อัปเดตล่าสุด 2021-05-22 22:32:32

ตอนที่ 8 บทที่ 8 : ความลับของครูบัว

บทที่ 8 : ความลับของครูบัว

 

 

               ร้านอาหารญี่ปุ่นในห้างสรรพสินค้ามีผู้จับจองโต๊ะอยู่เพียงบางตา อาจเพราะมิใช่วันหยุด และยังเป็นช่วงเวลากลางวันที่คนส่วนใหญ่ยังทำงานหรือเรียนหนังสืออยู่

               แวนสั่งอาหารมามากราวกับมีคนร่วมโต๊ะนับสิบ ทั้งซูชิ ซาชิมิ ชาบู ข้าวแกงกะหรี่หมูทอด และปลาย่าง  ทว่าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขา มีเพียงสาวสวมแว่นคนเดียวเท่านั้น

               และแม้ตั้งใจจะเอร็ดอร่อยกับมื้ออาหารนี้ให้สมใจ ทว่าแวนกลับไม่อาจทำเช่นนั้นได้ เมื่อฝุ่นตกอยู่ในอาการช็อกจนไม่แตะอาหารเลยสักคำ

               มือกดโทรศัพท์หาเพื่อนสนิทอย่างไผ่หลิว เธอที่รู้เรื่องกระทู้ดังในเว็บบอร์ดของโรงเรียน ก็ตระหนกตกใจไม่ต่างจากคนอื่น

               แต่ที่ไม่เหมือน คงเป็นความรู้สึกเป็นห่วงจนแวนเองก็ร้อนใจด้วย

               “ไปบ้านไผ่หลิวกันไหม”

               สาวสวมแว่นส่ายหน้า “เราไม่รู้ว่าบ้านไผ่หลิวอยู่ไหน”

               “หืม! เธอสองคนเป็นเพื่อนสนิทกันไม่ใช่เหรอ ไม่เคยไปเที่ยวบ้านกันเหรอ”

               “ไม่เคย เราไม่เคยไปบ้านใคร”

               ทั้งที่ตั้งใจจะกล่าวต่อ แต่เมื่อคิดขึ้นมาได้ว่าตนเองก็ไม่เคยไปบ้านเพื่อนอีก 4 คนที่รวมตัวกันเป็นทีมนักสืบจำเป็นอย่างคิว ไทม์ มิว และออย แวนจึงจำต้องสงบปากสงบคำ

               และเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น แวนที่ยังคิดไม่ตกว่าจะปลอบประโลมฝุ่นอย่างไรดี ก็ต้องรับสายอย่างหงุดหงิด

               “เออ ว่าไงคิว”

               เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนสายตามามองสบเพื่อนสาวที่แอบชอบ และกล่าวกับคิวที่อยู่ในสายอย่างอับจนปัญญา

               “ไม่รู้ว่ะ ฉันเพิ่งถามฝุ่น ฝุ่นเองก็ไม่รู้”

               แต่เพียงครู่ ดวงตาของแวนก็จุดประกายเจ้าเล่ห์ออกมา

               “จริงสิ ถึงจะไม่มีใครรู้ที่อยู่ไผ่หลิว แต่อย่างน้อย ต้องมีคนหนึ่งที่รู้แน่ ๆ”

               ฝุ่นเองก็กลั้นใจรอฟังประโยคต่อมาของแวนเช่นเดียวกับคิว

               “คุณดาตาเบสไง”

               เพียงประโยคนี้ ผู้ชำนาญด้านคอมพิวเตอร์อีกคนอย่างฝุ่น จึงถึงบางอ้อในความหมายของแวน

 

 

               ข้อมูลส่วนตัวของนักเรียนทุกคน ที่จำต้องกรอกในแบบฟอร์มการสมัครเข้าศึกษาในโรงเรียนเวทธ์พิทยา จะถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์ โดยบุคลากรไม่ว่าจะเป็นครูหรือพนักงานของโรงเรียน จะถูกจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลนี้ คงเข้าได้เฉพาะผู้มีรหัส ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงข้อมูลโดยตรง

               ดังนั้นหากครูท่านใดต้องการข้อมูลส่วนตัวของนักเรียน ต้องเขียนคำร้องให้เจ้าหน้าที่พิจารณา ถ้ามีเหตุผลเพียงพอ ก็จะสามารถดูข้อมูลดังกล่าวได้ เพราะเวทธ์พิทยาถือความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนตัวของนักเรียนเป็นสำคัญ

               เมื่อแวนบอกคิวเช่นนี้ คราแรกอัจฉริยะคณิตศาสตร์เข้าใจว่าเพื่อนของตนจะไปที่โรงเรียนเพื่อเขียนคำร้องที่ว่า แต่เมื่อคิดอีกที แวนคงไม่ทำอะไรตรงไปตรงมาอย่างนั้น

               และจริงดังคาด เมื่อเด็กหนุ่มหยิบคอมพิวเตอร์แลปท็อปออกมาตั้งบนโต๊ะ ก่อนเปิดเข้าเว็บไซต์ของโรงเรียน และกดเลือกเมนูเข้าระบบในส่วนของ ‘Admin’

               “นายมีรหัสเหรอ”

               “Lost in translation ไง”

               เพราะรู้อยู่แล้วว่าเด็กสาวเข้าใจสิ่งที่ตนเองพูด เนื่องจากเธอเป็นคน ‘พันธุ์’ เดียวกับตน จึงกล่าวเพียงเท่านี้ ก่อนง่วนอยู่กับโปรแกรมที่เพิ่งเปิดขึ้นมาควบคู่กับเว็บไซต์โรงเรียนเวทธ์พิทยา

               ปี พ.ศ.2560 กลุ่มแฮกเกอร์ปริศนาที่ใช้ชื่อตนเองว่า The Shadow Brokers ที่แรกเริ่มเดิมที แฮกเกอร์กลุ่มนี้จะปล่อยโปรแกรมแฮกลงบนแพลตฟอร์มหนึ่งเพื่อให้ผู้สนใจประมูลโดยจ่ายเป็นเงินอิเล็กทรอนิกส์ แต่ต่อมา แฮกเกอร์กลุ่มนี้ก็ปล่อยโปรแกรมมากมายให้ดาวน์โหลดฟรีภายใต้ชื่อปฏิบัติการ Lost in translation

               แต่ถึงแม้จะมีตัวโปรแกรม หากใครไม่เชี่ยวชาญระบบคอมพิวเตอร์ ก็ยากจะใช้งานโปรแกรมดังกล่าวที่โหลดมาได้

               แต่ไม่ใช่กับผู้ชายคนนี้แน่ ๆ...

               เพียงครู่เดียว หน้าต่างที่ถูกเปิดขึ้นมาก็รันตัวเลขและตัวอักษรด้วยความเร็วจนตามองไม่ทัน ตัวอักษรเปลี่ยนไปมาตามการเรียงลำดับอย่างมีตรรกะ

               และที่สุด รหัสที่ถูกแรนดอมด้วยโปรแกรม ก็แสดงรหัสที่ถูกต้อง จนแวนสามารถเข้าระบบในฐานะผู้ดูแล และดูข้อมูลทั้งหมดในฐานข้อมูลได้ไม่ต่างจากครูหรือเจ้าหน้าที่ของโรงเรียน

               “นายนี่มัน...”

               ฝุ่นไม่อาจกล่าวชื่นชม แม้อีกฝ่ายกำลังหาทางช่วยเหลือเพื่อนของตนก็ตาม ด้วยเพราะวิธีที่เขาใช้ ไม่ต่างจาก ‘อาชญากร’

               “เจอแล้ว อยู่แจ้งวัฒนะ”

               เด็กหนุ่มรีบส่งที่อยู่ให้คิว ก่อนลุกขึ้นและจูงมือไผ่หลิววิ่งออกนอกห้างสรรพสินค้าไป โดยคนถูกจูง ตกอยู่ในห้วงสับสนไม่รู้จะทำเช่นไร

               คงทำเพียงปล่อยให้แวนทำตามใจเท่านั้น

 

 

               ห้องนอนปิดม่านหน้าต่างทุกบาน จนห้องที่ควรสว่างไสวด้วยเปลวแดดระยับจากด้านนอกมืดทึม

               ไผ่หลิวนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มนวลไม่หยุดนับตั้งแต่พรวดพราดเข้ามาในห้องนี้

               เพราะพ่อแม่แยกทางตั้งแต่เธอเรียนมัธยมต้น แม่ที่ติดเหล้าไม่อาจทำงานหาเงินเลี้ยงดูเธอได้ ไผ่หลิวจึงต้องหาวิธีเอาตัวรอดด้วยตัวเอง เด็กสาวยอมเปลี่ยนแปลงตนเอง กระทั่งทำศัลยกรรมทั้งที่กลัวเข็ม เพื่อหวังว่ารูปโฉมใหม่จะช่วยให้เธอมีชีวิตที่ดีขึ้น

               และเพื่อหนีจากชีวิตเดิมที่ทุกวันจมอยู่ในห้วงทุกข์และกองน้ำตา เด็กสาวจึงย้ายจากต่างจังหวัดเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ โดยใช้เงินที่ได้จากการทำงานพิเศษที่ต้องเอาตัวเข้าแลก เช่าคอนโดมิเนียมอยู่เพียงลำพัง และปล่อยให้แม่ได้รับการดูแลโดยเจ้าหน้าที่บำบัดผู้ป่วยติดสุรา

               เธอรู้จักแอปพลิเคชันปีโป้จากเสียงสนทนาของเหล่านักกีฬาชายขณะทำการซ้อมเชียร์ลีดเดอร์

               แรกเริ่มเดิมที ไผ่หลิวคิดว่าเหล่าเพื่อนชายคงพูดคุยแบบคะนองปากตามประสา แต่ทว่าเมื่อได้ยินรายละเอียดบางอย่าง เธอก็หยุดซ้อมเพื่อแอบฟังอย่างสนใจ

               เมมเบอร์สาว ๆ ของแอป ได้รายได้กันเดือนละหลายหมื่น บางคนเกินกว่าหนึ่งแสนบาท

               เพียงเท่านี้ เด็กสาวก็หาข้อมูลของแอปพลิเคชันนี้อย่างละเอียดยิบ และแม้รู้ว่าหญิงสาวหลายคนเปิดเผยใบหน้าโดยไม่หวั่นเกรงต่อการถูกนำคลิปไปเผยแพร่ ซึ่งนั่นก็ทำให้พวกเธอเหล่านั้นสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ไผ่หลิวไม่อาจทำเช่นนั้นได้ เพราะเธอยังมีสถานภาพเป็นนักเรียนมัธยมอยู่ หากถูกใครรู้ว่าเธอสมัครเป็นเมมเบอร์และไลฟ์ด้วยการแต่งเสื้อผ้าน้อยชิ้น ทำท่าเซ็กซี่ยั่วยวนเพื่อแลกรายได้ เธออาจถูกไล่ออกจากโรงเรียน

               และสุดท้าย เธอก็คิดได้ว่าหากเปิดเผยเพียงเรือนร่าง แต่ปกปิดใบหน้า ก็อาจไม่มีใครรู้และสนใจ เพราะเมมเบอร์ของปีโป้มีมากมายหลายพันคน

               หลังตัดสินใจสมัครสมาชิกและไลฟ์เป็นครั้งแรก ยอดเงินที่ระบบโอนเข้าบัญชี ก็ทำให้เด็กสาวตาลุกวาว เพราะมันมากกว่าการทำงานไซด์ไลน์ถึงสามเท่า ซ้ำยังไม่ต้องเปลืองตัวให้ชายรุ่นพ่อรุ่นปู่ใช้ร่างกายของเธอบำเรอความใคร่

               ยิ่งไลฟ์ก็คล้ายยิ่งเสพติด การกระตุ้นความอยากรู้ของเหล่าแมลงเม่าที่บินเข้ามาดูเธอในกองไฟนี้ ยิ่งทำให้ไผ่หลิวสนุกจนคิดไอเดียที่จะ ‘โชว์’ ด้วยวิธีการต่าง ๆ มากมาย ยิ่งท่วงท่าลีลา หรือกระทั่งอุปกรณ์ประกอบฉากถูกสร้างสรรค์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดึงดูดความสนใจ จนห้องของเธอติดท็อปห้องเมมเบอร์ที่มีผู้เข้าชมสูงสุด

               ไผ่หลิวในชื่อเมมเบอร์ ‘ลิลลี่’ ก็ทำรายได้ให้แอปพลิเคชันสูงติด 1 ใน 5 ของเมมเบอร์ทุกคน

               และทั้งที่ตั้งใจว่าหากเก็บเงินได้มากพอ เธอจะเลิกทำงานแบบนี้ แต่เพราะความตายของผู้ชายคนหนึ่งที่เธอจำชื่อไม่ได้ด้วยซ้ำ กลับทำให้เกิดการ ‘ขุด’ จนรู้ถึงต้นตอของเหตุอัตวินิบาต และรู้ความลับที่เธอปกปิดมาแสนนาน

               และเพราะปกติไผ่หลิววางตัวเหนือคนอื่นด้วยคิดว่าการเป็นดาวโรงเรียน จำต้องรักษากิริยาทุกอย่าง จึงทำให้หลายคนมองว่าเธอหยิ่ง และไม่ชอบหน้า เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น จึงมีแต่คนเหยียบซ้ำ เหล่านักสืบไซเบอร์สืบเสาะไปจนถึงตัวตนของเธอในอดีตที่เด็กสาวพยายามลบมันทิ้งไปแล้ว

               เสียงเตือนแจ้งว่ามีผู้ส่งข้อความมาหา ไผ่หลิวสะดุ้งเฮือก มือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แม้ใจปฏิเสธไม่อยากรับรู้อะไร แต่อีกใจ... ก็หวาดกลัวว่าความลับที่เธอปกปิดเอาไว้ทั้งชีวิต จะถูกเปิดเผยไปแล้วกี่เรื่องบ้าง

               เบอร์โทรศัพท์ไม่คุ้น ไม่ได้บันทึกเอาไว้ในเครื่อง ส่งรูปภาพรูปหนึ่งมาให้ เมื่อกดปิดดู นิ้วที่สั่นเทาอยู่แล้ว ยิ่งแทบหมดแรงจนโทรศัพท์ร่วงหล่นจากมือลงบนเตียง

               สายตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำ จนรูปใบหน้าของเธอสมัยเรียนมัธยมต้นที่ปรากฏบนหน้าจอพร่าเลือน ทั้งที่คิดว่าลบรูปเหล่านี้ไปจากโซเชียลจนหมดแล้ว แต่กลับมีคนไปหามาจนได้

               และเมื่อมีคนหาเจอ ซ้ำยังส่งมาเยาะเย้ยเธอ มีหรือใครคนนั้นจะไม่นำรูปนี้มาประจาน ไผ่หลิวรีบหยิบโทรศัพท์เปิดเว็บบอร์ดของโรงเรียน และพบว่าคอมเมนต์หนึ่งของกระทู้แฉเธอ มีผู้เอารูปนี้มาลง ซ้ำยังเปรียบเทียบกับใบหน้าของเธอในปัจจุบัน พร้อมข้อความหยามหยัน

               “มีดหมอที่ดี เปลี่ยนผีให้กลายเป็นนางฟ้า”

               ไผ่หลิวตะเบ็งเสียงกรีดร้องพลางจิกทึ้งผมตนเองจนหลุดติดมืดมาเป็นกระจุก

 

 

               “ขับเร็วอีกนิดหนึ่งได้ไหมครับพี่ ผมมีธุระด่วนจริง ๆ”

               คิวเร่งคนขับแท็กซี่วัยเกษียณที่เหยียบคันเร่งเหมือนกลัวรถจนพัง โชเฟอร์พยักหน้าอย่างรำคาญ ก่อนเพิ่มความเร็วขึ้นอีกนิด

               ทว่ายังช้าในความรู้สึก จนเด็กหนุ่มอดร้อนใจต้องหยิบโทรศัพท์เพื่อตรวจสอบความคืบหน้าของการแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารแทบจะทุกนาที

               ด้วยความเร็วของอินเทอร์เน็ตในยุคปัจจุบัน การส่งต่อข้อมูลจึงรวดเร็วดุจไฟลามทุ่ง เพียงไม่กี่วินาที ข่าวสารต่าง ๆ สามารถส่งต่อกันไปได้ทั่วทั้งประเทศ จนป่านนี้เรื่องของไผ่หลิวคงมิได้รู้เพียงแค่ในเว็บบอร์ดของโรงเรียน แต่อาจรู้ถึงนอกรั้วเวทธ์พิทยาแล้วก็ได้

               และเมื่อรถแล่นมาถึงหน้าคอนโดมิเนียมสูงที่ดูภายนอกหรูหราจนไม่คิดว่าเด็กมัธยมจะพักอาศัยอยู่ที่นี่เพียงลำพังได้ คิวก็ปราดลงจากรถ เป็นจังหวะเดียวกับที่รถแท็กซี่ที่แวนและฝุ่นโดยสารมาจอดเทียบฟุตปาธพอดี

               “ไปเถอะ เร็วเข้า”

               คิวเร่งเร้า ลางสังหรณ์ไม่ดีกุมเกาะจิตใจให้คิดถึงเหตุอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้น สายตาของไผ่หลิวที่มองเขาก่อนเธอจะวิ่งหนีหายไป เป็นสายตาของคนที่พร้อมสละละทิ้งทุกอย่างด้วยโศกเศร้าเสียใจและสิ้นหวังถึงที่สุด และต้นเหตุของแววตานั้น ก็มาจากเขา...

               คิวรู้มาตลอดว่าไผ่หลิวรู้สึกอย่างไรกับตน แม้อีกฝ่ายไม่แสดงออกอย่างชัดแจ้ง แต่เขาก็ไม่ใช่เด็กประถมที่ไม่ประสีประสากับท่าทีและความรู้สึกของผู้อื่นที่มีต่อตนเอง ยิ่งประโยคคำถามของไผ่หลิวบนรถไฟฟ้าวันนี้ ก็ยิ่งบอกชัดว่าเพื่อนร่วมชั้นคิดกับตนมากเกินกว่าคำว่าเพื่อน

               และถึงแม้คิวจะยังไม่คิดเรื่องรักในตอนนี้ แต่เขาก็มิได้รังเกียจหรือรู้สึกไม่ดีอันใด กลับกัน ไผ่หลิวเองต่างหาก ที่หลงคิดไปว่าหากคิวรู้เรื่องราวทั้งหมดว่าเธอเคยทำอะไรไม่ดีมาบ้าง จะพานรังเกียจเดียดฉันท์ จนไม่กล้าสู้หน้า ต้องพาตัวเองหนีกลับมาที่คอนโดมิเนียมนี้

                คิวอยากบอกไผ่หลิวว่า ทุกคนย่อมมีโอกาสเคยทำเรื่องผิดพลาด ความผิดของไผ่หลิวไม่ใช่เรื่องที่ไม่สามารถแก้ไขได้ มีอีกหลายสิบหลายร้อยวิธีที่จะอยู่กับความจริงที่เกิดขึ้นโดยไม่ทำให้อนาคตเสียไป และเขาพร้อมจะแนะนำวิธีที่ว่า ในฐานะ ‘เพื่อน’ ที่ดีคนหนึ่งของเธอ

               ขอแค่ไผ่หลิวอย่าเพิ่งคิดหรือทำเรื่องอะไรที่ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้...

               ‘ตุบ!’

               แม้ตั้งใจวิ่งเต็มฝีเท้า แต่ทั้งสามคนพลันต้องชะงักร่าง เมื่อบางสิ่งหล่นร่วงลงมาจากด้านบน ตกกระแทกพื้นเบื้องหน้าของพวกเขา

               ดวงตาของคิวเบิกค้าง มองภาพร่างแหลกเละบิดผิดรูปของคนที่เมื่อไม่ถึงชั่วโมงก่อนหน้ายังคงสวยสดสมเป็นดาวโรงเรียน เสียง ‘กร๊อบ’ ที่ดังลั่น บ่งบอกถึงกระดูกที่หักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่ภายใน ส่งร่างให้ยวบยุบคล้ายลูกโป่งถูกสูบลมออก กะโหลกศีรษะปริจนสมองไหลสีขาวขุ่นไหลออกมา ทั้งหู จมูก ปาก มีเลือดทะลักล้นจนเจิ่งนอง

               คงมีเพียงดวงตาที่เบิกโพลง จับจ้องมาที่คิวราวกับปรารถนามองใบหน้าของชายที่ตนหลงรักเป็นครั้งสุดท้าย

               ก่อนวิญญาณจะเคลื่อนสู่สัมปรายภพ

               คิวกำหมัดกัดฟันกรอด สีหน้าเดือดดาลจนคนอารมณ์ดีและไม่เคยกลัวใครหน้าไหนอย่างแวน ยังอดเสียวสันหลังไม่ได้

 

 

               ไม่อาจปล่อยให้มีคนตายไปมากกว่านี้อีกแล้ว!

               ทั้งที่เพิ่งประชุมวางแผนกันเมื่อเช้า แต่ภายหลังการตายของไผ่หลิว คิวนัดหมายสมาชิกทีมนักสืบจำเป็นเพื่อระดมสมองและมองหาบางสิ่งที่หลุดรอดสายตาไป ทั้งหมดไล่เรียงลำดับเหตุการณ์และรายละเอียดที่รู้อย่างเป็นระบบ จนห้องรับแขกของบ้านคิวเต็มไปด้วยกองเอกสารกลาดเกลื่อน

               นี่เป็นครั้งแรกที่มีเพื่อนมาบ้าน

               คนเป็นพ่อที่แอบดูอยู่ห่าง ๆ เมื่อรู้ว่าลูกชายกำลังทำอะไร ก็มิได้กล่าวห้าม ทั้งที่รู้ว่าคิวกำลังเผชิญหน้ากับอันตราย

               มิใช่ไม่เป็นห่วง แต่เลือดผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในตัว เข้มข้นเกินกว่าจะขัดขวางการใช้มันสมองที่มีเหนือคนอื่นในการรักษาความยุติธรรม นายตำรวจใหญ่จึงเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ และพร้อมให้ความช่วยเหลือลูกชายยามที่เขาต้องการจริง ๆ

               นอกจากคิวแล้ว คนที่เป็นเดือดเป็นร้อนและมุ่งมั่นสืบหาความจริงมากที่สุด คงเป็นแวน

               เด็กหนุ่มเมื่อเห็นสภาพตกใจจนช็อกของฝุ่น ยิ่งรู้สึกราวหัวใจถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น เขาทั้งคะยั้นคะยอ ขู่บังคับ ให้สาวที่แอบชอบไปจากสถานที่เกิดเหตุเพื่อไม่ให้เธอเห็นภาพน่าสังเวชของเพื่อนสนิท แต่ฝุ่นกลับนั่งอยู่ตรงนั้นไม่ลุกไปไหน จนกระทั่งรถของมูลนิธิมารับศพ สาวสวมแว่นยังคงนั่งนิ่งราวไม่ปรารถนารับรู้สิ่งใด

               แวนแค้นคั่งจนทุ่มกำลังความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ หาข้อมูลทุกอย่างบนโลกออนไลน์ของทุกคนที่เกี่ยวข้องและตกอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยของคดีนี้ กระทั่งการใช้โปรแกรมแฮกเข้าระบบต่าง ๆ ที่เด็กมัธยมเช่นตนสามารถทำได้ ก็ใช้ทุกอย่างที่มี

               ส่วนมิวปลีกตัวออกนอกวงสนทนา เพื่อใช้สมองวิเคราะห์ข้อมูลด้วยหลักวิทยาศาสตร์ตามที่ตนถนัด ภายหลังต้องเข้าร่วมทีมสืบสวนเฉพาะกิจนี้แบบตกกระไดพลอยโจน เขาเคลื่อนไหวทางลับอยู่ลำพังบ่อยครั้ง ด้วยจุดประสงค์ตั้งต้นคือเพื่อต้องการเอาชนะคิวให้ได้ในการแข่งขันครั้งนี้

               กระทั่งรวบรวมหลักฐานมาได้พอสมควร เขาเก็บงำเงื่อนปมที่พบเจอเอาไว้ไม่บอกใคร และนำมาผูกโยงเป็นภาพในหัวจนประเมินถึงขั้นตอนการสังหารได้

               บังเกิดความลังเลในจิตใจ...

               แม้คราแรก อัจฉริยะเคมีจะคำนึงถึงเพียงชัยชนะโดยไม่สนอื่นใด ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าแววตาของคิว รวมถึงสมาชิกทีมนักสืบทุกคน กำแพงแกร่งแห่งทิฐิก็เริ่มมลาย

               มิวเดินกลับเข้ามาร่วมวง ก่อนหยิบสิ่งของบางอย่างออกมาจากกระเป๋า

               ไทม์เลิกคิ้ว กล่าวถามอย่างสงสัย

               “นี่มัน...”

               “ฉันเจอในห้องทดลอง พวกตำรวจน่าจะไม่คิดว่าเกี่ยวข้องกับการตายของเพลง เลยไม่ได้เก็บไปเป็นหลักฐาน”

               ไทม์เห็นของสองสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ ก็คิดไม่ต่างจากตำรวจ

               “ก็น่าจะอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ เส้นเอ็นกับกระดาษกล่องมันเกี่ยวยังไงกับการจุดไฟเผาฆ่าคนล่ะ”

                แม้รู้วิธีการฆาตกรรมอันพิสดารด้วยการใช้สารเคมีติดไฟจากมิวแล้ว แต่ทั้งหมดก็ไม่อาจรู้ถึงลำดับขั้นตอนที่ฆาตกรใช้ กระทั่งอัจฉริยะเคมีกล่าวเฉลยตามสมมติฐานที่ตนมั่นใจ

               “แม่งอ่านนิยายสืบสวนเยอะไปรึเปล่าวะ ใครจะบ้าทำเรื่องซับซ้อนวุ่นวายขนาดนั้น” ไทม์โวยขึ้น

               แต่ออยพยักหน้าเห็นด้วยกับมิว “คงเป็นอย่างที่คุณมิวบอกนั่นแหละครับ ขนาดศพของปลาย ยังถูกฆ่าด้วยเลเซอร์ชี้ดาวเลย ผมว่าฆาตกรต้องมีสาเหตุที่ทำเรื่องยุ่งยากแบบนั้นแน่นอน”

               และระหว่างที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นดีใจกับการค้นพบความจริงที่คืบหน้าไปอีกขั้น แวนก็ส่งเสียงตะโกนออกมา

               “บิงโก!”

               เรียกความสนใจให้ทุกคนหันมอง แวนหันคอมพิวเตอร์แลปท็อปให้เพื่อนดู แต่ไม่มีใครเข้าใจ

               “แกะรอยได้แล้ว ฉันเอาเลข IP ของคนที่โพสกระทู้ต้นเหตุที่ทำให้ไผ่หลิวฆ่าตัวตาย มาเข้าโปรแกรมแกะรอย จนรู้ว่าคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นอยู่ที่ไหน”

               คิวขบกรามแน่น คนที่เศร้าเสียใจกับการตายของไผ่หลิวที่สุดคนหนึ่งอย่างเขา ปรารถนาใคร่รู้ข้อมูลนี้มากกว่าใคร

               “ที่ไหน”

               แวนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเปิดรูปแผนที่ขึ้นมา และเมื่อทุกคนเห็นภาพมุมสูงของสถานที่คุ้นตา กระทั่งคนที่จิตใจเยือกเย็นที่สุดอย่างมิว ยังอดหายใจไม่ทั่วท้องไม่ได้

               “โรงเรียนเวทธ์พิทยา”

               คิวหลับตาก่อนประมวลทุกอย่างในสมอง

               “กระทู้ถูกโพสตอนสิบโมงเช้า ตอนนั้นโรงเรียนประกาศปิดไม่ให้นักเรียนเข้าไปแล้ว ดังนั้น คนที่อยู่ในโรงเรียน ก็มีแค่... ครูกับเจ้าหน้าที่”

               ไทม์พยักหน้า “ถ้าอย่างนั้น ผู้ต้องสงสัยก็จำกัดวงให้แคบลงมาได้เยอะเลย”

               “เอ่อ... ผมมีเรื่องจะบอก”

               ออยที่เงียบอยู่นาน ยกมือขึ้นเหมือนกล้า ๆ กลัว ๆ จนไทม์ที่เลือดร้อนตลอดเวลา ตบหลังหนุ่มร่างบางเสียงดังผัวะ

               “มีอะไรก็พูดมาเลย ไม่ต้องอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ”

               อัจฉริยะฟิสิกส์ตีหน้าเหยเกด้วยเจ็บหลัง ก่อนเกาศีรษะแกรกเหมือนไม่มั่นใจในสิ่งที่ตนสงสัย “ผมเพิ่งคิดออกว่า ตอนเห็นรูปศพคุณเพลง ผมคุ้น ๆ ว่าเคยเห็นกำไลนั่นที่ไหน”

               กำไล... เพราะสภาพศพถูกไฟไหม้จนยากจะแยกแยะได้ว่าเป็นศพของใคร แต่ด้วยกำไลข้อมือหรูยี่ห้อ Ownory ที่ไม่มีผู้ใดสวมนอกจากเพลง จึงทำให้ยืนยันตัวผู้เสียชีวิตได้

               “ตอนผมไปซื้อหนังสือที่ห้าง เห็นครูแป๊กเดินอยู่กับผู้หญิงคนนึง แต่ใส่หมวกกับหน้ากากอนามัย ผมเลยไม่เห็นหน้า”

               ไทม์ที่ใกล้ชิดกับครูพละที่สุด มุ่นคิ้วอย่างสงสัย

               “นายหมายความว่า...”

               “ผู้หญิงคนนั้นสวมกำไลแบบนี้ครับ ผมเลยคิดว่าอาจเป็น... คุณเพลง”

               ข่าวลือที่เคยลงในวารสารของโรงเรียน พูดถึงเพลงในทางเสียหายเรื่องผู้ชาย ซึ่งแม้ปลายจะแฉเรื่องไม่ดีของคนอื่น แต่สิ่งที่ลงในคอลัมน์นั้น ล้วนเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น

               คิวหันมองไปทางแวน “ที่นายไปหาครูบัว เพราะรู้ว่าครูบัวเคยเป็นแฟนกับครูแป๊กใช่ไหม”

               “ใช่ ถึงในเฟซบุ๊กจะลบรูปหรือโพสที่เกี่ยวข้องกันไปหมดแล้ว แต่ครูบัวคงลืมไปมั้งว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กไม่ได้มีแค่เฟซบุ๊ก”

               จริงดังที่แวนกล่าว ก่อนที่คนไทยจะใช้เฟซบุ๊กเป็นสื่อสังคมออนไลน์หลักกันเป็นส่วนใหญ่ ยังมีอีกระบบหนึ่งอย่าง Hi5 ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย

               ครูบัวคงไม่ได้ล็อกอินเข้าไปใน Hi5 ของตนเองนาน จนลืมไปแล้วว่า ครั้งหนึ่งเธอเคยโพสเรื่องราวชีวิต โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความรักในวัยเรียน

               “และที่ฉันพุ่งเป้าไปที่ครูบัว ก็เพราะเห็นคลิปนี้อีกคลิปหนึ่ง”              

               เจ้าของคอมพิวเตอร์กดเปิดคลิปที่บันทึกมาจากกล้องวงจรปิดมุมหนึ่งของโรงเรียน ภาพไม่ชัดเจนนักแต่ยังพอให้เห็นรายละเอียดได้ เวลาที่แสดงบนหน้าจอคือ 18.00 น.

               ทุกคนจ้องภาพถนนทางเดินที่ขนาบสองข้างทางด้วยอาคารเรียนที่บัดนี้ไร้เงาของผู้คน เพราะเป็นเวลาเย็นย่ำที่นักเรียนเลิกเรียนไปเป็นเวลานานแล้ว

               กระทั่งผ่านไปเพียงครู่ จึงเห็นเพลงเดินออกมาจากมุมหนึ่งของอาคาร แม้ไม่เห็นสีหน้า แต่ท่าทีหุนหันกับจังหวะก้าวเดินบ่งบอกถึงอารมณ์โกรธอย่างไม่ปกปิด

               จากนั้น จึงตามมาด้วยร่างสูงในชุดเดรสสีครีมคลุมทับด้วยสูทลำลองแบบพอดีตัว ครูบัวเดินออกมาหยุดยืนมองเพลงที่เดินห่างออกไป มือกำแน่นก่อนสะบัดหน้าเดินไปอีกทางหนึ่ง

               ไร้ซึ่งคำพูดใด ราวห้วงแห่งความเงียบงันคลุมครอบห้องรับแขกนี้จนไม่มีสรรพเสียงใดดังขึ้น

               “ถึงจะมีหลักฐานพอเชื่อมโยงได้ แต่ไม่มีหลักฐานอะไรมัดตัวว่าครูบัวเป็นคนฆ่าใช่ไหม” ไทม์กล่าวข้อเท็จจริงที่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจ “ถ้างั้นเราว่า... พวกเราต้องไปเก็บหลักฐานเพิ่ม”

               แม้คำนึงถึงความถูกต้อง แต่หากปล่อยทิ้งไว้ให้นานเนิ่นกว่านี้ อาจมีผู้เคราะห์ร้ายมากขึ้น คิวจึงเห็นด้วยกับไทม์

               “พวกนายออกจากบ้านตอนกลางคืนกันได้ไหม”

               เจ้าของบ้านถามพลางมองหน้าเพื่อนทุกคน

               และเพียงเห็นทั้งสี่พยักหน้าพร้อมกัน คิวจึงกำหมัดอย่างมุ่งมั่น

               ทีมนักสืบจำเป็นจะบุกโรงเรียนเวทธ์พิทยาในคืนนี้!

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น