อัปเดตล่าสุด 2021-04-24 15:45:48

ตอนที่ 4 บทที่ 4 : ทีมนักสืบ (จำเป็น)

บทที่ 4 : ทีมนักสืบ (จำเป็น)

 

 

               จด ๆ จ้อง ๆ อยู่นาน ลังเลใจไม่กล้าทำในสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง

               ปกติแล้ว ห้องสมุดมิใช่สถานที่ที่ไผ่หลิวนิยมมาใช้เวลาว่างสิงสถิตอยู่ดังเช่นหนอนหนังสือทั้งหลาย จำได้ว่าครั้งล่าสุดที่เข้าห้องสมุด คือตอน ม.3 ที่ต้องเข้ามาหาหนังสือเพื่อทำรายงาน เพราะต้องใส่บรรณานุกรมที่ครูบังคับว่าต้องเอามาจากหนังสือเท่านั้น เอาไว้ด้านท้ายด้วย

               หากมิใช่เพราะคิว ไหนเลยดาวโรงเรียนผู้นี้จะย่างกรายเข้ามาในสถานที่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศเงียบงัน ขัดกับบุคลิกร่าเริงสดใสของตนเช่นนี้

               เดินหน้าก้าวหนึ่ง ถอยหลังสองก้าว เดินหน้าสองก้าว ถอยหลังสี่ก้าว

               “ชาตินี้จะเดินถึงโต๊ะเขาไหม”

               เสียงบ่นแกมหงุดหงิดของคนที่มาด้วย ทำให้ไผ่หลิวทำแก้มป่องอย่างไม่พอใจ

               “ฉัน... ไม่กล้านี่นา ช่วยคิดหน่อยสิฝุ่น ทำยังไงจะได้คุยกับคิว”

               คนที่พูดถึง ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือคณิตศาสตร์ระดับมหาวิทยาลัย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนตกเป็นเป้าหมายที่ถูกจ้องจนตาแทบถลนจากเบ้ามานานสองนาน

               เด็กสาวผมยาวรวบผมเป็นทรงหางม้า ผูกด้วยโบสีขาวรับกับใบหน้าเรียบร้อย ที่ประกอบด้วยแว่นกรอบหนาสีดำ วงหน้าคม ดวงตาเรียวรี ริมฝีปากเป็นรูปกระจับคล้ายนางในวรรณคดีไทย หากมิใช่เพราะสีหน้าเรียบคล้ายคนไร้อารมณ์ และแว่นเลนส์หนาจนขยายดวงตาให้โตดุจปลาทอง ฝุ่นคงเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนไม่ต่างจากไผ่หลิวแน่นอน

               “ทฤษฎีสะพานแขวน” ฝุ่นกล่าวลอย ๆ จนคนที่ยืนอยู่ข้างกันหันมองพลางตีหน้าสงสัย

               “ยังไงนะแก”

               “เวลาเราตื่นเต้นและหวาดกลัว ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนส์อะดรีนาลีนตัวหนึ่งออกมา เป็นฮอร์โมนส์ชนิดเดียวกับที่หลั่งเวลาเราตกหลุมรักใครสักคน ถ้าทำให้เขาตกอยู่ในภาวะอันตราย แล้วแกเข้าไปอยู่ใกล้ ๆ หาทางรอดไปด้วยกัน มันอาจกลายเป็นความรักก็ได้”

               ฝุ่นพูดเจื้อยแจ้ว ทั้งน้ำเสียงเรียบไร้โทน

               “เดี๋ยวฉันไปกดกริ่งสัญญาณไฟไหม้ให้เอาไหม แล้วแกก็วิ่งไปใกล้ ๆ นายคิว ตีหน้านางเอกยุค 2019 และบอกเขาว่า “เรามาหาทางรอดไปด้วยกันนะคะ” อะไรแบ...”

               พูดไม่ทันจบ ก็โดนบีบจมูกจนเสียงที่เปล่งออกมาอู้อี้ฟังไม่รู้เรื่อง ไผ่หลิวหยุดปากเพื่อนด้วยความหมั่นไส้แกมเอ็นดู ไอเดียประหลาดมักผุดออกมาจากสมองของสาวเนิร์ดคนนี้เสมอ

               แต่นั่น... ก็เป็นเหตุผลที่คนที่แทบไม่มีเพื่อนสนิทอย่างเธอ คบหากับฝุ่นมานับตั้งแต่ ม.1 จนถึงปัจจุบัน

               คงต้องโทษกรรมพันธุ์ ที่ให้รูปร่างสะคราญของแม่ กับผิวขาวจัดและหน้าตาจิ้มลิ้มของพ่อ ประกอบเข้าด้วยกันเป็นเธอ ที่สร้างความโดดเด่นเมื่ออยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูง จนถูกผลักดันให้เข้าประกวดในเวทีต่าง ๆ ตั้งแต่เล็กจนถึงปัจจุบัน และตำแหน่งล่าสุดอย่างดาวโรงเรียน ก็ทำให้ไผ่หลิวยิ่งถูกยกเอาไว้ว่าเป็น ‘ดาว’ ที่อยู่สูงจนไม่มีใครกล้าคบหา

               หรือหากจะคบด้วยหน้าที่ อย่างเพื่อนร่วมชมรมเชียร์ ก็ต่างอิจฉาริษยา แก่งแย่งกันให้ได้ยืนในตำแหน่งที่ดีที่สุด

               คงมีเพียงฝุ่นผู้เดียว ที่ละความสนใจเรื่องรูปลักษณ์หรือฐานะของเธอไปจนสิ้น ในสายตาของสาวเนิร์ด ไผ่หลิวก็คือไผ่หลิว เพื่อนร่วมชั้นที่นั่งข้างกันในห้องเรียนทุกชั้นปี

               เท่านั้นจริง ๆ

               ไม่ทันได้ตัดสินใจทำอะไร เสียงกริ่งเตือนสัญญาณไฟไหม้กลับดังขึ้น!

               นักเรียนและครูทุกคนที่อยู่ในห้องสมุด ต่างหันขวับซ้ายขวาอย่างตื่นตระหนก บางคนลุกพรวดทะยานร่างออกจากประตูห้องสมุดไปโดยไม่รั้งรอ

               สองสาวยืนจับมือกันอย่างหวาดหวั่นเช่นกัน มองไม่เห็นควัน แต่สัญญาณนี้ไม่อาจดังได้หากไม่มีเหตุฉุกเฉิน

               “มาทางนี้เถอะ”

               เสียงขึ้นจมูกของชายคนหนึ่งดังขึ้น ปลุกสติที่กระเจิงของฝุ่นและไผ่หลิวให้กลับมาตระหนักรู้ถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เมื่อเห็นเป็นเพื่อนร่วมห้อง ก็ยอมให้เขาจูงมือวิ่งออกจากห้องไปเพื่อหลบภัย

               สามชีวิตหอบหายใจแฮ่กเมื่อออกนอกตัวอาคารได้ สายตาของไผ่หลิวกวาดมองหาควันหรือเปลวไฟ เรื่องร้ายอย่างไฟไหม้ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ยังฝังใจนักเรียนทุกคน เมื่อเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเช่นนี้ ทุกคนจึงยิ่งตื่นตระหนกจนหนีอย่างลนลาน

               คงมีเพียงฝุ่นที่มองชายที่ยังจับมือเธอไม่เลิกด้วยสีหน้าแววตาว่างเปล่า

               “เมื่อไหร่จะปล่อยมือฉัน ไฟไม่ได้ไหม้นี่”

               เมื่อถูกจับโกหกได้ แวนจึงเลิกคิ้วก่อนยิ้มเผล่

               “ไม่ไหมก็ดีแล้วเนอะ ตกใจหมดเลย สงสัยมีใครมือบอนไปกดกริ่งเล่น”

               แม้ไม่รู้ว่าคนมือบอนที่เอ่ยถึง จะเป็นคนพูดเสียเอง แต่สาวแว่นก็หรี่ตามองเพื่อนร่วมชั้นอย่างไม่ไว้ใจ ก่อนกระซิบด้วยเสียงที่เบาพอให้ได้ยินเพียงสองคน

               “ถ้าจะทำคะแนนกับไผ่หลิวด้วยทฤษฎีสะพานแขวน ไม่สำเร็จหรอกนะ เพราะเพื่อนฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว”

               “หืม! เปล่านะ เรา...” ปฏิเสธเป็นพัลวัน แต่ไม่ทันได้พูดต่อ ไผ่หลิวที่หายจากการตระหนก ก็บ่นกระปอดกระแปดอย่างหัวเสีย

               “อย่าให้รู้นะว่าใครกดกริ่งเล่น แม่จะด่าให้ยับเลย”

               ครั้งนี้เป็นแวนที่ทำหน้าเหวอ ด้วยไม่เคยเห็นมุมแบบนี้จากดาวโรงเรียนสาวสวยผู้เป็นที่ปลาบปลื้มของคนทั้งโรงเรียน

               ไผ่หลิวจูงมือฝุ่นเดินจากไป ทิ้งแวนที่ยังอ้าปากค้าง ไม่ทันได้พูดความในใจอันใดกับสาวแว่นที่ตนแอบชอบ โดยไม่รู้ตัวเลยว่า กริ่งสัญญาณเตือนไฟไหม้ถูกคิวที่รู้ว่ามิได้เกิดเหตุอัคคีภัย ปิดสวิตซ์จนเงียบเสียงไปแล้ว

 

 

               ดวงอาทิตย์แตะพื้นโลก แสงแรงพลันแปรเป็นแสงอบอุ่นสีแสด ทว่ากลับยิ่งส่งให้บรรยากาศสร้อยเศร้า เหงาหงอย

               เช่นเดียวกับอารมณ์ของคนที่นั่งบนโต๊ะอาหาร เคียงข้างผู้เป็นพ่อและแม่ ที่นั่งทานอาหารอย่างเงียบงัน ไร้ซึ่งเสียงสนทนา กระทั่งข้าวหมดจากจาน คนที่นั่งจดจ้องกับจานอาหาร จึงเงยหน้าขึ้นมองลูกชาย ก่อนกลางถามเสียงเรียบ

               “ที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง”

               เสียงเคร่งขรึมของนายแพทย์ชวชัย ทำให้ผู้ถูกถามสะดุ้งเล็กน้อย

               “มะ ไม่มีอะไรครับ ปกติดี”

               “ไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม”

               เน้นเสียงคำว่าปัญหา คล้ายคาดคั้น ด้วยเห็นพฤติกรรมของลูกที่เหม่อลอย คล้ายไม่มีสมาธิ

               “ไม่มีครับ”

               ตอบเพียงเท่านั้น ก่อนตักข้าวที่เหลือกว่าครึ่งจานเข้าปาก เคี้ยวละเอียดประมาณ 20 ครั้งต่อคำ ตามที่พ่อและแม่สั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก

               มิวไม่เคยเดินออกนอกเส้นทางที่บุพการีขีดลากเอาไว้ ด้วยเชื่อว่านี่คือทางที่ดีที่สุด ที่กำหนดขึ้นจากความหวังดีของคนเป็นพ่อ ผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นถึงอาจารย์ศัลยแพทย์ในโรงพยาบาลอันดับต้นของประเทศ

               “ดีแล้ว ปีสุดท้ายก็ทำให้เต็มที่ พ่อเชื่ออยู่แล้วว่ามิวต้องไม่ทำให้พ่อผิดหวัง”

               อาหารไม่อร่อยเสียแล้ว ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เด็กหนุ่มเชื่อมั่นในเส้นทางที่ก้าวเดินว่าเป็นเส้นทางที่ดีที่สุด ไม่มีสิ่งใดทำให้ความเชื่อนั้นสั่นคลอนลงไปได้ ความคิดที่ตรงเป็นไม้บรรทัดเช่นนี้ ทำให้ไม่อาจทานทนต่อความผิดพลาดใด เมื่อครั้งต้องเสียหน้าเพราะโครงการวิทยาศาสตร์ที่ตนเป็นต้นคิดไม่ประสบผลสำเร็จ จิตใจของเขาจึงคล้ายกระจกใสที่ถูกทุบให้แตกร้าว

               มิใช่พฤติกรรมที่เกิดจากกมลสำนึก หากแต่เป็นเพราะการเลี้ยงดู ที่คิดว่าถูกว่าควรในมุมมองของคนเป็นพ่อ หากทว่ากลับสร้างกรอบที่ครอบความคิดของมิวเอาไว้               

               เด็กหนุ่มเดิมพันกับตัวเอง เป้าหมายแรกมิใช่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่พ่อเลือกเอาไว้ให้

               แต่เป็นการเอาชนะคิว คนที่สร้างรอยร้าวในจิตใจให้เขา

               เพื่อหลุดพ้นจากความอัปยศอันเป็นแผลเป็นมาจนถึงทุกวันนี้เสียที

 

 

               เจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นาย มาที่โรงเรียนเวทธ์พิทยาแต่เช้าตรู่ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เลือกเวลาเช้าเช่นนี้เพราะไม่อยากให้นักเรียนแตกตื่น

               ห้องผู้อำนวยการถูกจัดเตรียมเพื่อรอรับตำรวจด้วยนัดหมายเอาไว้ล่วงหน้า ประภาสในชุดสูทสีกรมท่า สีเดียวกับเนคไท ทำทำให้ชายกลางคนดูเคร่งขรึม ทั้งที่ความจริงในอกร้อนรุ่มแทบระเบิดออกมา

               ผลชันสูตรศพนักเรียนรายที่สองที่เสียชีวิตเพราะถูกไฟคลอกออกมาแล้ว แม้รายแรกที่ผูกคอตาย เขาจะยังมั่นใจว่าตนสามารถจัดการเรื่องนี้ให้เงียบ ไม่ให้กระทบต่อชื่อเสียงของโรงเรียนได้ แต่เมื่อมีศพที่สอง ซ้ำยังไม่รู้แน่ชัดว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นตายเพราะอะไรกันแน่ ผู้อำนวยการจึงวิตกกังวลดุจมีเมฆหมอกลอยห้อมล้อมจิตใจอยู่ตลอดเวลา

               เสียงเคาะประตูดังขึ้น ประภาสสะดุ้งโหยง ก่อนเก็บอาการเอาไว้แทบไม่ทัน จังหวะเดียวกับที่ประตูเปิดพร้อมร่างครูสาวที่เดินนำตำรวจทั้ง 3 นายเข้ามา

               ชายกลางคนมิได้ยกมือไหว้เพื่อแสดงความเคารพต่อชายในชุดเครื่องแบบกากี ด้วยถือดีว่าตนเป็น ‘ใหญ่’ ที่สุดในที่แห่งนี้

               “สวัสดีครับคุณตำรวจ เชิญนั่งครับ”

               ผู้ดำรงตำแหน่งสารวัตรนั่งลงฝั่งตรงข้าม ขณะที่ผู้ใต้บังคับบัญชาสองนายยืนอยู่ด้านหลัง นายตำรวจหนุ่มวางแฟ้มเอกสารบนโต๊ะไม้สักประจำตำแหน่งของผู้อำนวยการโรงเรียน นิ้วคีบเอกสารสามแผ่นออกมากางวางลงบนโต๊ะ

               “ผลตรวจชันสูตรของนางสาวมานิดา ออกมาแล้วนะครับ แพทย์ระบุว่าเด็กเสียชีวิตจากการถูกไฟไหม้”

               รู้อยู่แล้วโว้ย! ประภาสตะโกนในใจ

               “สภาพศพมีแผลไฟไหม้ระดับ 3 ทั่วร่าง แต่ที่ไหม้มากที่สุด จนถึงกระดูก คือบริเวณหน้าอก”

               ผู้อำนวยการเลิกคิ้ว ไฟไหม้หน้าอกมากที่สุด เช่นนั้น จุดที่เริ่มไหม้ก่อนก็คงเป็นบริเวณนี้

               ไปทำอีท่าไหน ไฟถึงไหม้ตรงนี้ได้ หรือเด็กนี่เล่นพิเรนทร์ จนเกิดอุบัติเหตุและสุดท้ายก็เกิดไฟคลอกตัวเองแบบนี้

               “และสุดท้าย เราพบ... จำนวนมากปะปนอยู่กับศพ ซึ่งคาดว่าอาจจะเกิดจากตอนดับไฟ ที่ครูและนักเรียนซึ่งช่วยกันดับพยายามหาน้ำมาสาดใส่ร่างของผู้ตาย”

               ตำรวจหนุ่มแต่ยศสูง กล่าวรายละเอียดทั้งหมดที่ได้จากการชันสูตรเพิ่มเติมให้ประภาสฟังอย่างครบถ้วน

               “ทางผมยังไม่สรุปสำนวนคดีว่ามีสาเหตุการเสียชีวิตเพราะอะไรนะครับ คงต้องขอตรวจสอบหาหลักฐานในห้องวิทยาศาสตร์นั้นเพิ่มเติมอีกสักหน่อย เดี๋ยวผมกับลูกน้องขออนุญาตเข้าไปในห้องนั้นอีกครั้งตอนนี้เลย ผู้อำนวยการจะสะดวกไหมครับ”

               ประภาสลุกขึ้นยืน ผายมืออย่างยินดี

               “สะดวกครับ สะดวกมาก เชิญสารวัตรตรวจสอบให้ละเอียดเลยนะครับ ผมอยากรู้เหมือนกัน ว่ามันเกิดเรื่องบ้า ๆ อะไรขึ้นกับโรงเรียนของผม”

               พูดจบก็สั่งให้ครูสาวใหญ่ที่ยืนรอท่าอยู่ นำทางตำรวจทั้งสามนายไปที่ตึกวิทยาศาสตร์ เสียงจอแจเริ่มดังขึ้น เป็นสัญญาณว่ามีนักเรียนมาถึงโรงเรียนบ้างเป็นบางส่วนแล้ว

               ประภาสเสหน้ามองผ่านบานกระจกหน้าต่าง เห็นท้องฟ้าขมุกขมัว คล้ายฝนจะตก

               ในหัวใจปริวิตกอย่างไม่ทราบสาเหตุ คล้ายสังหรณ์ว่าเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้น เป็นเพียงบทเริ่มต้นของเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ รุนแรง และเลวร้ายมากกว่านี้

               อีกร้อยเท่าพันทวี

 

 

               มิวมาโรงเรียนตรงเวลาทุกวัน

               ราวมีนาฬิกาอยู่ในร่างกาย เขาลืมตาตื่นตอนตีห้าครึ่งอย่างอัตโนมัติโดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุก อาบน้ำแต่งตัวประมาณ 20 นาที กินมื้อเช้าพร้อมครอบครัว ด้วยคนเป็นพ่อย้ำเสมอว่าอาหารเช้าสำคัญกับสมองที่สุด และออกจากบ้านพร้อมพ่อตอนหกโมงครึ่ง

               กว่าจะฝ่าการจราจรมาถึงโรงเรียน ทั้งที่บ้านอยู่ไม่ไกลจากสถานศึกษานัก ก็ต้องใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมง มิวจึงมาถึงโรงเรียนในเวลาประมาณ 7 โมงเช้าเช่นนี้เป็นกิจวัตร

               หากไม่ทบทวนตำรา ก็นั่งอ่านรายละเอียดโพรเจกต์หรือโครงงานที่สมาชิกชมรมเสนอเอาไว้ หากอันไหนมีข้อบกพร่อง ก็เขียนคำแนะนำให้ไปปรับแก้ หากเขาเรียนจบและสอบเป็นครูได้ คงเป็นครูที่ดีคนหนึ่ง

               ทว่ามิวกลับอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะวิชาเคมีและชีววิทยาซึ่งเป็นวิชาที่ถนัดที่สุด ความรู้ความสามารถของมิวเทียบชั้นนักศึกษาในคณะวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศตั้งแต่เรียนมัธยมต้น คนเป็นพ่อแม้อยากให้ลูกเป็นแพทย์เช่นตนเอง แต่เมื่อเห็นว่า อาชีพนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องใช้ความรู้ความสามารถ และได้รับการยอมรับนับถือในสังคมไม่แพ้กัน จึงไม่ขัดอะไร

               เมื่อทำหน้าที่ประธานชมรมเสร็จสิ้น อัจฉริยะเคมีก็หิ้วกระเป๋า เดินออกจากห้องเพื่อเตรียมตัวลงไปเข้าแถวเคารพธงชาติ เหลือเวลาอีก 15 นาที ด้านล่างนักเรียนต่างกรูกันเข้ามาในโรงเรียนด้วยใกล้เวลาปิดประตูรั้ว มิวมองความไร้ระบบระเบียบนั้นด้วยสายตาเย็นชา

               แต่ไม่ทันก้าวลงบันไดอย่างใจคิด สายตาพลันสะดุดแฟ้มเอกสาร ที่วางบนที่นั่งหินที่สร้างเอาไว้เป็นทางยาวบริเวณด้านหน้าห้องเรียน คงไม่แปลกอะไร ที่จะมีแฟ้มเช่นนี้วางอยู่หน้าห้องเรียน เพราะอาจมีครูหรือนักเรียนคนใดวางลืมทิ้งเอาไว้ก็ได้

               หากมันไม่ได้วางอยู่หน้าห้องทดลองวิทยาศาสตร์...

               ห้องที่ปิดตายเอาไว้ บัดนี้กลับเปิดประตูอ้า ยินเสียงแกรกกรากดังจากด้านใน เป็นสัญญาณว่ามีคนอยู่ในนั้น

               ทั้งที่คิดละวางความสนใจ แต่เพียงเหลือบแลผ่านแฟ้มใส เข้าไปเห็นรายละเอียดของเอกสารที่อยู่ภายใน มิวต้องตกตะลึงยืนตัวแข็งทื่อ

               “รายงานการชันสูตรพลิกศพ”

               ตัวหนังสือหนา ที่เขียนเอาไว้ใต้รูปครุฑ ชี้ชัดว่าเอกสารในแฟ้มเกี่ยวข้องกับอะไร

               คล้ายได้ยินเสียงกระซิบจากปีศาจ นี่อาจเป็นหนทางลัด ที่จะเอาชนะคิวได้ เมื่อรู้รายงานฉบับนี้ เขาย่อมได้เปรียบและก้าวนำคู่แข่ง

               มิวไม่รอช้า เอาตัวแนบผนัง ก่อนชำเลืองมองผ่านช่องว่างบานประตูที่เปิดอ้าไม่สุด เห็นตำรวจ 3 นายกำลังขะมักเขม้นกับการสำรวจตรวจสอบสภาพห้องวิทยาศาสตร์ที่พังเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ ที่ยังมิได้บูรณะซ่อมแซม ทั้งที่โรงเรียนมีเงินมากมายมหาศาลจากค่าบำรุงการศึกษาและค่าใช้จ่ายอื่นที่แพงระยับ ก็เพราะตำรวจขอความร่วมมือเอาไว้เพื่อตรวจสอบในภายหลังอย่างเช่นวันนี้

               เหงื่อผุดพรายที่ขมับ ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยทำอะไรนอกลู่นอกทาง หรือผิดกฎระเบียบเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่สิ่งที่ตนกำลังจะทำอยู่นี้ คือการ ‘ขโมย’ ดูเอกสารสำคัญที่อาจเป็นความลับของทางราชการ ยิ่งคิด มือก็ยิ่งชื้นเหงื่อจนต้องเอามาถูกับกางเกง

               ชั่ววินาทีที่ตำรวจหันหลังทุกคน มิวก็ปราดเข้าไปคว้าแฟ้มเอกสารใสมากอดเอาไว้แนบอก ก่อนวิ่งโดยทิ้งน้ำหนักเท้าให้เบาที่สุด ลงบันไดไปยังชั้นล่าง ไปให้ไกลที่สุด ที่คิดว่าตำรวจจะตามไม่พบ

               เพราะนายตำรวจย่ามใจ คิดว่าการนำเอกสารเข้าไปในห้องที่พังเสียหายและมีคราบเขม่าดำปื้นไปทั่ว จะทำให้แฟ้มเลอะเทอะเปรอะเปื้อน จึงเลือกวางมันไว้ตรงนั้นด้วยเชื่อว่าคงไม่มีใครสนใจแฟ้มเอกสารที่ไม่เกี่ยวกับตนเอง

               ถ้าคนผู้นั้นมิใช่มิว

               เพราะไม่อาจยืนอ่านเอกสารที่ไม่รู้ว่ามีรายละเอียดมากมายแค่ไหนตรงหน้าห้องทดลองได้ เด็กหนุ่มจึงจำต้องทำลายกฎเกณฑ์ที่ตัวเองตั้งเอาไว้ ด้วยการลอบขโมยผลชันสูตรมาเช่นนี้

               และกฎเกณฑ์อีกข้อ อย่างการเข้าแถวเคารพธงชาติตรงเวลาทุกวัน

               มิวที่บัดนี้นั่งซุกซ่อนตัวเองอยู่ในห้องน้ำ

ก็ลืมมันไปเสียสิ้น

 

 

               สถานที่ที่เงียบที่สุดในโรงเรียน เห็นจะเป็นห้องสมุด

               เวลาพักกลางวันเช่นนี้ มิวจึงนัดหมายสมาชิกทีมนักสืบจำเป็นอีก 4 คน มานั่งล้อมวงกันที่โต๊ะอ่านหนังสือตัวในสุดของห้อง เพื่ออยู่ให้ไกลจากคนอื่นมากที่สุด

               ท่าทีที่เปลี่ยนไป ทำให้ไทม์สงสัย

               “นายเป็นอะไรรึเปล่าวะ ทำไมดูหน้าซีด ๆ แบบนั้น”

               เขาถามมิวที่ปกติจะเชิดหน้าชูคออยู่ตลอดเวลาอย่างไม่กลัวเป็นตะคริว วันนี้กลับตีสีหน้าเคร่งเครียดและพูดน้อยกว่าที่เป็น

               “รายของต้อมฉันไม่รู้ แต่ของเพลง ฉันยอมรับก็ได้ ว่าเป็นการฆาตกรรม”

               ทั้ง 4 คนที่ได้ยิน เบิกตากว้างอย่างไม่คาดคิดว่าประโยคนี้จะออกมาจากปากของมิว ไทม์ที่กำลังจะอุทานเสียงดัง ถูกแวนเอามือปิดปากเอาไว้เสียก่อน จึงไม่ส่งเสียงไปรบกวนคนอื่นที่ใช้งานห้องสมุดอยู่

               อัจฉริยะเคมีหยิบเอกสารที่เตรียมมา วางเอาไว้บนโต๊ะ พลางชี้มือไปที่รายละเอียดที่แพทย์พบจากศพ

               ทุกคนไล่สายตามองตาม แต่ก็ไม่พบรายละเอียดใดที่ทำให้มิวมั่นใจว่าเพลงเสียชีวิตเพราะถูกฆาตกรรม

               “ตรงนี้”

               คนชี้เลื่อนนิ้วไปหยุดตรงคำว่า ‘น้ำเกลือ’ ซึ่งแพทย์ระบุว่าพบบนร่างศพเป็นจำนวนมาก

               คิวเริ่มเข้าใจสิ่งที่คู่ปรับต้องการสื่อสาร แต่เพราะไม่เชี่ยวชาญด้านเคมีเหมือนอีกฝ่าย จึงถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

               “นายหมายความว่า น้ำเกลือนี่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีบางอย่างใช่ไหม เกี่ยวข้องกับไฟที่ไหมศพด้วยใช่ไหม”

               แม้ชื่นชม แต่ไม่อาจยิ้มให้คนที่ตนตั้งตัวเป็นศัตรูได้ เมื่อมิวประเมินแล้ว พบว่าคิวมีกระบวนความคิดที่เหนือล้ำกว่าคนอื่นอยู่ส่วนหนึ่ง

               “มีสารเคมีชนิดหนึ่ง ฉันสมมติชื่อเป็นสาร A แล้วกัน เมื่อผสมกับสารเคมีอีกชนิด คือสาร B แล้วจะเปลี่ยนเป็นน้ำเกลือ”

               ไทม์ยังไม่เข้าใจ แต่ไม่ทันได้ถาม มิวก็เฉลยเรื่องที่น่าตกตะลึงให้ทุกคนรู้

               “แล้วไอ้สาร B นี่แหละ ดันเป็นสารติดไฟ ที่จะลุกไหม้ขึ้นมาได้เมื่อสัมผัสกับความชื้น หากเป็นการฆ่าตัวตายหรืออุบัติเหตุ แพทย์ย่อมตรวจพบสาร B นี้จากร่างของเพลง แต่เมื่อผลการชันสูตรพบเพียงน้ำเกลือ ฉันเลยมั่นใจว่า ตอนช่วงชุลมุนที่หลายคนเข้าไปดับเพลิงในห้องวิทยาศาสตร์ ต้องมีใครสักคนหยิบสาร A ราดใส่ศพ เพื่อทำลายหลักฐานไม่ให้แพทย์พบสารติดไฟในศพ”

               “ซัลเฟอร์ ฟอสฟอรัส มีเทน โซเดียม แมกนีเซียม...” คิวท่องรายชื่อสารเคมีไวไฟที่จดจำได้

               “โซเดียม สารเคมีกลุ่มที่มีโลหะผสม ถ้าทำปฏิกิริยากับน้ำ จะติดไฟ แถมมีกำลังมากพอที่จะเผาศพให้ไหม้และลุกลามไปทำลายข้าวของต่าง ๆ ในห้องทดลองได้ เมื่อโซเดียมกับน้ำผสมกัน จะกลายเป็นโซเดียมไฮดรอกไซด์ คือสาร B ที่ฉันพูดถึง และถ้าผสมกับสาร A ก็คือ กรดไฮโดรคลอริก จะกลายเป็นน้ำเกลือ ฉันคิดว่าคนร้ายคงอาศัยตอนที่ทุกคนช่วยกันดับไฟ หยิบขวดกรดไฮโดรคลอริก ที่ตั้งอยู่บนชั้นวางสารเคมี มาสาดใส่ศพทำทีเป็นช่วยดับเพลิง เท่านี้โซเดียมไฮดรอกไซค์ที่อยู่บนร่างของเพลง ก็จะกลายเป็นน้ำเกลือ ไร้ร่องรอยหลักฐานว่ามีการใช้สารไวไฟในการเผาศพ”

               กระบวนการที่ซับซ้อนเช่นนี้ ทำให้ทุกคนกระทั่งคิวยังต้องอึ้ง

               คนร้ายชาญฉลาดถึงขนาดวางแผนฆาตกรรม และทำลายหลักฐานด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่นนี้ยิ่งทำให้สมาชิกทีมนักสืบจำเป็นต้องขนอ่อนกลางหลังลุกเกรียว

               “นายเอาหลักฐานนี้มาจากตำรวจได้ยังไง” แวนถามอย่างสงสัย

               ดวงตาพิเศษของเขา มองเห็นว่าตำรวจมาที่โรงเรียนตั้งแต่เช้าตรู่ และเห็นด้วยว่าตำรวจคนหนึ่งถือแฟ้มเอกสาร แบบเดียวกับที่มิวถือมา

               “ฉันขโมยมา”

               ตาที่เบิกกว้างอยู่แล้ว ยิ่งเบิกโพลงเมื่ออีกฝ่ายกล่าวเรื่องแบบนี้ออกมาหน้าตาเฉย

               “ผีเข้าเหรอวะ” ไทม์ถามอย่างไม่ไว้หน้า

               มิวยิ้ม เป็นรอยยิ้มแบบที่ทุกคนไม่เคยเห็นมาก่อน คล้ายหน้ากากเคร่งขรึมที่สวมอยู่ ถูกถอดออกจนเผยใบหน้าที่แท้จริงของอัจฉริยะเคมีคนนี้แล้ว

               “เออ ผีแม่งเฮี้ยนด้วย”

               เล่นมุกด้วย! ไทม์เริ่มขยับเก้าอี้ห่างจากมิวด้วยหวาดหวั่น ท่าทีแปลกประหลาดเช่นนี้ ถ้าไม่ใช่ผีเข้า ก็ไม่มีเหตุผลอื่นอธิบายได้แล้ว

               คิวกลับยิ้ม ราวเป้าหมายที่อุตส่าห์ลงทุนลงแรงเล่นละครและท้าแข่งขัน สำเร็จเกินความคาดหมาย และเมื่อได้ข้อมูลเช่นนี้ คิวจึงกล่าวสรุป

               “เป็นอันว่า เรารู้แน่ชัดแล้วว่านี่คือการฆาตกรรม สิ่งที่เราต้องทำต่อไปก็คือ หาหลักฐานชี้ชัดว่าเป็นฝีมือใคร แต่เราอยากให้ทุกคน... ระมัดระวังตัวกันให้ดี เพราะมันโหดเหี้ยมขนาดฆ่าสองศพในวันเดียว แถมคนที่ตายยังเป็นเด็กนักเรียนอีกด้วย ถ้าเผลอทำให้มันระแคะระคายว่ามีคนกำลังตามสืบเรื่องของมันอยู่ ทุกคนอาจมีอันตราย”

               ทั้ง 4 คนที่เหลือพยักหน้า น่าประหลาดใจ ที่แม้อยู่โรงเรียนเดียวกัน บางคนเคยอยู่ห้องเดียวกันก่อนจะมาเป็นเด็ก G Class แต่กลับไม่เคยพูดคุยหรือทำความรู้จักกันเลย

               กระทั่งเมื่อมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น มิตรภาพกลับบังเกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

               ผู้ถูกเรียกขานว่าเป็นอัจฉริยะทั้ง 5 คน จับมือกันร่วมทีมนักสืบจำเป็นแล้วในตอนนี้

 

 

               แม้อานนท์จะเป็นเป้าหมายหลักที่ไทม์สงสัยมากที่สุด แต่คิวไม่คิดเช่นนั้น

               หลังจากได้รู้ข้อมูลนิสัยใจคอของผู้เสียชีวิตทั้งสองคน ก็พบว่าทั้งต้อมและเพลง มีพฤติกรรมที่สร้างความเจ็บแค้นใจให้ผู้อื่นเอาไว้อยู่บ้าง

               ต้อมเคยขโมยกระเป๋าสตางค์ของครูบัว

               แต่ครูภาษาอังกฤษคนนี้เป็นที่รักของนักเรียนทุกคน เข้าอกเข้าใจและเป็นที่ปรึกษา กระทั่งเขาที่ลังเลเรื่องการสอบชิงทุนไปเรียนต่างประเทศ ก็ได้ครูบัวสนับสนุนและเป็นกำลังใจ จนตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่

               เช่นนี้แล้ว ครูบัวจะเป็นคนร้ายไปได้อย่างไร

               และเพียงการถูกขโมยกระเป๋าสตางค์ ที่สุดท้ายแล้วก็ได้คืนในภายหลัง ย่อมไม่น่าจะสร้างความเจ็บแค้นใจให้มากขนาดที่จะบันดาลโทสะให้ฆ่าต้อมได้

               นอกจากเรื่องนี้แล้ว คิวก็ไม่รู้ข้อมูลว่าต้อมเคยทำเรื่องไม่ดีอะไรเอาไว้กับใครอีกหรือเปล่า

               ฟากฝั่งเพลง รุ่นน้องสาวผู้นี้แม้ภายนอกจะเป็นเด็กเรียบร้อย พูดน้อย และสงวนท่าที แต่ข่าวซุบซิบนินทาที่เขาแม้ไม่อยากได้ยิน ก็กลับลอยเข้าหูจนล่วงรู้มาว่า เด็กสาวมีนิสัย ‘ชอบจับผู้ชาย’

               ไม่ถึงกับล่าแต้ม แต่ก็เลือกคบเลือกควงคนที่เป็นที่หมายปองของผู้หญิงคนอื่น ดังเช่นอานนท์ ที่แม้มีนิสัยอันธพาล แต่เพราะความเป็นนักกีฬา ประกอบกับรูปร่างหน้าตาที่ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ สูงสมาร์ทสมมาดนักวิ่ง ก็ทำให้มีรุ่นพี่รุ่นน้องหลงใหลได้ปลื้ม

               เพลงไม่ออกตัว ไม่ป่าวประกาศ ไม่แม้แต่จะอยู่ใกล้ชิดอานนท์ยามอยู่ในโรงเรียน แต่นักข่าวที่ตามกัดจิกเรื่องคาวไม่ปล่อยอย่างปลาย สืบหาข้อมูลมาจนรู้ว่า สองคนนี้เคยนัดกันไปเที่ยวนอกโรงเรียนอยู่บ้างในวันหยุด

               ก่อนหน้าอานนท์ ก็มีเพื่อนนักเรียนต่างห้องปีเดียวกับเขา ที่มีข่าวว่าเคยคบหากับเพลงอยู่ช่วงหนึ่ง ตั้งแต่รุ่นน้องสาวเรียนอยู่ ม.ต้น เสียด้วยซ้ำ

               น่ากลัว...

               เขาที่ไม่คุ้นชินหรือสนิทสนมกับเพื่อนเพศหญิงสักเท่าใด เมื่อรู้พฤติกรรมเช่นนี้ของเพลง ก็รู้สึกว่าเธอสามารถสร้างความเจ็บแค้นใจให้ใครก็ได้ จนอาจนำมาสู่การฆาตกรรม

               แต่สิ่งที่คิวไม่เข้าใจ คือการตายของต้อมและเพลงมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างไร

               ข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้มากที่สุด คือคนที่เดือดร้อนหรือเจ็บแค้นจากพฤติกรรมของสองคนนี้ ย่อมต้องเป็นคนคนเดียวกัน

               คิวเดินคิดไปเรื่อย กระทั่งได้ยินเสียงตวาดดัง จึงหันกลับไปสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นด้านข้าง

               ทางเดินด้านหน้าอาคาร มีนักเรียนหญิงสองคนยืนกุมมือก้มหน้าหงอ ด้วยหวาดหวั่นต่อคนที่ยืนตรงหน้า ซึ่งถือไม้เรียวมั่นเอาไว้ในมือ ทั้งที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดระเบียบว่าห้ามลงโทษนักเรียนด้วยการตีตั้งนานแล้ว

               แต่ครูรุ่งทิพย์ยังคงเป็นครูยุค 90 ที่สมัยแรกเริ่มเป็นครูมีวิธีการสอนอย่างไร จนถึงวัยใกล้เกษียณก็ยังคงยึดขนบเดิมของตัวเองอยู่

               “เครื่องแบบของโรงเรียนกำหนดเอาไว้ว่าให้ใส่กระโปรงยาวลงมาจากเข่าหนึ่งฝ่ามือ แล้วพวกเธอใส่กระโปรงสั้นขนาดนี้ จะมาเรียนหรือมาขายตัว”

               คิวมุ่นคิ้วอย่างไม่พอใจในถ้อยคำ คนเป็นครูที่ควรตักเตือนสั่งสอนยามนักเรียนทำผิด กลับใช้ถ้อยคำผรุสวาทและหยามเหยียดถึงเพียงนี้

               ครูสาวใหญ่คนนี้เป็นอีกคนที่คิวบรรจุเอาไว้ในลิสต์ผู้ต้องสงสัย

               แม้เป็นโรงเรียนเอกชน แต่กลับใช้วิธีสอนแบบโรงเรียนรัฐบาล คือเข้มงวดกับกฎระเบียบมากเกินความจำเป็น

               ครูรุ่งทิพย์ ‘เกลียด’ นักเรียนทุกคนที่ทำผิดกฎระเบียบของโรงเรียน ด้วยถูกแต่งตั้งเป็นหัวหน้าฝ่ายปกครอง เพราะมีสัมพันธ์อันดีในฐานะคนรู้จักกับผู้อำนวยการ จึงลงโทษนักเรียนทุกคนที่ทำเรื่องขัดหูขัดตาอย่างไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหม

               เมื่อเรื่องถูกนำไปฟ้องผู้ปกครอง และมีพ่อแม่หลายรายมาพบเพื่อขอทราบข้อเท็จจริง ก็จะถูกตอกกลับด้วยข้อมูลเลวร้ายของลูกตนเองให้ต้องอับอาย จนต้องรีบจรลีหนีกลับบ้าน พลางก่นด่าลูกว่าทำให้ตนขายหน้า

               ต้อมและเพลงคือสองนักเรียนที่ครูผู้นี้จับตาดูเป็นพิเศษ

               ด้วยหน้าที่ของครูฝ่ายปกครอง เมื่อรู้ข้อเท็จจริงมาว่ามีนักเรียนทำเรื่องไม่ดี ผิดกฎระเบียบ และผิดกฎหมาย ครูรุ่งทิพย์จึงไม่อาจอยู่เฉยได้

               คิวจดจำเรื่องราวที่ไทม์เล่าให้ฟังได้อย่างแม่นยำ

               เพราะอาวุโสกว่า ครูรุ่งทิพย์จึงพยายามคาดคั้นจากครูบัว ถึงเรื่องการถูกขโมยกระเป๋าสตางค์ โดยตนที่ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้าง ไม่มีหลักฐานเอาผิดต้อมได้

               แต่ครูบัวยืนกรานว่าต้อมมิได้ทำเรื่องอย่างว่า เป็นเพียงการเข้าใจผิดกันเท่านั้น ตนเป็นฝ่ายลืมกระเป๋าสตางค์เอาไว้และนักเรียนคนนี้เก็บเอามาคืน ครูรุ่งทิพย์จึงไม่อาจลงโทษต้อมได้อย่างที่ตั้งใจ

               ครูสาวใหญ่คนนี้ ร้ายกาจถึงขนาดทำให้นักเรียนหมดอนาคตไปแล้วหลายต่อหลายราย

               เมื่อมีใครสอบไม่ผ่านวิชาสังคมที่เธอสอน การจะตามซ่อมคะแนน 0 หรือ ร. นั้นยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา

               เด็กคนหนึ่งซึ่งพ่อแม่แวะเวียนมาขอความเห็นใจ ให้ลูกตนผ่านเสียที ถูกครูประกาศกร้าวว่าทางเดียวที่จะผ่านวิชาของเธอ คือทำรายงานให้ได้ตรงตามมาตรฐานที่กำหนดเอาไว้

               ด้วยเงินทองที่มี การจ้างทำรายงานหาใช่เรื่องยากเย็น เด็กชายที่ถูกพ่อแม่แนะนำวิธีที่ผิด จ้างนักศึกษามหาวิทยาลัยที่รับจ้างทำรายงานหรือโครงการ จัดพิมพ์รายงานประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ตามหัวข้อที่กำหนด

               แต่ประสบการณ์การเป็นครูที่ยาวนานกว่าสามสิบปี มีหรือครูสาวใหญ่จะถูกหลอกโดยง่าย

               เธอเปิดหน้ารายงานแต่ละหน้า พลางถามรายละเอียดเนื้อหา และกล่าวเยาะหยันว่า หากเป็นผู้ทำรายงานฉบับนี้จริง ย่อมต้องตอบคำถามได้

               นักเรียนคนนั้นตอบไม่ได้สักข้อ

               และเมื่อทำอย่างไรก็ไม่ผ่าน ก็ไม่อาจจบการศึกษาได้พร้อมกับเพื่อนร่วมชั้น สามปีที่เรียนมาคือเวลาที่สูญเปล่า นับจากนั้นเด็กชายก็ไม่ปรารถนากลับมาเรียนใหม่ด้วยหวาดกลัวต่อความดุดันและเหยียดหยันของครูรุ่งทิพย์ จนกลายเป็นบาดแผลฝังใจ

               คิดได้ถึงตอนนี้ ครูสาวใหญ่ก็ตวัดสายตามามองเขา

               แววตาแปรเปลี่ยน อาจเพราะเขามิใช่เด็กเกเรที่เป็นเป้าหมาย อีกทั้งสิ่งที่เคยทำ ก็สร้างชื่อเอาไว้มาก ครูรุ่งทิพย์จึงโบกมือไล่นักเรียนหญิงทั้งสองคนไปให้พ้นทาง ก่อนเดินปรี่เข้ามาหา

               ร่างอวบในชุดผ้าไหมทรงนิยม ไม่อาจใส่รองเท้าส้นสูงได้ด้วยน้ำหนักของร่างกายที่ทำให้แข้งขาปวดเสียดจนต้องใส่ส้นเตี้ยแทน เดินมาหยุดยืนตรงหน้าคิว ส่วนสูงของเธอเตี้ยกว่าเด็กหนุ่มพอสมควร จึงต้องเงยหน้าเพื่อให้สบสายตาได้พอดี

               “ไปเมืองนอกมา เป็นยังไงบ้าง นายคิว”

               เด็กหนุ่มยิ้มน้อย ก่อนกล่าวตอบ “ได้ประสบการณ์ที่ดีเยอะเลยครับ”

               “ดีแล้ว ได้วิชาความรู้มา ก็จะได้เอามาใช้พัฒนาตัวเอง เธอเป็นความหวังที่จะสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนเรา ถ้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ได้ โรงเรียนก็จะพลอยได้เครดิตไปด้วย ครูเชื่อว่าเธอทำได้นะ”

               “เหมือนที่ครูเชื่อว่าพิเชษฐ์ชัยทำได้เหรอครับ”

               ได้ยินเช่นนี้ คนที่ตั้งใจจะจ้อต่อ พลันเหมือนถูกสาป ให้ไม่มีคำพูดใดหลุดรอดออกจากปากได้

               “ไม่น่าเชื่อนะครับ ว่าคนที่ผลการเรียนคาบเส้นมาตลอด หลังจากที่พ่อแม่ของเขามาพบครูเพื่อขอคำแนะนำครั้งเดียว คะแนนสอบวิชาเศรษฐกิจพอเพียงของพิเชษฐ์ชัยเทอมที่แล้ว กลับสูงขึ้นมาแบบก้าวกระโดด ดูท่า คำแนะนำของครูคงดีมาก ถ้าไม่รบกวน กรุณาแนะนำให้ผมบ้างได้ไหมครับ”

               ด้วยอายุที่ผ่านร้อนหนาวมานาน ครูสาวใหญ่จึงไม่แสดงท่าทีฉุนเฉียวกับคำพูดประโยคนี้ของคิว ทำเพียงส่งยิ้มให้และกล่าวด้วยเสียงที่สูงและเล็กแหลมมากกว่าเดิม

               “ครูก็ไม่ได้บอกอะไรเขาไปมากหรอกนะ แค่ให้พ่อแม่เขาช่วยตั้งกฎเวลาอยู่บ้าน เพื่อให้พิเชษฐ์ชัยขยันท่องหนังสือ คนเรานี่ ถ้าตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ไม่เกินความพยายามหรอก”

               แม้ไม่แสดงพิรุธใด แต่เหงื่อที่ซึมออกจากขมับ เป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกายที่ไม่อาจควบคุมได้ดังเช่นคำพูดหรือการกระทำ ต่อให้แสดงละครได้อย่างแนบเนียนแค่ไหน ก็ปกปิดไม่ได้อยู่ดี

               คิวยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่เยือกเย็น

               “แต่น่าแปลก ผมคุยกับเขาเพื่อถามเนื้อหาวิชานี้ เพราะปีที่แล้วผมไม่ได้อยู่เรียนที่นี่ เขากลับตอบไม่ได้สักคำถาม เหมือนกับไม่เคยเรียนด้วยซ้ำ ผมเลยอดสงสัยไม่ได้ว่าคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนขยันอย่างที่ครูว่า ทำไมถึงความจำสั้นขนาดนี้ล่ะครับ”

               ถึงตอนนี้ อยากจะปิดก็ปิดไม่ได้อีกต่อไป

               เมื่อถูกไล่ต้อน ครูสาวใหญ่จึงระเบิดอารมณ์ เปลี่ยนสีหน้าแววตาเป็นฉุนเฉียว ด้วยเพราะถูกเด็กรุ่นลูกรุ่นหลานลูบคม

               คม... ที่เธอไม่เคยถูกลบหรือทำให้บิ่น ด้วยอาศัยประสบการณ์การสอนมาอย่างยาวนาน รู้วิธีที่จะหาประโยชน์ให้ตัวเอง ด้วยการยื่นข้อเสนอให้ผู้ปกครองของเด็กที่ผลการเรียนย่ำแย่ เพื่อได้มาซึ่งสิ่งที่ปรารถนา แลกกับคะแนนสอบที่ดีจนน่าตกใจ

               แต่กับพ่อแม่ที่ไม่ยินยอมจ่ายเงินทองหรือทรัพย์สินอื่นใดให้ เธอก็ใช้กฎเกณฑ์ที่ตรงเป็นไม้บรรทัด วัดผลการเรียนของเด็กคนนั้นจนทำให้หลายคน ไม่ผ่านเกณฑ์ที่ตั้งเอาไว้สูงลิ่ว ต้องสอบตกจนต้องเสียเวลาตามซ่อมหลายต่อหลายครั้ง

               ไม่เคยมีใครทำอะไรเธอได้ รุ่งทิพย์ยังลำพอง ครูสาววัยใกล้เกษียณเชิดหน้าใส่ ก่อนเดินสะบัดก้นไปโดยไม่เอ่ยคำใดกับนักเรียนที่เมื่อครู่ยังนิยมชมชอบอยู่เลยสักคำ

               เด็กหนุ่มส่ายศีรษะ เขาเห็นคนเดินผ่านไปมา ได้ยินทุกถ้อยคำที่สนทนา แม้เป็นการตอบโต้ระบอบอันเลวร้ายที่เกิดจากครูผู้ใช้อำนาจหน้าที่ในทางไม่ดี แต่ดูเหมือนจะสร้างแรงกระเพื่อมบางอย่างที่อาจส่งผลยิ่งใหญ่ในอนาคต

               ที่จริง คิวมิได้ล่วงรู้แน่ชัดว่าครูรุ่งทิพย์มีพฤติกรรมรับสินบน เพื่อแลกกับการทุจริตข้อสอบของนักเรียน แต่จากเรื่องเล่าที่ได้ยินมา เมื่อนำมาประติดประต่อ และลองหยั่งเชิงด้วยการบอกว่าได้คุยกับเพื่อน ม.6 ห้องอื่นที่ชื่อพิเชษฐ์ชัย ทั้งที่ความจริงคิวไม่เคยคุยกับเพื่อนคนนั้นมาก่อน ครูผู้นี้ก็แสดงพิรุธออกมาอย่างชัดเจน

               เด็กหนุ่มกัดฟันกรอด เขารังเกียจการทุจริตอันเป็นบ่อเกิดของความเลวร้ายในสังคม ยิ่งเมื่อรู้ว่ามีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นในโรงเรียนที่ได้รับการกล่าวขานว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งอย่างเวทธ์พิทยาที่ตนศึกษาอยู่ ก็ทำให้คิวมุ่งมั่นจะเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ให้ได้ ด้วยกำลังทั้งหมดที่ตนมี

               เขาหยิบกระเป๋าเป้นักเรียนที่วางเอาไว้กับพื้น ขึ้นมาพาดไหล่ก่อนเดินออกจากโรงเรียนด้วยจิตใจแน่วแน่

               โดยไม่รู้เลยว่า ทุกการกระทำ ทุกบทสนทนา ล้วนอยู่ในสายตา ในโสตประสาท ของครูวิทยาศาสตร์นามภูเบศร์ทั้งสิ้น

 

 

               คงมีเด็กนักเรียนไม่กี่คน ที่มีกล้องดูดาวอยู่ในห้องนอน

               ออยเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ว่านั้น กิจกรรมยามว่างของเขา คือเฝ้าดูการเคลื่อนย้ายเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของดวงดาว หากเด็กในวัยเดียวกันใช้เวลาว่างเล่นเกมคอมพิวเตอร์หรือเกมจากสมาร์ทโฟน

               เกมของออยคือการหาพิกัดดวงดาว

               เขามักตั้งโจทย์กับตัวเอง โดยเลือกดาวมาดวงหนึ่ง เมื่อมองปฏิทินและนาฬิกา ก็ให้เวลาตัวเองไม่เกิน 1 นาที ในการคำนวณพิกัดดวงดาวว่าอยู่ตำแหน่งใดในวันและเวลาดังกล่าว

               เป็นเกมที่หากมิใช่คนเป็นอัจฉริยะด้านดาราศาสตร์และฟิสิกส์ ย่อมไม่มีทางเล่นได้อย่างแน่นอน

               ออยในชุดนอนผ้าซาตินลายตารางหมากรุก นั่งอยู่บนเตียงนอนที่ตั้งใกล้ผนัง ด้านข้างมีกล้องดูดาวแบบติดขาตั้งวางเอาไว้ โจทย์ของเขาในวันนี้ คือหาพิกัดของดาวคัลลิสโต บริวารของดาวพฤหัสบดีที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใกล้เคียงกับดาวพุธ

               แต่รายงานข่าวที่ดังจากลำโพงโทรทัศน์ กลับทำลายความตั้งใจเล่นเกมของออยไปจนสิ้น

               “พบศพถูกฝังเอาไว้ใต้ต้นไม้ในโครงการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรร ในพื้นที่เขตสะพานสูง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนดังอย่างโรงเรียนเวทธ์พิทยา เจ้าหน้าที่ขุดนำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมา สภาพศพถูกทำลายดวงตาทั้งสองข้าง บาดแผลฉกรรจ์นี้น่าจะเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต”

               ออยหันขวับมามองหน้าจอ ภาพเคลื่อนไหวแสดงการทำงานของเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและกู้ภัย ที่ใช้จอบเสียมช่วยกันขุดพื้นดินชื้นแฉะข้างต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศมืดทึมเนื่องด้วยโครงการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรแห่งนี้เพิ่งเริ่มดำเนินการ และดูเหมือนเจ้าของโครงการจะไม่รีบเร่ง จึงทำงานในช่วงเวลากลางวันเท่านั้น

               กลางคืนเช่นนี้ บรรยากาศโดยรอบจึงมืดสนิท เจ้าหน้าที่ต้องอาศัยแสงสว่างจากสปอตไลท์ที่ติดตั้งเพื่อเร่งดำเนินการขุดศพขึ้นมาให้เร็วที่สุด

               ตัดภาพไปที่ศพซึ่งถูกวางเอาไว้บนเปลของเจ้าหน้าที่กู้ภัย เบลอทั้งรูปร่างหน้าตา ดูจากการแต่งตัวด้วยเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ขาสั้น ไม่อาจรู้ได้ว่าผู้ตายเป็นใคร

               “จากากรตรวจสอบเบื้องต้น ทราบว่าผู้เสียชีวิตเป็นเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนเวทธ์พิทยา ชื่อนางสาว...”

               เสียงเตือนจากแอปพลิเคชันไลน์ดัง ออยเห็นผู้ส่งข้อความเข้ามาเป็นแวน ที่ส่งรูปภาพรูปหนึ่งเข้ามาในกลุ่ม ‘นักสืบเฉพาะกิจ’ ที่มีเขา แวน มิว คิว และไทม์ เป็นสมาชิกอยู่

               เพียงสายตาเห็นภาพนั้น เด็กหนุ่มในชุดนอนก็ตัวชาวาบ

 

               แวนโก๊ะ >> ปลายถูกฆ่าว่ะ สัสเอ๊ย!

 

               แวนส่งข้อความผรุสวาทตามมา ไม่ต้องเอ่ยชื่อ เพียงดูจากภาพที่มิได้เซ็นเซอร์ ซึ่งไม่รู้ว่าแวนไปได้มาจากที่ไหน ออยก็จดจำเพื่อนร่วมชั้น G Class ได้อย่างแม่นยำ

               ทั้งรูปร่าง หน้าตา ทรงผม สีผิว นั่นคือปลายอย่างไม่ต้องสงสัย หากจะมีสิ่งที่แตกต่าง ก็คงเป็นเพียงดวงตาสองข้าง ที่บัดนี้ไม่เหลือลูกตา กลับกลายเป็นเบ้ากลวงโบ๋คล้ายถูกควักดวงตาออกไป

               ออยตัวสั่นงันงก สองศพที่เสียชีวิตในโรงเรียน เขามิได้เห็นกับตาตนเอง ยินเพียงเสียงร่ำลือเท่านั้น แต่ศพของปลาย เขากลับเห็นมันชัดเต็มสองตา ทั้งที่ไม่ปรารถนาจะดูเลยด้วยซ้ำ

               เด็กหนุ่มกะพริบตาถี่ ภาพใบหน้าของปลายพลันแปรเปลี่ยนเป็นหัวกะโหลกเพียงครู่ ก่อนจะกลับเป็นหน้าซีดเซียวเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนดังเดิม

               คล้ายกับดาวมรณะโคจรมาทาบทับดวงดาวเจ้าเรือนของปลาย

               ให้ตกอยู่ในห้วงแห่งความตาย อันไม่อาจหลีกหนีได้เช่นนี้!

 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น