อัปเดตล่าสุด 2021-05-15 14:39:01

ตอนที่ 7 บทที่ 7 : คลิปหลุด

บทที่ 7 : คลิปหลุด

 

 

               “นี่แอบชอบเรา ถึงขนาดสะกดรอยตามมาตั้งแต่ที่โรงเรียนเลยเหรอ ดีใจจัง”

               ยิ้มจนตาหยี ทว่าคนถูกส่งยิ้มให้ รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนประเภทเดียวกับตน จึงไม่หลงกลรอยยิ้มเปื้อนใบหน้านั้น

               เป็นคนประเภท... สวมหน้ากากอยู่ตลอดเวลา

               “นายก็รู้ว่าไม่ใช่”

               ทั้งที่ตั้งใจจะชวนแวนคุยตั้งแต่อยู่ที่โรงเรียน แต่เพราะเธอที่เปรียบดั่ง ‘ดาว’ ที่ส่องประกายจนสายตาทุกคนต่างจับจ้อง ไม่มีสักวินาทีที่จะมีความเป็นส่วนตัว ยิ่งกับแวนที่เป็นคนดัง มีคนรู้จักมากมาย การที่เธอจะหาโอกาสคุยกับเขาสองต่อสอง ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

               ครั้นจะให้ส่งข้อความมาคุยตามประสาวัยรุ่นยุคนี้ที่การสื่อสารทำได้ง่ายดายเพียงปลายนิ้ว ไผ่หลิวก็รู้แก่ใจว่าแวนหาใช่คนที่จะไว้ใจได้ง่าย ๆ ดีไม่ดีข้อความสนทนา อาจถูกเก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อแบล็คเมลเธอในอนาคตก็ได้

               สืบรู้มาว่าบ้านหมอนี่อยู่ในซอยลึก จึงลอบติดตามมาตั้งแต่ออกจากโรงเรียน อดทนรอร่วมชั่วโมงกว่าจะมีโอกาสนี้ ไผ่หลิวไม่ยอมให้อีกฝ่ายยียวนจนเสียเรื่อง

               “นายก็รู้ว่า... ฉันไม่ได้ชอบนาย”

               “อ้อ ๆ ก็พอรู้อยู่หรอกว่าเธอแอบชอบใคร ต่อให้พยายามปกปิดแค่ไหน ก็ไม่รอดพ้นสายตาเหยี่ยวของฉันไปได้หรอก”

               “ฉันก็รู้ ว่านายชอบใครเหมือนกัน”

               แม้เปลี่ยนสีหน้าได้ราวกิ้งก่า ทว่าเมื่อเห็นดวงตาเล็กเรียวของหญิงสาวที่มองมาราวกับผู้มีชัย สายตานั้นยืนยันประโยคที่พูดได้ชัดเจน

               “ธะ... เธอรู้?”

               “ฉันไม่แสดงออกนายยังดูรู้ นายเล่นแสดงออกซะโจ่งแจ้งขนาดนั้น ใครไม่รู้ก็โง่แล้ว”

               เมื่อนึกได้ ว่ายังมีคนไม่รู้ ซ้ำยังเป็นเพื่อนสนิทของตนซึ่งเป็นคนที่แวนแอบชอบอยู่ ไผ่หลิวจึงตบปากตัวเองรัว ๆ

               “ถ้างั้น ที่เธอถ่อตามฉันมาจนถึงที่นี่ คงไม่ใช่แค่หาเพื่อนรับฟังคำปรึกษาปัญหาหัวใจสินะ”

               “ฉันจะหาโอกาสให้นายได้อยู่ใกล้ ๆ ฝุ่น ส่วนนายก็หาโอกาสให้ฉันอยู่กับคิวสองต่อสอง”

               ไม่ลังเลสักนิด แวนยกนิ้วเป็นสัญญาณตอบตกลง

               “ดีล”

               แม้ประเมินแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่ควรหลีกเลี่ยงให้ไกลที่สุด แต่เพราะมีผลประโยชน์ร่วม คน ‘เจ้าเล่ห์’ ทั้งสองคน จึงยอมตกลงตามเงื่อนไขแบบวินวินทั้งสองฝ่าย

               แวนและไผ่หลิวเฝ้ารอให้ถึงวันพรุ่งนี้แทบจะไม่ไหวแล้ว

 

 

               แต่เช้าวันที่แวนและไผ่หลิวเฝ้ารอ ไม่อาจเป็นเช้าอันสดใสที่ทั้งคู่จะได้ทำตามข้อตกลงที่ตั้งเอาไว้

               เพราะทันทีที่นักการวัยชราเปิดประตูบ้านพักเพื่อเตรียมตัวทำงานอย่างแข็งขันตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า เขาก็ร้องแหกปากอย่างตระหนก พลางวิ่งพล่านตะโกนขอความช่วยเหลือดังลั่น ปลุกคนที่ยังจมอยู่ในห้วงนิทรา ให้ลืมตาตื่นก่อนเวลาที่ตั้งเอาไว้ในนาฬิกาปลุก

               ผ่านไปเพียงครู่ ครูบางส่วนที่มาทำงานตั้งแต่เช้า ก็มารวมตัวกันที่บริเวณประตูทางออกด้านหลังของโรงเรียน สีหน้าแต่ละคนพะอืดพะอมเมื่อได้เห็นซากร่างของมนุษย์ ที่แหว่งวิ่นเละเทะไม่มีชิ้นดี เลือดแดงฉานนองเจิ่งเป็นวงกว้าง ซ้ำยังเปื้อนเปรอะไปทั่วบริเวณ

               ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็แทรกเข้ามาไม่หยุดหย่อน ศพของอานนท์ นับเป็นนักเรียนรายที่ 4 ของโรงเรียนเวทธ์พิทยา ที่เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนา หาตัวผู้ก่อเหตุไม่ได้ ความหวาดผวาคลุมครอบในจิตใจของทุกผู้จนไม่มีใครมีแก่ใจจะทำการเรียนการสอน

               แม้อยากฝืน แต่ไม่อาจฝืนได้อีกต่อไป ในที่สุด ผู้อำนวยการประภาสจึงสั่งปิดโรงเรียนชั่วคราว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานได้โดยสะดวก และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้นักเรียนเสียขวัญหวาดกลัวไปมากกว่านี้

               ทั้งที่คนที่ตกอยู่ในห้วงวิตกกังวลมาที่สุด กลับเป็นตัวประภาสเองเสียด้วยซ้ำ

               และเพราะได้รับแจ้งให้หยุดเรียนกะทันหัน นักเรียนทุกคนที่เดินทางออกจากบ้านเพื่อมาโรงเรียน หากไม่กลับบ้านไปนอนต่อด้วยเพราะยังนอนไม่เต็มอิ่ม ก็จับกลุ่มรวมตัวกันไปเที่ยวยังสถานที่ต่าง ๆ เป็นกลุ่มแก๊ง

               คงมีเพียงพวกของคิว 5 คน ที่จับจองพื้นที่ในร้านเบเกอรีที่อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนนักเพื่อใช้เป็นห้องประชุมลับ แม้ใจอยากได้สถานที่ที่มีความเป็นส่วนตัวมากกว่านี้ แต่เพราะบ้านของแต่ละคนล้วนมีเหตุผลความจำเป็นที่ไม่อาจพาเพื่อนไปได้แตกต่างกันไป ประกอบกับหากอยู่ใกล้โรงเรียน ก็อาจมีเบาะแสเพิ่มเติม จึงจำต้องนั่งแช่ในร้านนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

               และเป็นดังที่คาด สถานที่ที่มีผู้คนหมุนเวียนกันเข้าออกเช่นนี้ ย่อมเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารชั้นเยี่ยม เสียงพูดคุยสนทนาของลูกค้าที่ลอยกระทบโสต ทำให้ไทม์ที่ปกติจะเสียงดังโวยวายที่สุด กลับนิ่งเงียบอย่างใช้ความคิด

               สมมติฐานที่เขาคิด ผิดไปเสียถนัด

               ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะฟันธงเอาไว้ล่วงหน้า ว่าฆาตกรที่ฆ่าเพื่อนนักเรียนถึงสามคน จะเป็นอานนท์

               ทว่าเมื่อเหยื่อรายที่ 4 กลับเป็นตัวอานนท์เสียเอง ความหวาดผวาจึงผุดพุ่งในจิตใจอย่างไม่อาจควบคุม เพราะเขาที่คิดว่าคนน่ากลัวอย่างอานนท์หากเป็นฆาตกรจริง ยังพอหาทางรับมือไหว แต่ดูเหมือนฆาตกรตัวจริงจะจิตใจเหี้ยมโหดและลงมือด้วยความเลือดเย็นกว่านั้นมาก

               “เอ่อ... ผมว่าผมรู้แล้วว่าอาวุธที่ใช่ฆ่าปลายคืออะไร”

               ออยที่ปกติเป็นฝ่ายนั่งฟังและแทบไม่มีบทบาทในวงสนทนา กลับกล่าวเปิดประเด็น

               เพื่อนทั้ง 4 หันมองคนตัวเล็กที่สุดที่นั่งอยู่ท้ายโต๊ะอย่างใคร่รู้ ไทม์เอ่ยปากถามด้วยความสงสัย

               “คงไม่ใช่ รู้เพราะดูดวงมาหรอกนะ”

               “ผมเคยบอกแล้วไง ว่าผมดูดวงให้คนที่ตายไปแล้วไม่ได้” และเหมือนจะลืมตัว จึงกล่าวแก้ประโยคของตน “เอ่อ... ผมหมายถึง ผมดูดวงให้ใครไม่ได้หรอกครับ ผมไม่ใช่หมอดู ก็แค่คาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคนคนนั้นผ่านการเคลื่อนไหวของดวงดาวเจ้าเรือน”

               แล้วมันต่างจากดูดวงตรงไหน...

               ทุกคนคิด แต่ไม่กล้าถาม เพราะกลัวจะขัดจังหวะการเล่าของออย

               “เลเซอร์ชี้ดาวน่ะครับ” อัจฉริยะฟิสิกส์พูดถึงสิ่งที่ไม่มีใครเคยได้ยิน ทั้งสี่จึงขมวดคิ้วพร้อมกัน

               “พวกคุณเคยดูสตาร์วอรส์ใช่ไหมครับ ปืนเลเซอร์ในเรื่องนั้น คืออาวุธที่ฆาตกรใช้ฆ่าปลาย”

               ก่อนที่ทุกคนจะงงไปมากกว่านี้ ออยจึงหยิบโทรศัพท์มือถือของตน เปิดคลิปจากเว็บยูทูปให้เพื่อนทั้งหมดเห็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง

               ในหน้าจอ ชายชาวต่างชาติคนหนึ่งกำลังถืออุปกรณ์ที่มีรูปร่างคล้ายกระบอกไฟฉายสีดำ เพียงเขากดสวิตช์ ลำแสงสีเขียวก็พุ่งจากปลายกระบอกนั้นไปตกกระทบที่ผนังสีดำ

               “นี่คือเลเซอร์ชี้ดาวครับ หลักการทำงานก็คล้าย ๆ กับเลเซอร์ที่อาจารย์ใช้เวลาสอนหนังสือนั่นแหละ”

               ทั้งหมดคิดภาพตาม จึงถึงบางอ้อ เพราะมีครูบางคนที่เวลาสอนไม่นั่งอยู่กับโต๊ะ แต่มักเดินไปมา และใช้อุปกรณ์เลเซอร์เพื่อยิงให้เกิดจุดแสงสีแดงบนกระดานให้นักเรียนมองตาม

               “ถ้าเลเซอร์สีแดงมีกำลังไฟฟ้า 100 มิลลิวัตต์ เลเซอร์ชี้ดาวก็มีกำลังมากกว่านั้นประมาณ 50 เท่า ซึ่งหากส่องผ่านเลนส์ที่มีกำลังขยายมาก อย่างเช่นเลนส์ของกล้องดูดาว กำลังไฟก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น จนผลออกมาเหมือนในคลิปนี้ครับ”

               ลำแสงสีเขียวที่ถูกยิงออกจากกระบอกเลเซอร์ชี้ดาว เมื่อส่องผ่านเลนส์ อานุภาพความรุนแรงของแสงจึงเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล จนสามารถเจาะให้แตงโมเป็นรูราวถูกคว้าน ซ้ำยังมีควันลอยกรุ่นจากรอยไหม้ของรูนั้นอย่างน่าอัศจรรย์

               ภาพศีรษะของปลาย ถูกแทนที่แตงโมในจินตนาการของทั้ง 4 ที่ดูคลิป จนแทบอยากขย้อนเอาพายไก่ที่เพิ่งกินเมื่อครู่ออกมา

               คิวมุ่นคิ้วอย่างสงสัย

               “ทำไมฆาตกรต้องใช้วิธีที่ยุ่งยากแบบนั้นด้วยล่ะ ถ้าแค่จะฆ่า ใช้อาวุธอื่นที่หาได้ทั่วไปก็ได้ไม่ใช่เหรอ”

               นี่เป็นปริศนาที่ยังคิดไม่ตก

               เมื่อครั้งพบศพแรกของต้อม เป็นการผูกคอที่ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร แต่การใช้สารเคมีที่มีปฏิกิริยาติดไฟเมื่อสัมผัสกับน้ำ นับเป็นเรื่องที่ยากกว่าการจุดไฟหรือใช้เชื้อเพลิงอย่างน้ำมันเผาร่างเพลงตรง ๆ หรือกระทั่งศพของอานนท์ที่ได้ยินได้ฟังจากเสียงซุบซิบนินทาเมื่อครู่ สภาพอันน่าอเนจอนาถนั้น ย่อมไม่ได้เกิดจากอาวุธปกติอย่างแน่นอน

               ทำไมคนร้ายถึงใช้วิธีการที่ยากเย็น และโฉ่งฉ่างขนาดนั้น

               ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ คงเป็นโจทย์ยากที่แต่ละคนต้องใช้ความสามารถที่มีเพื่อไปให้ถึงปลายทางอันเป็นเป้าหมายร่วมกันให้ได้

               แวนที่เหมือนรอจังหวะอยู่ จึงรีบกล่าวสรุป

               “งั้นเราว่า วันนี้พอแค่นี้กันก่อนดีกว่า แยกย้ายกันไปหาเบาะแสเพิ่มเติม เผื่อจะเจออะไรที่เป็นประโยชน์”

               ทั้งหมดพยักหน้า เป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูร้านเปิด พร้อมร่างของสองสาวที่เดินเข้ามาราวถูกกำหนดบทบาทและเวลาเอาไว้แล้ว

               “อ้าวแวน! หวัดดี”

               เสียงใสของไผ่หลิวดัง เรียกใบหน้าของทุกคนให้หันมอง

               เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายแสดงเกินบทบาทที่ตกลงกันไว้ แวนจึงรีบส่งสายตาปราม

               “หวัดดีไผ่หลิว ไม่ได้กลับบ้านเหรอ”

               “ว่าจะกลับแล้วเหมือนกัน แต่อยากกินขนมก่อน เลยแวะมานี่” สคริปต์เนียนเป๊ะ เพราะซ้อมหน้ากระจกทั้งคืนเพื่อให้พูดออกไปอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด “เอ่อ... สวัสดีคิว ไทม์ มิว ออย”

               จงใจทิ้งช่วงระหว่างคิวกับไทม์นานพอสมควร เพื่อหวังให้คนถูกเรียกเป็นคนแรกสะกิดใจถึงความจำเพาะเจาะจงนี้สักนิดก็ยังดี

               สาวสวมแว่นที่เดินตามหลังมา มองไผ่หลิวสลับกับแวนอย่างพิจารณา

               ฝุ่นเพิ่งถึงบางอ้อ จึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันแชท ส่งข้อความหาแวนโดยที่ไม่ให้เพื่อนของตนรู้

               Judge >> ที่ไผ่หลิวคะยั้นคะยอให้ฉันมาที่ร้านนี่ เพราะนายใช่ไหม

               ฟินเซนต์ ฟัน โคค >> ไหงมาโทษฉันล่ะ

               Judge >> ฉันเป็นเพื่อนไผ่หลิวมานาน เวลานางวางแผนทำอะไร ทำไมจะดูไม่ออก ส่วนสีหน้าของนายก็เหมือนกันเป๊ะ แสดงว่าต้องวางแผนอะไรร่วมกันแน่ ๆ

               กลัวจะผิดแผน แวนจึงวางมือบนบ่าไทม์

               “ฉันว่า พวกนายรีบไปหาข้อมูลกันดีกว่า ชักช้าเดี๋ยวหลักฐานจะหายไปหมด”

               ไทม์เลิกคิ้ว ทว่าเมื่อเห็นจอมเจ้าเล่ห์กะพริบตาให้ ก็เข้าใจถึงนัยยะบางอย่าง

               “โอเค ไปก็ไป ไปเถอะคิว มิว ออย”

               แต่แวนรีบกล่าวห้าม

               “คิว! อย่าเพิ่ง เมื่อวานฉันบังเอิญได้ยินไผ่หลิวพูดว่าไม่ค่อยเข้าใจเรื่องปริพันธ์” พูดจบก็หันหน้าหาไผ่หลิว “ถ้าไม่เข้าใจวิชาเลข จะมีใครที่เหมาะสมจะเป็นที่ปรึกษาไปมากกว่าอัจฉริยะคณิตศาสตร์ มีอะไรไม่เข้าใจถามคิวได้เลย หมอนี่ใจดี ช่วยเหลือเพื่อนทุกคนได้อยู่แล้ว”

               ผู้ร่วมแผนการทำหน้าดีใจอย่างปิดไม่มิด ไผ่หลิวเดินมานั่งแทนที่ไทม์ที่เพิ่งลุกเดินออกจากร้านไป ซึ่งเป็นตำแหน่งตรงข้ามกับคิว ส่วนฝุ่นที่นั่งประจันหน้ากับแวน มองชายหนุ่มด้วยสายตาค้นหา

               ก่อนหยิบโทรศัพท์มาพิมพ์ข้อความอย่างรวดเร็ว

                Judge >> หรือว่า... นายไม่ได้ชอบไผ่หลิว

               หัวใจแวนเต้นตึกตัก ในที่สุดอีกฝ่ายก็รู้ถึงความรู้สึกของตน

               Judge >> นายชอบคิว แต่พอรู้ว่าคิวชอบไผ่หลิว นายก็เลยวางแผนนี้ขึ้นมาเพื่อให้คนที่นายชอบสมหวังในรัก นายนี่มันโคตรพระเอกเลย ฉันขอปรบมือให้

               สายตาที่เมื่อครู่ยังวิบวับ พลันโรยแสงราวไฟถูกดับ ยิ่งเมื่อเห็นแววตาชื่นชมของสาวแว่นที่มองส่งมาให้ แวนยิ่งอยากเอาหัวโขกโต๊ะตายให้รู้แล้วรู้รอด

               ก็พอรู้อยู่หรอกว่าแม่นี่เป็นคนแปลก แต่ไม่คิดว่าตรรกะจะบิดเบี้ยวขนาดนี้...

               อัจฉริยะคอมพิวเตอร์ระบายลมหายใจ ก่อนยกกาแฟขึ้นกระดกจนหมดแก้วอย่างเซ็งในอารมณ์

 

 

               “เราจะหาค่าปริพันธ์โดยการแยกส่วนได้แบบนี้นะ”

               คิวพูดพร้อมอธิบายอย่างเข้าใจง่าย ชนิดที่คนที่ไม่เคยเรียนวิชานี้มาก่อน ก็ยังเห็นภาพตาม

               แต่คนถูกสอนกลับไม่มีเนื้อหาใดเข้าหัว เพราะในคลองตา มีแต่ใบหน้าคมของเพื่อนนักเรียนหนุ่มที่ตนแอบหลงรักอยู่

               “เข้าใจใช่ไหม”

               ถามพร้อมมองหน้าหวานของสาวหมวย แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบ จึงถามย้ำ

               “ไผ่หลิว เข้าใจรึเปล่า ถ้าเราอธิบายอะไรตรงไหนไม่เคลียร์ ให้พูดอีกรอบก็ได้นะ”

               และเป็นฝุ่น ที่ตีต้นแขนเพื่อนดังเผียะจนรอยนิ้วขึ้นเป็นทาง ไผ่หลิวตกใจอุทานเสียงดังจนทุกคนในร้านหันมอง

               เมื่อรู้สึกตัว เธอก็เชิดคอเรียกวิญญาณประธานชมรมเชียร์ลีดเดอร์ผู้สง่างามลงมาประทับร่างอย่างรวดเร็ว

               “ขะ เข้าใจ ขอบคุณมากนะคิว”

               เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อย คิวที่ตั้งใจกลับบ้านไปคิดวิเคราะห์หลักฐานทั้งหมดที่ได้มาอีกครั้ง กลับถูกแวนรั้งเอาไว้อีกครั้ง

               “เออ! คิว ฉันจำได้ว่าไผ่หลิวบ้านอยู่ทางเดียวกับนายนี่นา ทำไมไม่กลับพร้อมกันล่ะ”

               “หืม... ทางเดียวกันเหรอ”

               อัจฉริยะคณิตศาสตร์ที่ปกติไม่มีเพื่อนสนิทนัก จึงไม่รู้ว่าบ้านของเพื่อนร่วมชั้นแต่ละคนอยู่ที่ไหนบ้าง

               “ไม่เป็นไรหรอก เกรงใจ เรากลับคนเดียวได้” ไผ่หลิวปฏิเสธอย่างเป็นมารยาท ทว่าในใจกลับคาดหวังจนมือสองข้างกำแน่น

               “แล้วไม่ได้กลับกับฝุ่นเหรอ”

               “ปกติที่บ้านฝุ่นมารับน่ะ ใช่ไหมฝุ่น”

               สาวแว่นพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร ทว่าสายตากลับจับสังเกตทุกคนพลางจินตนาการไปไกลสุดกู่

               “เราลง BTS สถานีสะพานตากสิน ไผ่หลิวลงที่ไหน”

               “สถานีเดียวกันเลย”

               “งั้นไปด้วยกันก็ได้ เจอกันพรุ่งนี้นะแวน ฝุ่น” คิวโบกมือพลางเดินนำไผ่หลิว ด้วยระยะก้าวที่ตั้งใจลดลงมาให้สั้นเพื่อให้อีกฝ่ายเดินตามได้ทันโดยไม่เหนื่อยนัก

             

 

               คิวไม่ใช่คนพูดเก่งนัก

               แม้การตอบคำถามทางวิชาการทั้งในห้องเรียนหรือการแสดงความสามารถในโอกาสต่าง ๆ เขาจะพูดได้อย่างฉะฉาน เป็นเหตุเป็นผล จนไม่เหมือนเด็กวัยมัธยม แต่กับการสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น เขากลับทำได้แย่

               ฟากไผ่หลิวเอง ทั้งเขินจนไม่รู้จะพูดอะไร บวกกับยามปกติเธอต้องสวมหน้ากากนางพญา พูดน้อย สงวนท่าที ตลอดทางตั้งแต่รถเริ่มแล่นออกจากสถานีต้นทาง ทั้งคู่ที่ยืนโหนราวรถไฟฟ้าอยู่เคียงกัน จึงไม่มีบทสนทนาแม้เพียงสักประโยค

               อีกเพียงสถานีเดียวก็จะถึงจุดหมายปลายทาง โอกาสดี ๆ แบบนี้ไม่ได้หากันได้ง่าย ๆ คนที่ซุ่มซ้อมหน้ากระจกทั้งคืนเพื่อหวังให้บทสนทนาในวันนี้เป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ แม้ใจเต้นตึกตักจนแทบทะลุออกมานอกอก แต่หากปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป คงไม่มีอะไรน่าเสียดายไปมากกว่านี้อีกแล้ว

               “เอ่อ... คิวชอบผู้หญิงแบบไหนเหรอ”

               คนถูกถามเลิกคิ้ว ไม่คิดว่าจู่ ๆ ไผ่หลิวจะเริ่มบทสนทนาด้วยประโยคนี้

               และคนที่เพิ่งรู้ตัวว่าไม่ควรถามอะไรแบบนี้ออกไป ก็หน้าแดงก่ำพลางกลอกตาไปมาอย่างไม่กล้าสบดวงตาคมของคนที่ยืนตรงหน้า

               เพียงครู่ คิวจึงยิ้มแล้วกล่าวตอบ “ชอบคนร่าเริงมั้ง แบบที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ ไม่มีมาดน่ะ”

               ตรงข้ามกับเธออย่างสิ้นเชิง...

               “เอ่อ... แล้วพวก รูปลักษณ์ภายนอกล่ะ รูปร่างหน้าตางี้ ไม่มีสเปคเหรอ”

               “ไม่นะ เราว่าผู้หญิงทุกคนมีความสวยเฉพาะตัวอยู่แล้ว ยิ่งยุคนี้ ใครที่คิดว่าของเดิมไม่ดีพอ ก็ไปศัลย์ไปทำเพิ่มได้ เพราะงั้นรูปลักษณ์มันเปลี่ยนกันได้อยู่แล้ว แต่นิสัยใจคอนี่สิ เปลี่ยนยาก”

               ราวถูกคมมีดกรีดเฉือนที่หัวใจ คิวอาจพูดโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง แต่ไผ่หลิวรู้อยู่เต็มอก ว่าที่เธอมีหน้าตาสะสวย รวมถึงรูปร่างที่ ‘โต’ เกินวัย จนได้รับคัดเลือกให้เข้าชมรมเชียร์ลีดเดอร์ตั้งแต่ขึ้นชั้นมัธยมปลาย เป็นเพราะเธอผ่านมีดหมอมาแล้วทั่วร่าง

               ไผ่หลิวลบรูปทั้งหมดก่อนศัลยกรรมทิ้ง เพราะมันถือเป็นรอยด่างพร้อยของชีวิต เธอไม่ต้องการให้ใครเห็นว่า ใบหน้าแท้จริงที่พ่อและแม่ให้มาเป็นเช่นไร

               แต่ความพยายามทั้งหมดที่ทำลงไป กลับไม่อาจทำให้คนตรงหน้าหันมอง

               “เราพูดอะไรผิดรึเปล่า”

               คิวเอ่ยถามอย่างสงสัย เมื่อเห็นไผ่หลิวเงียบไปพร้อมตีหน้าหม่น

               “ปละ เปล่าหรอก เราแค่คิดเล่น ๆ ว่าในห้องเรามีใครบ้าง ที่ร่าเริง เป็นตัวของตัวเองแบบไม่มีมาด เหมือนที่คิวบอก เผื่อจะได้รู้ว่าคิวชอบใครอยู่หรือเปล่า”

               “ตอนนี้เรายังไม่ได้คิดเรื่องนั้นหรอก”

               แม้โล่งใจ ที่คิวยังไม่ได้ชอบใคร แต่อีกใจก็อดเสียใจไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา ไม่ว่าไผ่หลิวจะแค่ปรายตามองใคร ทุกคนก็ต้องตกหลุมรักทั้งสิ้น แต่เสน่ห์ที่เคยใช้ได้ผล กลับไม่แม้แต่จะทำให้คิวเหลียวมอง

               “แต่ถ้าเราโตมากพอที่พร้อมจะรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและต่อคนที่เรารัก ถ้าวันนั้นยังมีคนที่ชอบเราอยู่ เราก็คงนับถือในความมั่นคงของเขามาก ๆ และเราคงไม่ปฏิเสธความรู้สึกดี ๆ ที่เขามอบให้หรอก”

               ไผ่หลิวเบิกตาขึ้นเล็กน้อย ทว่าในหัวใจกลับเต้นเร็วและแรงอย่างไม่อาจควบคุม

               ประโยคของคิวคล้ายรู้ว่ามีคนแอบชอบเขาอยู่ และหากเป็นปกติ เขาย่อมไม่มีทางพูดประโยคแบบนี้ออกมากับเธอที่เพิ่งได้คุยกันเป็นครั้งแรก เว้นเสียแต่...

               คิวรู้ว่าเธอแอบชอบเขาอยู่!

               ไม่รู้ว่าเป็นการพูดเพื่อถนอมน้ำใจหรือเปล่า แต่เพียงเท่านี้ไผ่หลิวก็รู้สึกยินดีจนหยาดน้ำเอ่อล้นที่หางตา เด็กสาวรู้แก่ใจว่าเธอไม่ควรรีบร้อนหรือคาดคั้นอะไร เพราะถึงอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนใจคนมุ่งมั่นอย่างคิวได้

               แค่ปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องนำพาให้เขาหันมามองเห็นหัวใจที่เธอมีให้ และตอบรับความรู้สึกนี้ในสักวัน

               เท่านั้นก็เพียงพอ...

               แต่สัญญาณแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือ ก็ทำให้ไผ่หลิวต้องหยิบมันขึ้นมาดู และทันทีที่เห็นว่าเป็นข้อความจากเพื่อนสนิทอย่างฝุ่น เธอก็รีบกดอ่าน

               มือที่ถือโทรศัพท์อยู่แทบไร้ซึ่งเรี่ยวแรง เมื่อเห็นภาพต่าง ๆ ที่เพื่อนส่งมาให้

               “ไม่จริง...”

               ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ เป็นภาพที่ฝุ่นแคปมาจากเว็บบอร์ดของโรงเรียน โดยโรงเรียนเวทธ์พิทยา มีเว็บบอร์ดสำหรับนักเรียนเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ รวมถึงตั้งกระทู้เพื่อชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ แบ่งตามหมวดหมู่ต่าง ๆ ตามแต่ผู้ใช้งานจะเลือกสรร

               และในบอร์ด ‘รอบรั้วโรงเรียน’ ซึ่งเป็นบอร์ดพูดถึงเรื่องทั่วไป ไม่จำกัดประเภท ก็มีผู้ตั้งกระทู้ถึงข่าวการฆ่าตัวตายของชายคนหนึ่ง ซึ่งตัดข้อความและภาพประกอบมาจากหนังสือพิมพ์ออนไลน์

               ศพชายคนดังกล่าวถูกพบในอพาร์ตเมนต์ที่เขาเช่าพักอาศัย โดยเจ้าของอพาร์ตเมนต์ที่ได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาจากในห้อง เมื่อพยายามติดต่อผู้เช่าไม่สำเร็จ ก็โทรศัพท์แจ้งตำรวจเพื่อให้พังประตูเข้าไป

               จึงพบศพชายชื่อ ‘พิเชษฐ์’ ฆ่าตัวตายโดยใช้มีดปักที่หน้าอกตรงตำแหน่งหัวใจ ในสภาพร่างกายที่บวมอืดเพราะเสียชีวิตมาหลายวันแล้ว

               แม้ข่าวที่นำเสนอดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกี่ยวกับเวทธ์พิทยาจนต้องนำมาลงในเว็บบอร์ดของโรงเรียนเช่นนี้ ทว่าข้อมูลก่อนจบกระทู้ ผู้โพสได้นำภาพภายในห้องของชายผู้เสียชีวิตมาลง โดยผนังห้องถูกแปะด้วยรูปภาพของหญิงสาวที่ถูกแคปผ่านหน้าจอแอปพลิเคชันปีโป้ ในอิริยาบถและเสื้อผ้าหน้าผมที่แตกต่างกัน

               และที่ทำให้ไผ่หลิวตัวชาจนแทบกระดิกกายไม่ได้ คือภาพสุดท้าย ที่ผู้โพสนำภาพหนึ่งของหญิงสาวบนหน้าจอในชุดนักศึกษาปลดกระดุมออกทั้งหมดเผยให้เห็นบราสีดำตัวจิ๋ว ปกปิดใบหน้าด้วยหน้ากากอนามัย มาตัดต่อรูปโดยลบเอาหน้ากากอนามัยออก และแปะจมูกและปากของเธอเข้าไปแทน จนมองอย่างไร ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เมมเบอร์รายนี้ที่ใช้ชื่อในแอปว่า ‘ลิลลี่’ คือไผ่หลิว

               คิวเองก็ได้รับข้อความจากไทม์ด้วยข้อมูลชุดเดียวกันนี้เช่นกัน

               “ไม่จริงนะ... นี่มัน ไม่ใช่เรานะ”

               เด็กหนุ่มมองรูปในโทรศัพท์อย่างพิจารณา เขากดลิงค์เข้าไปดูที่โพสต้นทาง พบว่าคอมเมนต์จากนักเรียนทุกระดับชั้น ยาวเรียงรายเป็นหางว่าว ดูเหมือนรูปนี้จะถูกส่งต่อกันไปเป็นทอดราวไยแมงมุม

               “ไผ่หลิว...”

               คิวหันมองก่อนพูดได้เพียงเท่านั้น เมื่อเห็นสีหน้าของเด็กหนุ่ม ไผ่หลิวที่บัดนี้น้ำตานองเปียกท่วมใบหน้า ไม่อาจสบสายตาตั้งคำถามของเขาได้

               เพียงประตูรถไฟฟ้าเปิด เด็กสาวก็วิ่งสุดกำลังแทรกฝูงชนที่กรูกันออกจากขบวนรถ คิวที่พยายามจะติดตาม ไม่อาจทำได้อย่างตั้งใจเพราะผู้คนที่โดยสารรถขบวนนี้นั้นมีมากมายเหลือเกิน

               เพียงไม่นาน ไผ่หลิวก็วิ่งหายไปจนเขาไม่อาจตามเธอได้ต่อ

               ลางสังหรณ์ประหลาดบางอย่างเกิดขึ้นในจิตใจ คิวรีบโทรศัพท์หาแวนเพื่อสอบถามที่อยู่ของไผ่หลิว

               โดยภาวนาในใจ ขอให้เรื่องร้ายที่ตนคาดการณ์เอาไว้

               ไม่เป็นความจริง

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น