อัปเดตล่าสุด 2021-06-13 11:02:10

ตอนที่ 11 บทส่งท้าย

บทส่งท้าย

 

 

               สวัสดี ฝุ่น

               เธอคงอาจแปลกใจที่เห็นจดหมายฉบับนี้ และที่น่าจะแปลกใจมากกว่านั้น คือในยุคสมัยที่ผู้คนติดต่อสื่อสารกันด้วยโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต อยากคุยกับใครก็กดโทรหาหรือพิมพ์ข้อความแชทกันได้ง่ายดายและรวดเร็ว ฉันถึงยังส่งจดหมายที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถึงมือเธอ และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เธอจะตอบกลับมาอย่างนี้

               เอาไว้เฉลยตอนท้ายจดหมายนะ

               ฉันรู้ว่าเธอค่อนข้างยุ่งเพราะนอกจากจะต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตในฐานะนักศึกษา ยังต้องทำความรู้จักสังคมใหม่ เพื่อนใหม่ โลกใบใหม่ในจังหวัดที่ห่างไกล

               แต่เธอเหมาะกับที่เงียบ ๆ อย่างนั้นจริง ๆ นะ ฉันที่แอบมองเธออยู่ตอนใช้คอมพิวเตอร์ในห้องคอมฯ ที่โรงเรียน รู้สึกว่าเวลาเธอนั่งอยู่คนเดียวหน้าจอคอม เพ่งสายตาผ่านแว่นและขยับนิ้วบนแป้นคีย์บอร์ด นั้นโคตรสวยเลย สวยเหมือนงานประติมากรรม

               ฉันเองก็เรียนคณะเดียวกันกับเธอ เพราะถึงแม้ด้วยมันสมองระดับนี้แล้ว จะเรียนคณะอะไรก็คงได้เกียรตินิยมเหมือนกัน (อย่าหมั่นไส้สิ นี่พูดเรื่องจริง) แต่ชีวิตที่ติดคอมมาตลอดจนแยกไม่ออก อีกสี่ปีรอดูรายชื่อคนได้เกียรตินิยมเหรียญทองของคณะวิดวะคอมได้เลย

               ส่วนเพื่อนคนอื่น ที่ไม่ผิดคาดเลยก็คงเป็นไทม์ ที่ตอนนี้ไทม์ติดทีมชาติชุดอายุไม่เกิน 20 แล้ว ถ้าบังเอิญเธอเปิดดูรายการแข่งขันฟุตบอลระดับชาติ อาจเห็นหมอนั่นวิ่งพล่านอยู่ในสนามแบบที่ปกติแล้วมันวิ่งทั่วโรงเรียนก็ได้

               อีกคนก็ออย ที่เปิดเพจ ‘เส้นทางชีวิตลิขิตได้ด้วยดวงดาว’ รับคำปรึกษาปัญหาต่าง ๆ โดยแลกกับเงินบริจาคให้มูลนิธิที่หมอนั่นเลือกมา ไม่ว่าจะเป็นเด็กกำพร้า คนพิการ สัตว์ถูกทิ้ง และสิ่งแวดล้อม มันอยากใช้ความสามารถที่มีทำประโยชน์เพื่อสังคมบ้าง แต่ไม่รู้จะทำยังไง ที่ผ่านมาก็แค่รับปรึกษาปัญหาชีวิตให้คนอื่นในวงแคบ ๆ ฉันเลยแนะนำมันไปว่าถ้าเปิดเพจในเฟซบุ๊ก น่าจะมีคนสนใจและยินดีจ่ายเงิน ก็ถือว่าวินวินทั้งสองฝ่าย ตอนนี้หมอนั่นเลยดังระเบิดในโซเชียล มีคนจองคิวขอรับคำปรึกษายาวเป็นหางว่าว

               แต่จนแล้วจนรอด ออยมันก็ไม่ยอมให้คนอื่นเรียกตัวเองว่าหมอดูอยู่ดี...

               ที่ผิดคาดที่สุดคงเป็นมิว ที่ตอนนี้สอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจได้แล้ว ทั้งที่ตอนแรกหมอนั่นตั้งใจเป็นนักวิทยาศาสตร์แท้ ๆ อาจเพราะการสืบคดีในครั้งนั้น ที่ทำให้เส้นทางความฝันของมันเปลี่ยนไป แต่คนเถรตรงเฉียบขาดอย่างนั้น ฉันว่าก็เหมาะกับการเป็นตำรวจดี และคนฉลาดแบบมิว ตอนสอบเลือกตำแหน่งเมื่อเรียนจบ หมอนั่นได้บรรจุในแผนกพิสูจน์หลักฐาน ที่ได้ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นหลักตามที่ตั้งใจได้แน่ ๆ ฉันฟังธง

               ส่วนคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คงเป็นคิว ตอนนี้หมอนั่นเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ เพราะหลังจากขอทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา ก็หายไปเลย ไม่ได้นัดเจอหรือคุยกันบ่อย ๆ เหมือนก่อน

               อย่างที่เธอรู้ แม้คิวมันอยากอยู่ประเทศไทยแค่ไหน ขนาดได้ทุนไปเรียนยังเลือกทุนแบบปีเดียว แต่หลังจากเหตุการณ์ที่เวทธ์พิทยา หมอนั่นก็รู้แล้วว่า ระบบการศึกษาของประเทศเรามีปัญหา ยังมีโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่ง ที่ขาดความพร้อมในการจัดการการเรียนการสอน มีการทุจริตในระดับบริหาร ทำให้เด็กถูกละเมิดสิทธิ์และถูกครอบด้วยกฎระเบียบหลายอย่างที่ไม่ทันยุคทันสมัย หมอนั่นเลยตั้งเป้าหมายว่าจะเรียนรู้ด้านการบริหารและพัฒนาองค์กรเพื่อวันหนึ่ง จะกลับมาเปิดโรงเรียนของตัวเอง

               โรงเรียนที่ส่งเสริมในอัจฉริยภาพของเด็กทุกด้าน ไม่เฉพาะด้านวิชาการ

               โรงเรียนที่ทำให้เด็กรู้สึกเหมือนเป็น ‘บ้าน’ อีกหลังหนึ่ง อย่างที่มันพูดตอนวันปัจฉิมนั่นแหละ

               ฉันเอง ก็อยากไปเรียนเมืองนอกเหมือนกัน ติดแค่อย่างเดียว... หัวใจฉันอยู่ที่ประเทศไทย ขืนไปเมืองนอกแต่ตัว แต่ไม่ได้เอาหัวใจไปด้วย ก็คงขาดใจตายพอดี

               สุดท้ายนี้ เหตุผลที่ฉันเขียนจดหมายมาหาเธอ ก็เพราะ...

               นี่เป็นวิธีที่พ่อฉันใช้จีบแม่ และจีบติดด้วยนะ

               ส่วนฉันที่ลองทำตามดูบ้าง จะสำเร็จหรือเปล่า คงมีเธอคนเดียวที่ให้คำตอบได้

              

               ด้วยรักและรอคำตอบ

               แวน

               ...................................................................

 

 

               ฝุ่นพับจดหมายและวางเอาไว้บนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจนัก

               ทั้งที่คิดว่ามีเรื่องสลักสำคัญกว่านี้ จึงส่งจดหมายมาให้ แต่ใจความหลักคือแค่ต้องการบอกรักเท่านั้น

               ไร้สาระสิ้นดี...

               เด็กสาวมุ่งความสนใจไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อ หลังถูกขัดจังหวะจากจดหมายที่บุรุษไปรษณีย์เพิ่งนำมาส่ง ข่าวอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในจังหวัดที่เธอย้ายมาอาศัยอยู่ชั่วคราวระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย

               เนื้อหาข่าวถูกบันทึกใส่ตารางอย่างเป็นระบบระเบียบ ทั้งผู้ก่อเหตุ เหยื่อ ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมไปถึงพฤติการณ์ในคดี ชนิดที่ตารางข้อมูลนี้ละเอียดยิ่งกว่ารายงานของตำรวจที่รับผิดชอบคดีต่าง  ๆ เหล่านี้เสียอีก

               ใช้เวลาร่วมชั่วโมง กระทั่งบันทึกเสร็จ ก็ไล่สายตาหาคดีที่น่าสนใจ

               จนดวงตาหลังเลนส์แว่นไล่เลื่อนมาหยุดที่คดีฆ่าข่มขืนนักศึกษา ซึ่งผู้เคราะห์ร้ายมีน้องสาววัยนักศึกษาอยู่คนหนึ่ง เด็กคนนั้นเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกับเธอพอดี

               ฝุ่นจึงสืบค้นข้อมูลของญาติเหยื่อผู้เสียชีวิตอย่างละเอียด โซเชียลเน็ตเวิร์กเปรียบเสมือนสมุดบันทึกที่ช่วยให้เราสามารถรู้จักตัวตนของใครสักคนได้ครบทุกถ้วนทุกมิติ สาวสวมแว่นจดบันทึกทุกอย่างที่เกี่ยวกับเพื่อนร่วมสถาบันคนนี้เท่าที่สามารถหาได้

               รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าที่ปกตินิ่งเฉยราวไร้อารมณ์ สมองวาดภาพแผนการน่าสนุกขึ้นมาเป็นฉากเป็นตอน

               แผนการ... ที่ครั้งหนึ่งเคยประสบผลจนโรงเรียนเวทธ์พิทยาเกิดการเปลี่ยนแปลง

               เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าสังคมอุดมไปด้วยคนชั่วช้า แต่ลำพังเพียงกำลังของเธอไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้สังคมดีขึ้นได้ ฝุ่นจำต้องมี ‘หุ่นเชิด’ ที่ฉลาดพอ ที่สามารถทำตามเป้าหมายที่เธอวางเอาไว้ได้อย่างประสบผล

               และเธอที่ติดตามข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะข่าวอาชญากรรมมานับตั้งแต่จำความได้ รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของครูภูเบศร์ดีราวกับอยู่ในเหตุการณ์ คนฉลาดอย่างครูวิทยาศาสตร์คนนี้ คือเครื่องมือชั้นดีที่ฝุ่นใช้ในการทดลองได้

               ไม่มีใครรู้ว่าฝุ่นเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องระหว่างครูแป๊กกับเพลง และเป็นที่ปรึกษาของเด็กสาวรุ่นน้องมาโดยตลอด

               เธอยุยงเพลงให้เรียกร้องจากครูแป๊กมากขึ้น โดยบอกว่าไม่ควรยอมให้ฝ่ายชายเสพสุขจากร่างกายโดยแลกกับเศษเงินไม่กี่บาท เพราะรู้อยู่แล้วว่าครูพละมีอารมณ์รุนแรงและฉุนเฉียวง่าย เมื่อถูกกดดันหนักเข้า จึงลงมือทำร้ายร่างกายเพลงอย่างไม่อาจควบคุมอารมณ์

               และเป็นฝุ่นที่วิ่งไปบอกครูภูเบศร์เรื่องนี้

               [“มีนักเรียนวิ่งมาบอกครูน่ะ ว่าได้ยินเสียงคนทะเลาะกันแถวโรงยิม ครูเลยไปดู ไม่คิดหรอกว่าจะเห็นฉากฆาตกรรมต่อหน้าแบบนี้”]

               เป็นดังคาด เมื่อภูเบศร์ได้รับการกระตุ้นให้เห็นช่องทางทำในสิ่งที่ปรารถนามานาน เขาจึงควบคุมเอกพัชญ์ให้ทำหน้าที่ ‘ฆาตกร’ เพื่อกำจัดนักเรียนเลวทุกคน

               โดยภูเบศร์ไม่รู้เลยว่า เขาต่างหาก เป็นฝ่ายถูกควบคุมด้วยหลักจิตวิทยาง่าย ๆ

               ตัวอย่างเช่นเรื่องการทำลายศพด้วยสารเคมีติดไฟเพื่อสร้างหลักฐานยืนยันที่อยู่ และการถามคำถามเรื่องความต่างของกำลังเมกะวัตต์ของเลเซอร์ชี้ดาวสีแดงกับสีเขียว ครูวิทยาศาสตร์ก็ได้ไอเดียมาจากเธอที่ยกมือถามสองเรื่องนี้ขณะเรียนวิชาเคมีและฟิสิกส์

               หรือการใช้สุนัขพิตบูลฆ่าอานนท์ ฝุ่นที่เห็นภูเบศร์เดินอยู่ ก็ชวนเอกพัชญ์คุยเรื่องสัตว์เลี้ยง จนประโยคที่ครูพละคุยโวว่าตนเลี้ยงสุนัขพันธุ์ดุนี้ ลอยเข้าโสตเขาจนเกิดเป็นแผนการร้าย

               [ชายกลางคนรู้ซึ่งถึงความชั่วช้าของอานนท์เป็นอย่างดี และนี่คือเป้าหมายอันดับหนึ่งที่เขาอยากจัดการมานานแล้ว เพราะบังเอิญได้ยินนักเรียนพูดคุยกันเรื่องสัตว์เลี้ยง เมื่อเอกพัชญ์ผสมโรงสนทนาว่าตนเลี้ยงสุนัขพิตบูล จึงสบโอกาส ส่งข้อความสั่งให้เอกพัชญ์ทำทีเป็นใช้ให้อานนท์ขนลูกสุนัขใส่กรงเพื่อให้กลิ่นติดกาย และวางแผนให้เขาจับสุนัขของตนขังเอาไว้ในกรงท้ายรถกระบะแบบติดหลังคาที่อากาศร้อนอ้าว]

               จะมีก็แต่ไผ่หลิว ที่ผลลัพธ์ผิดไปจากที่คาดการณ์เอาไว้...

               อาจเพราะไม่เคยได้รับมิตรภาพในฐานเพื่อน ด้วยตนเป็นคนเก็บตัว เมื่อได้พบกับไผ่หลิว ก็บังเกิดความรู้สึกผูกพันบางอย่างที่ทำให้ยอมเปิดใจให้เธอคนนั้นก้าวเข้ามาในพื้นที่ของตนเอง

               และเพราะรู้ถึงเรื่องไม่ดีที่อีกฝ่ายทำ จึงต้องการให้ไผ่หลิวเลิกทำเช่นนั้นเสีย เธอจึงส่งเมลรูปตัดต่อที่ฝั่งซ้ายเป็นภาพไผ่หลิวในคราบของเมมเบอร์ลิลลี่ ส่วนฝั่งขวาเปิดโชว์ใบหน้าของเพื่อนสาวของตน ไปที่เมลของภูเบศร์ โดยสมัครอีเมลใหม่ให้คล้ายคลึงกับอีเมลของแอปพลิเคชันปีโป้ จนน่าเชื่อว่าเป็นการโฆษณาเชิญชวนให้ใช้งานแอปนี้

               [และเมื่อรู้ว่าไผ่หลิวเป็นเมมเบอร์ของแอปพลิเคชันปีโป้ที่มอมเมาผู้ชายด้วยเรือนร่างเพื่อแลกเงิน หนักถึงขนาดมีคนฆ่าตัวตายเพราะเธอ ครูวิทยาศาสตร์จึงตั้งใจแค่ประจานให้เด็กสาวอับอาย]

               และเมื่อภูเบศร์เห็นข่าวการฆ่าตัวตายของชายที่เกี่ยวโยงกับลิลลี่ รูปเดียวกันที่ปรากฏบนภาพข่าวซึ่งแปะอยู่ในห้องของชายผู้เสียชีวิต จึงบันทึกชื่อไผ่หลิวในบัญชีนักเรียนเลว และประจานเธอด้วยรูปที่ได้รับจากอีเมล                             

               แต่ฝุ่นไม่คิดเลยว่าสุดท้ายจะเกิดความสูญเสียที่ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้ เธอสูญเสียเพื่อนเพียงคนเดียวไปเพราะไม่รู้จักนิสัยใจคอและตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่ายดีพอ

               ทุกการทดลองย่อมมีโอกาสผิดพลาดเสมอ
               และเมื่อรวบรวมข้อมูลของเด็กสาวผู้เป็นน้องของเหยื่อผู้เสียชีวิตเสร็จ ฝุ่นพินิจรูปโปรไฟล์เห็นใบหน้านวลที่มีรอยยิ้มเจิดจ้าราวพระอาทิตย์

               คล้ายกับไผ่หลิวจริง ๆ...

               นิ้วขยับเคลื่อนอย่างคล่องแคล่ว ก่อนกดปุ่มส่งข้อความ “สวัสดีค่ะ” ไปหาเธอคนนี้

               และเมื่ออีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยประโยคเดียวกัน ยิ้มที่ยกเพียงน้อยเมื่อครู่ พลันเหยียดกว้างจนริมฝีปากโค้งงอ

               การทดลองครั้งที่ 2…

เริ่ม!

 

 

อวสาน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น