อัปเดตล่าสุด 2021-05-09 16:51:54

ตอนที่ 6 บทที่ 6 : รักในวัยเรียน

บทที่ 6 : รักในวัยเรียน

 

 

               ฟินเซนต์ ฟัน โคค >> 01001000 01101001

               จู่ ๆ ข้อความในกล่องสนทนาก็แจ้งเตือนขึ้นมา ฝุ่นที่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มุ่นคิ้วพลางคลิกเปิดดูด้วยความสงสัย

               เห็นเป็นชื่อและรูปโปรไฟล์ประหลาด ก็อดแปลกใจไม่ได้ที่มีคนหาเฟซบุ๊คของเธอพบ

               มิได้แปลกหรือแตกต่างจากเด็กสาววัยเดียวกันทั่วไป ฝุ่นที่เกิดและเติบโตในยุค 4G ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กเหมือนคนอื่น หากแต่เพียงใช้เพื่อเสพข่าวสารเท่านั้น เธอมิได้เปิดรับผู้ใดเป็นเพื่อน ไม่แม้กระทั่งใช้ชื่อหรือรูปที่เชื่อมโยงถึงตัวได้ คงมีเพียงไผ่หลิวซึ่งเป็นเพื่อนสนิทผู้เดียว ที่อยู่ในหน้า Friend list ของเธอ

               แล้วคนคนนี้รู้จักเธอได้อย่างไร

               ที่เดาว่าเขารู้จัก ทั้งที่อาจเป็นคนสุ่มส่งข้อความมาหาดังเช่นมิจฉาขีพหรือพวกปล่อยไวรัสชอบทำกัน คือข้อความประหลาดนี้

               หากเป็นคนทั่วไป คงมองเห็นเป็นเพียงตัวเลข แต่เธอที่ถูกเพื่อนเรียกว่า ‘เนิร์ด’ เพราะมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์มากกว่าแค่ใช้พิมพ์งานทั่วไป รู้ว่านี่คือ ‘เลขฐานสอง’

               ระบบเลขที่มีสัญลักษณ์เพียงสองตัว คือ 0 กับ 1 นี้ เป็นพื้นฐานในการทำงานของคอมพิวเตอร์ ซึ่งถูกนำมาสร้างเป็นระบบประมวลผลแบบดิจิทัล ดังนั้นข้อมูลทั้งหมดที่เห็นไม่ว่าจะเป็นตัวหนังสือหรือรูปภาพ ล้วนก่อกำเนิดจากตัวเลขเพียงสองตัวนี้เท่านั้น

               และ 0100100 01101001 ก็คือตัวอักษรสองตัว คือตัว H และ i

               “Hi”

               คำทักทายราวล่วงรู้ถึงตัวตน จนเด็กสาวสวมแว่นอดไม่ได้ที่จะนำชื่อผู้ใช้งานของคนผู้นี้ไปค้นหาในเสิร์ชเอนจินอย่าง Google

               ฟินเซนต์ ฟัน โคค คือชื่อของจิตรกรระดับโลกชาวดัตช์ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากภาพวาดสีน้ำมันสไตล์เฉพาะตัว ผู้ปลิดชีวิตตนเองด้วยวัยเพียง 37 ปีเท่านั้น

               แวนโก๊ะ

               ซับซ้อนทั้งข้อความที่ส่งและชื่อที่ใช้ในโลกโซเชียล เพียงเท่านี้ฝุ่นก็รู้แล้วว่าใครทักทายเธอมายามค่ำคืน

               Judge >> บล็อกนะ

               ฟินเซนต์ ฟัน โคค >> เฮ้ยเดี๋ยว! นี่เราเอง แวนไง

               Judge >> มีอะไร

               ฟินเซนต์ ฟัน โคค >> ทักทาย ไม่คิดว่าจะเล่นเฟซด้วย

               นิ่วหน้าคล้ายมวนท้อง หมอนี่ต้องแอบชอบไผ่หลิวแน่ ๆ ถึงเข้าทางเธอแบบนี้

               Judge >> ก็ไม่ค่อยได้เล่นหรอก สมัครเอาไว้งั้นแหละ มีไรป่าว จะนอนละ

               ฟินเซนต์ ฟัน โคค >> ไม่มีไร รีบนอนเถอะ นอนดึกเดี๋ยวหน้าแก่

               อ้าวไอ้นี่!

               Judge >> ก็หน้าฉันมั้ย เกี่ยวอะไรกับนาย

               แหวโดยไม่รู้ว่า อีกฝ่ายยิ้มแป้นอยู่หน้าจอ

               และไม่รู้ว่า เหตุที่สืบเสาะจนพบเฟซบุ๊คของเธอ มิใช่เพราะต้องการจีบดาวโรงเรียนจนต้องวางแผนเข้าทางเพื่อน แต่เป้าหมายคือตัวเธอต่างหาก

               ฟินเซนต์ ฟัน โคค >> ส่งสติกเกอร์

               มิได้มีโทสะ ทว่าเป็นเพียงความไม่เข้าใจถึงพฤติกรรมของเพื่อนร่วมชั้นเรียนคนนี้เท่านั้น เหลือบตามองนาฬิกา พบว่าเป็นเวลากว่าเที่ยงคืน แต่เพราะข้อความที่วนเวียนในสมองนี้ ทำให้ตาลืมตื่น ความง่วงงันหายไปจนสิ้น

               เด็กสาวคลิกเปิดเว็บไซต์ พาตนเองท่องโลกออนไลน์ โดยลืมไปเสียสนิทว่าพรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนแต่เช้า

 

 

               ห้องประชุมลับวันนี้ มีแวนเพียงคนเดียวที่ยิ้มหน้าระรื่น แม้ขอบตาดำคล้ำเพราะนอนดึก แต่สีหน้าอิ่มเอิบนั้นราวกับยินดีปรีดา จนออยที่นั่งข้าง เหลือบมองเป็นระยะอย่างแหยง ๆ

               และเอกสารที่แวนงัดออกมาจากกระเป๋า ก็ปลุกเร้าความสนใจของทุกคน

               “จริง ๆ เราระแคะระคายมาอยู่บ้างแล้วนะ แต่ไม่คิดว่าปัญหาของโรงเรียนเรามันใหญ่ขนาดนี้”

               เปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงคล้ายโฆษณาชวนเชื่อ ที่จริงฉายาที่เพื่อนนักเรียนตั้งให้กับแวน ควรใช้สัตว์ ‘กิ้งก่า’ แทนจิ้งจอกเสียมากกว่า

               “ถ้ายังไม่พูดถึงอานนท์ ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งของเราและนักเรียนคนอื่น เหล่าครูเองก็มีปัญหาที่พอจะนับเป็นแรงจูงใจในการก่อเหตุร้ายได้นะ เริ่มจากคนแรก ผอ.ประภาส...”

               ผู้อำนวยการวัยกลางคน วางตนอยู่เหนือครูและนักเรียนทั้งปวง ห้องทำงานเปรียบประดุจหอคอยงานช้าง ที่กว่าจะเข้าถึงตัวได้ ก็ยากเย็นด้วยกฎเกณฑ์ที่ตั้งเอาไว้ มิได้เปิดต้อนรับผู้อื่นอย่างยินดี เขาก้าวชึ้นมาดำรงตำแหน่งสูงที่สุดในโรงเรียนนี้ได้ เพราะเส้นสายของผู้เป็นพ่อ ที่เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนนี้ขึ้นมา แม้วิชาความรู้จะด้อยกว่าผู้อื่น แต่สายเลือดสืบสกุล ตำแหน่งผู้อำนวยการย่อมถูกจองเอาไว้เพื่อเขาโดยเฉพาะโดยไม่ต้องแก่งแย่งกับผู้ใด

               และเพราะมิได้มีหัวจิตหัวใจของความเป็นครูมากเท่าที่พึงเป็นนั้นเอง ทำให้ประภาส ทำทุกวิถีทางเพื่อให้โรงเรียนของตนก้าวหน้า ยิ่งใหญ่ แม้ต้องเหยียบใครหรือสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้ใครก็ตาม

               “ผอ. มีอิทธิพลมากพอให้นักข่าวไม่วุ่นวายกับการตายของต้อมและเพลง เราเลยเห็นข่าวแค่ของปลายทางสื่อหลักเท่านั้น” แวนชี้แจงด้วยเสียงติดสนุก

               แต่ไทม์มีสีหน้าไม่เห็นด้วย “ปิดข่าวไม่ให้โรงเรียนเสียหาย ก็เรื่องปกติของคนเป็น ผอ. อยู่แล้วป่าววะ แล้วยิ่งถ้าอยากปิดข่าว จะสร้างข่าวเองด้วยการฆ่านักเรียนทำไม”

               แวนเลิกคิ้ว ความย้อนแย้งนี้เขาเองก็หาคำตอบไม่ได้ แต่มิได้ตัดประภาสออกจากรายชื่อผู้ต้องสงสัยไปเสียทีเดียว

               “คนต่อมาคือเจ๊รุ่งไวเลอร์ รายนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ใช่ไหมว่านางเกลียดเด็กเกเรแค่ไหน”

               เป็นที่ร่ำลือว่าครูรุ่งทิพย์ดุที่สุดในโรงเรียน โดยเฉพาะกับเด็กที่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎระเบียบของโรงเรียน ครูผู้ถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าฝ่ายปกครองย่อมลงโทษสถานหนักโดยไม่ผ่อนผันหรือโอนอ่อนให้ เด็กหลายคนต้องเรียนไม่จบ เสียเวลาไปกว่าสามปีก็เพราะมาตรฐานที่สูงลิ่วของครูสาวใหญ่ผู้นี้

               คิวบังเกิดอคติ นับตั้งแต่รู้เรื่องการใช้มาตรฐานของตนในการหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง

               แต่เด็กหนุ่มไม่นำอคตินั้นมาเป็นส่วนประกอบในการสืบคดี

               “แม้ต้อมจะตัวเล็ก แต่การยกร่างเขาแขวนคอ ครูรุ่งไม่น่าจะไหว เว้นแต่จะมีวิธีอื่น หรือมีคนช่วย” ไม่ตัดตัวเลือกไปเสียทีเดียว ความน่าจะเป็นทั้งหมดที่สามารถเกิดขึ้นได้ ทำให้คิวไม่รีบด่วนสรุป

               “ถ้าวัยเดียวกัน อีกคนก็ครูภูเบศร์ เราทุกคนน่าจะรู้ดีว่าครูแกหงอแค่ไหน ขนาดเด็กตีกันแกยังหนี ไม่กล้าเข้าไปห้าม แต่ที่น่าประหลาดคือ ดูเหมือนแกจะโผล่ไปในทุกที่ที่มีเรื่อง เหมือนกำลัง... จับตาดูทุกคนอยู่”

               ในห้องชมรมวิทยาศาสตร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนมิวที่นั่งกอดอกนิ่งมาตลอดจะเอ่ยขึ้นมาบ้าง

               “นอกจากเวลาสอน ฉันที่อยู่ชมรมวิทยาศาสตร์ และมีแกเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรม ยังแทบไม่เคยได้ยินเสียงพูดของแกเลย น่าจะเป็นครูที่ลึกลับที่สุดในโรงเรียนแล้ว”

               ทั้งหมดพยักหน้าเห็นพ้องต้องกัน เพราะตัวตนอันลึกลับนี้ ทำให้ชื่อของครูวิทยาศาสตร์กลางคนถูกเลื่อนลำดับความน่าสงสัยขึ้นไปอยู่สูงที่สุดในตอนนี้

               อัจฉริยะคอมพิวเตอร์ชี้มาที่รูปครูพละหนุ่ม

               “ครูแป๊กแม่งเจ้าชู้ ต่อหน้าสาว ๆ ก็ทำเป็นเก๊กสุภาพ แต่ได้ข่าวมาว่าเปลี่ยนแฟนเป็นว่าเล่น ถึงจะยังไม่มีข่าวกุ๊กกิ๊กกับเด็กในโรงเรียนก็เหอะ”

               ออยเลิกคิ้ว “พวกคุณว่าน้องเพลงเข้าข่ายไหมครับ”

               ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ หากทว่าความเชื่อมโยงระหว่างเด็กสาวที่ถูกเผาจนเสียชีวิต กับครูพละที่เป็นขวัญใจนักเรียนหญิงหลายคน ก็ถูกผูกเข้าหากันแล้ว

               “และสุดท้าย ครูบัว”

               ครานี้ คิวเงยหน้าจากเอกสารขึ้นสบสายตาของแวน ครูสาวเป็นคนสุดท้ายที่เขาคิดถึงว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องร้ายในโรงเรียน จึงอดเอ่ยปากถามไม่ได้

               “ทำไมเป็นครูบัว ยังมีครูอีกหลายคนไม่ใช่เหรอที่น่าสงสัยมากกว่า”

               แวนยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนเปิดเอกสารแผ่นสุดท้ายที่เตรียมมา บนหน้ากระดาษเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดด้านหน้าอาคารคณิตศาสตร์ และภาพที่เห็น ก็ทำให้คิวเบิกตาค้าง

               “นี่มัน...”

               ในภาพ เป็นครูภาษาอังกฤษสาว เดินเคียงกับเด็กนักเรียนหญิงที่บัดนี้ไร้ซึ่งชีวิตไปแล้ว

               คงไม่แปลก ที่จะมีภาพครูกับนักเรียนเดินด้วยกันในโรงเรียน สาเหตุมากมายนับร้อยพันเกินจะยกมาอ้าง อาจลดความน่าสงสัยลงไป หากทว่าสิ่งที่สะกิดใจคิว กลับเป็นวันเวลาที่บันทึกอยู่ตรงมุมซ้ายบนต่างหาก

               “หนึ่งวันก่อนพบศพ”

               แวนพยักหน้า “ใช่แล้ว เวลาก็หลังเลิกเรียนแล้วด้วย ตามที่พวกเราได้ข้อมูลมา เพลงไม่สุงสิงกับใคร เลิกเรียนก็กลับบ้าน... ไม่สิ อาจจะไม่ได้กลับบ้าน แต่ออกจากโรงเรียนตรงเวลาตลอด ไม่เคยทำกิจกรรมชมรมหรือมีเหตุให้ต้องอยู่โรงเรียนเย็น แต่วันนี้ห้าโมงเย็นแล้วก็ยังไม่กลับบ้าน แถมยังอยู่กับครูบัวด้วย พวกนายว่ามันน่าสงสัยไหมล่ะ”

               คิวนิ่งไปอย่างใช้ความคิด

               หากถามว่าครูคนใดที่ตนคิดว่าไม่มีทางเป็นคนร้ายได้มากที่สุด ชื่อครูบัวคงผุดขึ้นมาในหัวเป็นชื่อแรก

               แตกต่างจากครูคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งความเข้าใจต่อพฤติกรรมเด็กแต่ละคน การลดช่องว่างระหว่างวัยลงมาเป็นเพื่อนมากกว่าครูผู้สอน รวมถึงการช่วยเหลือนอกเหนือจากเรื่องการเรียน

               คนเช่นนี้จะฆ่าคนได้อย่างไรกัน...

               “ขอบใจนะแวน ข้อมูลที่ได้มานี้ ทำให้รู้ว่านอกจากนักเรียนแล้ว ครูแต่ละคนก็มีโอกาสเป็นคนร้ายได้เหมือนกัน” คิวกล่าวสรุปโดยละวางความคิดเข้าข้างครูบัว ด้วยหลักการทำงานสืบสวนที่ได้รับอิทธิพลมาจากพ่อ นักสืบย่อมไม่ควรนำอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองมาเป็นที่ตั้ง “พวกเราจะใช้ข้อมูลนี้ ในการหาแรงจูงใจของครูแต่คนดู เผื่อมีเบาะแสอะไรเพิ่มเติม”

               ขอบเขตการสืบสวนขยายวงกว้างขึ้น การทำงานก็ยิ่งยากเย็นขึ้น

               แต่กระนั้น ราวกับมีความมุ่งมากในจิตใจ คล้ายกองไฟที่ลุกโชนขึ้นมา เหล่านักสืบจำเป็นมีเป้าหมายเดียวกัน

               คือลากตัวฆาตกรมาลงโทษให้ได้

 

 

               นาฬิกาจับเวลาแสดงตัวเลข 13.12 เมื่อครูพละหนุ่มกดปุ่ม

               สีหน้าเหนื่อยใจของเมื่อมองเห็นคนที่ไม่สำนึกว่าความเร็วของตนตกลงจนแทบไม่อาจคาดหวังชัยชนะในการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์ภาคกลางที่กำลังจะจัดขึ้น เอกพัชญ์กระแทกเสียงใส่อานนท์ที่ยังเดินลอยหน้าลอยตาราวไม่รบรู้ความผิด

               “ที่ผ่านมามัวไปทำอะไรอยู่ เพราะไม่ค่อยได้ซ้อมใช่ไหม เวลาถึงห่วยลงขนาดนี้”

               คนถูกตำหนิเชิดหน้า ติดจะยะโสเสียด้วยซ้ำ คำดุว่าของครูเอกพัชญ์ไม่อาจสร้างความสนใจให้ตนได้มากกว่าเสียงเชียร์จากชมรมเชียร์ลีดเดอร์ที่ประกอบด้วยเพื่อนร่วมรุ่นและรุ่นน้องหน้าตาสะสวย รูปร่างอรชรในชุดเสื้อยืดตัวเล็กกับกางเกงขาสั้น เพื่อความสะดวกในการขยยบเคลื่อนร่างกาย ทำให้นักกรีฑาหนุ่มมองไม่วางตา

               “ใกล้ถึงวันแข่งแล้ว ช่วงนี้ก็ซ้อมให้มาก ๆ อย่าทำอะไรให้เสียเรื่อง เธอแบกความหวังของโรงเรียนอยู่นะ”

               คนเป็นครูกล่าวเตือนเพราะรู้ในกิตติศัพท์ของนักเรียนนักเลงผู้นี้ดี

               “อย่าห่วงผมเลย ผมว่าครูนั่นแหละ ดูแลตัวเองดี ๆ ดีกว่า คนดูแลครูไม่อยู่แล้วด้วยนี่”

               กล่าวอย่างมีนัย ทว่าด้วยรอยยิ้มหยันที่ฉาบบนใบหน้า แสดงออกอย่างชัดแจ้งว่าอานนท์รู้เรื่องราวบางอย่าง

               ที่ไม่มีใครล่วงรู้

               “พูดบ้าบออะไร! เดี๋ยวซ้อมอีกรอบ เสร็จแล้วเรียกเพื่อนมาสองสามคนช่วยงานครูก่อนกลับบ้านด้วย ถ้าหนีกลับก่อนพรุ่งนี้โดนทำโทษแน่”

               ทำเพียงฟึดฟัดก่อนเดินจากไปดูการซ้อมกีฬาประเภทอื่น ทิ้งให้นักกรีฑาหนุ่มฉีกยิ้มกว้างอย่างสาแก่ใจ

               โดยไม่รู้เลยว่า สีหน้าและแววตาของคนที่หันหลังให้ เดือดดาลปานยักษา และน่าสะพรึงกลัวมากแค่ไหน!

 

 

               เสียงอินโทรเพลง Thinking out loud ดังขับกล่อมบรรยากาศในห้องพักครูมิให้เงียบเหงาเกินไปนัก ร่างเล็กที่กำลังตรวจงานของนักศึกษา โยกน้อย ๆ เข้าจังหวะ สายตากราดมองตัวหนังสือที่พิมพ์มาอย่างเป็นระเบียบ ก่อนใช้ปากกาขีดและเขียนคอมเมนต์ลงไป เพื่อให้เจ้าของผลงานนำไปปรับปรุง

               ยุคสมัยนี้การตรวจงานตรวจข้อสอบทำได้ง่ายดาย ต่างจากยุคก่อนที่เอกสารทุกชิ้นถูกทำขึ้นด้วยการเขียนมือเท่านั้น ใครลายมือสวย ก็เป็นโชคดีของครูไป แต่หากนักเรียนนักศึกษาคนไหนลายมือเหมือนลายแทง กว่าครูจะแกะให้ออกสักตัวว่าเขียนอะไร ก็ต้องใช้เวลานานโข

               คชศรีขอบคุณตัวเอง ที่เกิดมาในยุคที่คอมพิวเตอร์พัฒนามาจนกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตมนุษย์เช่นนี้

               ช่วงเวลาเย็นย่ำแบบนี้ ครูส่วนใหญ่เลิกงานกลับบ้านไปแล้ว บ้างที่ยังมีงานติดค้าง ก็มักหอบเอาไปทำที่บ้าน ด้วยไม่อยากอยู่โยงที่โรงเรียนเพราะทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน แต่คนโสดสนิทอย่างคชศรี หากวันใดไม่มีงานติดค้าง ก็มักไปออกกำลังกายในฟิตเนส หรือช็อปปิ้งหาซื้อวัตถุดิบประกอบอาหารเมนูมังสวิรัติที่หากินที่ไหนก็ไม่ถูกใจเหมือนทำเอง

               และนับเป็นโชคของคนที่ยืนอยู่หน้าห้อง ที่วันนี้ครูวิชาภาษาอังกฤษมีงานค้าง จึงทำให้เขามีโอกาสได้มาพบกับครูที่ปรึกษาของตนเพียงลำพังแบบนี้

               เสียงเคาะประตูเรียกความสนใจจนครูสาวชะงักมือ ตะโกนเสียงดังเป็นคำอนุญาตให้เข้ามาได้ ทำให้บานประตูถูกผลักเผยร่างของนักเรียนในปกครองของตน

               “อ้าวแวน! เข้ามาก่อนสิ มีอะไรรึเปล่า”

               กล่าวเช่นนั้นทั้งที่เปี่ยมความสงสัยในอก ร้อยวันพันปีเด็กหนุ่มร่างสูงไม่เคยมาหาเธอที่ห้องพักครู จะว่าไป กิจกรรมนอกเวลาเรียนอย่างการเล่นกีฬาหรือเข้าชมรมต่าง ๆ ก็ไม่เคยเห็นเขาทำ

               คชศรีมองเด็กหนุ่มไม่ออก

               แม้พานพบเด็กนักเรียนมามากมายหลายหลาก นิสัยก็แตกต่าง ด้วยมาจากร้อยพ่อพันแม่ แต่เด็กวัยฮอร์โมนส์ทุกคนต่างมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คืออยากรู้อยากลอง มีประกายแห่งความสงสัยในดวงตาเหมือนกันแทบทั้งสิ้น แต่สัมผัสบางอย่างที่เธอรู้สึกจากแวน กลับต่างออกไป

               คล้ายถูกสำรวจตรวจตราอยู่ตลอดเวลาที่สบตากัน

               แววตาเรียวรี กับรอยยิ้มมุมปากอันเป็นเอกลักษณ์ ส่งให้บุคลิกของเด็กหนุ่มดู... ‘เจ้าเล่ห์’ จนคนเป็นครูอย่างเธอยังอดหวั่นกลัวไม่ได้

               “ผมมีปัญหาหัวใจจะปรึกษาครูน่ะครับ คุยกับเพื่อนก็มีประสบการณ์พอ ๆ กัน คิดว่าคุยกับผู้ใหญ่น่าจะเข้าใจเรื่องความรักมากกว่า”

               ปัดโธ่... ที่แท้ก็เรื่องความรัก

               เช่นนี้ แวนก็คงไม่ต่างจากเด็กวัยเดียวกันนี้ ที่ปัญหาหัวใจถูกยกให้เป็นปัญหาอันดับหนึ่งเหนือกว่าเรื่องเรียนหรือครอบครัว เธอที่เคยทำตัวเป็นศิราณีให้คำปรึกษาเด็กมานักต่อนัก เมื่ออีกฝ่ายเปิดประเด็นเช่นนี้มา ก็มั่นใจอยู่ในทีว่าเอาอยู่แน่นอน

               “ผมแอบชอบเพื่อนคนนึงอยู่ครับ แต่เขากลับคิดว่าผมชอบเพื่อนของเขา ทั้งที่พยายามแสดงออกว่าจีบ ก็เข้าใจว่าที่ผมพยายามเข้าใกล้เพราะหวังใช้เขาเป็นสะพานไปหาอีกคน แต่จะให้พูดตรง ๆ ผมก็ไม่กล้า เพราะยังต้องเรียนกันอีกตั้งเทอมนึง ถ้าไม่ได้รู้สึกอะไรเหมือนกัน เดี๋ยวจะพานมองหน้ากันไม่ติดซะเปล่า ๆ ครูว่าผมควรทำยังไงดีครับ”

               ครูสาวยืดอก ก่อนกล่าวอย่างเข้าใจ

               “จริง ๆ ตอนเด็กครูก็เจอเรื่องแบบนี้นะ เพื่อนผู้ชายของครูชอบเพื่อนครูคนหนึ่ง พอเขาสารภาพ เพื่อนครูก็ปฏิเสธ แล้วก็ไม่คุยกันอีกเลย” แวนที่ได้ยินเริ่มหน้าเสีย “แต่ว่า... นี่ปี 2021 แล้ว ครูว่าเด็กสมัยนี้โตเป็นผู้ใหญ่เร็วขึ้น หมายถึงวุฒิภาวะน่ะนะ เพราะงั้น ถึงคนที่เธอชอบจะไม่ได้ชอบตอบ แต่ครูเชื่อว่า เขาคงมีเหตุผลพอ ที่จะคบเธอต่อไปเป็นเพื่อนอย่างแน่นอน และถ้าไม่สำเร็จในวันนี้ อนาคตก็ไม่แน่ว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงความรู้สึก เรื่องที่จะถูกปฏิเสธแล้วกลัวจะไม่ได้คุยกันอีก อย่ากังวลไปเลย”

               คนเป็นศิษย์พยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่เพียงครู่ก็กลับยกยิ้มที่มุมปาก พร้อมพูดด้วยน้ำเสียง... ‘เจ้าเล่ห์’ ขึ้นเล็กน้อย

               “ถ้าอย่างนั้น... แล้วทำไมครูกับครูแป๊กถึงไม่คุยกันจนถึงทุกวันนี้ล่ะครับ”

               ดวงตากลมโตของคชศรีเบิกขึ้นเล็กน้อย ประกายบางอย่างในดวงตานั้น ส่งให้คนที่เตรียมตัวมาอย่างดีเช่นแวน ยังอดกลืนน้ำลายเอื้อกไม่ได้

               แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้น ตาคู่สวยก็กลับเปี่ยมด้วยรอยยิ้มพราว เช่นเดียวกับริมฝีปากสีแดงสดที่ยิ้มกว้างราวแววตาตระหนกเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องลวง

               “สมเป็นอัจฉริยะคอมพิวเตอร์ ดูท่าคงรู้อะไรมาเยอะสินะ งั้นที่มาถามครู เป้าหมายคงไม่ใช่เรื่องความรักของตัวเอง แต่เป็นเรื่องความรักของครูงั้นเหรอ?”

               “เปล่านะครับ ผมแค่บังเอิญรู้ว่าครูกับครูแป๊กเคยเป็นแฟนกันมาก่อนเท่านั้นเอง เลยคิดว่าน่าจะมีประสบการณ์ตรงในเรื่องความรักที่ไม่สมหวังและยังต้องทำงานในสถานที่เดียวกันอยู่ เผื่อจะแนะนำผมได้จากประสบการณ์ของครู ก็เท่านั้นเอง”

               ราวห้วงเวลาหยุดลง ทั้งสองจ้องตากัน ฝ่ายหนึ่งพยายามปกปิด อีกฝ่ายพยายามสืบเสาะ

               นานเท่าใดไม่อาจรู้ รู้เพียงเสียงเพลงชาติในเวลา 18.00 น. ดังขึ้น คชศรีจึงเป็นฝ่ายเบนสายตาเลื่อนไปจับจ้องกองเอกสารบนโต๊ะ ก่อนระบายลมหายใจ

               “ถ้าจะเอาจากประสบการณ์ตรง ครูว่าครูคงแนะนำเธอไม่ได้หรอก เพราะตัวครูเองก็ยังคิดและตัดสินใจแก้ปัญหาเรื่องนี้ของตัวเองได้ไม่ดีเท่าไหร่เลย เอาเป็นว่า อย่างที่ครูแนะนำนั่นแหละ เด็กยุคเธอกับผู้ใหญ่ยุคครู คงมีกระบวนความคิดที่แตกต่างกัน ครูเชื่อว่าพวกเธอโตพอที่จะแยกแยะระหว่างเรื่องความรักกับมิตรภาพได้”

               พูดจบก็ลงมือตรวจงานต่อ คล้ายแสดงให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนกำลังยุ่ง

               “ถ้ายังไง ครูขอทำงานก่อนแล้วกัน ยังเหลืออีกเป็นกองเลย สงสัยวันนี้ได้กลับบ้านมืดแน่”

               “งั้นผมรบกวนครูเท่านี้แล้วกันครับ ขอบคุณมากสำหรับคำแนะนำนะครับ”

               พูดจบก็ล้วงหูฟังจากกระเป๋ากางเกงมาเสียบ ก่อนเดินลิ่วจากห้องไป

               ทิ้งคชศรีให้นั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะ โดยไม่รู้เลยว่า สายตาครูสาวที่มองตามแผ่นหลังตน นั้นน่าหวาดผวาเพียงใด

 

 

               “บ้าไปแล้วเหรอวะแวน!”

               ไทม์โวยวายเสียงลั่น จนคิวที่นั่งข้างต้องเอามือแตะแขนเพื่อบอกให้รู้ว่าเสียงของเพื่อนดังเกินไปแล้ว และอาจมีคนที่อยู่ด้านนอกห้องวิทยาศาสตร์ได้ยินเอาได้

               คนถูกโวยยิ้มเผล่ คล้ายไม่แยแสต่อสายตาเขม่นเข่นเขี้ยวของไทม์และมิวที่มองมาอย่างไม่พอใจ

               ผู้ที่ตั้งตนเป็นหัวหน้าทีมอย่างมิว ลุกขึ้นเอามือเท้าโต๊ะ ก่อนชะโงกหน้าเข้าหาแวนพลางตั้งคำถามด้วยเสียงขุ่น

               “นอกจากจะไม่บอกเรื่องที่รู้ว่าครูบัวกับครูแป๊กเคยเป็นแฟนกันกับพวกเรา ยังเสนอหน้าไปหาครูบัวทำให้เขารู้ตัว ถ้าหากเขาเป็นฆาตกรจริง ๆ ขึ้นมา ไม่เท่ากับบอกให้รู้เหรอว่าพวกเรากำลังสืบเรื่องนี้อยู่ นายมีอะไรจะแก้ตัวก็ไหม”

               “ใจเย็น ๆ”

               ยกมือคล้ายยอมจำนน แต่สีหน้าและแววตาไม่ใช่อย่างนั้นแน่

               “ฉันขอโทษ ที่ทำอะไรโดยพลการไม่บอกพวกนาย ก็แค่บังเอิญไปเห็นรูปของครูแป๊กกับครูบัวบนโซเชียลน่ะ”

               คิวจึงรู้ว่า แวนเองก็มิใช่คนประเภทที่จะทำตามคำสั่ง หากทว่ามีแนวทางการสืบสวนเป็นของตัวเอง

               “แสดงว่า นายสืบประวัติทุกคนที่ต้องสงสัยเลยใช่ไหม”

               แวนพยักหน้า “อย่างที่รู้ มนุษย์เราทุกวันนี้เอาตัวเองไปผูกกับโซเชียลเน็ตเวิร์กจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปแล้ว ถ้าอายุยังไม่มาก การหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ก็ทำให้รู้อะไรดี ๆ ขึ้นอีกเยอะเลย เว้นพวกที่ตามยุคสมัยไม่ทันอย่าง ผอ. หรือครูอาวุโสอย่างครูรุ่งทิพย์และครูภูเบศร์ล่ะนะ ที่แทบไม่มีข้อมูลอะไรนอกจากประวัติการทำงานกับตำแหน่งงานปัจจุบันที่ลงบนเว็บไซต์ของโรงเรียนเลย”

               “แล้วที่นายไปบอกเรื่องนี้กับครูบัว...” คิวยังคิดหาเหตุผลไม่ออก

               “ครูบัวไม่รู้ว่าเราร่วมมือกันอยู่ ซึ่งถ้าเขาเป็นฆาตกรจริง เมื่อรู้ว่าฉันรู้ความลับอะไรบางอย่าง หลังจากนี้ก็ต้องเคลื่อนไหวแน่ และเป้าหมายของครูบัว... ย่อมเป็นฉัน”

               กล่าวโดยไม่มีร่องรอยแห่งความกังวลในแววตา “พวกนายก็แค่จับตาดูครูบัวให้ดี อย่างน้อยฝ่ายนั้นก็เป็นผู้หญิง เห็นท่าไม่ดี ฉันคิดว่ารุมกันสี่ห้าคนคงเอาอยู่อยู่มั้ง ฮะ ๆ ๆ”

               หัวเราะไม่ดูสถานการณ์ แต่เพราะเสียงหัวเราะนี้ กลับทำให้บรรยากาศตึงเครียดคลายลงได้

               ถึงตอนนี้ ทั้ง 4 คนรู้แล้วว่า แวนมิใช่เพียงอัจฉริยะที่ดีแต่ส่องพฤติกรรมชาวบ้านไปวัน ๆ หากแต่เป็นคนที่วางแผนการอย่างเป็นระบบระเบียบไม่ต่างจากคิว และยังใจกล้าบ้าบิ่นเสียยิ่งกว่าไทม์ด้วยซ้ำ

               ชื่อของแวน ถูกลิสต์เอาไว้ในหัวของทุกคนว่าเป็น ‘บุคคลอันตราย’ ที่ไม่ควรเป็นศัตรูด้วยโดยเด็ดขาด

               และหลังจากที่ทั้งหมดแยกย้ายกันกลับบ้าน แวนที่เดินใส่หูฟังไปรอรถประจำทาง ก็ไม่รู้เลยว่า มีสายตาคู่หนึ่ง จับจ้องเขามาโดยตลอด

               และเจ้าของสายตาคู่นั้น ก็ขึ้นรถตามเขา ปะปนกับผู้คนมากมาย ลอบเร้นกายติดตาม กระทั่งถึงทางเปลี่ยนซึ่งเป็นซอยเข้าบ้านของเด็กหนุ่ม

               กว่าจะรู้ตัว ร่างนั้นก็ตรงเข้าหา... ในระยะประชิด!

 

 

               ราวถูกทุบด้วยของแข็งจนศีรษะรวดร้าว

               เด็กหนุ่มกะพริบตาเห็นเพียงอนธการ จุดแสงที่ห่างออกไป พร่าเลือนราวประสาทตายังไม่อาจทำงานได้เป็นปกติ

               เรี่ยวแรงในร่างคล้ายถูกสูบออกไปจนสิ้น แม้สมองสั่งการให้ขยับ แต่เหมือนมีวิญญาณแต่ไร้ร่าง กระทั่งสักข้อนิ้ว เขายังไม่อาจกระดิกได้

               เพียงพลัน เสียงเห่ากระโชกก็ปลุกเร้าสติที่ไม่สมประฤดี ให้ตื่นฟื้นจนพบว่าตนนอนแผ่อยู่กลางสนามฟุตบอลของโรงเรียน

               ทั้งที่เมื่อเย็นก็ใกล้จะถึงบ้านแล้วแท้ ๆ แต่เหตุใดตอนนี้เขาถึงมานอนอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ?

               แต่ไม่อาจคิดใคร่ครวญอันใด เมื่อหางตาเหลือบเห็นร่างที่กลมกลืนไปกับความมืด มีเพียงจุดแสงสีแดงสว่างโร่เท่านั้น ที่บ่งบอกให้รู้ว่ามันคือสิ่งมีชีวิต

               ที่ดุร้ายและเห็นเขาเป็น ‘เหยื่อ’

               ทั้งที่ยังมึนงงสับสน แต่ร่างเตี้ยแต่เปี่ยมด้วยมัดกล้ามเนื้อ กวดสี่ขาพุ่งตรงเข้ามาอย่างมาดร้าย เขารีบรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มีในร่าง ยันกายลุกยืน ก่อนออกวิ่งไม่คิดชีวิต

               ตัดผ่านสนามฟุตบอล ถึงถนนปูนที่ทอดตัวยาวระหว่างอาคาร บัดนี้ประตูทางเข้าอาคารทุกหลังปิดลงกลอนจนหมดสิ้น เขาไม่อาจวิ่งเข้าไปหลบด้านในได้ คงทำเพียงวิ่งหนีคมเขี้ยวแกร่งที่อ้ารอหมายฝังลงบนร่าง

               ก่อนฉีกกระชากอย่างอำมหิต

               เหนื่อย... เหนื่อยแทบขาดใจ แต่กระนั้นสองขาก็ยังไม่หยุด ปากเปิดอ้าหวังสูดลมเข้าปอด แต่ก้อนน้ำลายเหนียวที่จุกอยู่ในลำคอ ยิ่งทำให้ออกซิเจนในปอดใกล้หมด

               ประตูรั้ว!

               ที่อยู่ตรงหน้าไกล ๆ คือประตูรั้วด้านหลังโรงเรียน เพราะเป็นเหล็กดัดทั้งบาน การปีนขึ้นไปด้านบนจึงไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงวิ่งไปถึง เขาก็จะสามารถปีนขึ้นไปด้านบนจนไอ้หมานี่กระโดดงับไม่ถึง แม้ไม่อาจข้ามผ่านเหล็กแหลมไปได้ แต่อย่างน้อยก็ถ่วงเวลารอจนกว่าจะมีใครผ่านไปผ่านมาเพื่อขอความช่วยเหลือ

               แต่ห้วงความคิดทั้งมวลพลันต้องมลาย เมื่อจู่ ๆ ขาทั้งสองข้างก็พลันไร้เรี่ยวแรง

               อาจเพราะเพิ่งฟื้นจากการสลบไสล หรือเพราะฤทธิยาบางอย่างที่ถูกฉีดใส่ร่าง ขาทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มจึงตุปัดตุเป๋ ส่งร่างที่วิ่งมาด้วยความเร็วล้มคว่ำ กลิ้งไปหลายตลบ

               เดรัจฉานที่วิ่งกวดมาหาได้มีความเห็นใจหรือเวทนาสงสารดุจมนุษย์ไม่ สัญชาตญาณสัตว์ของมันบอกเพียงให้เข่นฆ่าสังหารเหยื่อตรงหน้าเท่านั้น

               และเสียงร้องสุดท้ายของ ‘อานนท์’ ก็ไม่อาจเปล่งจากริมฝีปาก เมื่อลำคอของนักกรีฑาหนุ่ม ถูกขว้ำด้วยเขี้ยวคมและแข็งแกร่งของสุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์ตัวเขื่อง จนลมหายใจถูกชิงจากร่างโดยที่เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเลยด้วยซ้ำ

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น