อัปเดตล่าสุด 2021-07-29 12:01:45

ตอนที่ 27 ตอนที่ 28 ความเหงาของคนที่อยู่คนเดียว

 

         “พี่เต้ไหวไหม เดี๋ยวผมทำอะไรให้กินแล้วกินยานะ”

            ไนท์ลูบมือร้อน ๆ ของอีกฝ่าย ปวดใจที่ต้องเห็นทศพลนอนซม เมื่อวานอีกฝ่ายบ่นปวดเมื่อยตามร่างกาย เขาเลยช่วยนวด คอยดูแลทั้งวัน เช้าวันนี้กลับตื่นขึ้นมาพร้อมไข้ขึ้นเสียได้

            “อืม ไหว ไปทำงานไหว” ทศพลพูดทั้งที่ยังหลับตา

            “ไม่ไหวครับ พี่ต้องพัก”

            “ไนท์” ทศพลคว้าแขนอีกฝ่ายที่กำลังลุกพร้อมลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก “ที่ผมเป็นแบบนี้ไม่ใช่เพราะไนท์นะ”

            ไนท์รู้สึกเหมือนมีของแหลมเสียดแทงใจอยู่วูบหนึ่ง

            “ครับ ทราบแล้วครับ นอนต่อเถอะครับ เดี๋ยวผมยกอาหารกับยาขึ้นมาให้”

            “ไปทำงานเถอะ” ทศพลพูดขึ้นแต่อีกฝ่ายปิดประตูออกจากห้องไปแล้ว

            เขาพลิกตัวนอนหงาย อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นจนอึดอัด อยากนอนแต่ก็ไม่อยากนอน กังวลเรื่องที่ทำงานจนต้องโทรศัพท์ไปหาจันจิรา

            “แจน วันนี้พี่ไม่ได้ไปทำงานนะ”

            “พี่เต้ไม่สบายเหรอคะ เสียงถึงเป็นแบบนั้น”

            “อืม ตื่นมาปวดหัว ตัวร้อนน่ะเลยไปทำงานไม่ไหว วันนี้พี่อาร์ตมีประชุมกับการตลาดตอนสิบโมงนะ ตอนบ่ายโมงมีนัดกับคุณนาตาลี แล้วก็อย่าลืมเตือนพี่อาร์ตเรื่องสัญญาเช่าที่ของชั้น 10

“พี่เต้คะ ไม่ต้องห่วงทางนี้ค่ะ แจนดูแลได้” จันจิราตัดบท 

“พี่เต้กินยาหรือยังคะ พี่อยู่คนเดียวด้วย ให้แจนสั่งอาหารไปส่งไหม”

            “ไม่เป็นไร แฟนอยู่ด้วย”

            “งั้นพักผ่อนเยอะ ๆ นะคะ หายไว ๆ ค่ะ” ปลายสายเอ่ยเสียงใสก่อนจะวางสายไป

            ทศพลวางโทรศัพท์ไว้ที่เดิมก่อนหลับตาลง ไม่ถึงนาทีเขาก็ลืมตาเบิกกว้าง 

            แฟนอยู่ด้วย

            ทศพลตัวร้อนอยู่แล้วเลยแยกไม่ออกว่าความรู้สึกแบบนี้มันคืออะไร นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาแทนไนท์ว่าแฟน ถึงเป็นแฟนกันมานานแล้วแต่ก็ไม่นึกว่าคำนั้นจะออกจากปากเขาได้อย่างเป็นธรรมชาติ คงเพราะป่วยอยู่สติสตังเลยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

            “แฟนเหรอ”

ทศพลพึมพำกับตัวเอง อยากรู้ว่าไนท์จะมีปฏิกิริยาแบบไหนถ้าเขาเรียกว่าแฟนต่อหน้า

            ทศพลครึ่งหลับครึ่งตื่นตอนที่ไนท์เปิดประตูเข้ามาในห้อง กลิ่นหอมของกระเทียมเจียวทำให้รู้ว่าอาหารคือข้าวต้มทรงเครื่อง 

แม้ว่ากลิ่นหอมจะเย้ายวนชวนชิมแต่เขาก็ไม่มีความอยากอาหารเลยแม้แต่น้อย

            “พี่เต้ลุกขึ้นมากินหน่อยเถอะ จะได้กินยาแล้วนอนหลับยาว” 

ไนท์เช็คอุณหภูมิที่หน้าผาก มือของเขาร้อนผ่าว

            ทศพลทำตัวว่าง่าย ยันตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ร่างกายปวดร้าวไปหมด

ไนท์นำโต๊ะตัวเล็กมากางให้บนที่นอนเพื่อให้เขากินข้าวได้สะดวก

“ไนท์กินอะไรหรือยัง”

“ยังครับ พี่กินเสร็จแล้วผมค่อยกิน ไม่อร่อยเหรอครับ”

“เปล่า แค่ไม่อยากกิน กินไม่ลง” ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ทศพลก็พยายามตักข้าวต้มเข้าปากไปเรื่อย ๆ ในห้องมีแค่เสียงของเขาโดยที่ไนท์เอาแต่มอง ทศพลเห็นสีหน้ากังวลก็อดพูดออกมาไม่ได้ “แค่ไม่สบายเอง ใคร ๆ ก็เป็นกัน”

ไนท์อยากแย้งแต่เขาก็ไม่พูดอะไร นั่งหน้าหมองมองทศพลกินข้าวต้มจนหมด หลังจากให้อีกฝ่ายกินยา เขาก็นำผ้าชุบน้ำมาช่วยเช็ดใบหน้า เช็ดแขนและตามข้อพับต่าง ๆ ระหว่างนั้นทศพลก็ยิ้มไม่หุบทำเอาเขาเผลอยิ้มตาม

“พยายามนอนให้หลับนะครับ ตื่นมาจะได้สดชื่นขึ้น” 

“อืม” ทศพลมองไนท์ที่กำลังเก็บของเตรียมออกจากห้อง เขากำลังต่อสู้กับตัวเองระหว่างลองเรียกกับไม่เรียก หัวใจเต้นรัวมองไนท์เดินใกล้ประตูขึ้นทุกที “แฟนครับ”

ไนท์หยุดชะงักหน้าประตูห้องนอน เขาหันกลับมา ถามขึ้นด้วยสีหน้าไม่มั่นใจ

“พี่ พูดอะไรนะครับ”

“แฟนครับ” ทศพลทวนคำก่อนจะดึงผ้าห่มปิดหน้าตัวเอง

“พี่เต้ใจร้ายจัง พูดจาน่ารักแบบนั้นโดยที่ผมทำอะไรไม่ได้”

ทศพลเปิดผ้าห่มบ่งบอกให้อีกฝ่ายขึ้นเตียง ไนท์วางชามลงบนชั้นวางของก่อนจะขึ้นไปนอนข้าง ๆ ห่มผ้าให้ดี ๆ

ทศพลพูดขึ้นโดยที่ยังหลับตา

“ไนท์ชอบให้เรียกแบบไหนเหรอ ไนท์ หรือว่าแฟน หรือว่า” ทศพลเว้นวรรค “นายท่าน”

ที่รัก

ไนท์อ้าปากค้างกับความคิดชั่ววูบของตัวเอง ใบหน้าของเขาร้อนผ่าวแข่งกับคนเป็นไข้ ยังดีที่ทศพลหลับตาเลยไม่เห็นสีหน้าของเขาในตอนนี้

“เรียกแบบที่พี่อยากเรียกนี่แหละครับ ขอแค่เป็นพี่เรียก ผมชอบทั้งนั้น”

“ที่เรียกเมื่อกี้ ใจเต้นหรือเปล่า” ทศพลลืมตาขึ้นมาประสานสายตากับไนท์พอดิบพอดี

“พี่ล่ะครับ อยากให้ผมเรียกว่าอะไร พี่เต้ โปเต้ สุด...” คนพูดชะงัก

“สุด?”

ไนท์นอนหงายทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ คิ้วของทศพลแทบจะผูกกันเป็นโบ พยายามค้นหาว่าสุดที่ว่ามาจากสุดอะไร มันจะมีคำเรียกไหนขึ้นต้นด้วยสุดได้บ้าง นอกจาก...

คนป่วยอมยิ้ม ยันตัวขึ้นเล็กน้อยเพื่อกระซิบข้างหูคนสบายดี

สุดที่รัก

คนพูดก็อาย คนฟังก็อาย ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากัน ไม่กล้าขยับเขยื้อนตัวไปไหน แม้แต่หายใจยังต้องระวัง

“นอนได้แล้วครับ เดี๋ยวก็ไม่หายสักที” ไนท์พูดขึ้นพลางขยับตัวเตรียมลงจากที่นอน ทศพลรั้งแขนเสื้อไว้เสียก่อน “มีอะไรเหรอครับ”

อีกฝ่ายไม่ตอบราวกับทิ้งปริศนาให้ไนท์เป็นฝ่ายหาคำตอบ 

ไนท์กอดอีกฝ่ายแนบอกพร้อมจุมพิตลงบนหน้าผาก พอเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของทศพลก็รู้ว่าเข้าใจถูก

“ฝันดีครับ”

ไนท์หยิบชามแล้วเดินลงไปชั้นล่าง โล่งอกที่อีกฝ่ายไม่เป็นอะไรมาก แต่ก็ห่วงจนกินอะไรไม่ลง สุดท้ายเลยต้องกลับมาในห้องของทศพลพร้อมหนังสือหนึ่งเล่ม นั่งบนพื้นเฝ้าอีกฝ่ายไป อ่านหนังสือไป

 

“อื้อ อื้อ!

ไนท์สะดุ้ง รีบหันไปทางต้นเสียง รับหมัดของทศพลอย่างจังเข้าที่คาง อีกฝ่ายลืมตาขึ้นมาโดยที่ยังออกหมัดค้าง

“หือ” เจ้าตัวยังสะลึมสะลือ ไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น

“พี่เต้ฝันอะไรครับ” ไนท์นวดกรามตัวเอง 

“แมลงสาบบินมาตรงหน้า”

“ก็เลยต่อย?”

“เอ๊ะ ผมต่อยไนท์เหรอ ขอโทษครับ” ทศพลรีบลุกขึ้นนั่ง เห็นอีกฝ่ายนั่งบนพื้นก็ถามขึ้น “ทำไมมานั่งตรงนี้ล่ะ”

“ไม่อยากให้พี่ตื่นมาแล้วไม่เห็นใคร” ไนท์ตอบกลับ “รู้สึกดีขึ้นหรือยังครับ”

ทศพลหายปวดหัวแล้ว ที่รู้สึกร้อนวูบวาบแบบนี้ไม่น่าจะเป็นเพราะไข้ขึ้น ไนท์มองเขาด้วยสายตาห่วงใย เห็นแล้วอยากลูบศีรษะอย่างไรชอบกล

ทศพลปัดความคิดนั้นทิ้งอย่างรวดเร็ว

“อืม ดีขึ้นเยอะแล้ว ไนท์เป็นอะไรมากไหม เจ็บหรือเปล่า”

“นิดหน่อยครับ ไม่นึกว่าพี่จะหมัดหนักขนาดนี้”

“เคยเรียนชกมวยตอนอยู่มหาลัยน่ะ”

ไนท์คาดไม่ถึงเพราะรูปร่างของทศพลไม่ได้บ่งบอกว่าเป็นคนชอบเล่นกีฬา แถมยังชกมวยอีก

“มหาลัยบังคับให้เรียนพละด้วย เพื่อนเลยชวนเรียนชกมวย” ทศพลอธิบาย “แต่เรียนจบก็คืนทุกอย่างไปหมดแล้ว ให้ไปต่อยอะไรใครไม่ได้หรอก”

“ต่อยได้แค่แมลงสาบ” ไนท์หัวเราะขบขัน ทศพลนั่งเขิน “พี่คิดยังไงถึงได้ต่อยแมลงสาบเนี่ย”

“ก็มันบินมาเลยนะ” เขาแย้ง ไม่เข้าใจตัวเองในฝันเหมือนกัน ทศพลเห็นหนังสือในมืออีกฝ่ายเลยถามขึ้น “ไนท์อ่านอะไรอยู่เหรอ”

“นิยายสืบสวนที่ซื้อมาเป็นปีแล้วครับ ไหน ๆ ก็นั่งเฝ้าพี่แล้วเลยเอามาอ่านซะเลย”

“ที่จริงไม่ต้องเฝ้าขนาดนี้ก็ได้” ทศพลรู้สึกผิด แถมไนท์ยังนั่งพื้นอีก เขาดึงอีกฝ่ายให้ขึ้นมานั่งบนเตียง

“เวลาอยู่คนเดียว ตอนที่รู้สึกแย่ที่สุดก็ตอนไม่สบายนี่แหละครับ ต้องหายากินเอง ทำอะไรกินเอง ดีนะที่พี่ป่วยที่บ้านผม ถ้าอยู่ที่คอนโดคนเดียวจะทำยังไง”

มีไม่กี่ครั้งที่ทศพลจะป่วยหนักถึงขั้นต้องลา แต่อย่างที่ไนท์บอก เวลาป่วยแล้วต้องอยู่คนเดียวมันทำให้เขาคิดถึงบ้านอย่างบอกไม่ถูก

“ถ้าไนท์ไม่สบาย ไนท์โทรหาผมเลยนะ ผมจะรีบมา” ทศพลไม่กล้าสบตาเลยมองผ้าปูที่นอนไปพลาง ๆ

“ไม่หรอกครับ” ทศพลใจหายแวบกับคำตอบ เงยหน้าขึ้นมาประสานสายตากับไนท์พอดิบพอดี อีกฝ่ายคลี่ยิ้มบางแล้วพูดขึ้น 

“ตอนนั้นเราน่าจะอยู่ด้วยกันแล้ว”

หัวใจของทศพลเต้นเร็วขึ้นจนรู้สึกได้ เสียงของมันดังก้องหูจนน่ารำคาญ สมองตีความคำพูดของไนท์ไปต่าง ๆ นานา

ไนท์รู้ดีว่าถ้าไม่พูดตรง ๆ ทศพลอาจจะไม่เข้าใจ เขาจับมืออีกฝ่ายแล้วถามขึ้น

“พี่เต้ย้ายมาอยู่กับผมไหม”

“เอ๊ะ” ทศพลอ้าปากค้าง ใจอยากตอบตกลงแต่ก็มีบางอย่างทำให้ลังเล “มันเร็วเกินไปหรือเปล่า เราคบกันได้ไม่กี่เดือนเอง ยังไม่เคยทะเลาะกันเลยด้วยซ้ำ”

“นั่นสินะครับ” ไนท์มองมือที่ยังประสานกันแน่นบนที่นอน “ที่เรายังไม่เคยทะเลาะกันอาจเพราะเราเข้ากันได้ดี หรือไม่ก็มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำลังตามใจอีกฝ่ายมากเกินไป”

ทศพลมองหน้าคนพูด เขาตามใจอีกฝ่ายหรืออีกฝ่ายกำลังตามใจเขา ฝ่ายนั้นที่ว่าคือใครกันแน่

“ขอโทษที่ทำให้คิดมากครับ พี่เต้ไม่สบายอยู่แท้ ๆ” ไนท์ผงกศีรษะลง “ผมกลัวว่าพี่ต้องอยู่คนเดียวก็เลยพูดไปโดยไม่ทันคิดให้ดี”

“เวลาไนท์ไม่สบายคงลำบากแย่สินะ”

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ” ไนท์ยิ้มแห้ง “ผมก็โทรไปหาแม่นี่แหละ ทั้งที่แม่อยู่ไกล มาหาไม่สะดวกแต่ก็โทรไปรบกวน ทำให้แม่กังวลไปอีก แต่มันก็ทำให้สบายใจขึ้น”

“ไนท์ไม่ค่อยได้กลับบ้านเหรอ” 

“ตอนแรกตั้งใจจะกลับปีละครั้งแต่ไป ๆ มา ๆ ก็ไม่ได้ไปหานานเลย แต่ก็โทรคุยกันบ้างนะครับแล้วก็จะโดนบ่นเรื่องเดิม ๆ”

ทศพลสงสัยว่าจะเป็นเรื่องเดียวกันกับเขาหรือเปล่าแล้วก็ได้คำตอบ

“ทำไมต้องถามหาแฟนตลอดก็ไม่รู้” ไนท์ถอนหายใจ

“ที่บ้านรู้เรื่องไนท์หรือเปล่า”

“เรื่องที่ผมเป็นเกย์น่ะเหรอครับ คิดว่าไม่ แล้วผมก็คงไม่บอก แทนที่จะบอกกับที่บ้านว่าผมชอบผู้ชาย ผมคงพาแฟนไปหาเลยมากกว่า”

“แบบนั้นที่บ้านก็ตกใจแย่สิ”

“พี่ไม่คิดว่ามันแปลกเหรอครับ” ไนท์ถามแบบไม่ได้ต้องการคำตอบ “ใครก็ไม่รู้ตั้ง default ไว้ว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงต้องชอบผู้ชาย เกิดเป็นผู้ชายต้องชอบผู้หญิง ใครที่หลุดจาก default พวกนั้นต้องมาคอยถามตัวเองว่าผิดปกติตรงไหน ทำไมไม่เหมือนคนอื่น กลายเป็นสิ่งที่เราเลือกทั้งที่มันคือสิ่งที่เราเป็น อีกคำถามที่ผมว่าแปลกคือการถามว่าเป็นเกย์ตอนไหน รู้ได้ไงว่าชอบเพศเดียวกัน คนที่ชอบเพศตรงข้ามไม่เห็นต้องมานั่งทบทวน ขบคิดหาคำตอบเลย เพราะค่าตั้งต้นพวกนั้นทำให้หลายคนต้องทุกข์ทรมานกับการหาคำตอบ ผมไม่เคยคิด come out กับใครทั้งนั้น ถ้าเขารู้ก็คือรู้ ไม่รู้ก็เรื่องของเขา”

มุมมองของไนท์ทำให้ทศพลนึกถึงสมัยเรียน เขาพยายามทำให้ตัวเองเหมือนคนปกติ ไม่อยากให้ใครรู้ถึงตัวตนเพราะกลัวว่าจะไม่ได้รับการยอมรับ กลัวโดนล้อ กลัวอะไรต่อมิอะไรมากมาย กระทั่งวันนั้น วันที่มิรินใส่เครื่องแบบกระโปรงไปเรียน วันที่เธอบอกกับเพื่อนร่วมภาควิชาว่าชื่อมิริน หลายคนยังเรียกเธอด้วยชื่อเดิมด้วยซ้ำ บางคนเยาะเย้ยเธอลับหลัง คนต่างคณะเรียกเธอด้วยคำดูถูก เหยียดหยาม มิรินคนนั้นก็ยังเป็นตัวของตัวเองเสมอมา

“สำหรับผม ถ้าไม่ได้ความกล้าของมิรินในวันนั้นคงพยายามทำตัวเหมือนคนปกติต่อไป”

หึ!

นั่นเป็นครั้งแรกที่ทศพลได้ยินเสียงหัวเราะถากถางจากไนท์

“ปกติที่ว่าคืออะไรเหรอครับ พี่เต้จะจีบผู้หญิงเพื่อบอกคนอื่นว่าเป็นคนปกติเหรอครับ พี่เต้ก็ติดอยู่ในค่าตั้งต้นพวกนั้นเหมือนกัน” ไนท์มองหน้าทศพลก่อนพูดต่อ “ขอโทษครับที่ผมพูดจาใจร้ายออกไป ผมไม่ได้รู้จักพี่เต้ในตอนนั้น เลยไม่รู้ว่าปกติของพี่กับไม่ปกติของพี่แตกต่างกันอย่างไร”

ทศพลฉุกคิด ตัวเขาก่อนหน้ามิรินกับหลังมิรินมีอะไรต่างไปจากเดิม

“ไม่มี” เขาพึมพำ “ก็แค่เปลี่ยนความคิดตัวเองได้เท่านั้น ยังทำตัวเหมือนเดิม แค่คิดได้ว่าไม่ต้องสนใจสายตาคนอื่น ความคิดของคนอื่น ถึงอย่างนั้นการได้เห็นคนอื่น come out มันเพิ่มความกล้าให้ เขาทำได้ เขาเป็นตัวของตัวเองได้ เราก็น่าจะทำได้เหมือนกัน ตอนผมบอกเพื่อนสนิทมันทำให้ผมสบายใจขึ้นมาก แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะได้ผลตอบรับที่ดี ”

“จู่ ๆ มันก็กลายเป็นความโชคดีไป เพราะมีคนรอบข้างดี มีคนเข้าใจเลยเป็นตัวเองได้ ถ้าทุกคนเป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่มีใครมาตัดสินก็คงดี ว่าแต่ทำไมอยู่ ๆ ถึงคุยเรื่องนี้นะ ขอโทษครับ”

“ไม่หรอก ผมอยากคุยกับไนท์ได้ทุกเรื่อง มีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง อยากคุยได้ตลอด”

“แล้วถ้าจู่ ๆ บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปล่ะครับ เสียงคุยเบาลง เงียบลง...”

ต่างฝ่ายต่างสบตากัน ศีรษะอยู่ใกล้กันจนรับรู้ได้ถึงไอร้อนปะทะใบหน้า

“เดี๋ยวก็ติดหวัดหรอก” ทศพลเบือนหน้าหนีก่อน หัวใจเต้นรัวจากความคาดหวัง

“พี่เต้คิดอะไรอยู่นะ ผมถึงจะติดหวัดจากพี่ได้” คนถูกถามมองค้อน ส่วนคนแหย่ก็ยิ้มแห้ง ไนท์ใช้นิ้วชี้แตะริมฝีปากนุ่มละมุนอย่างแผ่วเบา “เอาไว้หายดีเมื่อไร ค่อยคิดบัญชีทีเดียว”

“คิดบัญชีอะไร”

“ไหนจะโดนต่อย ไหนจะโดนอ้อน ไหนจะโดนพูดจาน่ารัก ๆ ใส่ เห็นใจคนที่ต้องอดทนบ้างสิครับ”

“เอาแต่คิดลามกอยู่ได้” ทศพลเบี่ยงตัวหนีจากมืออีกฝ่าย

“เพราะแบบนั้นถึงเข้ากันได้ดีไม่ใช่เหรอครับ”

ทศพลทิ้งตัวลงนอนหวังหนีจากความเป็นจริง ไนท์หัวเราะร่วนกับท่าทางเก้อเขินของอีกฝ่าย เขาล้มลงนอนตาม

“เดี๋ยวก็ติดหวัดหรอก” ทศพลแย้ง

“แค่กอดเอง จะติดได้ไงล่ะครับ” ไนท์ซุกไซ้หลังคอคนในอ้อมแขน “พี่เต้อย่าต่อยผมนะ”

“ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมขอโทษ” ทศพลนอนนิ่งน้อมรับความผิด 

“ว่าแต่ไนท์จะแกล้งผมไม่เลิกเลยใช่ไหม”

“ทำใจไว้ได้เลยครับพี่” 

 

วันรุ่งขึ้นทศพลก็อาการดีขึ้นจนกลับไปทำงานได้ตามปกติ จันจิราทำงานได้ดีจนงานทุกอย่างดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

เขาได้กลับคอนโดตัวเองในรอบหลายวัน ถึงไปมาบ้านไนท์เป็นประจำแต่คราวนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มคิดจริงจัง

“พี่เต้ย้ายมาอยู่กับผมไหม”

            เขารู้ว่าไนท์ไม่ได้พูดเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ใช่ว่าเขาเองไม่เคยคิดอย่างนั้น ทศพลไม่รู้ว่าความกังวลที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติหรือไม่ เขาไม่อยากผลีผลาม เขาอยากมั่นใจ เพียงแต่ทศพลเองก็ตอบไม่ได้ว่าอะไรทำให้เขาลังเล 


 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น