ทำมากกว่านั้นนะครับ”

ไนท์เฝ้าสังเกตปฏิกิริยาของทศพล ยากที่จะชี้ชัดได้ว่าอีกฝ่ายคิดเห็นอย่างไรแต่ที่มั่นใจคืออีกฝ่ายไม่เข้าใจความหมายของเขา ปกติแล้วคนที่ไม่กินเหล้า ไม่เที่ยวกลางคืน สนใจอยู่แต่งาน มักน่าเบื่อสำหรับเขา แต่คนตรงหน้าห่างไกลจากคำนั้นลิบลับ เขาอยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะทำตัวยังไงถ้าเขาพาไปที่ Late Night จะมีสีหน้าแบบไหนถ้าได้เห็นห้องลับเฉพาะพวกนั้น

จะกลัว จะหนี หรือว่ายอมรับ

“ไนท์ พิซซ่ามาแล้วนะ ไม่กินเหรอ เดี๋ยวผมกินหมดหรอก”

ถ้าเป็นสองอย่างแรกเขาคงทำใจไม่ได้

ทำใจไม่ได้ เขาเนี่ยนะ?

“หัวเราะอะไรน่ะ”

“เปล่าครับพี่เต้ กินเถอะ”

ทศพลขมวดคิ้ว มองทศพลคนอายุน้อยกว่ากินพิซซ่าอย่างเอร็ดอร่อย บรรยากาศแบบนี้มันจั๊กจี้หัวใจอย่างบอกไม่ถูก

“ไนท์”

“ครับพี่เต้” อีกฝ่ายหันมาสบตา

“เปล่า เปล่า ไม่มีอะไร” ทศพลเงอะงะ โบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน ใบหน้าของเขาร้อนผ่าว ต่อว่าความปากไวของตัวเอง แค่รู้สึกอยากเรียกก็ดันเรียกชื่อออกไปเสียอย่างนั้น แต่ก็ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะเรียกกลับ แถมยังสบตาอีก

เขาเป็น ‘คุณเต้’ และ ‘พี่เต้’ ให้ใครตั้งหลายคน แต่ไม่เคยมีคนไหนทำเขาเสียอาการได้เท่านี้มาก่อน

“คราวนี้ให้ผมเลี้ยงเถอะ พี่เต้เลี้ยงผมไปแล้ว” ไนท์ไม่รีรอยื่นบัตรเครดิตให้พนักงาน

“ขอบคุณนะ” ทศพลตอบ “คราวหน้าหารกันนะ”

“คราวหน้า? พี่เต้ติดใจผมเหรอ”

“ใช่” พูดจบทศพลก็เดินหนีออกจากร้าน ไม่รอดูด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายได้ยินหรือเปล่า

ทศพลเข้าใจว่าพวกเขาจะได้ลากันตรงสถานีรถไฟฟ้ากลับกลายเป็นว่าพวกเขานั่งรถไฟไปทางเดียวกัน คราวนี้เขาเลยเอาแต่เวิ่นเว้ออยู่ในหัวว่าเมื่อครู่อีกฝ่ายได้ยินหรือไม่ ถ้าได้ยินทำไมไม่พูดอะไร หรือสุดท้ายแล้วไม่ได้ยินกันแน่ พอมีเวลาได้ทบทวนก็ต่อว่ากับความใจกล้า หน้าด้านของตัวเองที่พูดอะไรแบบนั้นออกไป

เสียงประกาศสถานีของเขาดังขึ้น ทศพลหันไปลา

“เจอกันพรุ่งนี้นะ”

“ได้ครับ มื้อเที่ยงเนอะ” ไนท์ยิ้มกว้าง ทศพลเข้าใจได้ทันทีว่าอีกฝ่ายได้ยินที่เขาตอบแต่ทำเป็นไม่รู้ ไม่ชี้

เขาก่นด่าตัวเองในใจขณะเดินกลับคอนโด อายุมากกว่าแท้ ๆ แต่กลับปล่อยให้อีกฝ่ายปั่นเขาเล่นแบบนั้น พอกลับถึงห้อง ทศพลก็อดไม่ได้ที่จะโทรไปเล่าให้เพชรฟัง เขานึกว่าจะได้ยินน้ำเสียงดี๊ด๊าของเพื่อนแต่กลับได้ยินอย่างอื่นมาแทน

“เปลี่ยวแหละ ดูออก หัดชักออกซะบ้างนะ”

“ทำไมต้องลากทุกอย่างเข้าเรื่องนั้นด้วย”

“เพราะเรื่องนั้นคือทุกอย่างยังไงล่ะ” เพชรตอบกลับทันที “ว่าแต่จะไปจีบเขาแต่เหมือนโดนเขาจีบอยู่เลยนะ”

“ถ้าเขาจีบได้แสดงว่าไม่มีแฟนสินะ”

“สำหรับบางคนมีแฟนแล้วก็ยังจีบได้ ยิ่งคนหล่อยิ่งไม่น่าไว้ใจ อ๊ะ แต่พี่ภามไว้ใจได้”

ทศพลหมั่นไส้กับน้ำเสียงของอีกฝ่าย

“ไม่น่าจะมีหรอก เขาเที่ยวกลางคืนด้วย”

“เที่ยวกลางคืน หืมม” เพชรเงียบไปนานจนทศพลต้องเร่ง “โปเต้จะรับมือกับคนเที่ยวกลางคืนไหวเหรอ”

“รับมือพี่อาร์ตได้ คนอื่นไม่น่ายากแล้วล่ะ ว่าแต่คนเที่ยวกลางคืนมันไม่มีตรงไหน ลี่ยังเที่ยวเลย”

“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย ทำไมต้องปกป้องขนาดนั้นด้วย”

“ไม่ได้ปกป้อง” เขารีบแย้ง

“โปเต้”

“อะไร ทำไมทำเสียงแบบนั้น”

“เราแค่อยากเตือนไว้ก่อนเพราะเห็นว่าเป็นครั้งแรกของโปเต้ อย่าเพิ่งเทใจไปทั้งหมดล่ะ เขาอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นก็ได้”

ทศพลไม่มีอะไรไม่ไปแย้ง ไม่สามารถหยอกล้อกลับได้ด้วยซ้ำหลังได้ยินน้ำเสียงจริงจังของเพชร จริงอยู่ที่เขาไม่ได้รู้จักอีกฝ่ายดีพอ แต่ถ้าพลาดโอกาสนี้ไปแล้ว เขาไม่คิดว่าตัวเองจะได้เจอคนแบบไนท์อีก

“อ้อ! แล้วถ้าเขาชวนไปบ้าน อย่าลืมสวนก่อนไปด้วยล่ะ”

“ยังอีก!”

ทศพลวางสาย สุดท้ายแล้วอีกฝ่ายก็ลากเข้าเรื่องอย่างว่าจนได้ เขาลากเท้าไปที่ห้องนอน เห็นกล่องพัสดุข้างตู้เสื้อผ้า นอกจากเปิดมาถ่ายรูปให้เพชรดูแล้ว เขาก็ไม่ได้แตะมันอีก ยังไม่ได้แกะกล่องของชิ้นนั้นด้วยซ้ำ

ถ้าอนาคตได้เป็นแฟนกันมันก็ต้องมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น...

“ไม่ไหวหรอก ไม่ไหว อย่าเพิ่งคิดดีกว่า”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น