อัปเดตล่าสุด 2021-05-29 14:42:29

ตอนที่ 9 บทที่ 9 : ฆาตกรตัวจริง

บทที่ 9 : ฆาตกรตัวจริง

 

               แม้โรงเรียนยังคงปิดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องอีกวัน แต่ครูและเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับอนุญาตให้หยุด

               ผู้อำนวยการยังคงสั่งให้ครูทุกคนมาโรงเรียนเพื่อเตรียมการสอนตามปกติ รวมถึงเข้าร่วมประชุมเพื่อวางแผนหาแนวทางในการกอบกู้ชื่อเสียงที่ถูกทำลายเพราะข่าวร้ายเรื่องการเสียชีวิตของนักเรียนไม่หยุดหย่อน

               บรรยากาศของเวทธ์พิทยาในวันนี้เงียบงัน อึมครึม เพราะนอกจากอานนท์ที่ถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหดภายในโรงเรียนเมื่อคืนวาน ยังมีข่าวการกระโดดตึกฆ่าตัวตายของไผ่หลิวที่สร้างความสะเทือนใจให้ครูทุกคนอีก

               คงมีเพียงเสียงกระซิบกระซาบและพูดคุยถึงสถานการณ์อันไม่ปกติ และอนาคตของตนที่เปรียบเหมือนลูกเรือผู้โดยสารในเรือลำเล็กซึ่งเผชิญคลื่นลมรุนแรง จะล่มแหล่มิล่มแหล่

               หรือเวทธ์พิทยาใกล้ถึงคราอวสาน...

               แต่กระนั้น ยังมีคนผู้หนึ่ง ใจเต้นระรัวอย่างหวาดหวั่น เคลื่อนกายอย่างเงียบเชียบพลางมองซ้ายขวาหลุกหลิกราวกับหวั่นระแวงว่าจะมีผู้พบเห็นตนที่นี่

               เมื่อมาถึงหน้าห้องโสตทัศนศึกษา ที่ภายในห้องมืดมิดไร้แสงไฟ จึงสูดลมหายใจเข้าปอด ก่อนเอื้อมมือจับลูกบิดเย็นเยียบ เปิดบานประตูเร้นกายเข้าไปภายใน

               ควบคุมได้... แม้รู้ว่ากำลังเผชิญสถานการณ์การวิกฤต แต่ที่ผ่านมาก็ยังสามารถผ่านมาได้จนถึงตอนนี้ แค่คนที่รู้ความลับของตนเพียงคนเดียว ไหนเลยจะไม่สามารถจัดการ ‘ปิดปาก’ มันได้

               ห้องโถงขนาดใหญ่ที่เรียงรายด้วยเก้าอี้ตั้งลดหลั่นตามลำดับจากสูงที่สุดด้านท้าย ไปจนต่ำที่สุดติดเวทีเล็กด้านหน้า ใช้งานอย่างอเนกประสงค์ ทั้งจัดประชุม แสดงนิทรรศการผ่านสื่อวิดีทัศน์ และฉายสื่อการเรียนการสอนให้นักเรียนเป็นจำนวนมากดูได้พร้อมกันในคราวเดียว หลังเดินเข้ามาในห้องจากประตูทางด้านซ้าย ก็กวาดตามองในมืดมิดเพื่อหาคนที่นัดหมายให้ตนมาที่นี่

               เพียงพลัน แสงไฟถูกจุดให้สว่างวาบจนคนที่ทำท่าทางมีลับลมคมใน ต้องสะดุ้งโหยง หน้าหันขวับไปมองที่เวที เห็นแสงจากโปรเจกเตอร์ฉายไปตกกระทบยังหน้าจอสีขาวขนาดใหญ่

               ราวฉายภาพยนตร์

               ทั้งที่ตั้งใจวิ่งหนีออกจากห้องไป ทว่าภาพคอมพิวเตอร์กราฟิกที่ฉาย กลับตรึงรั้งสองเท้าเอาไว้ให้ไม่อาจยกขึ้นจากพื้นได้ สายตาจับจ้องภาพเคลื่อนไหวนั้น พลันหัวใจเต้นกระตุกราวถูกควักออกจากอก

               บนหน้าจอ เป็นภาพกราฟิกสามมิติที่ถูกทำขึ้นให้ดูง่าย รู้ชัดว่าเป็นภาพของแป้นบาสเกตบอล และตรงหน้า มีร่างตุ๊กตานอนอยู่บนพื้น โดยมีเชือกรัดรอบคอโยงผ่านห่วงเหล็กไปมัดกับเสาด้านหลัง

               เสียงบรรยายดังขึ้นพร้อมกราฟิกที่เคลื่อนไหวตาม

               “อนุวัฒน์ไม่ได้ฆ่าตัวตายตามที่ตำรวจสรุปสำนวนคดี หากทว่าถูกใครบางคนฆาตกรรมอำพราง”

               เสียงดังจากลำโพงติดผนัง กระแทกเข้าโสตคนที่ยืนตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า สายตาเหลือบมองไปที่ห้องควบคุมที่อยู่ด้านบน กลับไม่พบใครในนั้น

               “ที่จริง เขาไม่ได้เสียชีวิตตั้งแต่แรก เพราะเชือกที่ยาวขนาดนั้น ทำให้ร่างมิได้ถูกแขวนคอจนลอยจากพื้น แต่เมื่อแป้นบาสถูกเลื่อนไปด้านหน้าขึ้นเรื่อย ๆ เชือกที่ถูกโยงผ่านห่วงเหล็ก จึงถูกดึงรั้งให้ร่างของเขาลอยขึ้นทีละนิด และในที่สุดเมื่อแป้นบาสเก็ตบอลเคลื่อนไปถึงระยะหนึ่ง ร่างอนุวัฒน์จึงถูกดึงให้ลอยเหนือพื้นและขาดอากาศหายใจตายในที่สุด”

               คนที่อยู่ในห้องโสตทัศนศึกษาไม่อาจรู้ได้เลย ว่าเสียงที่กำลังพูดแฉความผิด คือเสียงลูกศิษย์ของตนผู้ได้รับสมญา อัจฉริยะคณิตศาสตร์

               คิวได้หลักฐานชิ้นสำคัญคือเชือกที่มีรอยตัดเป็นแนวเฉียงแบบเดียวกับปลายเชือกที่ผูกคอต้อมซึ่งตนจดจำได้อย่างแม่นยำ มาจากกองวัสดุก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ที่อยู่ท้ายโรงเรียน โดยเป็นฝีมือของไทม์ที่วิ่งวุ่นอยู่หลายชั่วโมงเพื่อหาหลักฐานดังกล่าวจนพบ

               ด้วยความยาวที่ตนเคยคำนวณไปแล้ว ประกอบการความยาวของเชือกเส้นนี้ที่รวมกันแล้วยาวเกินกว่าจะผูกคอต้อมให้ร่างลอยพ้นพื้นจนเสียชีวิตได้ คิวจึงรู้ว่าแท้จริงแล้ววิธีการฆ่า คือมิได้ต้องการให้ต้อมตายในคราแรก หากแต่เพื่อทรมานเขาให้ตกอยู่ในความหวาดกลัว ด้วยการเลื่อนแป้นบาสไปด้านหน้าทีละน้อย ให้ร่างของเขาลอยขึ้นทีละน้อยเช่นกัน

               ต้อมจะหวาดผวาแค่ไหนก่อนตาย คิวคิดแล้วก็ได้แต่สะทดสะท้อนใจ

               และไม่ทันที่ฆาตกรจะวิ่งออกจากห้องเพื่อหนีความจริง กราฟิกก็เปลี่ยนไปจากโรงยิมเป็นห้องเรียน ที่เรียงรายด้วยอุปกรณ์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ ภาพตุ๊กตาเปลี่ยนจากเด็กชายเป็นเด็กหญิง นอนอยู่กลางห้องตรงตำแหน่งเดียวกับแผงหลอดไฟบนเพดาน

               ตรงหน้าอกของตุ๊กตามีผงบางอย่างถูกโรยเอาไว้จนกองสูงคล้ายจอมปลวก ที่แปลกประหลาดกว่านั้น คือเหนือร่างที่นอนอยู่ มีกล่องพัสดุถูกห้อยด้วยเชือกไนลอนโยงร้อยขึ้นไปกับแผงหลอดไฟ และรัดเอาไว้ด้วยขาโต๊ะตัวหนึ่งในห้องทดลอง

               “เพราะต้องการสร้างหลักฐานที่อยู่ ว่าระหว่างที่คีตญาถูกฆ่าคุณไม่ได้อยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ คุณจึงวางแผนสังหารอย่างซับซ้อน ด้วยการใส่น้ำแข็งก้อนลงในกล่องพัสดุและห้อยเอาไว้เหนือร่างของคีตญาที่โรยโซเดียมเอาไว้บนร่าง ไม่รู้ว่าคุณใช้วิธีไหนที่ทำให้เธอสลบ หรือไม่บางที คีตญาก็อาจเสียชีวิตก่อนหน้านี้แล้ว และเมื่อน้ำแข็งละลายกลายเป็นน้ำ ไหลลงมาโดนผงโซเดียม สารเคมีชนิดนี้ก็ทำปฏิกิริยาลุกไหม้จนร่างของคีตญาถูกเผา ก่อนที่ไฟจะลุกลามจนเผาโต๊ะเก้าอี้และอุปกรณ์ในห้องไปด้วย”

               เปลวเพลิงลุกไหม้ขึ้นบนหน้าจอ เผาทุกอย่างจนเป็นสีดำ

               “คุณฉวยจังหวะที่ชุลมุน คว้าขวดไฮโดรคลอริกสาดใส่ร่างของคีตญาทำทีว่าช่วยดับเพลิง แต่สารเคมีชนิดนี้เมื่อผสมกับโซเดียมไฮดรอกไซด์ จะกลายเป็นน้ำเกลือ ตำรวจถึงตรวจสอบหาสารติดไฟหรือวัตถุต้นเพลิงไม่พบ โชคร้ายหน่อยที่คุณไม่สามารถควบคุมไฟว่าให้ไหม้อะไรตรงไหนได้ จึงเหลือหลักฐานเป็นเศษกระดาษจากกล่องพัสดุและเชือกไนลอนที่ถูกมัดติดกับเก้าอี้เอาไว้อยู่”

               ไม่อาจอดทนให้อีกฝ่ายพูดต่อไป จึงตะโกนก้องลั่นห้องโสตทัศนศึกษา

               “อยู่ที่ไหน ออกมาเดี๋ยวนี้นะ ไหนบอกว่าที่นัดมาเจอกันที่นี่เพราะจะช่วยไม่ให้โดนตำรวจจับไง!”

               เดือดดาลราวถูกภูตผีปีศาจเข้าสิง ตาแดงก่ำราวเส้นโลหิตฝอยแตกซ่าน คนมีชนักปักหลังโกรธเกรี้ยวอย่างถึงที่สุดเมื่อรู้ว่าเหตุแห่งการนัดหมาย มิใช่เพื่อช่วยเหลือดังกล่าวอ้าง หากแต่เป็นการทบทวนในสิ่งที่ตนทำลงไปเท่านั้น

               “ใจเย็นก่อนครับ ยังเหลืออีกสองศพที่คุณฆ่า กับอีกหนึ่งคนที่แม้ไม่ได้ฆ่า แต่คุณก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอฆ่าตัวตาย”

               คิวกล่าวเสียงเรียบ ยิ่งเมื่อพูดถึงไผ่หลิวแล้ว เขายิ่งสะกดกลั้นอารมณ์ตนเองเอาไว้มิให้เสียแผนการ

               “ส่วนปลายฝน คุณฆ่าเธอในห้องเรียนดาราศาสตร์ ด้วยเลเซอร์ชี้ดาวที่ส่องผ่านกล้องแบบอิเควเทอเรียล กำลังแสงที่ถูกเพิ่มจากเลนส์ที่มีกำลังขยายสูงขนาดกล้องโทรทัศน์นั้น ทำให้แสงเลเซอร์มีความรุนแรงจนสามารถเจาะกะโหลกศีรษะเธอได้ และแม้คุณจะกลบเกลื่อนร่องรอยแนบเนียนแค่ไหน รอยไหม้บางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่บนผนัง ถ้าตรวจสอบก็จะรู้ว่าไม่ได้เกิดจากไฟปกติ หากแต่ไหม้จากแสงเลเซอร์ที่ว่า”

               ออยที่รู้สึกติดใจกับสภาพศพของปลาย จึงสันนิษฐานว่าเลนส์ที่ใช้เพิ่มกำลังให้แสงเลเซอร์ต้องมีขนาดใหญ่มากพอ และสถานที่เดียวในโรงเรียนที่มีเลนส์เช่นนี้ คือห้องเรียนดาราศาสตร์ เขาจึงขอไปหาหลักฐานที่นั่น และพบว่าผนังส่วนหนึ่งที่ถูกปิดทับด้วยโปสเตอร์ตำแหน่งกลุ่มดาว มีรอยไหม้อยู่จริง ๆ

               “และมีพยานรู้เห็น ว่าหลังจากซ้อมวิ่งเสร็จในคืนก่อนเสียชีวิต อานนท์ถูกคุณใช้ให้ช่วยงาน โดยงานที่ว่า คือการขนลูกสุนัขใส่กรงโดยอ้างว่าจะขายให้เพื่อน หลังจากนั้นคุณจึงใช้วิธีการบางอย่างให้อานนท์สลบ และเมื่อเขาตื่นขึ้นมา คุณก็ปล่อยสุนัขพิตบูลที่เลี้ยงเอาไว้ ซึ่งอาจถูกขังอยู่ในกรงที่ปิดทึบจนมันร้อนและหงุดหงิด เมื่อได้กลิ่นลูกสุนัขที่ติดตัวอานนท์อยู่ มันจึงวิ่งไล่กัดเขาจนตาย”

               อัจฉริยะเคมีและชีววิทยาอย่างมิว พยายามหนักกว่าใครในการค้นหาหลักฐานที่อาจไม่มีหลงเหลือ และความสำเร็จไม่เคยทรยศคนที่พยายาม เขาพบขนสัตว์เส้นเล็กตกอยู่ตรงจุดที่อานนท์ถูกกัดจนเสียชีวิตซึ่งจุดนั้นไม่มีกล้องวงจรปิดส่องไปถึง

               นอกจากสารเคมีแล้ว มิวที่ปรารถนาเป็นนักวิทยาศาสตร์จึงศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ จนรู้ได้ไม่ยากว่าขนสัตว์ที่พบเป็นขนของสุนัขพันธุ์พิตบูล เมื่อแจ้งข้อมูลนี้ให้เพื่อนสมาชิกทีมนักสืบจำเป็นรู้ แวนที่สืบค้นข้อมูลของผู้ต้องสงสัยทุกคน จดจำได้ว่าในเฟซบุ๊กของครูคนหนึ่งมีภาพสุนัขพันธุ์นี้ที่เลี้ยงเอาไว้ลงอยู่หลายรูป

               “อยู่ไหนบัว คุณอยู่ไหน! เล่นบ้าอะไรกันวะ ออกมาเดี๋ยวนี้”

               ตะโกนกร้าวอย่างเหลืออด ยิ่งถูกประจานความผิดออกมาเท่าไหร่ ก็ยิ่งจุดไฟโทสะให้ชายคลั่งผู้นี้มากขึ้นเท่านั้น

               เอกพัชญ์หันซ้ายขวาพลางวิ่งวุ่นไปทั่วห้อง เพื่อหวังหาอดีตแฟนสาวของตน ที่เป็นคนนัดเขามาเจอในห้องแห่งนี้ให้พบ

               “จากการแกะรอย IP ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้โพสกระทู้แฉพฤติกรรมของสุนิษาในเว็บบอร์ดของโรงเรียน เราพบว่าเครื่องที่ใช้โพสอยู่ในห้องคอมพิวเตอร์ที่นี่ และแม้เครื่องนี้จะมีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก แต่ลายนิ้วมือของคนที่ใช้งานล่าสุดในวันที่ไม่มีการเรียนการสอน ก็ติดอยู่บนแป้นพิมพ์อย่างชัดเจน”

               และเป็นคิว ที่เรียนรู้เทคนิคการเก็บลายนิ้วมือจากการทำงานของบิดา จึงขอให้มิวช่วยนำน้ำยาเกลือเงินไนเตรทจากห้องวิทยาศาสตร์ มาละลายกับน้ำแล้วใช้แปรงจุ่มทาลงบนทั้งเมาส์และคีย์บอร์ดของเครื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมาย แน่นอนว่าพวกเขาซึ่งเป็นนักเรียนไม่มีกุญแจห้องต่าง ๆ ที่ถูกปิดล็อก ทั้งหมดที่ไม่อาจรอให้คนร้ายไหวตัวทัน จึง ‘พัง’ ประตูห้องที่ต้องการ ด้วยความร่วมมือร่วมใจจนกลอนประตูห้องต่าง ๆ ถูกทำลายสิ้น

               อัจฉริยะฟิสิกส์อย่างออยจึงสามารถนำเครื่องส่องแสงอัลตราไวโอเลตจากห้องเรียนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีมาส่องจนเห็นภาพลายนิ้วมือชัดเจน

               ผิดคาด... ทั้งที่ทุกคนคิดว่าครูบัวคือคนร้ายผู้สังหารนักเรียนทุกคน ทว่าเมื่อรวบรวมของใช้ส่วนตัวของครูที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย กลับพบลายนิ้วมือที่ตรงกันนี้บนนกหวีดของเอกพัชญ์ที่ห้อยอยู่ในโรงยิม ทั้งหมดจึงรู้ว่าคนร้ายตัวจริงในคดีนี้คือใคร

               “ลายนิ้วมือนี้เป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า คุณเป็นคนสุดท้ายที่ใช้เครื่องนี้ และเป็นผู้โพสกระทู้ที่ทำให้สุนิษาต้องฆ่าตัวตาย!”

               เสียงเดือดดาลของคิว ทำให้คนที่โกรธอยู่ยังอดครั่นคร้ามไม่ได้ ทว่าด้วยอายุและประสบการณ์ชีวิตที่มากกว่า เอกพัชญ์จึงไม่ระย่อต่อแผนปั่นประสาท เขายังคงค้นหาคชศรี เพราะคิดว่าหญิงสาวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแผนการทั้งหมด

               “ฆ่าตัวตายแล้วยังไงวะ! นังเด็กนั่นมันร่าน ก็สมควรตายแล้วไม่ใช่เหรอ”

               ตะโกนก้องอย่างเหลืออด เส้นเลือดผุดขึ้นที่ขมับขณะที่ผมเผ้าซึ่งจัดทรงมาเป็นอย่างดี ยุ่งเหยิงเหมือนรังนก ส่งใบหน้าที่เคยหล่อเหลาในสายตาทั้งนักเรียนและครูสาว กลับน่าสะพรึงกลัวราวกับยักษ์กับมาร

               “ไอ้เด็กที่ตายห่าพวกนั้นก็ควรตายทุกตัว ทำเรื่องเลวระยำกันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ โตขึ้นก็ไปเป็นขยะสังคม กูอุตส่าห์ช่วยลดขยะให้ประเทศ ทำไมต้องเสือกมาวุ่นวายกับการตายของพวกมันด้วย!”

               และแล้วความอดทนของพวกคิวก็ประสบผลสัมฤทธิ์...

               “สารภาพออกมาแล้วสินะ”

               สิ้นประโยคนี้ คนที่เดือดดาลพลันต้องเอามือปิดปาก ด้วยรู้ว่าตนเองพลาดไปเสียแล้ว

               ประตูทุกบานเปิดออก พร้อมร่างตำรวจในชุดเครื่องแบบกรูกันเข้ามาปิดล้อมทุกเส้นทางมิให้หลบหนี คนที่ขยาดกลัวต่อความผิดเป็นทุนเดิม เมื่อเห็นเหล่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ก็รู้ทันทีว่าปลายทางแห่งอนาคตของตน คือหมดสิ้นซึ่งอิสรภาพอย่างแน่นอน

               ดีไม่ดี... การลงมืออย่างเหี้ยมโหดกับนักเรียนเป็นจำนวนมากเช่นนี้ ความผิดอาจถึงขั้นประหารชีวิต

               เอกพัชญ์ลนลานหาทางหลบหนี ด้วยกลัวถูกจับกุมจึงกระโดดข้ามเก้าอี้ลงมาด้านล่างอย่างไม่คิดชีวิต แต่แม้มั่นใจในความแข็งแรงของตนเองมาเท่าไหร่ ความต่างของจำนวนก็ทำให้เขาไม่สามารถหลบรอดการกลุ้มรุมจากทุกทิศทุกทางของตำรวจหลายนายได้

               ยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่เพียงครู่ เอกพัชญ์ที่บัดนี้อยู่ในสภาพถูกกดจนร่างนอนคว่ำ กระดิกกระเดี้ยไม่ได้ ข้อมือถูกพันธนาการด้วยกุญแจมือหมดฤทธิ์ดิ้นรนขัดขืนในที่สุด

               หลังถูกฉุดให้ลุกยืน ร่างของคนคุ้นตาก็เดินเข้ามาจากประตู คชศรีพร้อมลูกศิษย์ทั้ง 5 คน มองเขาด้วยด้วยสายตาชิงชัง

               เพราะหน้าที่ความรับผิดชอบของครู ใช่เพียงพัฒนาความรู้ให้ลูกศิษย์ แต่ย่อมต้องพัฒนาจิตใจให้เติบโตขึ้นไปเป็นคนดีของสังคม แล้วการที่ครูมาทำเรื่องเลวร้ายอย่างนี้เสียเอง ความผิดหวังที่บังเกิดในจิตใจพวกเขาทุกคนจึงยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเป็นทบทวี

               คชศรีปรี่เข้ามาตบหน้าอดีตคนรักอย่างแรงจนใบหน้าครูพละหนุ่มสะบัด แก้มมีรอยแดงขึ้นเป็นปื้น

               “ฉันรู้ว่าแกเลว ฉันถึงเลิกกับแก แต่ไม่คิดว่าแกจะชั่วชาติขนาดทำเรื่องบัดซบได้แบบนี้ ไอ้ชั่ว!”

               ตำรวจนายหนึ่งเข้าห้ามเพื่อมิให้หญิงสาวลงมือมากกว่านี้ เพราะเป็นการกระทำผิดกฎหมาย แม้คนตรงหน้าจะสมควรตายแค่ไหนก็ตาม

               เช่นเดียวกับพวกคิวที่ตรงเข้ามาจับครูของตนเอาไว้

               คชศรีมองใบหน้าลูกศิษย์ทุกคนด้วยแววตาเศร้าโศก ทว่ามีความภาคภูมิใจแฝงในดวงตาคู่นั้น พลันคิดถึงโทรศัพท์จากพวกเขาที่ดังขึ้นในเวลาตีสาม

 

 

               เพราะปกติเป็นนอนดึก แม้ผ่านพ้นวันใหม่มากว่าชั่วโมง คชศรีก็ยังคงไถหน้าจอโทรศัพท์เพื่อสิงอยู่ในโลกโซเชียลโดยไม่มีทีท่าจะง่วง

               และทันทีที่จะเข้าสู่นิทรา เพียงไม่นานเสียงโทรศัพท์ก็ดังปลุกเธอที่ยังไม่ทันหลับสนิทดี เมื่อเห็นเป็นเบอร์ของนักเรียนในชั้นของตนเอง ก็เหลือบมองนาฬิกา

               03.00 พอดิบพอดี

               หากไม่มีเรื่องสำคัญเร่งด่วนหรือคอขาดบาดตาย คงไม่มีใครโทรหาในช่วงเวลาแบบนี้ ครูสาวกดรับโดยไม่รอช้า

               “ว่าไงคิว มีอะไรรึเปล่า โทรหาครูดึกเลย”

               “ขอโทษครับครู ผมมีเรื่องสำคัญที่จะขอความช่วยเหลือจากครูครับ”

               ถึงเมื่อครู่จะเริ่มง่วง แต่เพียงประโยคนี้ คชศรีก็ตื่นเต็มตา ครูสาวนิ่งฟังเรื่องที่คิวพูดด้วยอาการช็อก และยิ่งเรื่องราวต่าง ๆ ดำเนินไปเรื่อย ทั้งการค้นพบหลักฐานมากมายที่เชื่อมโยงไปยังอดีตคนรักของตน ว่าเขาเป็นผู้ต้องสงสัยในดคีฆาตกรรมนักเรียน หญิงสาวก็ตัวสั่นเทิ้มอย่างไม่อาจควบคุม

               “ถึงแม้เราจะมีหลักฐานชัดเจนว่าครูแป๊กเป็นคนโพสกระทู้นั่น แต่หลักฐานทั้งหมดที่เราพบ ทั้งเชือกที่ใช้รัดคอต้อม หลักฐานในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ยังไม่สามารถชี้ชัดว่าเป็นฝีมือของเขาได้ เพราะไม่มีลายมือของครูแป๊กอยู่บนสิ่งของเหล่านั้นเลย ส่วนขนหมาพิตบูลที่มิวเจอ ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นขนของหมาตัวที่เขาเลี้ยง เพราะงั้น ผมจึงอยากให้ครูช่วยอะไรบางอย่าง เพื่อให้ครูแป๊กสารภาพออกมาเอง”

               “แล้ว... ครูต้องทำยังไง”

               คิวจึงร่ายแผนการที่เขาและเพื่อนทุกคนช่วยกันคิดขึ้นมาให้ครูที่ปรึกษาฟัง โดยคิวขอให้คชศรีแสร้งทำเป็นนัดเอกพัชญ์มาพบที่ห้องโสตทัศนศึกษา เพื่อบอกว่าเธอรู้เรื่องทั้งหมดที่เขาทำแล้ว และนอกจากเธอก็มีคนเริ่มระแคะระคาย เรื่องนี้อาจถึงตำรวจในไม่ช้า ด้วยความสัมพันธ์ฉันคนรัก เธอจึงอยากช่วยเขาให้รอดพ้นจากความผิด

               คชศรีจึงส่งข้อความไปหาอดีตคนรักตามที่คิวบอก และทันทีที่อีกฝ่ายอ่านข้อความ เอกพัชญ์ก็กระหน่ำโทรหาเธอนับสิบสาย แต่เพราะถูกห้ามไม่ให้รับโทรศัพท์ เธอจึงปล่อยให้ครูพละหนุ่มร้อนรนอยู่เช่นนั้น ก่อนรีบอาบน้ำแต่งตัวออกจากบ้านในเวลาตีสี่ เพื่อไปสมทบกับลูกศิษย์

               และเพราะมีครูมาร่วมอยู่ในแผนการ การใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และสื่อการเรียนการสอนจากห้องเรียนต่าง ๆ จึงสะดวกมากขึ้น ไทม์ยิ้มแห้งเมื่อครูประจำชั้นเห็นประตูห้องเรียนบางบานที่ถูกกระแทกทำลายเสียหาย เพราะเขาเองเป็นคนเสนอไอเดียให้พังประตูเช่นนี้

               แต่ครูสาวไม่ได้ตำหนิอะไร คงนั่งมองศิษย์ทั้ง 5 ทำตามแผนการอย่างขะมักเขม้น โดยเฉพาะแวนและคิวที่ร่วมกันทำวิดีโอกราฟิกแสดงการฆ่า แม้เป็นเพียงภาพการ์ตูน แต่คชศรีก็อดขนลุกชันด้วยหวั่นกลัวไม่ได้

               เธอไม่คิดเลยว่าชายที่ครั้งหนึ่งเคยรักสุดหัวใจ จะจิตใจเหี้ยมโหดดุจปีศาจเช่นนี้...

               เหตุที่เธอนัดให้ลูกศิษย์อย่างเพลงไปพบเพื่อพูดคุยในช่วงเวลาเย็นที่ปลอดไร้ผู้คน ก็เพราะรู้มาว่าเอกพัชญ์กำลังคบหาและเลี้ยงดูเด็กสาวในฐานะ ‘เมีย’ คชศรีรู้สันดานของอดีตคนรักเป็นอย่างดีว่าเขาเป็นคนเจ้าชู้และคบผู้หญิงมากมายเพื่อหวังเสพสมในเรือนร่าง เมื่อเบื่อก็ทิ้งขว้างไม่สนใจ

               เธอเคยประสบมาก่อน จึงกล่าวเตือนเพลงด้วยความหวังดี ทว่าเด็กสาวที่ได้รบการปรนเปรอด้วยเงินทองจนซื้อของมีค่ามาประดับร่างกาย ไม่สนคำเตือนนั้น จึงแสดงทีท่าเกรี้ยวกราดใส่คนเป็นครู จนคชศรีทำได้เพียงปลดปลง ไม่อาจกล่าวอะไรได้อีก

               และเมื่อได้เวลา ครูสาวจึงซุ่มซ่อนตัวเองอยู่ในห้องควบคุมพร้อมกับลูกศิษย์ทุกคน และเฝ้ามองอาการของเอกพัชญ์ที่ได้เห็นวิดีโอกราฟิกด้วยหัวใจเจ็บแค้น

            

  

               หัวหน้าชุดจับกุมทำวันทยหัตถให้คชศรี

               เพราะได้รับโทรศัพท์จากครูสาวตั้งแต่เช้าตรู่ เขาจึงรีบนำกำลังมาที่โรงเรียนเวทธ์พิทยา และรับฟังแผนการของเธอ เพราะแม้อยากจับกุมเอกพัชญ์เต็มแก่ แต่ด้วยหลักฐานที่มีไม่เพียงพอที่จะเอาผิดเขาได้ สารวัตรจึงจำต้องวางกำลังเอาไว้โดยรอบเพื่อรอคอยให้เหยื่อหลุดปากสารภาพออกมาเอง

               และถึงตอนนี้ เขาก็อดทึ่งในแผนการที่ครูสาววางเอาไว้ไม่ได้

               “ผมต้องขอขอบคุณครูมากนะครับ ทั้งหลักฐานที่รวบรวมมาได้ และแผนที่ทำให้คนร้ายสารภาพออกมาแบบนี้ แบบนี้โรงเรียนเวทธ์พิทยาคงกลับมาสงบสุขได้เสียทีครับ”

               คนถูกชมยิ้มแหย เหตุเพราะทั้งหลักฐานและแผนการ ไม่ได้มาจากฝีมือของเธอเลยสักนิด หากแต่เป็นผลงานของเด็กหนุ่มทั้ง 5 คนที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างหาก

               แต่เพราะได้รับคำขอร้องจากคิว ว่าให้คชศรีที่เป็นผู้ใหญ่และมีตำแหน่งเป็นครูของโรงเรียนนี้ ออกหน้าเจรจากับตำรวจเพื่อความน่าเชื่อถือ เธอจึงจำต้องทำตามคำร้องขอนั้น

               “ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัวก่อนนะครับ”

               สารวัตรหนุ่มทำวันทยหัตถ์ ก่อนสั่งการให้ลูกน้องควบคุมตัวเอกพัชญ์ที่คล้ายเหลือเพียงร่างแต่ไร้วิญญาณ เดินคอตกจากไป สร้างความโล่งใจให้ทุกคนเป็นอย่างยิ่ง

               คชศรีหันมองศิษย์ทั้งห้าด้วยแววตาซาบซึ้ง

               “พวกเธอ... เก่งสมเป็นเด็กห้อง G เลย คงเหนื่อยกันมากสินะ”

               คิวยิ้มให้ครูที่ปรึกษา แม้คราแรกเขาจะสงสัยในพฤติกรรมหลายอย่าง รวมถึงหลักฐานที่บ่งชี้ว่าคชศรีอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ แต่ในส่วนลึกของจิตใจ เด็กหนุ่มยังเชื่อมั่นว่าถึงอย่างไร เธอก็ยังคงเป็นครูบัวคนที่เขารู้จักไม่เปลี่ยนแปลง

               “ขอบคุณพวกเธอมาก ครูเชื่อว่าดวงวิญญาณของเพื่อนเธอทุกคน คงรู้สึกขอบคุณที่พวกเธอสามารถจับคนร้ายได้ พวกเขาคงหมดห่วงแล้ว...”

               แม้ยังสะเทือนใจกับการจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับของลูกศิษย์หลายคน แต่คชศรีก็โล่งใจที่อันตรายร้ายแรงที่แฝงในคราบของคนเป็นครู ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายในที่สุด

               “ถ้างั้น เดี๋ยวครูไปรายงานเรื่องทั้งหมดให้ผู้อำนวยการทราบก่อนนะ พวกเธอกลับบ้านไปพักผ่อนก่อนดีกว่า ไม่ได้นอนกันมาทั้งคืนเลยนี่”

               พิศใบหน้าโรยของศิษย์ทุกคน ก็เกิดความเป็นห่วงขึ้นมาจับใจ คชศรีเอามือยีผมไทม์ที่แกล้งยืนหลับอย่างทโมน ก่อนเดินออกจากห้องโสตทัศนศึกษาไปเพื่อทำหน้าที่ของตน

               ห้าหนุ่มหันมองกัน แล้วยิ้มออกมาได้

               มิวที่ยืนกอดอก กล่าวกับคิวด้วยเสียงขึ้นจมูก

               “สรุปว่า การแข่งขันครั้งนี้ ฉันยอมให้นายเสมอกับฉันก็แล้วกัน เพราะถึงแม้ฉันจะเป็นคนหาหลักฐานมาได้มากที่สุด แต่ไอเดียเรื่องการแอบเข้าโรงเรียนตอนกลางคืนกับการวางแผนให้ครูแป๊กสารภาพออกมาเองจนถูกตำรวจจับได้ ก็เป็นฝีมือของนาย”

               พูดจบ ก็ยื่นมือมาด้านหน้า โดยทั้งไทม์ แวน และออย ต่างไม่คาดว่าคนมากทิฐิอย่างมิว จะเป็นฝ่ายยอมจับมือกับคิวก่อน

               อัจฉริยะคณิตศาสตร์ยิ้ม พลางจับมือคู่แข่งเขย่า แม้รู้ว่ามิวยังไม่สนิทใจจะนับเขาเป็น ‘เพื่อน’ แต่อย่างน้อย สถานะ ‘ศัตรู’ ก็คงถูกลบออกจากใจเขาไปแล้ว

               แต่ทั้งที่เรื่องทุกอย่างคลี่คลาย คิวกลับรู้สึกเหมือนเมฆหมอกในจิตใจยังไม่มลายหายจนสิ้น

               สังหรณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่เกิดเรื่องร้ายภายในโรงเรียน ยังคง

               ไทม์ที่ยืดแขนบิดขี้เกียจก่อนเอามือมาป้องปากที่อ้าหาว

               “จริงอย่างที่ครูบัวพูด เมื่อกี้ตื่นเต้นจนไม่รู้สึก พอทุกอย่างจบแล้ว ตอนนี้โคตรง่วงเลยว่ะ ฉันยิ่งไม่ค่อยถนัดเรื่องใช้สมองแบบนี้ด้วย อยากล้มตัวลงบนที่นอนแล้วหลับตาอยู่อย่างนั้น ทำอยู่อย่างนั้น ฝันถึงเธอเรื่อยไป”

               ร้องออกมาเป็นเพลง ทั้งที่ตายังปิดปรือ ไทม์เป็นคนที่สามารถสร้างเสียงหัวเราะให้เพื่อนได้ตลอดเวลา

               มีเพียงคิวคนเดียวที่ไม่ขำกับมุกนี้...

               “นายว่ายังไงนะไทม์” เขาถามซ้ำคล้ายต้องการย้ำความมั่นใจในสิ่งที่ได้ยิน

               คนถูกถามเลิกคิ้ว ก่อนมองคิวด้วยสีหน้าประหลาดใจ

               “ว่าไง? ก็บอกว่า ง่วงจะตายอยู่แล้วไง โคตรอยากนอน”

               “ไม่ใช่ อีกประโยคนึง”

               “เอ่อ... ประโยคไหนฟะ ที่อกบว่าตื่นเต้น หรือที่บอกว่าฉันไม่ถนัดใช้สมอง”

               คิวทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือ

               “นั่นล่ะ! นายเป็นนักกีฬา ปกติคงใช้เวลาว่างซ้อมกีฬาไม่ค่อยได้อ่านหนังสือใช่ไหม”

               คล้ายถูกค่อน จนไทม์ขึงตาใส่

               “เออ ฉันไม่ได้ตั้งเป้าจะต้องจบด็อกเตอร์หรือเรียนเอาเกรดดี ๆ เหมือนพวกนายนี่หว่า อนาคตของฉันคือนักฟุตบอลทีมชาติ เรื่องผลการเรียนไม่ได้สนใจหรอก”

               ไม่รอช้า คิวรีบวิ่งผลุนผลันออกจากห้อง เห็นหลังครูสาวที่เพิ่งเดินจากไปไว ๆ ก็ตะโกนเรียกสุดเสียง

               “ครูบัวครับ รอก่อนครับ”

               คชศีรชะงักฝีเท้า หันมองศิษย์ด้วยแววตาสงสัย

               “มีอะไรหรือคิว”

               “ครูรู้จักครูแป๊กตั้งแต่สมัยเรียนใช่ไหมครับ”

               ข้อมูลจาก Hi5 ของคชศรี คิวเห็นมันด้วยตาตนเอง ชายหนุ่มถามเพื่อยืนยันข้อมูลนั้นให้แน่ใจ

               “ใช่จ้ะ ครูเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับเขา ตั้งแต่มัธยมปลาย”

               “แล้วครูรู้ไหมครับ ว่าครูแป๊กเรียนเก่งหรือเปล่า ผมหมายถึง... เกรดวิชาอื่น ๆ นอกจากวิชาพละ ครูแป๊กได้เกรดดีไหมครับ”

               “เขาเรียนไม่เก่งจ้ะ ครูต้องช่วยติวช่วยทำการบ้านให้หลายวิชา โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์นี่ คาบเส้นพอดีเลย”

               ชัดเจนแล้ว... สังหรณ์ที่ติดค้างอยู่ในใจ ที่ก่อนหน้านี้ยังไม่แน่ใจว่าคืออะไร แต่บัดนี้ คิวรู้ชัดแล้วว่าเรื่องร้ายยังไม่จบ

               เพื่อนทั้งสี่คนวิ่งตามมา ทุกคนเห็นท่าทางแปลก ๆ ของคิวแล้วเกิดความสงสัย ไทม์ที่สนิทกับคิวที่สุดเห็นอาการของเพื่อนก็รู้ทันทีว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่นอน

               “มีอะไรหรือคิว นายรู้อะไรที่พวกเรายังไม่รู้เหรอ”

               “ไทม์ ในฐานะคนไม่เก่งวิทย์ ถ้านายเป็นฆาตกร นายสามารถคิดวางแผนฆ่าเพลงด้วยการใช้สารเคมีติดไฟเผาศพได้ไหม”

               “อย่าว่าแต่จุดไฟเลย ไอ้เลเซอร์อะไรนั่น ฉันก็ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามีของแบบนี้อยู่ในโลกด้วย” นิ่งไปครู่หนึ่งราวกับเพิ่งคิดขึ้นมาได้ “หรือว่า...”

               คิวพยักหน้า

               “ถึงครูแป๊กจะเป็นคนร้ายตัวจริง แต่เขาไม่ได้ลงมือเพียงลำพัง”

เด็กหนุ่มหันมองครูประจำชั้นเพื่อกล่าวประโยคที่สร้างความครั่นคร้ามในใจให้เธอได้ยิน

               “คนร้ายมีอีกคนหนึ่งครับ”

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น