อัปเดตล่าสุด 2021-04-10 18:14:51

ตอนที่ 2 บทที่ 2 : ฆ่าตัวตาย / ฆาตกรรม

บทที่ 2 : ฆ่าตัวตาย / ฆาตกรรม

 

 

               “ผมขอสั่งให้ทุกคนแจ้งเด็กนักเรียน ว่าห้ามเผยแพร่ข้อมูลหรือรูปภาพศพและสถานที่เกิดเหตุทางสื่อโซเชียลโดยเด็ดขาด ถ้าใครฝ่าฝืนคำสั่ง จะถูกพักการเรียน!”

               เสียงเฉียบขาดของ ‘ประภาส’ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัย 53 ปี สั่งการครูทุกคนที่ถูกเรียกประชุมด่วน เส้นเลือดบนขมับเต้นตุบ บ่งบอกถึงความขึ้งเครียดที่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นในโรงเรียนเวทธ์พิทยา

               ไม่ต่างจากครูแต่ละคนที่บางคนมีสีหน้าหวาดผวา บางคนยังไม่หายตกใจ ขณะที่บางคนคล้ายตื่นเต้นที่พบเจอเรื่องใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นเช่นนี้

               ผู้อำนวยการกวาดตามองทุกคน เมื่อเช้าขณะที่เขากำลังนั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในห้องทำงาน ก็มีเสียงแหลมเสียดโสตจากครูสาวใหญ่คนหนึ่ง วิ่งมารายงานว่าพบศพเด็กผูกคออยู่ที่โรงยิม แม้อายุอานามขนาดนี้ แต่เพียงได้ยิน ประภาสก็ลุกผึงจากเก้าอี้ วิ่งแบบไม่คิดชีวิตเพื่อไปให้เห็นกับตา

               เด็กนักเรียนในชุดพละถูกกันให้ออกนอกอาคารแล้ว เคราะห์ดีที่ระเบียบของทางโรงเรียนคือห้ามใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างวัน นักเรียนต้องเก็บโทรศัพท์ใส่ล็อกเกอร์และถูกครูตรวจก่อนเข้าห้องเรียนทุกครั้ง เพื่อให้เด็กมุ่งมั่นตั้งใจกับวิชาเรียนมากกว่าการเสียสมาธิจากการเล่นโทรศัพท์ จึงไม่มีใครถ่ายรูปศพไว้ได้

               ‘เอกพัชญ์’ ครูวิชาพลศึกษาที่เพิ่งเสร็จธุระ เมื่อมาถึงโรงยิมก็พบว่าเด็กทุกคนเสียขวัญเมื่อพบศพเพื่อร่วมชั้น ม.6 ต่างห้อง เพราะรู้ว่าการเคลื่อนย้ายศพอาจส่งผลต่อคดีและนำปัญหามาถึงตัวเมื่อตำรวจมาตรวจสอบ จึงทำได้เพียงกันนักเรียนให้ออกจากโรงยิมและบอกให้หัวหน้าห้องรีบไปบอกครูท่านอื่นและผู้อำนวยการทราบ

               ประภาสมาถึงที่เกิดเหตุ แข้งขาที่ใกล้จะหมดแรง ก็พานสั่นเทิ้มแทบประคองร่างไม่อยู่ จนครูพละหนุ่มต้องรีบมาประคองเอาไว้

               “บ้าอะไรกัน... วะ”

               เผลอผรุสวาทออกมาอย่างไม่ตั้งใจ ผู้อำนวยการมองภาพศพที่ห้อยต่องแต่งคล้ายตุ๊กตาไล่ฝนของญี่ปุ่นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

               “เด็ก ม.6 ครับ ผมให้นักเรียนไปแจ้งครูที่ปรึกษาของเขาให้โทรบอกพ่อแม่แล้ว”

               “แล้วมันมาตายที่นี่ได้อย่างไร ทำไมต้องมาผูกคอตายที่โรงเรียนด้วย ไม่ไปตายที่บ้านล่ะ เวรเอ๊ย!”

               ประภาสครางอย่างสับสน เขาสู้อุตส่าห์สร้างโรงเรียนและบริหารให้ก้าวหน้าจนกลายเป็นโรงเรียนอันดับต้นของกรุงเทพฯ ที่ผู้ปกครองอยากให้ลูกเข้าเรียนมากที่สุด แต่กลับมีเรื่องบ้า ๆ อย่างเด็กผูกคอตายขึ้นเสียได้

               ผูกคอตาย... ผู้อำนวยการเชื่อฝังหัวเช่นนั้น เมื่อสภาพที่เกิดเหตุ นอกจากเชือกที่ผูกร้อยกับแป้นบาสมัดคอศพห้อยเอาไว้ ใต้ร่างที่ลอยเหนือพื้นนั้น มีเก้าอี้พลาสติกสีแดงตัวเตี้ยล้มอยู่ ภาพเช่นนี้ย่อมเป็นการฆ่าตัวตายอย่างแน่นอน

               แต่มีคนไม่คิดเช่นนั้น

               คิวและไทม์ที่ยังยืนอยู่ด้านนอกโรงยิม แม้มองเข้าไปไม่เห็น แต่อัจฉริยะคณิตศาสตร์จดจำรายละเอียดทั้งหมดภายในอาคารได้อย่างแม่นยำ

               ยังไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นการฆ่าตัวตาย

               แม้ปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่เห็น จะนำไปสู่ข้อสรุปไม่ต่างจากที่ผู้อำนวยการคิดเอาไว้ แต่เพราะคิวรู้อยู่เต็มอก ว่าเมื่อวานเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับต้อมบ้าง เขาจึงยังมีอีกสมมติฐานหนึ่งซึ่งคิดเผื่อเอาไว้

               ต้อมถูกฆาตกรรม!

 

 

               เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังระงม นักเรียนทุกชั้นถูกสั่งให้อยู่ในห้องเรียนห้ามออกไปไหน โดยครูทุกคนถูกเรียกประชุมด่วน ขณะที่บางส่วนเฝ้าอยู่ที่โรงยิมเพื่อรอให้ปากคำกับตำรวจ

               นักเรียนใน G Class ต่างพูดคุยกันอย่างสนุกปาก ยิ่งเมื่อพวกตนเป็นผู้พบศพเป็นกลุ่มแรก ก็ยิ่งบรรยายสภาพศพ สภาพที่เกิดเหตุกันอย่างออกรสออกชาติ

               ไทม์เลื่อนเก้าอี้มานั่งข้างคิว ทั้งสองคนมองหน้ากันอย่างมีนัย

               “คิดเหมือนกันไหม” นักฟุตบอลโรงเรียนถามด้วยเสียงที่ลดระดับความดังมาให้พอได้ยินเพียงสองคน

               คิวนิ่งเหมือนใช้ความคิด ด้วยระบบความคิดในการคำนวณของวิชาคณิตศาสตร์ที่เขาถนัด ทำให้ไม่อาจฟันธงลงไปได้เลยหากไม่มีสูตรหรือวิธีการที่ถูกต้องชัดเจน

               “ไม่แน่หรอก ไม่แน่เสมอไป”

               “เมื่อวาน ตอนเราซ้อมฟุตบอล ปกติพวกกรีฑาจะซ้อมอยู่ที่ลู่วิ่งรอบสนาม แต่ไม่มีมันนะ มันไม่ได้มาซ้อม”

               ‘มัน’ ที่พูดถึง ไม่ต้องเอ่ยชื่อคิวก็รู้ว่าไทม์หมายถึงผู้ใด

               เสหน้ามองไปทางด้านหลัง โต๊ะตัวหลังสุดติดหน้าต่าง เป็นที่นั่งประจำของอานนท์ที่ปกติมิใคร่ตั้งใจเรียนเท่าใดนัก มักมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อเหล่รุ่นน้องที่เดินผ่านไปมาเสมอ

               หน้าเหี้ยมส่งรอยยิ้มกระหยิ่มมาให้ เป็นรอยยิ้มที่มิได้มีมิตรภาพแฝงเอาไว้อยู่ หากแต่อัดแน่นด้วยความเยาะเย้ยหรือสาแก่ใจ ที่ต้อมกลายเป็นศพ

               “ตำรวจหาหลักฐานอยู่ ต้อมจะฆ่าตัวตายหรือเปล่า เดี๋ยวก็คงรู้”

               เด็กหนุ่มผิวสองสีพยักหน้า สรรพเสียงที่ดังในห้องเรียน มิได้กระทบโสตประสาทเพราะจิตใจจมจ่อมอยู่กับการจินตนาการถึงฉากฆาตกรรมที่ตนสงสัย

               โดยไม่รู้เลยว่า คนที่นั่งด้านข้าง คำนวณหาทั้งสาเหตุและวิธีการฆ่าได้นับสิบเหตุการณ์ล่วงหน้าไปแล้ว

 

 

               “บ้านต้อมมันจนนะ พ่อมีเมียน้อยเลยทิ้งแม่กับมันไป แม่ก็ป่วยทำงานไม่ไหว มันเลยต้องไปทำงานพาร์ทไทม์เซเว่นตอนเลิกเรียน”

               เล่าอยากออกรสออกชาติ เด็กสาวร่างท้วมผิวคล้ำเข้ม ผมหยักศกสั้นระติ่งหู ทำหน้าตาขึงขังระหว่างเล่าประวัติผู้เสียชีวิต

               สมฉายา ‘เจ้ากรมข่าวลือ’ ที่เพื่อนทุกคนตั้งให้ เพราะ ‘ปลาย’ เป็นทั้งประธานและนักข่าวในชมรมวารสารของโรงเรียน ที่ผลิตวารสารรายเดือนออกมาให้เพื่อนนักเรียนได้อ่านกันแบบฟรี ๆ ซึ่งแม้ฉบับแรก ๆ ที่ส่งให้ครูที่ปรึกษาพิจารณา จะมีเนื้อหาวิชา และข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์

               แต่เมื่อครูอนุมัติให้จัดพิมพ์เล่มต่อไปแล้ว หลัง ๆ มานี้ปลายจึงแอบสอดแทรกคอลัมน์ต่าง ๆ ที่สร้างสีสันให้วารสาร ‘รอบรั้วโรงเรียน’ โดยไม่บอกครู

               และคอลัมน์ที่มีคนติดตามมากที่สุดคอลัมน์หนึ่ง คือคอลัมน์ใหม่นี้ ที่รวบรวมข่าวลือ เรื่องซุบซิบนินทา มาเล่าเป็นฉากเป็นเรื่องราว โดยใช้อักษรย่อแทนตัวบุคคลที่ถูกกล่าวถึง คล้ายข่าวเมาท์ดาราในนิตยสารหรือสื่อออนไลน์

               ดังเช่นคอลัมน์ของวารสารฉบับล่าสุด ที่เมาท์ถึงนักเรียนหญิงอักษรย่อ ‘พ’ แม้หน้าตาสวยงาม แต่กลับใช้ความสวยในทางที่ผิด จนทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง เพื่อนร่วมห้อง หรือกระทั่งครูอาจารย์ หลงใหลในความสวยนั้นจนถอนตัวไม่ขึ้น

               เพียงโปรยคำใบ้เอาไว้เช่นนี้ ก็ไม่ยากเกินกว่าที่คนอ่านจะคาดเดาได้ว่าเป็นใคร

               เมื่อได้รับความสนใจจนมีแต่คนถามไถ่ถึงวารสารฉบับต่อไปว่าจะมีเรื่องอะไรในคอลัมน์บ้าง ข่าวใหญ่อย่างการฆ่าตัวตายของต้อม มีหรือจะไม่ถูกพูดถึง

               “แต่ที่แย่กว่านั้น คือหมอนั่นชอบลักเล็กขโมยน้อย เพื่อนร่วมห้องกระเป๋าสตางค์หายจับมือใครดมไม่ได้ มาสงสัยว่าต้อมมันเป็นคนร้าย ก็ตอนที่มันขโมยเงินครูบัวตอนไปช่วยครูแกยกเอกสารนั่นแหละ”

               “โห เลวว่ะ แล้วทำไมมันยังเรียนต่อได้ไม่โดนลงโทษล่ะ” ผู้ฟังตีหน้าขยะแขยง เมื่อรู้ถึงพฤติกรรมของต้อม จนความสงสารในคราแรกที่มีต่อชะตากรรมของเขามลายไป

               “นั่นครูบัวไงซิส แกก็รู้ว่าครูบัวใจดีจะตาย ทำแค่อบรมสั่งสอน และบอกว่าอย่าทำอีก แต่สันดานมันเป็นโจรไปแล้ว คิดเหรอว่าจะเลิกได้ ดีไม่ดี ที่ฆ่าตัวตายนั่นก็เพราะอาจถูกจับได้ว่าก่อเรื่องร้ายแรงขึ้นอีก จนหนีความผิดด้วยการตายก็ได้”

               ไม่รู้ความจริง แต่พูดเป็นคุ้งแคว แม้มีหลายคนรุมล้อมเพราะชอบฟังเรื่องนินทาเช่นนี้ แต่บางคนเมื่อได้ยินก็อดโกรธเคืองแทนคนตายไม่ได้

 

 

               เมื่อตำรวจสรุปสำนวนคดีเบื้องต้นว่าเป็นการฆ่าตัวตาย เนื่องจากไม่พบร่องรอยบาดแผลหรือหลักฐานใดว่ามีการทำร้ายหรือฆาตกรรมอำพราง โรงเรียนจึงดำเนินการเรียนการสอนต่อไปไม่ปิดเรียนกะทันหันเพราะมิใช่เหตุร้ายที่เป็นอันตรายต่อนักเรียนคนอื่น

               หลังเลิกเรียน คิวที่ปกติมิได้ทำกิจกรรมใด กลับบ้านตรงเวลาเสมอ

               แต่วันนี้กลับแปลกไป เมื่อเขาเดินมาหยุดยืนด้านหน้าโรงยิม พลางมองสำรวจรอบบริเวณ

               รู้สึกติดใจสงสัยตั้งแต่พบศพของต้อมเมื่อเช้า เป็นสังหรณ์ประหลาดที่เกิดจากระบบความคิดที่มักเผลอคำนวณหรือประเมินสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นหลักเป็นเกณฑ์ตามวิธีการทางคณิตศาสตร์

               วันนี้ชมรมกีฬาต่าง ๆ ที่ใช้สนามในโรงยิมเป็นสถานที่ฝึกซ้อม ดังเช่น ชมรมบาสเกตบอล หรือวอลเลย์บอล ต่างได้รับอนุญาตให้หยุดซ้อมหนึ่งวัน เนื่องจากตำรวจขอกันพื้นที่เอาไว้เพื่อทำการตรวจสอบหาหลักฐานเพิ่มเติม

               หรือต่อให้ตำรวจไม่ห้าม ก็ไม่มีใครกล้าซ้อมกีฬาในที่ที่มีคนเพิ่งฆ่าตัวตายหมาด ๆ

               โรงยิมจึงเงียบงัน คล้ายบรรยากาศภายในเป็นมิติที่แปลกแยกจากความพลุกพล่านของผู้คนด้านนอก

               มองซ้ายขวา ไม่มีใครสังเกตเห็นตน จึงลอบเข้าไปในโรงยิมด้วยกุญแจที่ขอยืมมาจากไทม์ แสงสลัวที่ส่องผ่านกระจกสร้างความสว่างให้ห้องขนาดใหญ่ สนามบาสเกตบอลไร้คนเล่น ส่งบรรยากาศให้เงียบงัน วังเวง

               คิวมิได้หวาดหวั่นถึงสิ่งที่มองไม่เห็นดังเช่นผีหรือวิญญาณ เขาเดินเลียบเส้นข้างสนามพลางสำรวจรายละเอียดทั้งหมด ตั้งแต่พื้นสนามที่ขัดมันไร้ซึ่งรอยเท้า อัฒจันทร์ข้างสนามมีลักษณะเป็นขั้นบันไดวางเอาไว้ด้วยเก้าอี้สีเหลืองเป็นแถวเป็นแนว

               และแป้นบาสเกตบอล

               แป้นบาสทั้งสองฟากฝั่งสนาม เป็นแบบโครงเหล็กตั้งบนฐานมีล้อเลื่อนด้านล่าง หน้าแป้นทำจากกระจกนิรภัยที่มีความแข็งแรง ทนแรงกระแทกได้ในระดับที่เอาท่อนไม้ฟาดใส่ก็มีเพียงรอยเล็กน้อย แต่ไม่แตกเสียหายดังเช่นกระจกธรรมดา ห่วงเหล็กสีแดงที่ยื่นออกมา ขนาดตามมาตรฐานที่เส้นผ่านศูนย์กลาง 18 นิ้ว ใหญ่พอให้ลูกบาสเกตบอลลอดผ่านได้และยังมีช่องว่างเหลืออีกเล็กน้อย

               เชือกเส้นหนาถูกมัดกับเหล็กด้านหลัง และพาดกับขอบแป้นลอดผ่านรูห่วงนั้น

               ศพถูกเคลื่อนย้ายไปชันสูตรแล้ว หลังจากนั้นแม่ของต้อมคงรับร่างไปทำพิธีฌาปนกิจ หลักฐานต่าง ๆ ก็ไม่หลงเหลือ ทั้งเชือกที่ใช้ผูกคอ เก้าอี้สีแดงที่ต้อมใช้เหยียบยืนก่อนเอาเชือกคล้องคอ และเตะเก้าอี้ให้ล้มลงจนเท้าลอยสูงจากพื้น กวัดไกวอย่างทุรนทุรายเพียงครู่ ก่อนเชือกจะทำหน้าที่รัดลำคอปิดกั้นทางเดินหายใจ จนเขาขาดใจตายในที่สุด

               มีอะไรแปลกไปนะ

               เด็กหนุ่มหลับตา ในความเงียบงันนั้นส่งสมาธิของคิวให้นิ่งจนความสามารถในการคำนวณเพิ่มพูน

               จากความมืด ปรากฏภาพที่สายตาจับได้เมื่อครั้งเข้ามาในโรงยิมในตอนเช้า ร่างของต้อมที่ห้อยค้างเอาไว้แกว่งไกวเบา ๆ ตามแรงลม เชือกหนารัดลำคอรั้งร่างเอาไว้มิให้ตกลงไปบนพื้น สีหน้าทุกข์ทรมานไร้สีเลือด เก้าอี้ที่ล้มตะแคงอยู่

               เก้าอี้...

               ภาพสีซีดเริ่มแจ่มชัดขึ้น เก้าอี้พลาสติกตัวเตี้ยสีแดง ชนิดที่พบเห็นได้ทั่วไป ต้อมอาจหยิบมาจากห้องเก็บของที่ตั้งอยู่หลังแป้นบาสนั้น

               ราวเห็นแสงสว่างวาบขึ้นมาในสมอง

               คิวลืมตาอย่างตระหนก ข้อเท็จจริงที่ประมวลผลได้ นำมาสู่การลบล้างข้อสันนิษฐานทั้งมวลไป คงเหลือเพียงสมมติฐานหนึ่งเดียว

               ต้อมถูกฆาตกรรม!

               เขาต้องนำข้อเท็จจริงนี้ไปบอกตำรวจ คิดได้เช่นนี้ เด็กหนุ่มจึงตั้งใจวิ่งออกจากโรงยิม

               แต่ร่างหนึ่งกลับโผล่พรวดเข้ามาจนคิวใจหายวาบ

               เมื่อเห็นเป็นไทม์ ก็เหมือนพบเจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ไทม์เป็นคนยึดมั่นถือมั่นและคิดว่าต้อมอาจถูกฆ่าโดยไม่เปลี่ยนความคิด และเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เมื่อเขาพบความผิดพลาดของฆาตกรที่ชี้ชัดว่าต้อมไม่ได้ฆ่าตัวตายอย่างแน่นอน

               และทั้งที่ตั้งใจบอกเรื่องที่พบให้เพื่อนรู้ แต่ไทม์กลับตะโกนขึ้นมาเสียก่อน

               “คิวโว้ย! ไฟไหม้ห้องวิทยาศาสตร์”

               สองตาเบิกโพลง เรื่องร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้ว สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
               กลับร้ายแรงและมีผลลัพธ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่ามาก!

 

 

               ควันโขมงลอยออกมาจากชั้น 5 ของอาคาร 4 อันเป็นที่ตั้งของห้องเรียนและห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ ไม่อาจรู้ได้ว่าต้นเพลิงอยู่ที่ใดในห้องทดลอง รู้เพียงแต่กลุ่มควันมากมายเช่นนั้น เพลิงต้องลุกไหม้อย่างรุนแรง และอาจลุกลามถึงห้องเรียนอื่น

               ผู้พบเห็นเพลิงไหม้เป็นคนแรกคือนักเรียนหญิงชั้น ม.6 ห้อง G Class นาม ‘ฝุ่น’ เด็กสาวสวมแว่นพูดน้อยแต่ช่างสังเกต เด็กเนิร์ดที่ใช้เวลาจมจ่อมอยู่กับหนังสือในห้องสมุด หรือคอมพิวเตอร์ในห้องเรียนคอมพิวเตอร์ เพราะบ้านอยู่ใกล้โรงเรียน จึงใช้เวลาหลังเลิกเรียนนั่งอ่านหนังสือครู่หนึ่ง เมื่อออกจากห้องสมุด ระหว่างเดินผ่านอาคารวิทยาศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่มุมหนึ่งของโรงเรียนใกล้กับประตูทางออกด้านหลัง ก็สังเกตเห็นกลุ่มควันลอยออกมา

               นักเรียนบางตา เพราะส่วนใหญ่กลับบ้านกันหมดแล้ว คงเหลือเพียงคนที่ทำกิจกรรมอยู่บางส่วน และครูที่ยังติดพันกับงาน ได้ยินเสียงกรีดร้อง วิ่งออกมาดู

               เกิดความแตกตื่นโกลาหล เพราะช่วงเช้าทุกคนเพิ่งเสียขวัญกับการพบศพผูกคอตาย ตอนเย็นกลับเกิดไฟไหม้ขึ้น

               ครูเอกพัชญ์ที่ควบคุมนักกีฬาฝึกซ้อมอยู่บริเวณนั้น แม้ตระหนก แต่ด้วยปฏิกิริยาของครูพละ ก็ปราดวิ่งขึ้นไปด้านบนเป็นคนแรก และถึงจะตะโกนทัดทาน แต่ยังมีครูและนักเรียนบางส่วนวิ่งตามขึ้นไปหมายช่วยดับไฟ

               ประตูห้องปิดเอาไว้แต่มิได้ลงกลอน ควันลอยลอดจากช่องว่างใต้ประตู บ่งบอกถึงความรุนแรงของเปลวเพลิงที่ลุกโหมอยู่ด้านใน

               เอกพัชญ์ถอดเสื้อคลุมมาพันรอบลูกบิด ก่อนหมุนเปิดประตูบานคู่ให้อ้าออก ควันทะลักล้นออกมาราวปีศาจร้ายถูกปลดปล่อยจากพันธนาการ ครูหนุ่มสำลักจนต้องเอาเสื้อตัวที่ถอดมาปิดจมูก

               จดจำตำแหน่งถังดับเพลิงได้แม่นยำ เพราะซ้อมแผนเผชิญเหตุอัคคีภัยในช่วงปิดเทอม ชายหนุ่มจึงวิ่งไปหยิบถังสีแดงที่แขวนเอาไว้ข้างผนังบริเวณด้านหน้าห้องเรียนข้างเคียง ฉีดพ่นดับไฟที่ลุกไหม้โต๊ะไม้บริเวณด้านหน้าห้อง เปิดทางให้ครูและนักเรียนที่หาญกล้า ฉวยคว้าขวดของเหลวที่ตั้งเรียงรายอยู่บนชั้นวางของใกล้กับประตู สาดซัดเข้าไปอีกแรง

               คิวและไทม์มาถึงพอดี

               นักฟุตบอลโรงเรียนไม่เกรงกลัวต่อความร้อนแรง ถอดเสื้อยืดกีฬาที่สวมอยู่มาพันศีรษะเพื่อปิดปากและจมูก หมายวิ่งเข้าไปช่วยทุกคน

               “ก๊อกน้ำ! ในห้องทดลองมีก๊อกน้ำ”

               คิวตะโกนลั่น แม้พบเหตุร้ายตรงหน้า แต่เด็กหนุ่มยังมีสติมาพอที่จะจดจำรายละเอียดของห้องทดลองได้ อุปกรณ์ดับเพลิงที่มีเพียงถังเดียว ไม่เพียงพอต่อการดับไฟที่เริ่มลุกลามไปทั่ว

               ได้ยินดังนั้น ไทม์จึงวิ่งฝ่าม่านควันเข้าไปด้านใน จนถึงตำแหน่งอ่างน้ำที่ติดตั้งก๊อกเอาไว้ เพื่อใช้เปิดน้ำทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เด็กหนุ่มหมุนก๊อกเปิดน้ำจนสุด มวลน้ำพวยพุ่งออกมาใส่อ่าง แต่ลำพังการจ้วงตัดสาดซัดไฟที่ลุกไหม้ติดโต๊ะและเก้าอี้จะไม่เพียงพอต่อการดับเพลิง

               และไทมก็ทำในสิ่งที่ถนัด

               เท้าเหวี่ยงฟาดเข้าใส่หัวก๊อก กำลังขาของนักกีฬาฟุตบอลนั้นมากพอให้หัวก๊อกกระเด็นหลุดจากขอบอ่าง ส่งมวลน้ำมหาศาลให้พวยพุ่งสู่ด้านบน ก่อนตกลงมาเป็นน้ำพุ

               กระแสน้ำที่ไหลไม่หยุด ลดทอนความรุนแรงของเปลวไฟลงไปได้ ประกอบกับคนที่อยู่ด้านนอกช่วยกันคนละไม้คนละมือ เปลวเพลิงจึงถูกควบคุมเอาไว้ได้ ก่อนจะลามเลียไปลุกไหม้ยังห้องเรียนถัดไป

               สภาพของทุกคนทั้งในและนอกห้องวิทยาศาสตร์ มอมแมมไปด้วยคราบควันที่เกาะเนื้อตัวและผมเผ้าจนกระดำกระด่าง สีหน้าเหนื่อยหนักมีร่องรอยแห่งความโล่งใจแฝงเอาไว้อยู่

               กระทั่งควันเบาบางจางลงไป ภาพที่เห็นตรงหน้า จึงทำให้ทุกผู้ที่อยู่รายล้อมรอบห้อง ตกใจแทบสิ้นสติ

               ร่างงอหงิกคล้ายคนไม่สมประกอบ เกิดจากความร้อนมหาศาลที่เผาจนเนื้อหนังและเสื้อผ้าไหม้เกรียม ดำเมี่ยมเป็นตอตะโก

               ไม่อาจทำใจยอมรับ แต่เมื่อเห็นชัดเต็มสองตาก็ปฏิเสธไม่ได้ ว่าระหว่างแนวทางเดินของโต๊ะแถวด้านขวาที่ติดกับประตูทางเข้า กับโต๊ะแถวกลาง มีร่างหนึ่งที่ถูกเผาจนไหม้เป็นเถ้าถ่าน ไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นใคร นอนขดเป็นซากอยู่อย่างน่าสังเวช

               แม้ไฟดับลงแล้ว  แต่ความหวาดผวากลับถูกจุดให้ติดขึ้นมาอีกครั้ง

               เสียงกรีดร้องดังระงม กลบทับสติและสมองของคิว ที่เริ่มประมวลผลทันทีที่รู้ว่าเกิดเหตุร้ายจนมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกศพหนึ่งแล้ว

 

 

               ‘เพลง’ นักเรียนหญิงชั้น ม.5 ห้อง D เป็นคนเงียบ พูดน้อย จนดูไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่

               เพื่อนร่วมชั้นให้ข้อมูลไปในทางเดียวกันว่า เพลงมักนั่งเรียนเงียบ ๆ ในขณะที่ช่วงพัก เพื่อนมักจับกลุ่มกันไปกินข้าว หรือทำกิจกรรมอื่นใด แต่เพลงกลับซื้อข้าวมานั่งกินคนเดียวที่ม้านั่งหินใต้ต้นไม้ด้านนอกโรงอาหาร

               มิใช่คนหยิ่งหรือถือตัว เมื่อถูกทักทาย ก็มักยิ้มแย้มและทักตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงร่าเริง แต่ก็เพียงเท่านั้น ไม่มีประโยคสนทนาต่อความอันใด จนเพื่อนเริ่มปลีกตัวออกห่างจากเธอไปเอง

               ชีวิตส่วนตัวของเพลงก็ลึกลับเช่นเดียวกัน กระทั่งเจ้ากรมข่าวลืออย่างปลาย ได้ยินกิตติศัพท์ความโดดเดี่ยวอันเจ้าตัวเลือกที่จะเป็นเช่นนั้นเอง ก็บังเกิดความสนใจ อยากสืบข้อมูลดั่งนักสืบเอกชน แต่ทำได้เพียงจับตาเวลาอยู่ในโรงเรียน เพราะทุกเช้าและเย็น พ่อของเพลงจะขับรถมารับเสมอ

               ไม่มีอะไรโดดเด่น การเรียนอยู่ในระดับปานกลาง กิจกรรมอื่นทำได้แม้ไม่ดีนัก รูปร่างหน้าตาก็จัดว่าธรรมดา ไม่มีจุดใดชวนให้สังเกตหรือจดจำ ชนิดที่หากไปยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน ก็คงถูกกลืนหาย กระทั่งคนรู้จักยังอาจแยกเธอกับคนอื่นไม่ออก

               เช่นนี้แล้ว การจะบอกว่าศพที่ถูกไฟไหม้เป็นศพของเพลง กระทั่งเพื่อนร่วมชั้นเรียนยังไม่กล้ายืนยัน

               คงมีเพียงเด็กสาวคนหนึ่ง ซึ่งจดจำกำไลข้อมือเงินยี่ห้อ Ownory ที่สวมที่มือซ้ายของศพได้ กำไลรูปทรงเรียบแต่หรู มียี่ห้อสลักและลงหมึกดำตรงส่วนหัวของกำไลที่หมุนรอบได้ เธอเห็นกำไลนี้จากร้านค้าออนไลน์ และตั้งเป้าหมายว่าจะเก็บเงินซื้อ เพราะราคาสูงเกินกว่าค่าขนมของเด็กมัธยมเช่นเธอจะจ่ายได้ในทันทีทันใด

               เธอบอกเรื่องนี้กับครูเอกพัชญ์ เขาเองก็บอกข้อมูลต่อกับตำรวจ ซึ่งแม้มีกำไลเป็นหลักฐาน แต่สภาพศพที่ถูกทำลายทั้งใบหน้าและเนื้อหนัง ไม่อาจจำแนกได้ว่าเป็นศพของเพลงจริง ๆ หรือไม่

               และแม้กฎข้อห้ามของผู้อำนวยการเรื่องการแชร์ข่าวการเสียชีวิตของต้อมจะหยุดยั้งความรวดเร็วของกระแสไวรัลได้ แต่เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้นต่อเนื่องในวันเดียว ซ้ำเด็กนักเรียนของโรงเรียนเวทธ์พิทยายังถูกพบเป็นศพถึงสองศพเช่นนี้ ต่อให้ห้ามอย่างไร ก็ยังมีคนกล้าฝ่าฝืน จนเรื่องถึงหูถึงตาของนักข่าว

               ผู้อำนวยการทุบโต๊ะปัง!

               ครู 5 คนที่เป็นหัวหน้าแผนกสะดุ้งโหยง ยิ่งเห็นสีหน้าถมึงทึงราวยักษาของประภาส ก็ยิ่งอกสั่นขวัญแขวนเพราะรู้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับอะไร

               “ทำงานกันประสาอะไร ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าให้ไอ้เรื่องห่าเหวนี่ถูกเผยแพร่ออกไป แล้วทำไมพวกนักข่าวถึงรู้ได้” นิ้วชี้ไปที่ใบหน้าของครูกลางคนชายหญิง ที่ยืนเรียงแถวเอามือกุมไว้ด้านหน้า “ไปหามาให้ได้ ว่านักเรียนคนไหนแชร์ข่าวนี้ออกไป แล้วตัดคะแนนมันซะ หรือจะลงโทษอย่างอื่นก็ได้ ให้มันรู้เสียบ้างว่าคำสั่งของผมคือกฎที่ห้ามฝ่าฝืน”

               เมื่อโบกมือไล่ ครูทุกคนก็เผ่นแน่บออกจากห้องทำงานของผู้อำนวยการ ทิ้งชายวัยกว่าห้าสิบ ให้นั่งหอบหายใจรุนแรง

               แม้เครื่องปรับอากาศจะส่งลมเย็นเยียบจนห้องสี่เหลี่ยมนี้เย็นจัด ทว่าเหงื่อกลับผุดพรายที่ขมับ ประภาสครุ่นคิดหาคำตอบเพื่อจำตอบคำถามนักข่าว เขาไม่รู้ว่าไฟบ้านั่นมันไหม้ได้อย่างไร ซ้ำยังครอกนักเรียนตายไปอีกคนหนึ่ง

               สองศพในวันเดียว นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน!

               หมัดกำแน่นอย่างขุ่นเคือง ถ้าข่าวนี้แพร่ออกไปในวงกว้างเมื่อไหร่ ความมั่นใจที่มีต่อโรงเรียนของเขาจะต้องลดฮวบลง อันส่งผลถึงผลประกอบการที่อาจขึ้นตัวแดง

               ทั้งที่สร้างสมชื่อเสียงและมาตรฐานการเรียนการสอนมาเป็นเวลานาน กลับต้องมาพังครืนเพราะเด็กเพียงสองคน

               ประภาสอยากกลายเป็นวิญญาณเสียเดี๋ยวนี้ เพื่อตามไปจัดการไอ้เด็กเวรสองคนนั่นบนสวรรค์
               หรือไม่... ก็ในนรก

 

 

               “ต้อมไม่ได้ฆ่าตัวตาย เขาถูกฆ่า”

               ประโยคยืนยันความเชื่อจนฝังหัวของไทม์ที่คิวบอก ทำให้เด็กหนุ่มทุบกำปั้นกับฝ่ามือ

               “ว่าแล้วเชียว ว่าแต่ นายรู้ได้ยังไง”

               สองหนุ่มเดินหลบสายตาผู้คนมานั่งอยู่ที่โต๊ะหินใต้ต้นหูกวาง บริเวณริมทางเดินใกล้กับประตูหลังของโรงเรียน

               แม้อยากอยู่ดูสถานที่เกิดเหตุไฟไหม้ แต่ทั้งครูและนักเรียนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกันเอาไว้ มิให้อยู่เกะกะบริเวณชั้น 5 ของอาคารเรียน คิวจึงลากไทม์มาด้วยกันจนถึงตรงนี้ เพราะบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย

               ผู้คนบางตา เวลาเย็นย่ำเช่นนี้ คงมีเพียงผู้มีกิจกรรมอื่นเช่นนักกีฬา หรือวงโยธวาทิต ที่ยังอยู่โยงที่โรงเรียน ส่วนนักเรียนคนอื่น ต่างทยอยกลับบ้านกันไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว

               “เรารู้สึกผิดสังเกตบางอย่างตั้งแต่ตอนที่พบศพต้อมเมื่อเช้า แต่คิดไม่ออก จนต้องยืมกุญแจประตูโรงยิมนายเพื่อเข้าไปดูอีกครั้งให้แน่ใจ และก็เป็นอย่างที่คิด”

               ถึงตอนนี้ ไทม์ตาเบิกโพลงขึ้นเล็กน้อยอย่างตื่นเต้น

               “แป้นบาสสูง 3 เมตร เราจำตำแหน่งของต้อมตอนผูกคอลอยอยู่ได้ ว่าเชือกที่มัดรอบคออยู่ตรงเหล็กท่อนไหนของเสาแป้นเด้านหลัง คะเนดูแล้วเชือกยาวลงมาประมาณ 120 เซนติเมตร ต้อมเป็นคนตัวเตี้ย เมื่อวานยืนกับเรายังสูงแค่อก น่าจะประมาณ 155 เซนติเมตร ส่วนเก้าอี้สีแดงที่ล้มอยู่ บ้านเราก็มี ขนาดไม่ต่างกันหรอก สูงแค่ครึ่งไม่บรรทัดเท่านั้นเอง”

               นักฟุตบอลคำนวณในใจ แต่ไม่ไหว ต้องยกนิ้วขึ้นมานับจำนวนตามให้วุ่นวาย

               “รวมยาวของเชือก บวกส่วนสูงของต้อม และเก้าอี้ ก็แค่ 290 เซนติเมตร ที่หายไป 10 เซนนั่นน่ะ สำหรับต้อมจะเขย่งยังลำบากเลย ต้องกระโดดเอาหัวมุดห่วงเชือกแล้วปล่อยให้รูดรัดคอตอนตกลงมานั่นแหละ ถึงจะมีสภาพแบบนั้นได้”

               “ถ้าอย่างนั้น นายหมายความว่า...”

               คิวพยักหน้า เมื่อไทม์เข้าใจในสิ่งที่ตนพูดเสียที “คนร้ายคงเป็นคนตัวสูง อย่างน้อยก็สูงกว่าต้อมเกิน 10 เซนติเมตรขึ้นไป มันเอาร่างต้อมไปผูกคอแขวนเอาไว้แล้วจัดฉากให้ดูเหมือนการฆ่าตัวตาย แต่คงลืมคำนวณความต่างของส่วนสูงตรงนี้ จึงทำให้เกิดข้อผิดพลาดที่ผิดไปจากความเป็นจริงแบบนี้”

               ไทม์ดีดตัวผึงลุกพรวด จนคิวอดมุ่นคิ้วกับความหุนหันของเพื่อนคนนี้ไม่ได้

               “ไปบอกตำรวจกัน!”

               แต่คิวยังนั่งนิ่ง สายตาเหม่อลอยอย่างใช้ความคิด

               “ปกติโรงยิมปิดประตูเอาไว้ตอนกลางคืนใช่ไหม”

               คำถามของคิวทำให้ไทม์ชะงักเท้า ก่อนเอ่ยปากตอบอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่เขากังวล “ใช่”

               “ถ้าอย่างนั้น คนที่เข้าโรงยิมได้ ก็มีแต่คนที่มีกุญแจ อย่างนักกีฬา นักการ หรือไม่ก็... ครู”

               ลืมคิดถึงข้อเท็จจริงนี้ไปเสียสนิท พวกเขาเห็นต้อมครั้งสุดท้ายตอนวิ่งหนีกระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทางเมื่อครูฝ่ายปกครองมาพบเข้าระหว่างมีเรื่องวิวาทกับอานนท์ ตอนนั้นเป็นเวลาเย็นหลังเลิกเรียน ส่วนช่วงเวลาที่พบศพต้อมคือรุ่งเช้า นั่นหมายถึง การฆาตกรรมย่อมเกิดขึ้นในเวลากลางคืน ที่ประตูโรงยิมปิดไปแล้ว

               “ครูพละของโรงเรียนเรามี 4 คน นักกีฬาอีกหลายสิบ ยังไม่รวมลุงแก้วนักการ ซึ่งทุกคนล้วนเป็น ‘คนใน’ ที่อยู่ใกล้พวกเราชนิดหายใจรดต้นคอ ถึงการแจ้งเบาะแสกับตำรวจจะเป็นเรื่องดี แต่นายไม่รู้เหรอ ว่าระบบคุ้มครองพยานของตำรวจไทยห่วยแตกแค่ไหน เวลามีข่าวอาชญากรรม ประเทศเราจะเบลอหน้าผู้ต้องหา แต่เปิดหน้าตำรวจชุดจับกุม ผู้เสียหาย และพยานแจ้งเบาะแส มีหลายคดีที่พยานโดนเก็บไปเสียก่อนที่ศาลจะพิพากษาตัดสินลงโทษคนร้าย แล้วถ้านายบอกตำรวจเรื่องนี้ ตำรวจก็ไม่ได้มานั่งเฝ้านายตลอด 24 ชั่วโมงหรือตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียนนะ”

               คิวประเมินถึงข้อดีและข้อเสียอย่างถี่ถ้วนแล้ว จึงเอ่ยปากทัดทาน

               “คนร้ายอยู่ใกล้เรามากกว่าตำรวจ หากมันรู้ว่าเราเป็นคนแจ้งเบาะแสไป นายอาจเป็นศพที่สาม”

               ไทม์ตีหน้าสยอง ยิ่งเวลานี้ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว รอบข้างจึงสลัวราง มีเพียงแสงจากหลอดไฟทางเดินที่อยู่ห่างออกไปส่องพอให้มองเห็นบรรยากาศวังเวงได้เท่านั้น

               “นะ นาย หมายความว่า เพลงที่ถูกเผา ก็เป็นฝีมือของมันด้วยเหมือนกันเหรอ”

               “ฉันภาวนาให้เป็นแค่อุบัติเหตุ แต่สภาพห้องที่ถูกไฟไหม้ มันดูแปลก ๆ”

               แปลก... อีกแล้ว หากคิวเอ่ยปากว่าแปลก นั่นย่อมหมายถึงมีสิ่งผิดปกติ

               “เพลงไปทำไมที่ห้องวิทยาศาสตร์ตอนเลิกเรียน รวมถึง จุดที่เป็นต้นเพลิง ก็อยู่ที่ร่างของเธอ คล้ายกับไฟถูกจุดขึ้นมาเผาตัวเอง ก่อนลามไปไหม้โต๊ะเก้าอี้ เพราะบริเวณที่ไฟไหม้หนักที่สุดเท่าที่ฉันจำได้ คือตรงพื้นที่ศพนอนอยู่ ส่วนรอบ ๆ ห้องนั้นเสียหายไม่มาก ถ้าน้องมันไม่เผาตัวเองตาย ก็คงถูกฆ่าด้วยการเผานั่นแหละ”

               สายตาของคิวหม่นลงวูบหนึ่ง แม้ปกติสีหน้าของเขาจะนิ่งคล้ายไม่แสดงอารมณ์อันใดออกมาให้ใครรู้ แต่การสูญเสียเพื่อนร่วมสถาบัน ซ้ำยังมีสาเหตุมาจาการฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม ก็ทำให้เขาวูบโหวงในจิตใจ

               “ฉันไม่คิดว่าจะมีฆาตกรถึงสองคนในโรงเรียน ดังนั้นหากเพลงตายด้วยการฆาตกรรมจริง ๆ ย่อมน่าจะเป็นฝีมือของคนร้ายรายเดียว ซึ่งเราจะบอกตำรวจได้ก็ต่อเมื่อ มีหลักฐานชี้ชัดว่าคนร้ายเป็นใคร เมื่อนั้นจะจับมันได้แน่นอน และปลอดภัยสำหรับพวกเราและนักเรียนคนอื่นทุกคนด้วย”

               “แต่ฉันมีดีแค่กำลังกาย ให้ช่วยคิดช่วยวิเคราะห์ คงยากว่ะ นายคนเดียวจะไหวเหรอ”

               นี่เป็นอีกเหตุผลที่คิวเงียบไป แม้ดูเหมือนคนร้ายจะประมาทเพราะทิ้งเบาะแสเอาไว้มากมาย แต่บางคราวก็ฉลาดเป็นกรด เพราะการจัดฉากฆ่าในห้องวิทยาศาสตร์ ย่อมมีโอกาสให้สารเคมีที่เก็บเอาไว้ไหลปะปนออกมาทำลายหลักฐานบางอย่างที่อาจหลงเหลือเอาไว้ไปจนสิ้น เข่นนี้แล้ว มันสมองของเขาจะเพียงพอต่อการกระชากหน้ากากอำมหิตของคนร้ายออกมาได้หรือ

               “เออ จริงสิ!” ไทม์ทุบกำปั้นกับฝ่ามืออันเป็นท่าประจำยามปิ๊งไอเดียอะไรขึ้นมาสักอย่าง

               “มังกร กิเลน” ยิ้มเผล่พลางชี้มาที่คิว ก่อนเอานิ้วมาจิ้มอกตัวเอง

               “แล้วยังมี พยัคฆ์ จิ้งจอก กับหงส์ อีกนี่นา”

               คิวตีหน้าปุเลี่ยน ยิ่งฟังฉายาที่มีคนตั้งให้ตน ก็ยิ่งประหลาดใจว่า ทำไมต้องเอาตัวเองมาเปรียบกับสัตว์ด้วย

               “นอกจากมิว ที่เคยเรียนห้องเดียวกับนาย ยังมีอีกสองคนที่เพิ่งย้ายมา G Class ในปีนี้พร้อมกับฉัน แต่ที่ไม่ติดห้อง G ตั้งแต่ ม.4 ไม่ใช่สองคนนี้ไม่เก่งหรอกนะ  เพราะถูกยกให้เป็นอัจฉริยะเหมือนนายนั่นแหละ แต่นิสัยออกจะ... ประหลาดสักหน่อย”

               มิได้สนใจคำพูดยาวเหยียดของไทม์ คิวตัดความสนใจไปตั้งแต่ได้ยินชื่อหัวหน้าห้องแล้ว

               เพราะนับตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้น เขากับมิว ก็ไม่เคยพูดกันแม้เพียงสักคำอีกเลย

              

 

               “ที่ผ่านมาโครงงานของรุ่นพี่มีเป็นร้อย ๆ ชิ้น แทบไม่มีอันที่ใหม่และยังไม่มีใครเคยทำ เพราะงั้นหากจะให้ได้คะแนนเต็ม สิ่งสำคัญคือความ เราสามารถสร้างความเซอร์ไพรส์ให้ครูได้มากแค่ไหนเวลาพรีเซนต์”

               กล่าวเสียงเรียบ ทว่าแฝงความมั่นใจในที

               ด้วยบุคลิกเคร่งขรึม ติดจะดูหยิ่งเสียด้วยซ้ำ แต่กระนั้นเพราะอัจฉริยภาพด้านเคมีและชีววิทยา ก็ทำให้ ‘มิว’ ได้รับคัดเลือกให้อยู่ห้อง G ตั้งแต่ขึ้นชั้นมัธยมปลาย

               ด้วยรูปลักษณ์พิมพ์นิยมของยุคนี้สมัยนี้ คือผิวขาวจัดแบบคนจีน ตาเรียวเล็กเป็นเส้นเดียวแบบชนชาติเอเชียตะวันออกดังเช่นจีนหรือเกาหลีใต้ที่สาวไทยคลั่งไคล้ จมูกโด่งรับกับริมฝีปากหยักลึก จนเป็นที่ปลาบปลื้มของทั้งเพื่อนและรุ่นพี่รุ่นน้องสาว ๆ

               แม้พูดน้อย แต่เมื่อเอ่ยปากแต่ละครั้ง กลับดึงดูดให้คนสนใจฟัง จนได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าห้อง เขาพึงใจที่ทุกคนให้ความสำคัญ จึงยิ่งแสดงศักยภาพออกมาอย่างโดดเด่น จนครูทุกคนชื่นชม เพื่อนทุกคนรักใคร่

               แต่กระนั้น ในความรู้สึกของมิว กลับเหมือนมีรอยด่างเปื้อนอยู่ ลบอย่างไรก็ลบไม่ออก

               และรอยด่างนี้ ก็นั่งเรียนอยู่ในแถวเดียวกับเขา แต่คนละมุมห้องเท่านั้น

               แม้ G Class จะเป็นแหล่งรวมของเด็กที่มีความสามารถในด้านต่าง ๆ ที่เหนือล้ำกว่านักเรียนทั่วไป แต่เขาไม่เคยสนใจหรือคิดว่าใครอยู่ในระดับเดียวกัน เพราะมั่นใจในสายเลือดของพ่อและแม่ที่เป็นแพทย์ทั้งคู่ มันสมองที่ถ่ายทอดทาง DNA ประกอบกับความตั้งใจของเขาที่ใช้เวลาเกือบทั้งหมดของวัน คร่ำเคร่งกับการเรียนและการอ่านหนังสือ ย่อมพาตัวเองขึ้นสู่จุดสูงสุดของโรงเรียนได้ไม่ยาก

               หากไม่มีมัน

               รู้มาว่าเก่งคณิตศาสตร์ แต่ดูหน้าตาแล้วก็ไม่น่าจะฉลาดอะไรมากมายขนาดนั้น คงเป็นเสียงลือเสียงเล่าอ้าง

               มิวคิดเช่นนั้นมาโดยตลอด กระทั่งในชั่วโมงเรียน เมื่อครูตั้งคำถาม เขาที่ตั้งใจยกมือตอบเพื่อบอกให้ครูผู้สอนรู้ว่า คำถามนั้นแสนง่ายดาย และเขาทำได้ตั้งแต่เรียนมัธยมต้นแล้ว

               คิวกลับยกมือด้วย

               “ยกสองคนเลย งั้นเธอตอบก่อนแล้วกัน” ครูสาวชี้ไปที่คิว

               คนถูกชี้ตอบคำถามเดียวกับที่มิวคิดเอาไว้ในใจ  แม้ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะคณิตศาสตร์ แต่สูตรเคมีที่มิใช่วิชาถนัด กลับตอบคำถามได้อย่างถูกต้องจนคนตั้งใจจะตอบอดขุ่นเคืองไม่ได้

               จากนั้น มิวก็ตั้งตารอจังหวะชิงยกมือตอบคำถามในวิชาเรียน ซึ่งเมื่อตอบถูก เขาก็อดภาคภูมิไม่ได้ โดยไม่รู้เลยว่า คิวมิได้อนาทรต่อการถามตอบอันใด ที่ยกมือก็เพราะสร้างบรรยากาศในการเรียนการสอน ให้ครูรู้สึกว่านักเรียนมีปฏิกิริยาตอบรับ ก็เท่านั้น

               กระทั่งต้องจับกลุ่มทำโครงการท้ายปีการศึกษา เพราะเลขที่ใกล้กัน คิวและมิวจึงจำต้องอยู่กลุ่มเดียวกันอย่างเลี่ยงไม่ได้

               สิ่งที่มิวหงุดหงิดที่สุด นอกจากการต้องอยู่กลุ่มเดียวกับคนที่ชิงชังแล้ว ชื่อของทั้งคู่ยังคล้ายกัน จนเวลาเพื่อนเรียก หากเสียงไม่ดังมากนัก ทั้งสองคนจะขานรับพร้อมกันจนมิวอดส่งเสียงจิ๊จ๊ะอย่างขัดเคืองใจไม่ได้

               และเป็นมิว ที่เสนอไอเดียหัวข้อโครงงาน

               “ปัจจุบันเวลามีเหตุไฟไหม้ การช่วยชีวิตผู้ติดอยู่บนอาคารทำได้ยากมาก ยิ่งถ้าไฟลุกไหม้อาคารเป็นส่วนใหญ่ พนักงานดับเพลิงไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ตามช่องทางปกติ มีทางเดียวที่ทำได้คือใช้รถส่งกระเช้าติดเครนขึ้นไปรับจากหน้าต่างหรือระเบียง หรือไม่ก็กางเบาะลมแล้วให้คนที่ติดอยู่ด้านบนกระโดดลงมา แต่นั่น ต้องหมายถึงรถดับเพลิงสามารถขับเข้าไปถึงพื้นที่ได้ ซึ่งถนนหนทางในกรุงเทพฯ ที่คับแคบหลายเส้นหลายซอย จึงมีบ่อยครั้งที่รถดับเพลิงเข้าไปควบคุมเพลิงไว้ได้ไม่ทัน”

               เกริ่นขึ้นมาได้น่าสนใจ เรียกประกายวิบวับในดวงตาให้สมาชิกอีกสามคน ไม่เว้นแม้แต่คิวที่ฟังอย่างใคร่รู้และไม่มีทีท่าจะเกี่ยงงอนด้วยอคติเช่นอีกฝ่าย

               “เราเลยขอเสนอหัวข้อ ‘อากาศยานกู้ชีพ’ เป็นหัวข้อโครงงานของกลุ่ม”

               พูดจบ ก็แจกปึกกระดาษที่พิมพ์และเย็บไว้เป็นชุด ให้สมาชิกกลุ่ม แต่ละคนพลิกหน้ากระดาษดูแล้วต้องตื่นเต้นกับไอเดียที่ล้ำเกินกว่าเด็กมัธยมจะคิดได้

               “ใช้หลักการเดียวกับโดรน แต่เปลี่ยนจากระบบไฟฟ้าเป็นเชื้อเพลิงแทน เอามาติดไว้บนแผ่นกระดานขนาดใหญ่ประมาณพรมหนึ่งผืน เราสามารถบังคับบอร์ดนี้ให้ลอยขึ้นฟ้าไปยังตำแหน่งที่มีผู้ประสบเหตุอยู่ และเมื่อเขานั่งบนบอร์ดและรัดเข็มขัดแล้ว ก็จะช่วยให้เขาลอยลงมาบนพื้นได้ ซึ่งปลอดภัยกว่าการกระโดดลงมาบนเบาะลมซึ่งไม่แน่นอนว่าจะตรงตำแหน่งหรือเปล่า”

               ทุกคนเห็นดีเห็นงาม เพราะคิดว่าเมื่อสาธิตโครงงานให้ครูประจำวิชาดู จะต้องน่าตื่นเต้นและทำให้ว้าวได้

               “ใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิงเหรอ เราว่าอาจมีปัญหา”

               เว้นเพียงคิวผู้เดียว ที่มีข้อสงสัยและจงใจหักหน้าคนคิดโครงงาน

               “เราว่านายนั่นแหละ ที่มีปัญหา มีอะไรไม่พอใจก็ว่ามาเลยดีกว่า หรือคิดว่าตัวเองเจ๋งกว่า ก็เชิญออกไปอยู่กลุ่มอื่นหรือทำโครงงานคนเดียวเลยก็ได้นะ”

               ขึ้นเสียงใส่จนสมาชิกกลุ่มต้องเข้าห้าม คิวเองก็ตีหน้าประหลาดใจ เพราะตนไม่ได้มีเจตนาดังที่มิวว่ามาเลย

               “มีใครคิดว่าโครงงานนี้ไม่ดี ยกมือโหวตเลยก็ได้”

               มิวยื่นคำขาด เพื่อนทั้งสามคนเห็นสีหน้าของหัวหน้าห้อง ประกอบกับที่ผ่านมามิวเป็นที่หนึ่งและวางใจในเรื่องเรียนได้มาโดยตลอด เลยไม่มีใครกล้ายกมือแม้แต่คนเดียว

               คิวถอนใจ ก่อนเลยตามเลย โดยไม่ละทิ้งสังหรณ์บางอย่างในใจไป

 

 

               วันพรีเซนต์โครงงานวิทยาศาสตร์

               แต่ละกลุ่มต่างนำเสนอโครงงานที่ดี มีไอเดียแปลก ๆ และนำเสนอนวัตกรรมใหม่ สมเป็นเด็กห้อง G

               ดังเช่น การจัดการคราบน้ำมันด้วยวัสดุซูเปอร์ไฮโดรโฟบิก แผ่นไม้อัดจากกากกาแฟและชานอ้อย อุปกรณ์กันกระแทกจากวัสดุธรรมชาติ และอีกมากมายหลายชิ้นที่ล้วนแล้วแต่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับครูผู้สอน และสามารถต่อยอดนำไปใช้ประโยชน์ในภาพกว้างได้ในอนาคต

               กลุ่มของมิวเป็นกลุ่มสุดท้ายตามลำดับการจับฉลากนำเสนอโครงงาน

               เพราะพื้นที่พรีเซนต์เป็นลานชั้นล่างของอาคารวิทยาศาสตร์ มิวที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม จึงเชิญครูผู้ให้คะแนนที่ยังงุนงงสงสัยว่า ทำไมกลุ่มสุดท้ายนี้ถึงไม่จัดชิ้นงานไว้บนโต๊ะดังเช่นกลุ่มอื่น เดินออกไปยังสนามด้านหน้าอาคาร

               ทุกสายตามองตามไป มิวที่ปกติเป็นคนเงียบขรึม แม้ยังคงรักษามาดเอาไว้ได้ แต่เพิ่มระดับความดังของเสียงเพื่อเร่งเร้าความสนใจ

               “ทุกท่านคงรู้จักโดรน หรืออากาศยานไร้คนขับ ที่ใช้วิธีการควบคุมบังคับจากระยะไกลกันดีอยู่แล้ว” ระหว่างที่พูด เพื่อนสมาชิกกลุ่มอีกสามคนก็ยกแผ่นกระดานพลาสติกขนาดกว้างยาว 1 เมตร มีส่วนที่ยื่นออกไปจากมุมทั้ง 4 ติดใบพัดที่ทำจากวัสดุเสริมใยแก้วชนิดสั้นดูแปลกตา มาตั้งเอาไว้ด้านหน้าของมิว “และโครงงานอากาศยานกู้ชีพของกลุ่มเรา จะนำเสนอวิธีการช่วยชีวิตคนที่ประสบภัยต่าง ๆ ดังเช่น อัคคีภัย หรือธรณีพิบัติภัย ที่ติดค้างอยู่บนอาคารสูง ไม่สามารถลงมาได้”

               มิวหยิบรีโมทคอนโทรลขนาดพอดีสองมือจับออกจากกระเป๋าสะพายข้างมาถือมั่น เขาเปิดสวิตซ์โดรนบอร์ด ก่อนกดปุ่นควบคุมที่รีโมทเป็นสัญญาณให้ใบพัดทั้ง 4 หมุนติ้ว เสียงครืนครางดังคำราม ผสานเสียงหวีดหวิวของแรงลมจนครูสาวต้องเอามือป้องหน้า

               บอร์ดพลาสติกลอยหวือขึ้นฟ้า ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเพื่อนร่วมชั้น ที่บัดนี้ทุกคนวิ่งกรูกันออกมาที่สนามเพื่อดูการพรีเซนต์โครงงานที่ตื่นตาตื่นใจที่สุด มิวซุ่มซ้อมมาเป็นอย่างดี นิ้วบังคับโดรนได้อย่างแม่นยำราวจับวาง อากาศยานที่ถูกดัดแปลงรูปร่าง ลอยสูงขึ้นไปจนถึงชั้น 3

               และทุกสายตาก็มองเห็นร่างของคิวที่ยืนรออยู่ตรงระเบียง

               “เดี๋ยวก่อน! นี่เธอจะทำอะไรกันน่ะ”

               ครูสาวละล่ำละลักอย่างตกใจ แต่มิวหาได้สนใจไม่ ยังคงควบคุมบอร์ดให้ลอยอยู่ด้านหน้าระเบียง ในตำแหน่งที่คิวสามารถก้าวขึ้นมายืน และจัดท่าทางตนเองให้นั่งขัดสมาธิก่อนเอาเข็มขัดนิรภัยรัดรอบเอวเอาไว้

               “ไม่ต้องห่วงครับครู ผมทำการทดสอบประสิทธิภาพของโดรนบอร์ดมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งสามารถพาผู้ประสบภัยจำลองลงมาถึงพื้นได้โดยสวัสดิภา...”

               พูดไม่ทันจบประโยค เสียงกรีดร้องของเพื่อนนักเรียนหญิงก็ดังลั่น มิวมองขึ้นไปด้านบน เห็นแผ่นพลาสติกเริ่มสั่นจนคิวที่นั่งอยู่ตัวโยกคลอน

               มิวไม่รอช้า เลื่อนนิ้วควบคุมอากาศยานเพื่อแก้สถานการณ์ แต่ดูเหมือนระบบขับเคลื่อนจะมีปัญหา

               และเพียงพริบตา โดรนบอร์ดก็กระตุกก่อนตกวูบลงมาสู่พื้น

               ‘โครม’

               เพราะทำจากวัสดุคุณภาพสูง จึงมิได้แตกหักกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย คงมีเพียงชิ้นส่วนที่ติดยึดดังเช่นใบพัด และมอเตอร์ติดเครื่องยนต์ภายในเท่านั้น ที่พังเสียหาย

               มิวตัวแข็งทื่อคล้ายถูกสาป นิ้วยังคงหมุนคันโยกบนรีโมทคอนโทรลอยู่อย่างนั้นโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่โดรนร่วงลงมาพินาศไม่อาจบังคับได้อีกแล้ว

               กว่าจะรู้ตัว ก็ได้ยินเสียงฮือฮาพร้อมเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอก ทุกคนชี้มือชี้ไม้ขึ้นไปด้านบน เมื่อมิวมองตามขึ้นไป ก็พบร่างของคิวห้อยต่องแต่งอยู่ระหว่างชั้น 3 กับชั้น 2

               เพื่อนสมาชิกกลุ่มทั้งสามคนรีบวิ่งขึ้นไปดึงคิวที่ผูกร่างตนเองไว้กับเชือกเส้นหนา ที่ยึดโยงเสาเหล็กของระเบียงเอาไว้อย่างแข็งแรง

               ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อใจ แต่เพราะรู้สึกผิดปกติกับกลไกของโดรนตั้งแต่ที่มิวให้ดูเอกสาร จึงอาสาสมัครเป็นผู้ประสบภัยจำลอง เพื่อมิให้เพื่อนคนอื่นต้องมาเสี่ยงกับความดึงดันไม่ฟังใครของหัวหน้ากลุ่ม และหาวิธีเซฟตนเองโดยไม่บอกมิว อันเป็นการไม่ลดทอนความมั่นใจของเขาไป

               คิวคิดรอบด้านถึงเพียงนี้ แต่ในห้วงคำนึงของมิวกลับมีเพียงความโกรธแค้น เพราะเสียหน้าที่โครงงานซึ่งตนคิดจนหัวแทบระเบิดต้องประสบผลลัพธ์ผิดพลาดถึงเพียงนี้         

               และโกรธเป็นทบทวี ที่คิวกลายเป็นที่ชื่นชมของเพื่อนร่วมชั้นเรียนและครูผู้สอน ในฐานะผู้วางแผนอย่างรอบคอบจนเลี่ยงอุบัติเหตุร้ายแรงจากการนำเสนอโครงงานได้

              

 

               “ถ้ารู้ว่าโดรนมีปัญหา ทำไมไม่บอกกันก่อนวะ หรือมึงตั้งใจฉีกหน้ากู!”

               สรรพนามเปลี่ยน มิวที่เรียกคิวขึ้นไปเคลียร์บนดาดฟ้า กระชากคอเสื้ออีกฝ่าย พลางกรอกคำผรุสวาทกระแทกหน้า

               แต่คิวทำเพียงมองเขาด้วยสายตาเห็นใจ

               “นายเป็นคนมั่นใจในตัวเองมากเกินไป ถ้าเราแย้งไปตอนประชุม นายก็ไม่ฟังเราอยู่ดี”

               คิดถึงตอนนั้น แม้คิวมิได้รู้เรื่องเครื่องยนต์กลไกเท่าใดนัก แต่เขามีญาติที่ขับรถยนต์ติดแก๊ส และเคยนั่งรถคันดังกล่าว พบว่าบางคราวรถมีอาการสั่น สอบถามก็รู้ว่ามีหลายสาเหตุปัจจัย เช่น มีอากาศรั่วผ่านปีกผีเสื้อ วาล์วเครื่องยนต์มีปัญหา หัวฉีดแก๊สรั่วทำให้มีการปะปนของเชื้อเพลิง หรือมีการปรับจูนไม่เหมาะสม เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้รถสั่นและกระตุกได้

               เมื่อรู้ว่าบอร์ดโดรนของมิวใช้เชื้อเพลิงเป็นแก๊ส คิวที่จดจำประสบการณ์นั้นได้ จึงคิดถึงความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น เขารีบยกมืออาสาเป็นผู้ประสบภัย และจัดเตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิตเอาไว้

               ตอนก้าวขึ้นโดรน เด็กหนุ่มทำทีเป็นใส่เข็มขัดนิรภัย ซึ่งแท้ที่จริงคิวเพียงเอามาวางไว้บนตักเฉย ๆ มิได้ติดล็อกสลักแต่อย่างใด เขาตั้งใจว่าหากโดรนพาตนเองลงมาถึงชั้น 2 ได้ จะปลดเงื่อนของเชือกที่ผูกร้อยรอบหูเข็มขัดกางเกงออก เพราะถ้าอากาศยานมีปัญหาตรงนั้น การตกลงมาเพียงหนึ่งชั้นย่อมไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงเท่าใดนัก

               แต่เพราะโดรนสั่นและกระตุกตั้งแต่ระดับความสูงที่ชั้น 3 เมื่อบอร์ดพลาสติกร่วงหล่นลงมา คิวจึงถูกรั้งร่างเอาไว้ด้วยเชือก ไม่ตกตามลงมาด้วย

               นับว่าสมมติฐานของเขาแม่นยำ

               “ก็เลยแอบวางแผนเอาไว้ เพื่อจงใจให้กูขายหน้าแบบนี้ใช่ไหม ไอ้คิว”

               พูดพลางสาวหมัดเข้าใส่ หมายชกหน้าคิวให้คว่ำ

               แต่อีกฝ่ายหาใช่ชนชั้นไร้ฝีมือไม่ แม้มิได้เก่งเรื่องชกต่อย แต่เพียงป้องกันตัวเอง คิวก็ทำได้ดีเช่นกัน

               อัจฉริยะคณิตศาสตร์เอียงหน้าหลบ ก่อนชกเสยเข้าใส่ปลายคางจนมิวหน้าหงาย ล้มตึงหงายหลังลงบนพื้นดาดฟ้า สลบเหมือดไปในหมัดเดียว

               และเป็นคิว ที่แม้ชกอีกฝ่ายจนสลบ ก็ยังมีความเป็นห่วงเป็นใย จนต้องแบกร่างไร้สติของมิวลงบันไดมาอย่างทุลักทุเล เพื่อไปพักรักษาอาการที่ห้องพยาบาล

               นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาและมิวก็ไม่เคยพูดจากันอีกเลย โดยก่อนคิวจะไปเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกา ได้ข่าวมาว่ามิวถูกลดระดับชั้นไปอยู่ห้อง A ตอนขึ้น ม.5 โดยไม่คาดว่าเมื่อกลับมาเรียนปีสุดท้ายของมัธยมปลาย เขาจะได้เรียนห้องเดียวกับมิวอีกครั้ง

 

 

               “นี่ เป็นอะไรไป นั่งบื้อเป็นท่อนไม้เลย”

               ไทม์เรียกเสียงดัง ปลุกสติคิวที่จมจ่อมอยู่กับอดีตให้กลับมาสู่โลกปัจจุบัน

               “มิวมันเก่งเคมีกับชีวะ เรื่องไฟไหม้ในห้องวิทยาศาสตร์ ก็อาจเข้าทาง” กล่าวอย่างยอมรับ ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวตอนนำเสนอโครงงาน ไม่อาจลบล้างประวัติความเป็นอัจฉริยะของมิวไปได้

               และหากคดีศพไฟไหม้เกี่ยวข้องกับสารเคมีต่าง ๆ ในห้องวิทยาศาสตร์จริง คนที่จะช่วยไขปริศนาได้ ก็คงมีเพียงมิวคนเดียวเท่านั้น

               “แล้วอีกสองคนล่ะ” คิวเอ่ยถาม

               แม้ไทม์จะมิได้ใคร่รู้ประวัติคนอื่น ดังเช่นเจ้ากรมข่าวลืออย่างปลาย แต่เพราะเป็นคนอัธยาศัยดี มีเพื่อนมากมายในทุกห้อง จึงได้ยินได้ฟังเรื่องของสองอัจฉริยะที่เหลือมาบ้าง

               “แวนเป็นแฮกเกอร์ คนที่นั่งมุมหลังห้องฝั่งตรงข้ามหน้าต่างน่ะ เขียนโปรแกรมเองได้ตั้งแต่ตอน ม.ต้น ได้ยินข่าวลือมาว่าเคยแฮกเข้าเซิฟเวอร์ของโรงเรียน แต่ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน ส่วนออย... เป็นหมอดู”

               “หะ!”

               ไทม์หัวเราะร่า เพราะคาดเดาในท่าทางของคิวยามได้ยินสิ่งที่เขาพูดเอาไว้แล้ว

               “เออ หมอดูนั่นแหละ แต่จะเรียกอย่างนั้นก็คงไม่ถูก เพราะหมอนี่ไม่ได้รับดูหมอให้ใคร แค่คอยเตือนคนอื่นในสิ่งที่พยากรณ์เอาไว้เท่านั้น เป็นอัจฉริยะทางฟิสิกส์และดาราศาสตร์ เลยน่าจะอินกับดวงดาวมากถึงขนาดเอามาเป็นหลักในการดูหมอ”

               คำกล่าวของไทม์ตั้งแต่ต้นที่บอกว่าอัจฉริยะอีกสองคนนั้นประหลาด เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องที่เกินจริง

               มังกรคณิต

               กิเลนคลั่ง

               พยัคฆ์เคมี

               จิ้งจอกไอที

               หงส์ดารา

               ฉายาประหลาดที่นักเรียนห้องอื่นตั้งให้อัจฉริยะทั้ง 5 คนของ ม.6 ห้อง G Class

               โดยไม่รู้เลยว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ ผู้มีฉายาทั้ง 5 จะมารวมกลุ่มกัน เพื่อไขคดีฆาตกรรมปริศนา และกระชากหน้ากากฆาตกรร้ายที่ซ่อนกายในม่านอนธกาล

               ออกมาลงทัณฑ์ตามกฎหมายอย่างสาสม!

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น