อัปเดตล่าสุด 2021-04-17 11:21:31

ตอนที่ 3 บทที่ 3 : ฆาตกรในเงามืด

บทที่ 3 : ฆาตกรในเงามืด

 

 

               [รอบรั้วโรงเรียน โดย ปลายฝนต้นหนาว

               ใครจะไปคิด ว่าอยู่ดี ๆ โรงเรียนที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศอย่างเวทธ์พิทยาของพวกเรา จะเกิดเรื่องร้ายแรงใหญ่โตอย่างการฆ่าตัวตายขึ้นมาได้

               รายแรก นาย อ. ม.6 ห้อง F ผูกคอตายคาโรงยิม สภาพศพงี้ อย่าให้เซด แทบจำหน้าเดิมของหมอนี่ไม่ได้ และถึงจะดูน่าสงสาร เพราะพ่อแม่ของเขาเลิกกัน จนต้องทำงานพิเศษที่ร้านสะดวกซื้อเพื่อหาเลี้ยงแม่ที่ป่วยกระเสาะกระแสะและหาค่าเทอมให้จบ ม.6 แต่ความจนก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะทำเรื่องเลว ๆ นะ

               อ. เคยขโมยเงินครูบัว!

               ไม่ใช่เรื่องใส่สีตีไข่หรือใส่ความคนตาย อันที่จริง คนตายก็ควรอโหสิกรรมให้เขาเพื่อจะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี แต่ที่หยิบมาเล่า ก็เพื่อเป็นอุทาหรณ์ ว่าเราไม่ควรมองคนแต่ภายนอก เพราะแม้ดูหมอนี่จะเป็นคนแหย ๆ ติ๋ม ๆ แต่กลับมือไวใจโจร ตอนครูบัวให้ช่วยยกหนังสือไปไว้บนโต๊ะในห้องพักครู ประจวบเหมาะที่ตอนนั้นไม่มีครูคนอื่นอยู่ในห้องเลย อ. เลยฉวยโอกาส ค้นกระเป๋าสะพายของครูบัว และหยิบเงินจากกระเป๋าสตางค์ที่ใส่อยู่ในนั้นไปหลายพันบาท

               แล้วทำไมไม่เป็นเรื่องหรือถูกลงโทษน่ะหรือ? พวกเธอไม่รู้จักครูบัวรึยังไง แม่พระแม่ชียังต้องลี้ให้ครูบัว ชีเหมือนนางฟ้ามาโปรดสัตว์ ต่อให้องคุลีมารมาอยู่ตรงหน้า ก็ทำเพียงสั่งสอนอบรมและให้อภัยเท่านั้น นาย อ. เลยไม่ถูกลงโทษทั้งที่เป็นความผิดระดับสมควรถูกพักการเรียน

               ไม่แน่ ที่เครียดจนฆ่าตัวตาย ก็อาจจะมาจากเรื่องเงินนี่ก็ได้

               และรายที่สอง คือ น.ส.พ. ม.5 ห้อง D ถูกพบเป็นศพถูกย่างในห้องวิทยาศาสตร์ที่ถูกไฟไหม้ ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นว่าเธอเข้าไปในห้องนี้ตอนเลิกเรียนเพราะอะไร รู้ตัวอีกที ห้องก็ไหม้ไปเป็นแถบ และเพลงถูกย่างสดเสียชีวิตอย่างน่าสงสาร

               คนที่น่าสงสาร คงเป็นนาย อน. นักกรีฑารูปหล่อขวัญใจสาว ๆ เพราะเมื่อปีที่แล้ว ได้ข่าวว่าพ่อนักกีฬาหนุ่มขวัญใจมหาชน แอบควงกับน้อง พ. อยู่แบบลับ ๆ ลับเสียจนแทบไม่มีใครรู้ บังเอิญมีเหยี่ยวข่าวตาไว เห็นทั้งคู่ควงกันไปดูหนังที่ห้างสรรพสินค้า แทบไม่น่าเชื่อว่าคนเงียบ ๆ จนเหมือนเป็นใบ้อย่าง พ.จะชนะใจ อน. สุดหล่อของพวกเราได้

               ก็ขอไว้อาลัยให้การจากไปของเพื่อนร่วมรั้วโรงเรียนทั้งสองคนด้วย หวังว่าตำรวจจะคลี่คลายคดีของเพลงให้ได้โดยเร็ว คอลัมน์รอบรั้วโรงเรียนในฉบับนี้ก็ต้องขอตัวลาไปก่อน พบกันใหม่เมื่อมีเรื่องด่วนชวนเมาท์

               บายนะ]

 

 

               มือกำวารสารเล่มบางจนยับย่น  ในความสลัวรางของห้องเรียนไร้ผู้คน มีเพียงแสงเรื่อเรืองที่ส่องผ่านช่องกระจกเหนือหน้าต่างบานเลื่อนที่ปิดเอาไว้อย่างมิดชิด ห้องว่างเปล่ามีร่างหนึ่งนั่งพลางหอบหายใจอย่างฉุนเฉียวเมื่ออ่านคอลัมน์นี้จบ

               จดจำได้อย่างแม่นยำ นักเรียนชั้น ม.6 หญิงคนหนึ่งถูกพูดถึงในทางเสียหายผ่านคอลัมน์เล็กที่แอบแทรกอยู่ในวารสารนี้ แม้เป็นเพียงอักษรย่อ แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถนักสืบพันทิปในยุคนี้ จะขุดคุ้ย ตามสืบเสาะ จนรู้ว่าภาพแอบถ่ายในห้องน้ำหญิง ที่มิได้เห็นใบหน้า หากทว่าเปิดเผยสัดส่วนที่ควรปกปิด เป็นภาพของใครกัน

               คนถูกแฉเครียดจนไม่อาจสู้หน้าเพื่อนร่วมโรงเรียนได้ จะย้ายไปที่ใหม่ ภาพหลุดและชื่อของเธอก็เปรียบเหมือนตราบาปที่คอยหลอกหลอนจนเด็กสาวมีอาการทางประสาท ไม่อาจเรียนหนังสือได้ตามปกติ จนต้องหมดอนาคตไปในที่สุด

               ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของเธอ เป็นความเลวระยำของไอ้คนที่ตั้งกล้องแอบถ่าย คนที่นำภาพไปแชร์ และคนเขียนคอลัมน์นี้เท่านั้น

               มือปิดหน้ากระดาษลง วารสารเล่มบางแทบขาดตามแรงบีบ

               ดวงตาวาวโรจน์จับจ้องเพียงชื่อคณะผู้จัดทำวารสาร หยุดค้างสายตาที่รายชื่อบนสุดผู้รั้งตำแหน่งประธานชมรม

               ก่อนยิ้มเหี้ยมส่งใบหน้าบิดเบี้ยวคล้ายมิใช่ใบหน้ามนุษย์

 

 

               “ว่างไหม มีเรื่องจะคุยด้วย”

               “กูไม่มีอะไรจะคุยกับมึง”

               มิวปฏิเสธอย่างไม่คิด พลางส่งสายตาขุ่นให้คู่อริที่คิดว่าชาตินี้จะไม่มีวันได้คุยกันอีก แต่หมอนี่กลับเดินดุ่มเข้ามาหาเขาที่ห้องสมุด อันเป็นสถานที่หย่อนใจเพียงแห่งเดียวในโรงเรียนแท้ ๆ

               จำได้ไม่เคยลืม ความอัปยศที่ตีตราปราชัยให้แก่เขา หลังผ่านพ้นการนำเสนอโครงงาน มิวก็นอนไม่หลับ ต้องสะดุ้งตื่นด้วยความหวาดผวา กับสายตาของครูและเพื่อนที่มองเขาอย่างคาดโทษ ทั้งที่ตั้งแต่ย่างเท้าก้าวเข้าสู่โรงเรียนเมื่อสมัยมัธยมต้น เขาถูกมองด้วยสายตาชื่นชมจากทุกคนเสมอมา

               ไม่อยากให้เวลาว่างผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ช่วงพักกลางวันที่เพื่อนจับกลุ่มทำกิจกรรมอื่นกัน มิวเลือกมุมสงบของห้องสมุด ทบทวนตำรับตำราที่อ่านมาแล้วนับสิบรอบ เพื่อจดจำอย่างแม่นยำทุกตัวอักษร

               ด้วยพฤติกรรมเช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยน คิวจึงรู้ว่าจะตามหามิวได้ที่ไหน

               แต่แม้พบหน้า การจะฝ่ากำแพงทิฐิเข้าไปเพื่อพูดคุยกันด้วยเหตุผล นั้นทำได้ยากเย็นยิ่งนัก

               อัจฉริยะเคมีลุกพรวด เรียกสายตาจากทุกคนที่อยู่ในห้องสมุดกว้างนี้ให้มองเป็นตาเดียว แต่มิวหาได้สนใจไม่ เขาตั้งใจเดินหนีคนที่ชังน้ำหน้าไปให้ไกลที่สุด

               กระทั่งประโยคหนึ่งของคิวรั้งฝีเท้าของเขาเอาไว้

               “ต้อมกับเพลงถูกฆาตกรรม”

               ฆาตกรรม... คำที่ห่างไกลตัวนักเรียนมัธยมปลายอย่างเขา คิวกลับพูดออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย

               แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้น ต่อให้จะมีเรื่องน่าตื่นเต้นตกใจอย่างโรงเรียนถูกผู้ก่อการร้ายบุกมายึด หรือมีม็อบการเมืองมาปิดถนนจนเข้าออกประตูโรงเรียนไม่ได้ หากเรื่องเหล่านี้ออกมาจากปากคิว เขาก็ปัดมันทิ้งจากความสนใจไปได้ทั้งสิ้น

               มิวก้าวฉับตามทางเดิน ตั้งใจจะออกจากห้องสมุดไปให้เร็วที่สุด

               แต่ตรงหน้ากลับถูกขวางด้วยเพื่อนร่วมชั้นที่ไม่สนิทสนมเท่าใดนัก

               “ฟังหมอนั่นพูดก่อนเถอะ” ไทม์ยืนปิดกั้นเส้นทาง ด้วยรูปร่างที่เป็นรอง ประกอบกับคนถนัดใช้สมองมากกว่ากำลังอย่างมิว ไม่ลดตัวไปวุ่นวายกับพวกบ้ากล้ามอย่างไทม์ให้เปลืองเวลา เขาหันไปด้านข้าง และเดินผ่าระหว่างชั้นหนังสือใหญ่ ที่อัดแน่นเรียงรายด้วยตำรับตำราทางวิชาการหลายเรื่อง หลายขนาด บางเล่มไม่เคยถูกหยิบออกจากชั้นจนฝุ่นจับ บางเล่มกระดาษซีดเหลือง เก่าคร่ำคร่าเสียจนน่ากลัวจะหลุดติดนิ้วยามเปิดอ่าน

               มิวไม่เสียเวลาพินิจหนังสือทั้งมวล คงทำเพียงเดินดุ่มหมายจะใช้ทางอ้อมไปให้ถึงประตูทางออก

               แต่สุดเส้นทางกลับมีร่างของคนอีกสองคนยืนอยู่เช่นเดิม

               “อะไรกันนักหนาวะ!” เด็กหนุ่มกัดฟันกรอด เขาไม่รู้ว่าคิวตั้งใจจะเล่นตลกอะไร

               เมื่อหันหลังจึงพบโจทก์ที่เดินเข้าหา ด้วยสีหน้าเป็นมิตร

               “ถ้านายยังโกรธเรื่องที่โดนเราชกอยู่ เราก็ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ แต่คงให้ชกคืนเพื่อเป็นการไถ่โทษไม่ได้หรอกนะ”

               เหมือนจะกล่าวขอโทษ แต่ยังทิ้งท้ายประโยคชวนเจ็บแสบเอาไว้ จนมิวเลือดขึ้นหน้า

               “มึงจะเอายังไงกับกู ว่ามา”

               “แข่งกันไหมล่ะ”

               คิวยิ้มมุมปาก และกล่าวท้าทาย จนคนถูกท้าหน้าขึ้นสี

               ยิ่งเห็นสายตาของอีกสามคนที่มองมาอย่างประเมิน คนทิฐิจัดอย่างมิวย่อมไม่อาจยอมเสียหน้าได้

               “ถ้ามึงแพ้ กล้ากราบตีนกูไหมล่ะ”

               ครั้งนี้เป็นคิว ที่เป็นฝ่ายเลิกคิ้วอย่างไม่คาดกับผลลัพธ์ของการเดิมพันที่อีกฝ่ายเสนอมา

               “ก็ได้ ไม่มีปัญหาหรอก เพราะถึงอย่างไร เราก็ไม่มีทางแพ้”

               ราวสุมไฟ ทั้งที่อากาศเย็นเยียบจากเครื่องปรับอากาศที่ส่งลมเย็นมาสร้างอุณหภูมิต่ำกว่านอกอาคาร ก็ไม่อาจดับความร้อนรุ่มในจิตใจของหัวหน้าห้อง G ผู้นี้ได้

               มิวเชิดหน้า ไล่สายตามองเพื่อนร่วมชั้นแต่ละคน แม้ปกติตนมิค่อยได้พูดคุยกับผู้ใดอย่างสนิทสนม เพราะบุคลิกส่วนตัวเป็นคนเงียบขรึม แต่ใช่จะไม่รู้จักทุกคนที่ยืนล้อมรอบเขาอยู่

               แค่ไม่รู้สาเหตุ ว่าเพราะเหตุใดผู้ถูกยกเป็นอัจฉริยะเหล่านี้ ถึงมารวมตัวกัน เพื่อทำตามความประสงค์ของคนที่เขาชังน้ำหน้าเช่นนี้ได้

               “เหลือเวลาพักครึ่งชั่วโมง นายพร้อมฟังกติกาไหม”

               คิวเล่นตามบทบาทอย่างแนบเนียน สายตาเหลือบแลเจ้าแผนการอย่างไทม์ ที่วางแผนให้เขาเล่นละครเพื่อหวังกระตุ้นโทสะคนมากทิฐิอย่างมิว ให้ร่วมมือด้วย

               แม้อีกฝ่ายจะออกตัวว่าไม่เก่งเรื่องวิชาการ ดีแต่ใช้กำลัง แต่ทักษะการเขียนบทละครกลับเทียบชั้นนักเขียนอาชีพ

               คิวอดชื่นชมคนที่ลอบยิ้มอย่างภูมิใจในตนเองไม่ได้

 

 

               “ถ้ามิวมันเป็นคนชอบเอาชนะ ก็ท้าแข่งกับมันเลยสิ”

               คิวเลิกคิ้วให้ประโยคนี้ของไทม์ อันที่จริง คิ้วเด็กหนุ่มยกขึ้นตั้งแต่นายนักฟุตบอลพาคนสองคนที่คุ้นหน้าแต่ไม่เคยพูดคุยกันสักที มายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อ 15 นาทีที่แล้วแล้ว

               แม้เป็นคนจิตใจดี เป็นที่รักของเพื่อนหลายคน แต่คิวมิใช่คนเข้าสังคมเก่งนัก ผิดกับไทม์ที่ตีซี้กับคนอื่นได้ราวคบหามานาน หน้าที่การชักชวนสมาชิกนักสืบจำเป็น เขาจึงรับอาสา

               แต่ไม่ทันได้เอ่ยปากชวน คนที่ปกติหากไม่ใช่เวลาเรียน จะใส่หูฟังที่ไม่รู้ว่าเสียบกับอะไรในกระเป๋ากางเกง เพราะโทรศัพท์มือถือถูกห้ามพกพาเข้ามาในห้อง ก็เป็นฝ่ายเดินมาทักเขา

               “หวัดดีไทม์”

               คนอัธยาศัยดียิ้มร่า ก่อนพูดคุยด้วยน้ำเสียงสนิทสนม “อ้าวแวน ว่าจะไปหาอยู่พอดี”

               ที่สิงสถิตของแวนหนีไม่พ้นห้องคอมพิวเตอร์ ที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งเรียงรายอยู่มากกว่า 30 เครื่อง เพื่อให้บริการค้นหาข้อมูลประกอบการศึกษาในช่วงเวลาพัก ห้องกระจกนี้ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของอาคารด้านทิศตะวันตกของโรงเรียน ติดกับห้องสมุดขนาดใหญ่ แสดงถึงการเปิดโอกาสให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง อันเป็นลักษณะการเรียนการสอนยุคใหม่ ที่ไม่ต้องรอให้ครูป้อนข้อมูลเพียงฝ่ายเดียว

               ด้านหน้าห้องคอมพิวเตอร์ ไทม์ที่ตั้งใจจะเปิดประตูเข้าไป คนที่อยู่ด้านในอันเป็นเป้าหมายกลับเปิดออกมา และกล่าวทักทายเขาเสียเอง

               “ดูเหมือน นายกับคิวกำลังเล่นอะไรสนุกกันอยู่ใช่ไหม”

               อัจฉริยะคอมพิวเตอร์ยิ้มเผล่ ผมยาวที่ลงมาปรกหน้าทำให้มองไม่เห็นคิ้ว แต่ดวงตาเจ้าเล่ห์คล้ายตาจิ้งจอกกลับมีประกายระยับราวคาดเดาอากัปกิริยาของคนตรงหน้า

               และเป็นไปตามคาด ไทม์มีสีหน้าเลิ่กลั่กด้วยไม่รู้ว่าแวนรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร

               “นายเป็นสตอล์คเกอร์พวกฉันเหรอ”

               แวนหัวเราะร่า รอยยิ้มพราวที่เปรียบดั่งเครื่องประดับใบหน้า ทำให้หลายคนหลงเสน่ห์

               โดยไม่รู้เลย ว่าภายใต้หน้ากากยิ้มแย้มนั้น เขาหาได้มีจิตคิดเป็นมิตรกับทุกคนดั่งที่แสดงออก

               “ฉันเห็นน่ะ พวกนายวิ่งวุ่นไปมาทั้งโรงยิม อาคารวิทยาศาสตร์ ตัวติดกันเป็นตังเมทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ และดูจากสถานที่ที่พวกนายไป น่าจะเกี่ยวข้องกับ... คนที่ตายทั้งสองคนใช่ไหม”

               หากมีกระจกส่องตรงหน้า ไทม์คงอดหัวเราะให้กับหน้าพิลึกพิลั่นที่ตนเองทำอยู่ตอนนี้ไม่ได้

               นับตั้งแต่ได้รู้จักคิว และพบว่าอัจฉริยะคณิตศาสตร์ มีไอคิวที่เหนือกว่าคนปกติทั่วไป คาดเดาจากร่องรอยเบาะแสเพียงน้อยนิดจนรู้ถึงพฤติการณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งไทม์ไม่คิดว่าจะมีใครทำให้เขาตกใจได้เท่าคิวอีก

               กระทั่งได้เจอกับแวน แม้บุคลิกลักษณะจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่คนร่างสูงที่สายตาแพรวพราวนี้ กลับมีบางอย่างที่คล้ายคิว

               คล้าย... จนน่าขนลุก

               ไทม์ทำใจดีสู้เสือ ดวงตาที่เปี่ยมด้วยความซื่อตรงมองสบสายตาของอีกฝ่าย ที่จ้องราวกับจะเพ่งทะลุเข้าไปถึงก้านสมอง ก่อนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

               “ถ้านายรู้แบบนี้ก็ดีเลย ที่ฉันมาหานาย ก็เพราะเรื่องนี้แหละ”

               หนุ่มผมสั้นเล่าเรื่องราวอย่างรวบรัด โดยใช้ระดับเสียงที่เบาพอให้ได้ยินเพียงสองคน ฝ่ายที่รับฟังพยักหน้าตามเป็นจังหวะ มุมปากยกยิ้มคล้ายเรื่องน่าสยดสยองที่ได้ยินเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นเสียเต็มประดา

               กระทั่งฟังจนจบ แวนจึงดีดนิ้วเสียงดังจนไทม์ตกใจ

               “น่าสนุกนี่ ถึงฉันจะไม่เก่งอะไรแบบที่คนอื่นยกยอให้ว่าเป็นอัจฉริยะนั่น แต่อย่างน้อย ‘ดวงตา’ ของฉัน ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับพวกนายได้”

               ดวงตาที่พูดถึง มิใช่อวัยวะที่ประดับบนใบหน้า หากแต่เป็นตาที่สาม ที่มีมากมายหลายจุดในโรงเรียน และดวงตานั้น ก็ทำให้เขาเห็นพฤติกรรมของไทม์และคิว จนนำมาสู่ข้อสันนิษฐาน ที่ทำให้รู้ล่วงหน้าว่าสองคนนี้อาจมาหาตนในไม่ช้า

               หากคิวคืออัจฉริยะที่คิดคำนวณหาผลลัพธ์อย่างฉลาดหลักแหลมและตรงไปตรงมา

               แวนก็คืออัจฉริยะ ที่ใช้ทางลัดเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายได้

               โดยไม่เลือกวิธีการ

 

 

               ได้สมัครพรรคพวกมาโดยง่าย

               ง่าย... เสียจนไม่น่าเชื่อ

               ไทม์และแวนนั่งคุยกันอย่างออกรส ฝ่ายหนึ่งเป็นคนอัธยาศัยดีเข้ากับคนง่าย อีกฝ่ายก็มีหน้ากากให้สวมมากมายตามแต่สังคมที่เขาเข้าไปอยู่ นักฟุตบอลไม่อาจล่วงรู้เลยว่า ทุกประโยคที่เขาพูด ล้วนถูกอีกฝ่ายนำไปประเมินเพื่อค้นหา ‘จุดอ่อน’ เผื่อนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคตได้

               ไม่จริงใจกับใคร ทำตามเป้าหมายของตนเอง แม้วิธีการจะสร้างความเจ็บปวดให้ผู้อื่นก็ตาม นั่นคือแนวทางการดำเนินชีวิตของแวน

               และถึงแม้บุคลิกนี้ จะสุดขั้วจนไทม์ยังอึ้งไม่หาย แต่ไม่คาดว่า คนที่สี่ที่ถูกเลือกให้เข้าทีม กลับมีบุคลิกโดดไปอีกขั้วตรงข้ามอย่างสุดทางเช่นเดียวกัน

               หลังเลิกเรียน แม้เพื่อนคนอื่นในห้อง G จะทยอยเก็บของกลับบ้าน แต่มีเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งนั่งในตำแหน่งกึ่งกลางห้อง ยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น ไม่มีทีท่าจะเก็บตำราและอุปกรณ์การเรียนลงกระเป๋า

               ไทม์ คิว และแวน ที่ทำความรู้จักกันแล้ว จับกลุ่มอยู่หลังห้อง ทำทีเป็นติวหนังสือ เพื่อลอบดูพฤติกรรมของ ‘ออย’ เด็กหนุ่มร่างผอม และสูงชะลูดราวต้นไผ่ ผมสีดำสนิทดุจขนกาด้านหน้ายาวถึงคิ้ว ถูกตัดแต่งทรงอย่างเป็นระเบียบ เผยดวงหน้าหวานเสียจนผู้หญิงบางคนยังต้องอาย ด้วยรูปลักษณ์เช่นนี้ ทำให้เขาดูอ่อนแอและน่าจะตกเป็นเหยื่อของนักเรียนนักเลงอย่างอานนท์

               แต่ออยกลับรอดพ้นการถูกกลั่นแกล้ง เพราะความ ‘ประหลาด’ ที่ทำให้ไม่มีใครอยากยุ่งด้วย

               เขามักขยับปากพึมพำ ราวพูดกับตัวเองแบบออกเสียง หากอยู่ใกล้ จะได้ยินเสียงมุบมิบคล้ายมีแมลงหวี่บินตอมอยู่ข้างหู จับใจความไม่ได้ว่าพูดหรือท่องบทสวดอะไร

               แต่เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อออยกลับชอบเอ่ยปากทักคนอื่น ด้วยประโยคที่ชวนให้ต้องหวาดผวา

            “ตอนกลับบ้าน ระวังภัยจากน้ำนะ”

               เขาเคยกล่าวเช่นนี้ กับเพื่อนนักเรียนหญิงร่วมชั้น ครานั้นเธอหัวเราะร่า ก่อนคิดว่าออยเพี้ยน เพราะกิจวัตรทุกวัน หลังเลิกเรียนเธอจะเดินมานั่งรอผู้ปกครองมารับที่ข้างสนามกีฬา หนำซ้ำ สภาพอากาศวันนี้ยังปลอดโปร่ง แทบไร้ซึ่งเมฆที่จะมาบดบังแสงแรงจากดวงอาทิตย์ ทั้งที่โรงเรียน และตลอดทางกลับจนถึงบ้าน ไม่มีแม่น้ำลำธาร หรือคูคลองอันใด ที่น่าจะก่ออันตรายทางน้ำให้เธอได้

               แต่สิ่งที่ออยทักกลับเกิดขึ้นจริงอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อสปริงเกอร์ที่ปกติจะเปิดปิดเป็นเวลาด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติ เพื่อใช้รดน้ำหญ้าในสนาม กลับเกิดขัดข้อง จนหมุนพ่นปล่อยน้ำให้พวยพุ่งออกมาเป็นสาย

               เท่านั้นไม่พอ ความแรงของน้ำยังเพิ่มพูนมากกว่าตอนเปิดปกติ คล้ายท่อประปาแตก มวลน้ำมหาศาลสาดซัดเข้าใส่เด็กหญิงที่นั่งอยู่ตรงม้านั่งหิน และเด็กที่เดินไปมาหลายคน ให้ต้องเปียกปอนไปตาม ๆ กัน

               ภัยจากน้ำ...

               สิ่งที่ออยทำนายทายทักดันเกิดขึ้นจริง เพียงเท่านี้ ออยก็ถูกยกตำแหน่ง ‘หมอดู’ ประจำโรงเรียน ให้ต้องมีคนแวะเวียนมาพูดคุย เพื่อหวังจะสอบถามโชคชะตากับเขาอยู่เป็นประจำ

               “ผมไม่ใช่หมอดู ผมแค่ชอบดวงดาว”

               อัจฉริยะฟิสิกส์กล่าวเช่นนี้เสมอ เขาชื่นชอบดวงดาวเข้าขั้นบ้าคลั่ง เด็กคนอื่นอาจนั่งท่องสูตรคูณตั้งแต่ตอนเรียนชั้นอนุบาลหรือประถม แต่ออยนั่งท่องชื่อกลุ่มดาว และสามารถจดจำรูปร่างการเชื่อมโยงของดวงดาวเป็นกลุ่มต่าง ๆ ได้ครบทั้ง 88 กลุ่ม

               และเมื่อศาสตร์แห่งการพยากรณ์ ก็มีที่มาจากการรวบรวมสถิติที่เกิดขึ้นเมื่อดวงดาวโคจรเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง ออยจึงมีทักษะเรื่องนี้ไปโดยปริยาย โดยไม่รู้เลยว่า ทักษะนี้จะทำให้เขากลายเป็นหมอดูจำเป็นในสายคาคนอื่น

               เพียงไม่นาน หลังนักเรียนทุกคนยกเว้นออยและพวกของคิว เดินออกจากห้องเรียนไปจนหมด ก็มีร่างเด็กสาวสองคน ที่มีสีหน้าวิตกกังวล เดินเข้ามาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

               นักเรียนชั้น ม.5 ทั้งสองคนหน้าตามิได้ขี้ริ้ว แต่เพราะคนหนึ่งแอบชอบรุ่นพี่ ม.6 ที่หล่อเหลา และเป็นที่หมายปองของสาว ๆ กว่าครึ่งค่อนโรงเรียน เธอจึงอยากรู้วิธีเอาชนะใจชายหนุ่ม

               เมื่อเห็นว่ายังมีคนอยู่ในห้อง ทั้งคู่ชะงักไปเล็กน้อย แต่เพราะไม่มีทางเลือก และเห็นว่าคนที่พวกเธอนัด ยังคงนั่งรออยู่โดยไม่มีทีท่าจะลุกเพื่อเปลี่ยนสถานที่สนทนา จึงทำใจดีสู้เสือ และเดินมานั่งโต๊ะตัวหน้าของออยพลางกล่าวคำถามด้วยเสียงดังไม่ต่างจากกระซิบ

               “หนู... ชอบพี่เซลค่ะ แต่พี่เขาป๊อบเหลือเกิน หน้าตาบ้าน ๆ อย่างหนูเนี่ย ไม่มีทางที่พี่เขาจะหันมามอง พี่ออยพอมีวิธีอะไรแนะนำหนูบ้างไหมคะ”

               “น้องเกิดราศีอะไร เวลาเท่าไหร่ครับ”

               “ราศีสิงห์ เวลา... ประมาณหกโมงเช้าค่ะ”

               ออยหลับตา วาดภาพแผนที่จักรวาลในสมอง จุดแสงระยิบระยับขึ้นในจินตนาการ เป็นโครงร่างของดวงดาวต่าง ๆ ในระบบสุริยะ

               นำราศีและเวลาเกิดของรุ่นน้องมาวางลักขณา พบว่าเรือนชะตาของเธออยู่ที่ภพศุภะ ก่อนคำนวณการเคลื่อนที่ของดวงดาวในวัน เวลาปัจจุบัน

               เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นมา และส่ายศีรษะพลางตีหน้าเศร้า

               “ในช่วงนี้ ดาวอังคารจรพักรองศา เอ่อ... พี่หมายถึง เคลื่อนที่ถอยหลังเข้าราศีธาตุไฟ คือ เมษ สิงห์ และธนู ดังนั้นคนที่เกิดใน 3 ราศีนี้ จะต้องทุกข์ทรมาน พบกับความเดือดร้อน คิดหวังสิ่งใดก็ไม่มีทางสมดังหวัง พี่ว่าน้องเลิกคิดเรื่องความรักไปเลย หันไปมุ่งมั่นกับการเรียน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าผลการเรียนเทอมนี้จะดีหรือเปล่านะ เพราะดวงน้องแย่มากจริง ๆ”

               เด็กสาวทั้งสองคนเบิกตาค้าง กระทั่งเพื่อนร่วมชั้นที่นั่งอยู่ด้านหลัง ก็เบิกตาอ้าปากอย่างไม่คาดว่าออยจะกล้าพูดออกมาตรง ๆ ขนาดนี้

               ปากไม่มีหูรูด หรือไม่ก็ไม่มีระบบกลั่นกรองคำพูดที่เหมาะสม ชายทั้งสามคนเห็นท่าไม่ดี เมื่อรุ่นน้องทั้งคู่ปะทุอารมณ์โกรธ เพราะคิดว่าออยแช่งชักให้พวกเธอฉิบหาย จึงมุ่งหมายจะตบตีเขาด้วยโทสะ

               เป็นแวนที่เข้ามาแก้สถานการณ์

               “พี่ขอโทษน้อง ๆ ด้วยนะครับ พอดีพี่ออยเป็นห่วงน้อง ๆ น่ะครับ เลยเตือนไปในสิ่งที่ร้ายที่สุดที่อาจมีโอกาสเกิดขึ้นกับน้องได้ เพื่อจะได้ระวังตัวไงครับ หายากนะ หมอดูที่กล้าพูดความจริงแบบนี้”

               รอยยิ้มพราวกับดวงตาเป็นประกาย ลดโทสะเด็กสาวทั้งสองคนลงมาได้ ยิ่งเมื่อเห็นว่าคนที่เข้ามาอธิบาย เป็นรุ่นพี่รูปหล่อ รวมทั้งเพื่อน ๆ อีกสองคนของเขาที่นั่งอยู่ด้านหลัง ก็หล่อกว่าพี่เซลที่พวกเธอหมายตา จะไม่ให้ระทวยอย่างไรไหว

               “จริงด้วยค่ะ พวกหนูก็ลืมคิดไป ว่าแต่ พี่ชื่ออะไรคะ”

               แวนเสยผม ท่าทีเป็นธรรมชาตินี้ทำให้ทุกคนคล้อยตาม และมองอย่างเคลิบเคลิ้ม

               “พี่ว่า ถ้าอยากรู้จักพี่ต้องใช้เวลานานพอสมควร เพราะตัวตนของพี่ค่อนข้างซับซ้อน เอาเป็นว่า เราไปหาที่นั่งคุยกันไหมคะ ร้านกาแฟหน้าโรงเรียนเป็นไง”

               เป็นธรรมชาติสุด ๆ!

ในที่นี้ หมายถึง ‘เจ้าชู้’ เป็นธรรมชาติจนคิวและไทม์อดปรบมือในใจให้ไม่ได้

               อัจฉริยะคอมพิวเตอร์ จูงมือรุ่นน้องทั้งสองคนออกจากห้อง โดยไม่ลืมหันมายักคิ้วให้คิว เป็นสัญญาณว่า เขาเปิดทางให้แล้ว ที่เหลือเป็นหน้าที่ของคิวและไทม์

               กระทั่งได้ยินเสียงประตูปิด ไทม์จึงลุกขึ้นก่อน ครั้งที่แล้วเขาไปเจรจากับแวนเพียงคนเดียว อดประหม่าในใจไม่ได้ เพราะคนที่เป็นเป้าหมายล้วนเป็นอัจฉริยะที่ใช่จะพูดคุยกันตามปกติด้วยความเป็นมิตรได้ และยิ่งเห็น ‘ตัวตน’ อีกด้านของออยที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ไทม์ก็ยิ่งไม่มั่นใจว่าการชักชวนครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ

               แต่วันนี้เขาไม่ได้อยู่ลำพัง คิวที่เป็นดั่งหัวเรือใหญ่ กลับเป็นฝ่ายเดินนำเข้าหาออย ที่เขาจำได้ว่าไม่เคยพูดคุยกันเลยสักครั้งแม้อยู่ห้องเดียวกัน

               “นายรับดูหมอด้วยเหรอออย” เอ่ยถามทันทีที่นั่งแทนที่เด็กสาวทั้งสองคนเมื่อครู่

               คนถูกถามตีหน้ายุ่ง คล้ายได้ยินประโยคนี้มานับครั้งไม่ถ้วน

               “ผมไม่ใช่หมอดู ผมเป็นนักดาราศาสตร์”

               นักดาราศาสตร์ที่ไหน เอาการเคลื่อนที่ของดวงดาวมาทำนายอนาคตให้คนอื่นกันล่ะฟะ!

               แม้มีประโยคคำถามนี้อยู่ในใจ แต่คิวก็มิได้ถามออกไป

               “เรียนด้วยกันมาหลายวัน เรายังไม่เคยคุยกันเลย เราชื่อคิวนะ”

               ออยพยักหน้ารับรู้ “ผมออย”

               “ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน ที่เรามาคุยกับนาย ก็เพราะ...”

               “จะขอความช่วยเหลือใช่ไหม”

               คิวเลิกคิ้ว มองหน้าหวานของอีกฝ่ายอย่างสงสัย

               “นายรู้”

               “ที่จริง หมอดูไม่ทำนายอนาคตตัวเองหรอก แต่เพราะผมไม่ใช่หมอดู เลยดูลักขณาให้ตัวเองบ่อย ๆ”

               นั่นไง นักดาราศาสตร์ที่ไหนใช้คำว่าลักขณากันฟะ!

               “ผมเกิดราศีธนู เป็นอุภัยราศี คือมีความเปลี่ยนแปลงในชีวิตตลอดเวลา ช่วงเดือนนี้ดาวพฤหัสเคลื่อนเข้าสู่ภพลาภะ คือจะพบกับมิตรภาพ แต่ดาวเสาร์กลับเคลื่อนสู่ภพวินาศ นั่นหมายถึงการได้พบกับเพื่อนใหม่ อาจนำมาซึ่งปัญหา แต่อีกนัยหนึ่งของภพวินาศ คือการช่วยเหลืออย่างลับ ๆ แสดงว่าพวกคุณต้องการความช่วยเหลือจากผม  จึงเข้ามาคุยเพื่อทำความรู้จักในฐานะเพื่อน ใช่ไหมล่ะครับ”

               ครั้งนี้เป็นไทม์ ที่อ้าปากค้างไม่หุบ แม้คาดเดาเอาไว้ว่าคนเก่งอย่างคิวน่าจะใช้ความสามารถชักชวนออกมาเป็นพวกได้ แต่กลับไม่คาดว่าคนที่เอ่ยปากกลับเป็นออยเช่นนี้ หมอนี่ใช้การเคลื่อนที่ของดวงดาวมาผูกกับดวงชะตาของตนเอง ทำให้รู้อนาคตล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ

               แต่ที่ไทม์ทึ่งมิใช่ทักษะการทำนายนี้หรอก

               เป็นเพราะเจ้าตัวไม่ยอมรับว่าเป็นหมอดูต่างหาก!

               “เมื่อมันเป็นชะตา ผมก็ไม่อาจเลี่ยง เอาเป็นว่า  ถ้าพวกคุณอยากให้ผมช่วยอะไร ก็บอกแล้วกันนะ”

               บทจะง่ายก็ง่ายดายเช่นนี้ คิวหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนยื่นมือให้ออยจับ

               “ความสามารถของนาย ต้องเป็นประโยชน์กับพวกเราแน่ ขอบคุณนะออย”

               หนุ่มร่างบางยื่นมือมาจับมือคิวเขย่าเบา ๆ มิตรภาพก่อตัวขึ้นตามคำทำนาย ไม่ต่างจากอันตรายและปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น

               ตามคำทำนายเช่นกัน

 

 

               มิวเป็นประธานชมรมอัจฉริยภาพวิทยาศาสตร์ เป็นชมรมที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อให้ผู้สนใจด้านวิทยาศาสตร์ทุกสาย ได้เข้ามาเรียนรู้ ทั้งหนังสือที่ทุกคนนำมาเป็นแหล่งข้อมูลส่วนรวม เครื่องคอมพิวเตอร์ 5 เครื่องที่ตั้งอยู่บนโต๊ะที่เรียงรายติดกับผนังด้านหนึ่งของห้อง โต๊ะตัวใหญ่ตรงกลาง สำหรับเพื่อทดลองทางวิทยาศาสตร์ โดยสมาชิกชมรมสามารถยื่นเรื่องให้คณะกรรมการเบิกจ่ายสารเคมีหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ จากห้องวิทยาศาสตร์ มาใช้เพื่อประโยชน์ในการค้นคว้าของสมาชิกชมรมได้

               โรงเรียนเวทธ์พิทยามีเนื้อที่กว้างใหญ่ กว่า 130 ไร่ มีอาคารมากมายเพื่อประโยชน์ใช้สอยตามหลักสูตร จึงมีห้องสำหรับชมรมต่าง ๆ ที่นักเรียนเขียนโครงการยื่นขอจัดตั้งชมรมให้เป็นพิเศษ และห้องของชมรมอัจฉริยภาพวิทยาศาสตร์ ก็ตั้งอยู่บนชั้นเดียวกับห้องทดลองที่ถูกไฟไหม้ แต่อยู่คนละฟากฝั่ง

               วันนี้ในห้องไม่พลุกพล่านด้วยผู้คนเฉกเช่นทุกวัน คงมีเพียงเด็กหนุ่ม 5 คน ที่นั่งจับจองเก้าอี้คนละตัว รอบโต๊ะเหลี่ยมที่ตั้งกลางห้อง เพราะตำแหน่งของอัจฉริยะเคมีที่ใช้ข้ออ้างว่าจะจัดห้องเพื่อทำกิจกรรมสำคัญของชมรม จึงขอให้สมาชิกงดใช้ห้องหนึ่งวัน

               มิวนั่งหัวโต๊ะ ขณะที่อีก 4 คนที่เหลือ เลือกที่นั่งตามสบาย และเพื่อเลี่ยงปัญหา ไทม์จึงนั่งถัดจากมิว คั่นกลางระหว่างเขากับคิวเอาไว้ เพื่อมิให้มีเรื่องเขม่นเข่นเขี้ยวกันอีกระหว่างประชุม

               เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว คิวจึงเริ่มบทสนทนา

               “พวกนายรู้กันอยู่แล้ว ว่าโรงเรียนเรามีเด็กนักเรียนเสียชีวิตถึง 2 คน ในวันเดียวกัน และถึงจะดูเหมือนทั้งสองคน คนหนึ่งฆ่าตัวตาย อีกคนประสบอุบัติเหตุ แต่จากข้อสันนิษฐานบางประการที่เราพบ เชื่อว่าสองคนนั้นอาจถูกฆาตกรรม”

               มีเพียงออย ที่มีสีหน้าตระหนกเพียงเล็กน้อย แต่แวนกลับตาเป็นประกายอย่างตื่นเต้น ขณะที่มิว แค่นเสียง ‘เฮอะ’ ออกมา

               ไทม์ที่รู้ถึงความสามารถของสมาชิกทีมนักสืบจำเป็นอย่างออย เอ่ยถามอย่างตั้งความหวัง

               “จริงสิ! นายทำนายอนาคตได้นี่นา ถ้าแบบนี้ นายทำนายได้ไหมว่าใครเป็นคนร้าย”

               ออยส่ายหน้า “เราทำนายแบบนั้นไม่ได้หรอก เราไม่ใช่หมอดู”

               ยังอีก... ยังจะพูดแบบนี้อีก!

               “ที่ทำได้ก็แค่ บอกสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคนคนหนึ่งเท่านั้น แต่มีเงื่อนไขคือผมต้องรู้ราศีเกิด และเวลาเกิดของเขา  เพราะมันเชื่อมโยงกับการเคลื่อนที่ของดวงดาว สองคนที่ตายไป เรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้ว ทำนายไม่ได้แล้ว ส่วนคนร้ายที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ถ้าไม่รู้ข้อมูลที่บอกนั่น ผมก็จนปัญญา”

               ขยายความคำว่า ‘ทำนายไม่ได้’ ตามหลักเหตุผล จนไทม์ตีหน้าผิดหวัง

               “ยังไม่แน่สักหน่อย ว่าสองคนนั้นถูกฆาตกรรม โรงเรียนเราไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น นายเอาหลักฐานมาจากไหน”

               มิวยังคงไม่เชื่อในสิ่งที่คิวพูด เขาเชื่อถือในวิทยาศาสตร์ยิ่งกว่าสิ่งใด ทุกข้อสันนิษฐาน จำเป็นต้องมีหลักฐานมารองรับอย่างเป็นเหตุเป็นผล

               คิวอธิบายอย่างใจเย็น ถึงความผิดพลาดของคนร้าย เรื่องการคำนวณส่วนสูงของต้อมเมื่อเทียบกับขนาดเลือกและแป้นบาส ทั้งสามคนในห้องพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ขณะที่มิวยังคงตั้งแง่

               อัจฉริยะคณิตศาสตร์หันไปหาแวน ที่ใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา

               “ดวงตาของนาย มองเห็นความผิดปกติอะไรบ้างไหม”

               คนถูกถามส่ายศีรษะ “กล้องวงจรปิดของโรงเรียนนี้มีแค่ตรงถนน กับบริเวณหน้าตึกต่าง ๆ เท่านั้น ไม่มีกล้องตรงทางเดินระหว่างชั้นหรือภายในห้องเรียน ถ้าคนร้ายลอบขึ้นมาทางบันไดหนีไฟ ตรงนั้นไม่มีกล้อง มองไม่เห็นอะไรหรอก ส่วนหน้าโรงยิมยิ่งแล้วใหญ่ ไม่มีกล้องเลยสักตัว”

               ไทม์ตีสีหน้าตกใจ “กล้องวงจรปิด... แล้วนายดูกล้องของโรงเรียนได้ยังไง”

               แวนยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนล้วงโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋ากางเกง และเปิดแอปพลิเคชันกล้องวงจรปิด ที่แสดงภาพจากมุมต่าง ๆ ในโรงเรียน ออกมาให้เพื่อนทุกคนดู

               ที่ไทม์ตกใจมีเหตุผลสองประการ คือหนึ่ง หมอนี่เป็นอัจฉริยะขนาดแฮ็กระบบกล้องของโรงเรียนได้

               และสอง... หมอนี่พกพาโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดโดยไม่ถูกครูตรวจพบ ได้อย่างไรกัน

               “ที่เราสังเกตพวกนายสองคน” แวนชี้ไปที่คิวและไทม์ที่นั่งฝั่งเดียวกัน “เพราะสนใจในนามเรียกขาน ‘อัจฉริยะ’ ที่คนอื่นตั้งให้ ปกติเราไม่เคยเห็นพวกนายไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่จู่ ๆ ก็ทำตัวติดกัน เลยคิดว่าน่าจะมีอะไรสนุก ๆ แต่กับคนอื่น เราไม่ได้สนใจ เลยไม่คิดว่ามีอะไรผิดปกติ แต่ถ้าจะให้ไล่ดูกล้องย้อนหลังในช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุทั้งสองเหตุการณ์ เราก็ทำได้นะ”

               คิวพยักหน้าเข้าใจ “งั้นฝากเรื่องนี้กับนายด้วยนะแวน”

               และไม่ทันที่มิวจะเอ่ยปากแย้ง เขาก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน

               “ส่วนมิว นายเก่งเคมีกว่าคนอื่น เราคิดว่าการตายของน้องเพลง อาจเกี่ยวข้องกับสารเคมีบางอย่าง ตอนนี้ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ถูกปิดตายเพื่อรอการซ่อมแซม คงเข้าไปข้างในไม่ได้ นายมีไอเดียอะไรไหม”

               มิวกอดอก มองคิวที่กล่าวชื่นชมตน ด้วยความขุ่นข้องใจ

               “เราแข่งกันอยู่ไม่ใช่เหรอ ถามไอเดียคู่ต่อสู้เนี่ยนะ นายบ้ารึเปล่า”

               คิวยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ปราศจากความเป็นอคติ “เหตุผลที่เรามาประชุมกันในวันนี้ ก็เพราะจะมาแชร์ข้อมูลทั้งหมดที่พวกเรารู้ และไอเดียของแต่ละคนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้ารู้เท่ากันทั้งหมด ก็เท่ากับเริ่มสตาร์ทพร้อมกัน แบบนี้ยุติธรรมกว่าไม่ใช่เหรอ”

               ไม่สบอารมณ์ มิวยังคงตีหน้านิ่วคล้ายคนปวดถ่าย

               “ป่านนี้หลักฐานในห้องทดลองวิทยาศาสตร์คงถูกตำรวจเก็บไปหมดแล้ว ส่วนของที่ยังเหลือในห้อง ฉันตรวจดูสารเคมีต่าง ๆ ได้”

               เท่านี้ก็เกินคาดแล้ว คิวลอบสบตากับไทม์อย่างลุในแผนการ คนเก่งวิชาเคมีเข้าขั้นอัจฉริยะ หากลงมือสืบเรื่องนี้แม้ไม่เต็มใจ ก็นับว่ามีหนทางให้ก้าวเดินต่อได้อีกหลายก้าว

               ออยที่สีหน้าดูตื่นกลัวตลอดเวลา ประกอบกับเครื่องปรับอากาศในห้องชมรมนั้นกำลังดีเหลือเกิน ส่งลมเย็นเยียบจนเด็กหนุ่มต้องเอาแขนกอดร่างตนเองด้วยหนาวสั่น

               “แล้ว... คุณสงสัยใครบ้างไหม” เขาเอ่ยถามคิวเพื่อรวบรวมข้อมูลดังว่า

               เพียงได้ยินคำถามนี้ ชื่อเดียวที่ผุดขึ้นมาในสมองของไทม์ คือ... อานนท์!

               เป็นไทม์ที่แย่งตอบคำถาม

               “ก่อนตายวันหนึ่ง ต้อมมีเรื่องกับอานนท์ห้องเรา พวกนายคงได้ยินกิตติศัพท์ของหมอนั่นมาบ้าง เราไม่อยากคิดว่าถ้าต้อมไม่ตายไปเสียก่อน คงต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมาน เพราะถูกพวกไอ้อานนท์มันรังควาญจนเรียนไม่เป็นสุขแน่ ๆ”

               พูดพลางกำหมัด คนรักความถูกต้องอย่างไทม์ รังเกียจคนประเภทอานนท์ที่สุด

               ทั้งที่มีกำลังร่างกายแข็งแรง สามารถนำกำลังนี้มาใช้ทำประโยชน์เพื่อสังคมได้ แต่กลับเอามาทำเรื่องชั่ว ๆ อย่างการชกต่อยหรือรังแกคนอ่อนแอกว่า ถ้าไม่ติดว่าถูกครูปรามว่าห้ามไปยุ่งกับพวกมัน เพราะตนเป็นนักกีฬาความหวังของโรงเรียนและของเขต ไทม์คงไม่อาจทนเรียนอยู่ห้องเดียวกับอานนท์ได้

               คิวกล่าวขัดขึ้นมาเสียก่อนไทม์จะเดือดไปมากกว่านี้

               “เป็นหนี่งในคนที่เราสงสัยนะ แต่ก็ไม่ฟันธงซะทีเดียว”

               ไทม์ยังแย้งต่อด้วยข้อมูลที่สนับสนุนความคิดของตน

               “น้องเพลงเคยคบกับไอ้อานนท์ด้วยนะ”

               ประเด็นนี้ทำให้ทุกคนหันมองไทม์เป็นตาเดียวกัน

               “พวกนายคงไม่ได้อ่านวารสารโรงเรียนใช่ไหม” ไทม์ตั้งคำถาม

               “ฉันเพิ่งกลับมา วารสารนี้มีตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ” คิวตอบ

               “เสียเวลา มีแต่เรื่องไร้สาระ” มิวบ้าง

               “นอกจากเรื่องใครเป็นฆาตกร เราก็รู้แทบทุกเรื่องในโรงเรียนอยู่แล้วนะ” แวนคุยโว

               “เอ่อ... ดวงผมไม่ถูกโฉลกกับสื่อสิ่งพิมพ์ที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร ว แหวน น่ะครับ” ไทม์เพิ่งคิดได้ว่าไม่ควรคาดหวังกับคำตอบของออย

               นักฟุตบอลโรงเรียนก้มลงเปิดกระเป๋าเป้ที่วางอยู่บนพื้น หยิบวารสารเล่มเล็กขนาดบางเฉียบมาวางบนโต๊ะ ก่อนพลิกเปิดไปหน้าเกือบท้ายเล่ม และชี้นิ้วไปที่คอลัมน์ ‘รอบรั้วโรงเรียน’

               แวนที่เห็นข้อมูลเรื่องซุบซิบนินทาระหว่างอานนท์กับเพลง เพิ่งถึงบางอ้อ

               “จะว่าไป... เมื่อปีที่แล้ว เรา ‘เห็น’ สองคนนี้เดินด้วยกันอยู่ช่วงหนึ่งนะ แต่เหมือนแอบ ๆ คนอื่นอยู่ พอถึงตอนที่คนเยอะ ๆ ก็แยกเดินห่างกัน ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะปกปิดสถานะทำไม”

               เพราะไม่ใช่สเปค แวนที่เห็นเช่นนั้นก็มิได้สนใจ เขาสนเพียงเพื่อนร่วมชั้นเรียนสาวที่เงียบและเรียบร้อยอย่าง ‘ฝุ่น’ เพื่อนร่วมชั้นผิวสีน้ำผึ้งสวมแว่นหนาสงวนคำพูดจาคนนั้นต่างหาก ยิ่งเมื่อเห็นเธอที่สายตาสั้นแต่ไม่ยอมใส่คอนแทคเลนส์ ยังคงสวมแว่นจนตาถูกเลนส์ขยายให้โตเหมือนตาปลาทอง ก็ยิ่งชอบใจในความไม่แคร์สื่อของฝุ่นมากขึ้นไปอีก

               คิดถึงสาวที่แอบปลื้ม ก็เผลอยิ้มออกมาจนออยที่นั่งข้างต้องทำหน้าแหยง

               “สรุปว่า ทั้งสองคนที่ตาย เคยเกี่ยวข้องกับอานนท์สินะ” มิวที่นั่งเงียบมานาน เริ่มจับเค้าลางบางอย่างได้

               เหลือก็แค่หลักฐานเท่านั้น

               “ถ้าอย่างนั้น เราก็ออกสตาร์ทพร้อม ๆ กันตรงนี้ แล้วมาดูกัน ว่าใครจะพบความจริงก่อนกัน” อัจฉริยะเคมีกล่าวอย่างไม่ไว้หน้า “แต่บอกไว้ก่อนะ ฉันยังไม่เชื่อนายหรอกว่าการตายของทั้งสองคนคือถูกฆาตกรรม อ้อ! แล้วก็อย่าลืมที่ตกลงกันไว้นะ... กราบตีน”

               คิวพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ เขาอยากเห็นครอบครัวของหมอนี่เหลือเกิน ว่าเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบไหน ถึงผูกใจเจ็บกับเรื่องไม่เป็นเรื่องไม่เลิกราแบบนี้

               การประชุมกลุ่มนักสืบจำเป็นครั้งแรกเป็นอันยุติเพียงเท่านี้ แต่ละคนเดินออกจากห้องด้วยเป้าประสงค์ที่แตกต่าง

               คิวกับไทม์มุ่งมั่นตามหาตัวฆาตกรเพื่อลากคอมันมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้

               มิวหวังจะแก้แค้นที่ถูกคิวทำให้เสียหน้าจนเขากลายเป็นตัวตลกในสายตาเพื่อนไปกว่าหนึ่งปี

               แวนมุ่งหวังเพียงความสนุกอย่างเดียวเท่านั้น

               ส่วนออย...

               แม้อยากเลี่ยงก็เลี่ยงไม่ได้ ในเมื่อโชคชะตากำหนดมาแบบนี้แล้ว

 

 

               นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปลายลอบติดตามเป้าหมาย

               การจะได้มาซึ่งข่าวเด็ด เพียงเสียงลือเสียงเล่าอ้างไม่อาจสร้างความน่าเชื่อถือให้คนอ่านได้ คอลัมน์นิสต์อย่างเธอจำต้องได้ข้อมูลทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เพื่อนำเสนอข่าวให้สมจริงที่สุด

               แต่ถ้าความจริงนั้นมันไม่น่าสนใจ จะใส่สีตีไข่เพิ่มอีกสักหน่อยโดยไม่ให้เนื้อข่าวเสียหาย ก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไรไม่ใช่เหรอ สื่อหัวดัง ๆ ระดับประเทศเขาก็ทำกันทั้งนั้น

               เด็กสาวหอบหายใจจนต้องอ้าปากขณะวิ่งตามย่างก้าวที่ยาวตามช่วงขาของอานนท์ เธอนึกโกรธโทษพ่อแม่ที่ให้กรรมพันธุ์ ‘เตี้ยล่ำ’ ตกทอดมาถึงตนเองเช่นนี้

               อีกทั้งผิวสีน้ำผึ้งไหม้นี่ล่ะ ที่ถูกล้อเลียนตั้งแต่เล็กจนโตมาถึงทุกวันนี้ ทั้งอ้วน เตี้ย ดำ ครบสูตรยีนด้อยที่เป็นปมให้เด็กสาวตั้งเป้า ‘วิพากษ์’ คนอื่นอย่างออกรส

               เมื่อเธอถูกหยามเหยียดเรื่องรูปลักษณ์ ไอ้และอีที่สวยหล่อทั้งหลาย ก็สมควรรู้ซึ้งถึงชะตากรรมที่เธอได้รับด้วย

               ปลายเว้นระยะห่างสองช่วงเสาไฟฟ้า ด้วยคิดว่าหากติดตามใกล้จนเกินไป เป้าหมายจะรู้ตัวได้

               อานนท์เดินออกจากโรงเรียนทางประตูหลัง ก็ลัดเลาะเข้าซอยเล็กซอยน้อย จากตรอกกว้างที่ผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่ ความพลุกพล่านวุ่นวายก็เริ่มลดลง จนเหลือเพียงตึกแถวที่ปิดประตูเอาไว้แทบทุกหลัง

               ปลายเริ่มหวาดหวั่นในจิตใจ แม้ซอยเล็กเช่นนี้ จะเต็มไปด้วยข้าวของที่กองเกลื่อนกลาดพอให้หลบซ่อนตัวได้ไม่ยาก แต่อานนท์และเพื่อนของเขาอีกสองคน คล้ายมุ่งหน้าไปในดินแดนที่เปี่ยมด้วยอันตราย ที่เด็กผู้หญิงอย่างเธอไม่เคยก้าวย่างเข้าไป

               ปลายที่เกิดและเติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจ พ่อและแม่ตามใจจนเคยตัว อยากได้อะไรก็ถูกประเคนให้จนชีวิตนี้แทบไม่เคยพบกับความลำบาก นอกเสียจากการถูกล้อเลียนเรื่องรูปร่างหน้าตาเท่านั้น เมื่อเห็นสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเธอในตอนนี้ ก็อดใจเต้นตึกตักด้วยปริวิตกไม่ได้

               เป้าหมายทั้ง 3 คน เร่งฝีเท้าขึ้น

               เด็กสาวมุ่นคิ้ว เธอที่เปลี่ยนชุดเป็นเสื้อผ้าลำลอง กางเกงยีนส์ขาสั้นกับเสื้อยืดตัวหลวมโคร่ง ใส่วิกผมยาวและสวมหมวกแก๊ปสีขาวบดบังใบหน้า แนบเนียนจนแทบดูไม่รู้ว่าเป็นนักเรียนของเวทธ์พิทยาแล้ว เช่นนี้ทำไมอานนท์และพวกถึงเดินเร็วราวกับต้องการสลัดเธอให้หลุด

               ไม่ยอมหรอก!

               เด็กที่โตมาด้วยการสปอยล์ของพ่อและแม่ สิ่งที่ทนไม่ได้ที่สุด คือการถูกขัดใจหรือไม่อาจทำตามความต้องการได้ เมื่อคิดจะตามสืบข้อมูลของอานนท์ เพื่อหวังจะรู้เบาะแสว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของต้อมและเพลงหรือไม่ ปลายก็กัดไม่ปล่อย ยอมลงทุนปลอมตัวและลอบตามเขามาถึงสถานที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้ จะให้คว้าน้ำเหลวและยอมถอยหลังกลับ ไม่มีวันเสียล่ะ

               แต่ด้วยรูปร่างที่ไม่เหมาะกับการออกกำลัง ประกอบกับอีกฝ่ายเป็นถึงนักกรีฑาของโรงเรียน ต่อให้ปลายเร่งสุดฝีเท้า ก็ไม่อาจตามอานนท์ได้ทัน จนพวกมันทั้ง 3 คนเลี้ยวตรงทางแยกด้านหน้า เมื่อปลายเลี้ยวตามไป ก็พบว่าเป้าหมายหายไปจากการมองเห็นเสียแล้ว

               ส่งเสียงจิ๊จ๊ะอย่างไม่สบอารมณ์ ปลายเตะกล่องนมที่ถูกดูดจนหมดและทิ้งเอาไว้อย่างไม่แคร์กฎหมายห้ามทิ้งขยะในที่สาธารณะ สังคมไร้ระเบียบเช่นนี้ สร้างปัญหาให้การใช้ชีวิตของผู้คนเต็มไปด้วยอันตราย เนื่องจากผู้คนไม่เคารพกฎหมายกันมากยิ่งขึ้น

               เช่นเดียวกับในโรงเรียน แม้มีกฎระเบียบกำหนดเอาไว้อย่างเข้มงวด ก็ยังมีพวกชอบแหกกฎอยู่เสมอ

               จึงจำเป็นต้องมีคนตีแผ่เรื่องนี้ เพื่อให้สังคมได้รับรู้ อย่างน้อยคนที่ทำผิดเมื่อรอดเร้นจากการถูกลงโทษของคุณครูได้ ก็จะถูกผู้อื่นมองอย่างหยามเหยียด จนอับอายไม่กล้าทำผิดอีก

               พวกที่ชอบกลั่นแกล้งดูถูกเธอก็เช่นกัน จำได้แม่นยำว่าเมื่อเข้าเรียนชั้น ม.1 แม้เธอพยายามแนะนำตัวเองกับเพื่อนร่วมชั้นเท่าใด ก็ไม่มีชื่อปลายหลุดจากปากเพื่อน เมื่อมีคนเรียกเธอว่า ‘หมูดำ’

               เพื่อนชายหน้าตาดีที่เธอแอบปลื้ม กลับทำร้ายด้วยการตั้งฉายาให้เธอ จนกลายเป็นชื่อติดปากที่ถูกเรียกแทนชื่อจริง สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้ปลายเป็นอย่างมาก

               เด็กหญิงเก็บงำความแค้นเอาไว้ กระทั่งบังเอิญล่วงรู้ความลับของเด็กชายคนนั้น การ ‘เผา’ จึงเริ่มต้นขึ้น

               เธอเห็นเขาเตะสุนัขจรจัด ที่เดินโซซัดโซเซคล้ายไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน จนมันร้องเอ๋งก่อนวิ่งตุปัดตุเป๋หนีคนใจร้ายอย่างน่าเวทนา ไม่มีใครสน เพราะมันเป็นเพียงสุนัขข้างถนน

               แต่ปลายสน...

               คลิปวีดีโอเด็กชายทำร้ายสุนัข ถูกแพร่ภาพทางยูทูป แม้เบลอใบหน้าด้วยโปรแกรมตัดต่อวีดีโอเอาไว้แล้ว ด้วยกลัวความผิดจาก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ แต่แฮชแท็กที่มีข้อความบ่งชี้ ประกอบกับเครื่องแบบนักเรียนที่ใส่ ทำให้นักเรียนเวทธ์พิทยาไม่มีใครเดาไม่ได้ว่าคนใจทมิฬหินชาติผู้นี้คือใคร

               จนเขาอับอาย ไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ที่ที่เวทธ์พิทยาได้อีก จึงต้องย้ายโรงเรียนหนีไป สร้างความสาแก่ใจให้ปลายเป็นอย่างยิ่ง

               นับตั้งแต่นั้น เธอจึงรู้ซึ้งถึงพลังของ ‘ข่าวสาร’

               ปลายซุ่มซ่อนตัวเองอยู่ในเงามืด รวบรวมข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวของผู้คน หากคิดว่าใครเป็นคนไม่ดี ทำเรื่องไม่น่าให้อภัย ก็จะขุดประวัติของคนผู้นั้นมาประจานผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก เว็บบอร์ดของโรงเรียนเป็นสังคมออนไลน์ที่นักเรียนเวทธ์พิทยาทุกคนสามารถเข้าไปติดตามเรื่องราวต่าง ๆ ได้อยู่แล้ว ปลายที่ใช้ไอดีที่สร้างขึ้นมาใหม่ เผยแพร่เรื่องราวไม่ดีเหล่านั้น ดั่งการพิพากษาลงโทษจากสวรรค์

               เด็กสาวยกตัวเองเป็นผู้ลงทัณฑ์ ที่ขจัดความชั่วให้หมดไปจากสังคม

               โดยมิได้ตระหนักเลยว่า การตั้งศาลเตี้ยของตนเอง ก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่ทำเรื่องไม่ดีเพื่อหาประโยชน์ใส่ตัวเองที่ถูกเธอลงโทษเลยสักนิด

              

 

               “หายไปไหนไวเหมือนแมลงสาบ ไอ้สวะพวกนั้น”

               บ่นเป็นหมีกินผึ้ง ไม่คาดว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัวเร็วขนาดนี้ โชคดีที่พวกมันทำเพียงหนีให้พ้นจากการติดตาม โดยไม่ย้อนกลับมาติดตามหาตัวเธอให้วุ่นวาย

               ไม่รู้เดินมาไกลเท่าใด ไม่อาจจดจำทางกลับได้อย่างถูกต้องด้วย ปลายตัดสินใจเปิดแอปพลิเคชันแผนที่ในโทรศัพท์มือถือ เพื่อหาทางกลับโรงเรียน โดยคาดหวังว่าวันหลังจะตามจนรู้ให้ได้ว่าอานนท์และพวกมาที่นี่เพื่อทำเรื่องไม่ดีอะไร

               คนชั่ว ต้องถูกกำจัดให้หมดไปจากสังคม

               อานนท์คือคนชั่ว ที่อาศัยเพียงแรงกายที่มีมากกว่าคนอื่น ตั้งตนเป็นนักเลงโต สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้เพื่อนนักเรียนหลายคนที่ถูกมันหาเรื่อง เธอไม่อาจปล่อยให้คนเช่นนี้มีอนาคตต่อไปได้

               คิดเป็นมั่นเป็นเหมาะ ปลายหันหลังเดินตามเส้นทางที่ถูกลากเอาไว้ในแผนที่ เด็กสาวนัดคนขับรถเอาไว้ว่าให้มารับเวลาหกโมงครึ่ง เพราะอ้างว่าทำกิจกรรมชมรม รีบเร่งฝีเท้าเพื่อเดินกลับโรงเรียนให้ทันเวลานัดหมาย

               แต่เหมือนโลกมืดดับไป!

               ร่างอวบอ้วนอ่อนยวบลงราวไร้กระดูก ภาพในคลองตาดับลับไป เช่นเดียวกับสติที่หลุดลอยไปแสนไกล

               ปลายไม่อาจรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง 

               ไม่อาจรู้ว่าเธอกำลังจะถูกพาตัวไปที่ไหน

               และไม่อาจรู้ว่า...

               การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอันตราย ความอันตรายนั้นจะย้อนกลับมาเป็นดั่งคมหอกคมดาบทิ่มแทงเธอ

               จนถึงแก่ความตาย!

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น