อัปเดตล่าสุด 2021-06-03 12:04:25

ตอนที่ 11 ตอนที่ 12 วันแห่งความรักมีไว้สารภาพรัก

 “ไปบ้านกันแล้วแต่ยังไม่มีอะไรกันเนี่ยนะ”

น้ำเสียงติเตียนของเพชรดังลอดมาจากโทรศัพท์

“ไปบ้านกันไม่ได้หมายความว่าต้องทำแบบนั้นเสมอไปนี่” ทศพลแย้ง พลางเล่นหมอนอิงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น

“ก็จริง” เพชรตอบเห็นด้วยด้วยน้ำเสียงแบบไม่เห็นด้วย “แต่ช่วงนี้มันช่วงพีคเลยไม่ใช่เหรอ อยู่บ้านด้วยกันสองต่อสอง ใครจะอดใจไหว”

“ไม่ใช่เพชรสักหน่อย” เขาตอบกลับแม้รู้ดีว่าไม่ได้ต่างอะไรไปจากอีกฝ่าย ไนท์อุตส่าห์เอาผลไม้มาฝาก มาทำอาหารให้กินถึงที่บ้าน เขาดันมีอารมณ์ทางเพศขึ้นมา นึกย้อนกลับไปแล้วก็อับอาย ดีที่อีกฝ่ายไม่สังเกตเห็น

“โปเต้อาจจะไม่กล้าก็จริง แต่ทางนั้นไม่ทำอะไรหน่อยเหรอ คนที่ตัวเองชอบอยู่ใกล้แค่เอื้อม” แค่เสียงของเพชรก็ทำเอาเขาเห็นภาพอีกฝ่ายนั่งส่ายหน้า

“คิดอีกแง่มันก็ดีไม่ใช่เหรอ แสดงว่าเขาให้เกียรติ ลองนึกภาพว่าชวนใครสักคนมาบ้านแล้วอีกฝ่ายดันนึกว่าเราเชิญชวนในแง่นั้นตลอด”

“อี๋” เพชรมีปฏิกิริยาตอบกลับทันที “อ๊ะ แต่อีกแง่ก็คิดอยากให้เขาทำอะไรสินะ”

“ไม่ใช่หรอก” ทศพลตอบ “แค่อยากรู้สึก...ว่าไม่ได้คิดไปเองฝ่ายเดียว”

ปลายสายเงียบไปนานจนความอับอายแทรกซึมไปทั่วร่าง ทศพลถึงขั้นต้องถามว่าอีกฝ่ายได้ยินที่เขาพูดไหม เพชรหัวเราะเบา ๆ ตอบกลับมา

“โทษที แค่ไม่คิดว่าจะมีวันนี้ วันที่โปเต้รักใครสักคนมากขนาดนั้น”

ทศพลหน้าแดงจัด

“อย่ามาล้อเล่นนะ”

“ไม่ได้ล้อสักหน่อย ถ้าจะล้อเอาไว้ไปล้อบิลลี่โน่น” เพชรหัวเราะอยู่คนเดียว “นี่ วาเลนไทน์น่ะ สารภาพรักซะเลยสิ”

ทศพลเงียบไปครู่หนึ่งก่อนถามขึ้น

“จะสารภาพรักมันต้องทำยังไงเหรอ”

เพชรหัวเราะเสียงดังออกนอกหน้า เอาแต่พูดว่า ‘น่ารัก น่ารัก’ ไม่หยุด ก่อนจะทำเสียงเคร่งขรึมเปิดหลักสูตรสอนวิธีสารภาพรักให้ทศพลฟัง เขาฟังแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเพราะวิธีบางอย่างก็ดูไม่น่าจะทำให้ประสบความสำเร็จได้เลย

“มีคนชอบอะไรแบบนั้นด้วยเหรอ” ทศพลอดไม่ได้ที่จะถาม

“มันก็แล้วแต่คนล่ะน่ะ ยังไงก็พอถึงเวลานั้นมันก็รู้เองแหละว่าต้องพูด”

“แล้วตอนเพชร เพชรทำยังไง”

“อุ๊ย ของเราเหรอ แหม ครั้งแรกที่พี่ภามสารภาพรักเป็นตอนที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มน่ะ กำลังจะแตกกันทั้งคู่ พี่เขาก็หลุดพูดออกมา ทีนี้เขาเหมือนรู้สึกไม่ดีที่ไปพูดเอาตอนนั้นก็เลยมาบอกรักอีกครั้งวันรุ่งขึ้น พี่เขาถือดอกไม้มาทั้งช่อมารอที่บริษัทหลังเลิกงานเลยแหละ คนมองกันตรึม”

ทศพลอยากปิดหูก็ปิดไม่ทัน จะลืมสิ่งที่ได้ยินก็ทำไม่ได้ ทำไมเพชรไม่เล่าแค่ตอนท้ายให้ฟังกันนะ จะบอกก่อนหน้านั้นทำไม

“ว่าแต่” เขาเกิดเอะใจอะไรบางอย่างเลยถามขึ้น “ทำไมถึงรู้สึกไม่ดีที่พูดตอนนั้นล่ะ ไม่ใช่ว่าเป็นช่วงที่กำลังรู้สึกดีเหรอ”

“ไม่ใช่ว่าพูดตอนนั้นมันไม่ดีหรอก แต่พี่ภามกลัวว่าเราจะรู้สึกว่าเขาพูดแบบนั้นเพราะอยากนอนด้วยเฉย ๆ ทั้งที่เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนั้นเลย แต่ตอนได้เห็นเขาถือช่อดอกไม้รออยู่หน้าบริษัท แล้วได้ยินเขาสารภาพรักแบบตั้งใจมาสารภาพมันรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก มันรับรู้ได้ทันทีว่าเขารักเรามากขนาดไหน”

ดีจังนะ...ทศพลคิด เขาอยากให้ไนท์รู้สึกแบบนั้นตอนที่เขาสารภาพรักกับอีกฝ่าย

 

“วันอาทิตย์นี้เหรอครับ ก็ไม่ได้ไปไหนนะ”

ทศพลกินข้าวเย็นกับไนท์หลังเลิกงาน เขาเลยได้โอกาสถามถึงแพลนในวันวาเลนไทน์แน่นอนว่าเขาไม่ได้ถามไปตรง ๆ

“งั้นเหรอ งั้นไปเที่ยวด้วยกันไหม พอดีเจอร้านอาหารที่อยากลองกินแต่ไปคนเดียวก็กะไรอยู่” ทศพลไม่รู้แล้วว่าตัวเองพูดอะไรออกไปบ้าง

“ไปครับ ไป” ไนท์ยิ้มกว้าง

คนชวนตะโกนลั่นอยู่ในใจแต่เก็บอาการด้วยการก้มหน้ากินข้าวในจาน

ทั้งที่มันไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่าการนั่งกินข้าวในฟู้ดคอร์ทสองต่อสอง ไม่ได้มีบรรยากาศโรแมนติกใด ๆ ทั้งสิ้นเพราะรอบข้างก็เต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังกินอาหารเย็น เสียงพูดคุยดังไม่ต่างอะไรกับโรงอาหารสวัสดิการ แต่สิ่งที่ทศพลเห็นมีเพียงไนท์ เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงพูดของไนท์ เท่านั้นก็พิเศษมากพอสำหรับเขา

“พี่เต้”

“ครับ” เจ้าของชื่อหลุดออกจากภวังค์

“พี่เต้มีเรื่องกังวลอะไรหรือเปล่าครับ ช่วงนี้พี่เหม่อบ่อยมาก”

“ปะ...เปล่า ไม่มี ไม่มีเลยสักนิด” ทศพลปฏิเสธพัลวัน จะให้พูดไปได้อย่างไรว่าที่ไนท์เห็นเป็นแบบนั้น เพราะเขาเอาแต่คิดถึงอีกฝ่าย

“งั้นเหรอครับ ถ้ามีอะไรทำให้ไม่สบายใจ พี่มาระบายกับผมได้นะ ถ้าเป็นพี่ผมยินดีฟัง”

ถ้าเป็นพี่...

แค่คำพูดสั้น ๆ ของไนท์ก็ทำให้ทศพลรู้สึกเหมือนเป็นคนพิเศษแล้ว เขาแทบไม่อยากรอให้ถึงวันวาเลนไทน์ เขาอยากจะบอกความรู้สึกตัวเองให้อีกฝ่ายฟังตอนนี้ เดี๋ยวนี้

เวลาจะสารภาพรักกับใครสักคน มันจะมีความรู้สึกบางอย่างบอกว่า โอ้ นี่แหละ โอกาส บอกเลย ต้องผ่านไปได้ด้วยดีแน่ ๆ

ทศพลเริ่มจะเข้าใจคำพูดของจันจิราขึ้นมาบ้างแล้ว บางทีตอนนี้นี่แหละที่ใช่ ความรู้สึกแบบนี้ที่ว่าทุกอย่างต้องผ่านไปได้ด้วยดี ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามที่หวังไว้

“ไนท์”

เสียงเรียกเข้าแทรกขึ้น ไนท์หยิบสมาร์ทโฟนออกจากกระเป๋ากางเกงก่อนจะกล่าวขอโทษแล้วรับสาย

“ครับแม่ กินข้าวอยู่...กินแล้วครับ พอแล้วเดี๋ยวกินไม่ทัน ครับ ค้าบ..ค้าบ...”

ทศพลไม่ได้ตั้งใจฟังแต่ก็อดยิ้มกับน้ำเสียงของอีกฝ่ายไม่ได้ พอเห็นว่าไนท์วางสายแล้วเขาก็กระแอมครั้งหนึ่ง ทำเป็นดื่มน้ำ เหมือนไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกเขา

“ขอโทษทีนะครับ” ไนท์ยิ้มแห้ง “แม่บอกจะส่งผลไม้มาอีกเลยต้องห้ามไว้ก่อน”

“อ๋อ มะขามป้อมอร่อยมาก” ทศพลยังจำรสชาติของมะขามป้อมได้ขึ้นใจ เขาไม่ได้กินมานานแล้วใช้เวลาสามวันก็กินหมดอย่างไม่รู้ตัว “ที่บ้านปลูกเหรอ”

“เป็นสวนของญาติฝ่ายแม่น่ะครับ”

“แบบนี้นี่เอง”

ทั้งคู่เดินทอดน่องไปยังสถานีรถไฟฟ้า ขึ้นรถไฟขบวนเดียวกัน ยืนข้างกันโดยไม่ได้คุยอะไรกัน กระทั่งต้องแยกจากกันเมื่อถึงสถานีของทศพล

“เจอกันวันอาทิตย์นะ”

“ตั้งตารอเลยครับ”

ความมั่นใจในตัวของทศพลเพิ่มสูงขึ้นเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของไนท์ วันอาทิตย์ที่จะถึงจะต้องเป็นเดตที่ดีที่สุดของเขา

ทศพลเฝ้ารอวันอาทิตย์ด้วยใจจดจ่อถึงขั้นนอนไม่หลับในคืนวันเสาร์ เขาน่าจะวูบไปตอนตีสามหรือตีสี่ก่อนจะรู้สึกตัวตื่นตอนแปดโมง ถึงจะนอนได้ไม่เต็มอิ่มแต่เจ้าตัวก็ตาสว่าง ลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว พิถีพิถันกับการจัดแต่งทรงผม ฉีดน้ำหอมตัวอย่างของบริษัทที่ยังอยู่ในขั้นทดลอง มีกลิ่นหอมสดชื่นที่โดดเด่นจนต้องเผลอยิ้มออกมา

ภาพคนที่สะท้อนอยู่บนกระจกเต็มไปด้วยความมั่นใจ ทศพลรู้สึกได้ว่าวันนี้จะต้องผ่านไปได้ด้วยดี

แม้ทศพลจะไม่ได้เจาะจงว่าการไปเที่ยวด้วยกันวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเดตในวันวาเลนไทน์ แต่บรรยากาศรอบข้างก็บ่งบอกได้ดี ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เต็มไปด้วยหัวใจสีแดง สีชมพู คู่รักมากมายเดินกันให้ขวักไขว่ เข้าร้านโน่น ดูร้านนี้ ควงแขนกันไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มราวกับทั้งโลกมีแค่พวกเขาตามลำพัง

“คนเยอะกว่าที่คิดอีกนะครับ ” ไนท์พูดขึ้น

“น...นั่นสินะ” ปากของทศพลหนักอึ้ง มือก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อ หลังคอก็มีเหงื่อทั้งที่เดินอยู่ในห้างฯ แท้ ๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนยืนอยู่กลางแดดตอนเที่ยง

“ผมไม่ได้เข้าโรงหนังนานแล้ว ไม่รู้เลยว่าตอนนี้ราคาเท่าไร”

“ผมก็ด้วย” ทศพลตอบตามตรง ตั้งแต่เรียนจบเขาก็ไม่มีโอกาสได้เหยียบโรงหนังอีก วันนี้ถือว่าเป็นวันพิเศษ เขาอยากทำทุกอย่างเหมือนที่คู่รักทำ

แค่คิด ใบหน้าของเขาก็ร้อนผ่าว ดูหนัง กินข้าว สารภาพรัก ทศพลมีภาพอยู่ในหัวอย่างแจ่มชัด รอแค่ให้ตัวเองกล้าพอที่จะทำให้เป็นจริง

พวกเขาเดินดูของฆ่าเวลาก่อนเข้าโรงภาพยนตร์ ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็จะเจอคู่รักเดินจับมือ เดินควงแขน แสดงความรักที่มีต่อกัน ทศพลไม่เคยจับมือไนท์เลยแม้แต่ครั้งเดียว ถึงจะมีตอนที่อีกฝ่ายพาเขาออกจากรถไฟฟ้าเพราะคนแน่น หรือตอนที่อยู่ในร้านอาหารเกาหลีเมื่อนานมาแล้ว  แต่นั่นไม่ใช่การจับมือแบบที่เขาต้องการ

มือของพวกเขาปล่อยทิ้งข้างลำตัวขณะเดิน ใกล้กันจนรู้สึกได้ เพียงแค่ทศพลขยับปลายนิ้วเพียงเล็กน้อยก็เกี่ยวนิ้วของอีกฝ่ายได้แล้ว เขานึกภาพทุกอย่างอยู่ในหัว แล้วลงมือปฏิบัติตาม

“พี่เต้ดูนั่นสิ สินค้าบริษัทเรานี่” ไนท์ชี้ไปทางเคาน์เตอร์สินค้าข้าง ๆ ทำเอาทศพลพลาดโอกาสที่จะจับมือ

“อะ อือ จริงด้วย” ทศพลไม่เคยคิดรังเกียจสินค้าของบริษัทตัวเองเท่านี้มาก่อน

“ผมได้ลองใช้ด้วยแหละตอนที่พวกเขาแจกชุดทดลอง” ไนท์พูดต่อ “ผมว่าอันนั้นหอมดี แต่อันโน้นกลิ่นแรงไปหน่อย”

ไนท์เอนศีรษะมาทางเขาพร้อมกระซิบ ไอร้อนกระทบใบหูทำเอาทศพลรู้สึกเหมือนโดนจู่โจมกะทันหัน หัวใจเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง อีกฝ่ายขี้โกงเหลือเกินที่ทำให้เขามีปฏิกิริยาตอบสนองได้อย่างง่ายดาย

ในบรรดาภาพยนตร์ที่เข้าฉายในช่วงนี้มักมีหนังรักมากเป็นพิเศษ ถึงจะไม่อยากให้ดูชัดเจนจนเกินไปแต่ก็ไม่สามารถเลี่ยงหนังรักไปได้ สุดท้ายเลยลงเอยกับหนังรัก – คอมเมดี้ที่ทำให้ทั้งโรงหนังมีแต่เสียงหัวเราะก่อนจะปิดท้ายด้วยน้ำตา ทศพลพยายามอย่างมากที่จะไม่ร้องไห้ให้กับความซาบซึ้งในช่วงท้าย ถ้าเขามาดูคนเดียวหรือดูที่บ้านคงนั่งน้ำตาแตกไม่หยุด

“ไม่คิดเลยว่าจะจบแบบนั้น” ไนท์พูดขึ้นตอนที่พวกเขาเดินออกจากโรงภาพยนตร์

“นั่นสิ” ทศพลขยี้ตา เช็ดน้ำตาที่เอ่ออยู่ตรงเบ้า ยังดีที่ไม่ไหล

“พี่เต้จะร้องไห้ก็ได้นี่นา ไม่เห็นเป็นไรเลย”

คนถูกทักหน้าร้อนผ่าวด้วยความเขิน นึกว่าจะปิดได้เสียอีก

“ไม่เอาหรอก” เขาพูด “ว่าแต่ไนท์เถอะ ไม่ซึ้งเลยเหรอ”

“ซึ้งมันก็ซึ้งแหละครับ แต่ผมไม่ค่อยร้องไห้เท่าไร น้ำตาจะไหลก็ตอนทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์มากไป”

ทศพลพอจะเข้าใจได้เพราะเขาต้องมีน้ำตาเทียมติดโต๊ะเป็นประจำ 

“บ่ายโมงละ ไปหาอะไรกินกันเถอะ”

“ร้านที่พี่บอก อยู่ตรงไหนเหรอครับ”

“ฝั่งตรงข้ามห้างน่ะ เดินไปอีกหน่อย”

แสงแดดยามบ่ายทักทายทั้งสองคนอย่างร้อนแรง ความร้อนแทบจะทะลุเสียบผิวหนัง ออกเดินไปได้ไม่กี่นาทีก็เหงื่อแตกพลั่ก ทศพลอยากจะใช้เวลาเดินไปกับอีกฝ่ายเรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ แต่เจออากาศแบบนี้เข้าไปก็ได้แต่รีบจ้ำให้ไปถึงร้านอาหารโดยเร็ว

วันนี้ของเขายังอีกยาวไกล

ร้านอาหารที่ทศพลพามาเป็นห้องอาหารติดแอร์ และมีโต๊ะกลางแจ้งท่ามกลางสวนดอกไม้ที่แดดร้อนเกินกว่าจะนั่งไหว ภายในร้านเป็นโทนสว่างตกแต่งเข้ากับวันแห่งความรัก ลูกค้าส่วนมากมาเป็นคู่ มีไม่กี่โต๊ะที่มาเป็นกลุ่ม

ทศพลทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะตอนเดินเข้ามาในร้าน แต่ไอรดาแนะนำว่าพาสต้าร้านนี้อร่อย เขาเลยอยากมาลอง

“พี่เต้สรรหาร้านเก่งจังนะครับ” ไนท์ทักตอนที่พวกเขานั่งดูใบรายการอาหาร

“เพื่อนแนะนำอีกแล้วน่ะ” เขาตอบตามตรง สายตามองแต่เมนู พออยู่ในร้านแบบนี้แล้วมันทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเหมือนเป็นคู่รักมาเดต แต่เขาอาจจะคิดไปเองคนเดียวก็ได้ กระนั้นไนท์ก็ไม่ได้แสดงท่าทีอึดอัด ทศพลดูไม่ออกเลยว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่

หลังจากสั่งอาหารได้แล้วพวกเขาก็คุยกันเรื่อยเปื่อย ถามเรื่องงานบ้างประปรายเพราะไม่ค่อยได้เจอหน้ากันในที่ทำงาน คุยเรื่องหนังที่เพิ่งดูจบไป ถามถึงแนวหนังที่ชอบ เพลงที่ชอบ หัวใจของทศพลจะโลดแล่นเป็นพิเศษตอนได้ยินอีกฝ่ายพูดถึงชื่อหนังหรือเพลงที่เขาชอบเหมือนกัน

“อาหารเป็นยังไงบ้าง” ทศพลถามขึ้น

“ดีครับ หน้าตาดูธรรมดาแต่อร่อย” ไนท์ตอบ “แต่ผมว่าผมก็ทำได้อร่อยเหมือนกัน”

ทศพลหัวเราะ เขาได้ลองอาหารฝีมือของไนท์บ้างแล้วและอยากจะลองอีก

“ถ้างั้นคงต้องไปบ้านไนท์บ่อย ๆ แล้ว” คนพูดใจเต้นตึกตัก ไม่ได้คาดหวังกับคำตอบแต่ก็คาดหวัง

“พี่เต้” ไนท์สบตา “พี่อย่าเอาแต่พูดสิครับ”

ทศพลทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะเอาสายตาไว้ไหน ไม่รู้ว่าควรทำอะไรกับมือทั้งสอง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปกติหายใจอย่างไร

บางที...ที่นี่...ตรงนี้...บรรยากาศแบบนี้นี่แหละที่ใช่

“ไนท์”

“คุณลูกค้าคะ” เสียงของพนักงานทำเอาทศพลสะดุ้ง “วันนี้เรามีโปรโมชันพิเศษ แถมของหวานหนึ่งอย่าง สำหรับลูกค้าที่มา 2 ท่านค่ะ คุณลูกค้าสนใจอันไหนคะ”

เธอถือใบโปรโมชันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

ทศพลหันมองไนท์

“เลือกเลยพี่” เขาตอบ ทศพลเลยเลือกช็อคโกแลตมูสเค้ก

“เลือกได้ดีมากค่ะคุณลูกค้า ช็อคโกแลตมูสของเราขึ้นชื่อมาก ไม่หวานเกินไป ไม่ขมเกินไป รสชาติกลมกล่อมถูกปากอย่างแน่นอน สักครู่จะนำมาเสิร์ฟนะคะ” พนักงานเดินจากไปพร้อมรอยยิ้ม วิธีการพูดของเธอทำให้คนฟังอดยิ้มตามไม่ได้ เธอทำให้ทศพลนึกถึงน้ำเสียงขายของของเพชรขึ้นมา

“เมื่อกี้พี่จะพูดอะไรเหรอครับ” ไนท์ถามขึ้น

“เปล่า ไม่มีอะไร” ทศพลเชื่อว่าบรรยากาศแบบนั้นต้องกลับมาอีกครั้งอย่างแน่นอน

ถึงเมื่อครู่จะโดนขัดแต่การได้กินของหวานจากจานเดียวกันก็ทำให้รู้สึกใกล้ชิดขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ทศพลสังเกตสีหน้าไนท์เนื่องจากอีกฝ่ายไม่ค่อยกินของหวานแต่ก็พบว่าเขากินได้อย่างเอร็ดอร่อย

ตอนออกจากร้าน แดดก็ร่มทันตา พวกเขาเดินทอดน่องกลับไปทางห้างสรรพสินค้าแม้ไม่ได้มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะไปที่ไหนกันต่อ

“ขอบคุณที่มาเป็นเพื่อนนะ เลยได้กินของอร่อย”

“ยินดีครับ”

“ถ้าไนท์มีที่ไหนอยากไปก็บอกได้นะ ผมยินดีไปเป็นเพื่อน”

“ครับ ถ้ามีที่ไหนอยากไป ผมจะมาชวนพี่คนแรกเลย”

ทศพลหยุดเดิน ไนท์เลยหยุดตาม

“มีอะไรเหรอครับ”

ทศพลไม่ได้ตอบ เขามองหน้าอีกฝ่าย สบตาอีกฝ่าย มือทั้งสองกำแน่นข้างลำตัว ลมหายใจของเขาปั่นป่วน ในหัวของเขาเต็มไปด้วยคำพูดที่ฝึกซ้อมมาหลายวัน เขาพูดแบบเดิมซ้ำ ๆ จนมั่นใจว่าทุกคำที่เปล่งออกไปเป็นไปอย่างธรรมชาติ

“ไนท์ ผม...” ทั้งที่ซ้อมมานาน ทั้งที่มั่นใจเต็มร้อยตอนอยู่หน้ากระจก แต่ตรงหน้าของเขาตอนนี้ไม่ใช่เงาสะท้อนของตัวเองแต่เป็นผู้ชายคนนั้น คนที่เขาอยากถ่ายทอดคำพูดนี้ให้มากที่สุด “ผม...”

มันควรง่าย แต่มันกลับไม่ง่าย แค่คำสามคำที่สามารถพูดจบได้ในเวลาไม่กี่วินาที

 

“ผมชอบไนท์”

 

ทศพลหวังที่จะได้เห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย หวังที่จะได้ยินคำพูดเดียวกันตอบกลับมา ทว่าสิ่งที่เขาเห็นกลับเป็นสีหน้าลำบากใจ สีหน้าที่บอกได้ดีโดยไม่จำเป็นต้องได้ยินคำตอบ


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น