อัปเดตล่าสุด 2021-06-05 18:28:47

ตอนที่ 10 บทที่ 10 : สมุดบันทึกรายชื่อนักเรียนเลว

บทที่ 10 : สมุดบันทึกรายชื่อนักเรียนเลว

 

               ลิ้นชักในห้องพักครูถูกเปิดอ้า มือสาละวนเก็บของใช้ส่วนตัวใส่ลังกระดาษที่เตรียมพร้อมเอาไว้

               ไล่ตั้งแต่หนังสือทั้งสื่อการสอนและสารคดีที่ชื่นชอบ เครื่องเขียน และกรอบรูปซึ่งมีรูปครอบครัวอันประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูก

               สายตามองสบรูปนั้นครู่หนึ่ง คล้ายยาวนานชั่วกัลป์ ก่อนตัดใจเอากรอบรูปใส่ลงในลัง ปิดผนึกด้วยเทปกาวสีน้ำตาลเพื่อป้องกันมิให้ร่วงหล่นยามเคลื่อนย้าย เมื่อตรวจสอบว่าปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกอย่างจบเรียบร้อย ก็ยกลังขึ้นวางบนโต๊ะ เหงื่อผุดพรายบนใบหน้าเพราะมิได้เปิดเครื่องปรับอากาศดังในห้องดังปกติ

               ครูร่วมแผนกต่างไปรวมตัวกันอยู่ที่ห้องประชุม เพื่อรอฟังสรุปเหตุการณ์การจับกุมผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมนักเรียน ป่านนี้ทุกคนคงรู้ความจริงหมดแล้วว่าเอกพัชญ์คือคนร้าย

               ส่วนตน... ทำเพียงก้มมองเข็มนาฬิกาข้อมือที่เดินเคลื่อนทีละน้อยอย่างเฝ้ารอเวลา

               ราวรู้ล่วงหน้าว่าประตูห้องจะถูกเปิดพร้อมร่างที่พรวดพราดเข้ามา ใบหน้าเงยมองเด็กห้าคนที่กรูกันเข้ามาในห้องพลางส่งยิ้มให้อย่างอารี

               “ตรงเวลาพอดี”

               คิวมุ่นคิ้วเมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่าย

               มิได้คิดหลบหนีหรือดิ้นรนขัดขืนแต่อย่างใด ร่างเล็กไหล่งองุ้มคล้ายคนไม่มั่นใจในตัวเอง ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นดั่งรอคอยการมาถึงของพวกเขาเหล่านี้

               “ทำไมครูถึงทำแบบนี้ครับ”

               คนถูกถามไม่เปลี่ยนสีหน้า ยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่ ทั้งที่ผ่านมานักเรียนทุกคนมองเห็นเพียงสีหน้าหวั่นวิตกราวกับเป็นหน้ากากของชายผู้นี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

               ราวต้องการ ‘ยิ้ม’ ให้พวกเขาเห็นว่าในเวลานี้ เขามีความสุขจากหัวใจอย่างแท้จริง

               “การเป็นครูที่ดีมันยากจริง ๆ นะ โดยเฉพาะในยุคนี้สมัยนี้ ที่เด็กโตเร็วกว่าเมื่อก่อนเยอะ” เขาเริ่มพูด ขณะที่เหล่าอัจฉริยะแห่ง G Class นิ่งฟัง ทว่ายังยืนกระจายตัวอย่างคุมเชิง “ข่าวอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในทุกวัน คนร้ายก็มีที่เป็นเด็กเป็นเยาวชนมากมาย คนเป็นครูสอนได้ก็แค่ความรู้ในห้องเรียน แต่ยากที่จะสร้างแนวคิดและพัฒนาจิตใจของเด็กให้เป็นคนดีได้อย่างแท้จริง”

               พลันสายตาเหลือบมองสูงขึ้นไป คล้ายต้องการสื่อสารกับคนที่อยู่บนฟ้า...

               “เมียกับลูกของครูถูกฆ่า ด้วยเด็กอายุเท่าพวกเธอนี่แหละ”

               คนที่ได้ฟังสะอึก ตาเบิกขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่คาดคิด

               ที่ผ่านมา ในสายตาของเด็กทุกคน ‘ครูภูเบศร์’ คนนี้เป็นเพียงคนแก่ที่ไม่สุงสิงกับใคร เจอปัญหาที่ไหน ก็มักหลีกเลี่ยงไปที่อื่นหรือทำเป็นมองไม่เห็นเสีย จนนักเรียนไม่ค่อยเคารพยำเกรง

               ไม่มีใครสักคนที่จะล่วงรู้ว่าในอดีต ชายคนนี้เคยประสบเรื่องราวร้ายแรงอันใดมาบ้าง

               “เรื่องเกิดขึ้นนานแล้วล่ะ เป็นข่าวอยู่ในกรอบเล็ก ๆ ของหนังสือพิมพ์ แล้วทุกคนก็ลืมเลือน”

               ครูวิทยาศาสตร์เล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต

               เมื่อสิบปีที่แล้ว เขาพาภรรยากับลูกชายวัยสามขวบไปกินข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ทว่าร้านอาหารนั้นไม่มีที่จอดรถ ภูเบศร์จึงจำต้องจอดห่างจากร้านพอสมควร

               เมื่อกินเสร็จก็เดินนำภรรยาที่จูงมือลูกชายตัวน้อยวัยช่างพูด เดินบนทางเท้าเพื่อกลับไปขึ้นรถ

               โดยไม่คาดว่าจะมีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งโผล่พรวดออกมาจากซอย ก่อนคว้าตัวลูกชายของเขาขึ้นอุ้มและเอามีดจ่อที่คอ

               คนเป็นพ่อและแม่หัวใจหล่นลงไปกองอยู่แทบเท้า ตำรวจสองนายที่วิ่งติดตามวัยรุ่นคนนั้นมา ยกปืนขึ้นเล็งพลางตะโกนให้ปล่อยเด็ก แต่ชายผอมโซในชุดเสื้อผ้าขาดวิ่น คล้ายดั่งคนเสียสติ แทนที่จะหวั่นเกรงต่ออาวุธในมือเจ้าหน้าที่ กลับกดมีดจี้ใส่ลำคอเด็กน้อยมากขึ้นจนปลายมีดสะกิดผิวบางส่งเลือดซึมออกมา

               เสียงร้องไห้โหยหวนด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว เขย่าหัวใจภูเบศร์และภรรยาจนแทบแตกสลาย ปากพร่ำร้องขอให้ปล่อยลูกชาย และยินดีให้ทุกอย่างที่มันต้องการ กระทั่งเสนอตัวเป็นตัวประกันแทน

               แต่ด้วยฤทธิ์ของยาเสพติด ผิดชอบชั่วดีในจิตใจถูกทำลายจนสิ้นพร้อมสติรู้ชอบ เมื่อถูกกดดันหนักเข้า มือที่สั่นจนควบคุมไม่อยู่ ก็เสือกแทงจนมีดปักเข้าใส่ลำคอมิดด้าม

               คนเป็นแม่กรีดร้องดั่งเสียสติ วิ่งเข้าใส่คนร้ายหมายให้ตายตกตามกัน มันโยนร่างเด็กทิ้งพลางเหวี่ยงมีดสะเปะสะปะ และก่อนจะถูกห่ากระสุนจากสำรวจสังหาร คมมีดก็ตัดผ่านหลอดลม ส่งลำคอที่ถูกกรีดให้พับห้อยไปด้านหลัง พร้อมร่างที่หล่นร่วงลงไปกอบกับพื้นตายตามลูกชายไปติด ๆ

               ภูเบศร์ดั่งวิญญาณถูกสูบหาย เขายืนอยู่ตรงนั้นไม่พูดจา ไม่ตอบคำถาม ไม่ยอมแม้กระทั่งให้ใครพาตัวไปไหน แม้ร่างคนเป็นภรรยาและลูกจะถูกเคลื่อนย้ายไปที่วัดแล้ว ก็ยังคงยืนนิ่งเหมือนไร้สติ

               ทั้งที่ตนทำหน้าที่ครูอย่างเต็มความสามารถ สั่งสอนลูกศิษย์ทุกคนเพื่อต้องการให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี แต่กลับถูกเด็กวัยเดียวกับลูกศิษย์ที่ตนสอน ทำลายหัวใจและส่วนหนึ่งของชีวิตของเขาไปเช่นนี้

               น้ำตาเหือดแห้ง เช่นเดียวกับหัวใจแห้งผาก เป้าหมายที่เคยตั้งเอาไว้เมื่อสำเร็จการศึกษาและประกอบอาชีพเรือจ้าง คือต้องการส่งศิษย์ทุกคนให้ถึงฝั่ง เพื่อพร้อมต่อการเผชิญชีวิตในฐานะ ‘ผู้ใหญ่’ อย่างสมบูรณ์

               บัดนี้เป้าหมายนั้นพลันเปลี่ยนไป เป็นการ ‘ทำลาย’ ชีวิตเด็กเลว ไม่ให้มันโตขึ้นไปกลายเป็นปัญหาสังคมและทำเรื่องเลวระยำเหมือนที่ทำกับครอบครัวของเขาอีก

               จิตใจของภูเบศร์มืดดับนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

 

               ยิ่งได้ฟัง หัวใจของทีมนักสืบจำเป็นยิ่งเต้นแรงราวกับตนเองอยู่ร่วมในเหตุการณ์นั้นด้วย

               แต่ถึงอย่างนั้น มิวยังคงเดือดดาลกับการทำผิดของภูเบศร์อยู่ดี

               เขาที่เป็นคนพบโทรศัพท์มือถือของเอกพัชญ์ตกอยู่ในห้องโสตทัศนศึกษา หลังรู้จากคิวว่าครูพละมิได้ลงมือเพียงคนเดียว หากทว่ามีผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง เขาจึงส่งโทรศัพท์ให้แวนเพื่อหาวิธีปลดล็อก

               อัจฉริยะคอมพิวเตอร์ที่สามารถแฮ็กเข้าระบบฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานต่าง ๆ ได้ มีหรือเพียงโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวเขาจะทำไม่ได้

               หลังเชื่อมต่อโทรศัพท์เข้ากับคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปของตน แวนก็ใช้โปรแกรมแฮ็กเกอร์เพื่อปลดล็อกรหัส ใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถเข้าถึงอุปกรณ์สื่อสารของครุพละได้โดยง่าย

               เหล่านักสืบจำเป็นและครูคชศรีล้อมวงดูหน้าจอ โดยไม่รอช้า แวนรีบเปิดทั้งบันทึกการโทรและแอปพลิเคชันสนทนาเพื่อค้นหาว่าเอกพัชญ์ติดต่อกับใครบ้าง

               และเป็นดังคาด เมื่อหนึ่งในคู่สนทนาที่ใช้ชื่อในไลน์ว่า ‘Judge’ ส่งข้อความมาบอกรายละเอียดและวิธีการสังหารเหยื่อเพื่อให้ครูพละทำตาม”

               แม้ไม่รู้ว่าเจ้าของเบอร์ที่ใช้ลงทะเบียนไลน์คือใคร แต่ไม่ยากเกินความสามารถของแวนที่จะแกะรอยได้

               เมื่อรู้ว่าผู้เปิดเบอร์โทรศัพท์คือภูเบศร์ ทุกคนจึงตกอยู่ในอาการตะลึงงัน เพราะคิดไม่ถึงว่าคนที่ภายนอกดูหวาดกลัวต่อทุกสิ่ง ไม่เคยเผชิญหน้ากับปัญหาใด จะอยู่เบื้องหลังการตายอย่างโหดเหี้ยมของนักเรียนทุกคนเช่นนี้

               “ต่อให้พวกเขาเคยทำเรื่องผิดพลาด แต่ครูก็ไม่มีสิทธิพิพากษาชีวิตทุกคนแบบนี้!” มิวตะโกนกร้าวอย่างเหลืออด แม้รู้สึกสงสารภูเบศร์ในชะตากรรมที่ประสบ แต่การใช้ความรู้ทำเรื่องเลวร้าย ทำให้คนที่ชื่นชอบในวิทยาศาสตร์อย่างเขารับไม่ได้

               “ใช่ ครูไม่มีสิทธิ แต่ครูก็ไม่เสียใจหรอกนะ ที่ทำลงไป”

               ไม่สะทกสะท้านต่อผิดบาป เพราะตาชั่งแห่งความยุติธรรมในจิตใจ เพี้ยนผิดบิดเบี้ยวไปตั้งแต่สูญเสียลูกและภรรยา

               "ที่จริง... ถ้าหากเด็กพวกนั้นปรับปรุงตัวเอง และแก้ 'โจทย์’ วิชาเหล่านั้นได้ ก็คงไม่ต้องตายหรอก”

               หากไม่ได้อ่านบทสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างภูเบศร์กับเอกพัชญ์มาก่อน ทุกคนคงงุนงงกับประโยคนี้ แต่เพราะรู้ดีอยู่แล้ว จึงเข้าใจทุกสิ่งราวกับอยู่ในเหตุการณ์การสังหารเพื่อนนักเรียนทุกคน

               “อย่างนายอนุวัฒน์ที่ตกวิชาเลข ครูก็ให้โอกาสเขาได้แก้โจทย์พิทาโกรัส แต่เขาทำไม่ได้เอง เลยต้องตายอย่างนั้น”

               ประกายในดวงตาของคิวเศร้าหม่น เขาที่ถูกขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะคณิตศาสตร์ เมื่อรู้ว่ามีคนถูกฆ่าเพราะทำโจทย์เลขไม่ได้ ก็ยิ่งเศร้าสะเทือนใจมากเป็นทบทวี

               เมื่ออ่านบทสนทนาจึงรู้ว่า ครภูเบศร์ส่งแผนสังหารพร้อมโจทย์คณิตศาสตร์มาให้เอกพัชญ์แบบยาวเหยียด เริ่มจากให้ครูพละเรียกให้ต้อมมาหาที่โรงยิมในเวลาเย็นโดยอ้างว่ามีงานจะให้ช่วยทำ แลกกับคะแนนวิชาพละที่จะได้เพิ่มขึ้น ซึ่งคนเรียนไม่เก่งได้เกรดไม่ดีอย่างเขา เพียงวางเหยื่อล่อเช่นนี้ ก็กระโดดงับโดยไม่รั้งรอ

               และแม้คิวจะรู้ว่าวิธีการฆ่าที่ครูพละใช้สังหารต้อม คือการโยงเชือกยาวผ่านห่วงเหล็กบนแป้นบาสเก็ตบอล และเลื่อนแป้นติดล้อไปด้านหน้าเพื่อให้เชือกถูกขึงให้ตึงและดึงร่างต้อมจนลอยพ้นพื้น           

               แต่เขาไม่อาจคิดไปถึงว่า ขณะที่แป้นบาสถูกเลื่อนไปข้างหน้าทีละลำดับ เอกพัชญ์บอกตัวแปรสองตัว คือความสูงของแป้นบาส และความยาวของเชือกจากขอบไม้ของแป้นจนถึงเสาเหล็กที่ผูกเอาไว้

               เพื่อให้ต้อมใช้สูตรตามทฤษฎีพิทาโกรัสหาระยะห่างของแป้นบาสกับเสา

               แน่นอนว่าต้อมที่อ่อนคณิตศาสตร์ และตกอยู่ในสภาพหวาดกลัวจนลนลาน ย่อมไม่อาจตอบคำถามได้ เมื่อตอบผิด แป้นบาสก็ถูกเลื่อนไปด้านหน้าครั้งละ 1 เมตรพร้อมตัวแปรชุดใหม่ ทำเช่นนี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งเขาต้องเขย่งเพื่อเพิ่มความสูงมิให้ลำคอถูกดึง

               แต่เปล่าประโยชน์... ต้อมไม่อาจหาค่าระยะห่างตามโจทย์ที่ภูเบศร์กำหนดและส่งมาให้เอกพัชญ์เป็นตัวแทนตั้งคำถามไม่ได้ เมื่อเขาสอบตกวิชาฆาตศึกษาบทเรียนแรก ต้อมจึงถูกแขวนคอจนเสียชีวิตในที่สุด

               ภูเบศร์กล่าวต่อโดยไม่พัก

               “ปลายฝนสอบตกวิชาศาสตร์โลกและอวกาศ ครูจึงให้เขาหาพิกัดดาวโจร และเขาก็ตอบไม่ได้...”

               เพราะรู้ว่าปลายกำลังสนใจเรื่องการตายของต้อมและเพลง และสงสัยว่าอานนท์จะเป็นคนทำ จึงลอบติดตามอานนท์นับตั้งแต่ออกจากโรงเรียน ภูเบศร์จึงสั่งให้เอกพัชญ์สะกดรอยปลาย และจับตัวเธอมามัดเอาไว้กับเก้าอี้ในห้องเรียนดาราศาสตร์ ที่จัดโต๊ะและเก้าอี้ไปชิดผนังให้เหลือพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ ก่อนแปะเทปกาวลงไปทำเป็นตารางบนพื้นห้อง

               ปลายที่ตื่นมาพบว่าตนเองอยู่ในสภาพถูกพันธนาการและนั่งอยู่เพียงลำพังในห้องที่มีเพียงแสงจากโคมไฟสลัวรางไม่สว่างนัก ก็หวาดผวาแทบสิ้นสติ แม้รู้วันและเวลาจากน้ำเสียงกระโชกดังที่บอกเป็นตัวแปรสำหรับหาค่าพิกัดดาวซิริอุส แต่เกินกว่าความเข้าใจของปลายจะหาพิกัดช่องตัวอักษรบนพื้นที่ถูกต้องได้

               และเมื่อตอบไปแบบสุ่ม ๆ คำตอบที่ผิดพลาดก็นำมาซึ่งรอยเจาะบนกะโหลกจากเลเซอร์ชี้ดาวที่ถูกประดิษฐ์ให้ติดกับกล้องโทรทัศน์ตามคำสั่งของภูเบศร์

               “ส่วนอานนท์ ทั้งที่เป็นนักกรีฑา แต่สถิติเวลาที่ทำได้ตกลงเรื่อย ๆ ครูเลยคิดว่า ถ้าเขาวิ่งหนีหมาพิตบูลได้ทัน ก็อาจช่วยให้เขาทำเวลาได้ดีขึ้นจนพร้อมต่อการแข่งขัน แต่น่าเสียดาย...”

               ครูวิทยาศาสตร์มิใช่คนตกยุคที่ไม่เล่นโซเชียลเน็ตเวิร์กเหมือนสาวใหญ่อย่างรุ่งทิพย์ แต่เขาลบตัวตนทั้งหมดบนโลกอินเทอร์เน็ต และสร้างตัวตนขึ้นใหม่ในนาม ‘Judge’ ซึ่งไม่มีทั้งรูปภาพและข้อมูลใดที่จะสื่อมาถึงตัวเขา

               ชายกลางคนรู้ซึ่งถึงความชั่วช้าของอานนท์เป็นอย่างดี และนี่คือเป้าหมายอันดับหนึ่งที่เขาอยากจัดการมานานแล้ว เพราะบังเอิญได้ยินนักเรียนพูดคุยกันเรื่องสัตว์เลี้ยง เมื่อเอกพัชญ์ผสมโรงสนทนาว่าตนเลี้ยงสุนัขพิตบูล จึงสบโอกาส ส่งข้อความสั่งให้เอกพัชญ์ทำทีเป็นใช้ให้อานนท์ขนลูกสุนัขใส่กรงเพื่อให้กลิ่นติดกาย และวางแผนให้เขาจับสุนัขของตนขังเอาไว้ในกรงท้ายรถกระบะแบบติดหลังคาที่อากาศร้อนอ้าว

               เมื่อถูกปล่อยให้เป็นอิสระ สัตว์หน้าขนที่หงุดหงิดจึงแสดงสัญชาตญาณออกมา พุ่งเข้าใส่อานนท์ที่มีกลิ่นลูกสุนัขและขย้ำด้วยคมเขี้ยวจนทั่วร่างแหลกเละไม่มีชิ้นดี

               และสุดท้าย แม้มิได้ตั้งใจฆ่า เพราะรู้ว่าไผ่หลิวไม่ได้สร้างปัญหาให้คนอื่นเหมือนเหยื่อสังหารที่ผ่านมา แต่เพราะรู้มาตั้งแต่ต้นว่าเด็กสาวมีอาชีพขายบริการทางเพศ เพราะเพื่อนสมัยเรียนที่มีโอกาสพบเจอกันนาน ๆ ครั้ง อวดรูปแอบถ่ายขณะที่สัมพันธ์กับเธอ ภูเบศร์จึงจับตามองเด็กสาวเป็นพิเศษ

               และเมื่อรู้ว่าไผ่หลิวเป็นเมมเบอร์ของแอปพลิเคชันปีโป้ที่มอมเมาผู้ชายด้วยเรือนร่างเพื่อแลกเงิน หนักถึงขนาดมีคนฆ่าตัวตายเพราะเธอ ครูวิทยาศาสตร์จึงตั้งใจแค่ประจานให้เด็กสาวอับอาย

               ข้อความที่ส่งให้เอกพัชญ์มีเพียงให้ใช้คอมพิวเตอร์ของโรงเรียน เพื่อให้ยากแก่การแกะรอย โพสกระทู้ข่าวและภาพตัดต่อที่ตนทำเปรียบเทียบระหว่างเมมเบอร์ลิลลี่ กับไผ่หลิว ให้ทุกคนรู้ว่าทั้งสองคือคนคนเดียวกัน

               แต่ใครจะคิด ว่าเด็กสาวจะหน้าบางขนาดอับอาย ต้องฆ่าตัวตายหนีความอัปยศ

               และแม้มีเป้าหมายอีกหลายรายที่ยังกำจัดไม่หมด แต่สุดท้ายเมื่อแผนแตก มีช่องโหว่ให้ถูกจับได้เช่นนี้ เขาก็พร้อมยอมรับต่อสิ่งที่ทำลงไป จึงทำเพียงนั่งรออยู่ในห้องนี้เท่านั้น

              

 

               มิวเข้าใจผิดมาโดยตลอด

               เพราะพบศพต้อมเป็นคนแรก จึงคิดไปว่าต้อมคือเหยื่อสังหารรายแรกของคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ทว่าคนที่ถูกฆ่าก่อนกลับมิใช่เขา

               เป็นเด็กสาวที่ถูกพบเป็นศพคนที่สองอย่างเพลงต่างหาก

               “ทำไมครูถึงมีรูปตอนเพลงถูกครูแป๊กฆ่าได้ล่ะครับ”

               ข้อความแรกที่ภูเบศร์ส่งถึงเอกพัชญ์ คือรูปถ่ายตอนที่ครูพละกำลังบีบคอเพลงอยู่ และนี่คือเครื่องมือที่ครูวิทยาศาสตร์สามารถใช้ข่มขู่เอกพัชญ์ได้

               เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่เมื่อมีหลักฐานว่าตนเป็นฆาตกร ครูหนุ่มจึงจำต้องทำตามคำสั่งของบุคคลลึกลับผู้นี้ทุกอย่าง เพื่อไม่ให้รูปนี้ถูกส่งถึงมือตำรวจ กว่าจะรู้ตัว เอกพัชญ์ก็ถลำลึกเกินกว่าจะถอนตัวได้แล้ว

               “มีนักเรียนวิ่งมาบอกครูน่ะ ว่าได้ยินเสียงคนทะเลาะกันแถวโรงยิม ครูเลยไปดู ไม่คิดหรอกว่าจะเห็นฉากฆาตกรรมต่อหน้าแบบนี้”

               และสีหน้าแววตาของเอกพัชญ์ในตอนนั้น ก็กระตุ้นมโนสำนึกบางอย่างที่ถูกกดทับในจิตใจมานับตั้งแต่เกิดเรื่องร้ายกับครอบครัวของตน

               เหตุที่ภูเบศร์มักไปโผล่ยังที่ต่าง ๆ ที่มีนักเรียนกำลังทำผิดกฎระเบียบแต่ไม่เข้าห้ามปราม เพราะเขาต้องการ ‘บันทึก’ ความเลวของนักเรียนเวทธ์พิทยาเอาไว้ในสมุดบันทึกส่วนตัว เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่ง ฟ้าคงประทานโอกาสในการ ‘อบรมสั่งสอน’ ให้เด็กเหล่านี้กลับตัวเป็นคนดี

               และโอกาสที่ว่าก็มาถึง เมื่อชายกลางคนที่ลอบดูอยู่ ได้ยินเสียงเอกพัชญ์ทะเลาะกับเพลงจนรู้ว่าทั้งสองมีสัมพันธ์มากกว่าแค่ครูกับศิษย์ เพลงที่ประกาศกร้าวว่าจะแชร์คลิปขณะเอกพัชญ์มีสัมพันธ์กับเธอลงบนโลกโซเชียลหากครูหนุ่มไม่ให้เงินเธอตามจำนวนที่ขอ ทำให้ครูพละพลั้งมือบีบคอเธอด้วยขาดสติ

               ภูเบศร์หยิบโทรศัพท์มาบันทึกภาพไว้ได้ทั้งหมด

               และเมื่อเอกพัชญ์ซ่อนร่างของเพลงเอาไว้ในตู้ล็อกเกอร์ขนาดใหญ่เพื่อรอให้ประตูโรงเรียนปิดจึงจะนำร่างของเพลงขึ้นรถของตนเองไปหาวิธีทำลาย ก็เหมือนมีเสียงกระซิบจากปีศาจ บอกให้ภูเบศร์ขโมยศพเพลงออกมาซ่อนเอาไว้ และวางแผนทำลายศพด้วยวิธีการเผาไฟ

               และเพลงคือศพเดียวที่เขาเป็นคนลง ‘ฆ่า’ ด้วยตัวเอง แม้เธอจะถูกฆ่าไปหนึ่งแล้วก็ตาม

               แผนการใช้สารเคมีติดไฟและการผูกกล่องพัสดุบรรจุก้อนน้ำแข็ง เป็นไปตามที่พวกคิวสันนิษฐานทั้งสิ้น ส่วนเอกพัชญ์เมื่อรู้ว่าศพของเพลงหายไป และได้รับข้อความเป็นรูปถ่ายขณะตนกำลังสังหารเด็กสาว ก็จำต้องเต้นไปบนฝ่ามือของผู้ชักใยแห่งความตายโดยไม่รู้เลยว่า เป็นฝีมือของคนใกล้ตัวอย่างภูเบศร์

               ครูวิทยาศาสตร์ยื่นสมุดปกหนังให้คิว เด็กหนุ่มรับมาเปิดดูจึงพบว่า มีรายชื่อของนักเรียนเวทธ์พิทยาถูกเขียนเอาไว้ พร้อมรายละเอียดว่าเด็กแต่ละคนทำเรื่องผิดกฎระเบียบ หรือเรื่องไม่ดีที่สร้างปัญหาให้ผู้อื่นและสังคมอย่างไรบ้าง

               ชื่อของอนุวัฒน์ คีตญา ปลายฝน อานนท์ และสุนิษา ถูกกากบาทด้วยหมึกสีแดงไปแล้ว

               แต่ยังมีชื่อเด็กคนอื่นอีกมากมายนับสิบ

               ถึงไม่สามารถฟื้นคืนชีวิตคนที่ตายไป แต่อย่างน้อย พวกเขาก็สามารถหยุดยั้งมิให้เกิดการสูญเสียไปมากกว่านี้อีกแล้ว

               คชศรีที่วิ่งกระหืดกระหอบนำตำรวจซึ่งต้องย้อนกลับมาที่โรงเรียนอีกรอบด้วยข้อมูลใหม่ มาถึงหน้าห้องพักครู ภูเบศร์เมื่อเห็นดังนั้นจึงลุกยืน ก่อนกวาดตามองเด็กหนุ่มทั้ง 5 คนด้วยแววตาชื่นชม

               “ถ้าเด็กทุกคนเป็นเด็กดีอย่างพวกเธอ ก็คงดีสินะ

               พูดพลางเดินผ่านร่างทั้งหมดไป พร้อมรับต่อโทษทัณฑ์ในสิ่งที่ตนก่อ

               แต่สองเท้าพลันต้องสะดุด เมื่อคิวพูดประโยคหนึ่งขึ้นมา

               “ไม่มีใครเป็นคนดีพร้อมอย่างสมบูรณ์แบบหรอกครับ ทุกคนมีโอกาสทำผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่ทุกคนต้องการก็คือ ‘โอกาสแก้ตัว’ ซึ่งหน้าที่ของคนเป็นครู คือมอบโอกาสนี้ให้พวกเขาได้ทำดีชดเชยในสิ่งที่เคยทำพลาดไปไม่ใช่เหรอครับ”

               ไม่มีคำตอบ... ภูเบศร์ยิ้มเพียงน้อย ก่อนเดินตรงเข้าหานายตำรวจตำแหน่งสารวัตร และยื่นสองมือให้เขาสวมกุญแจมือโดยดุษณี

               ไม่มีสิ่งใดติดค้างในจิตใจของคิวอีกต่อไปแล้ว ราวกับลมได้พัดพาเอาหมอกหนาที่ห้อมล้อมปกคลุมจิตใจออกไปจนสิ้น

               คนร้ายตัวจริงถูกจับกุมแล้ว แต่เวทธ์พิทยาที่มีเรื่องราวเลวร้ายเกิดขึ้นมากมาย จะกลับมาเป็นโรงเรียนอันดับหนึ่งได้เหมือนเดิมหรือไม่

               คงไม่มีใครรู้...

 

 

               ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา คิวแม้พานพบเรื่องราวมากมาย ทว่าเขากลับรู้สึกโดดเดี่ยวเพราะไม่มีใครสักคนที่เข้าใจในตัวตนที่เขาเป็น

               แต่เมื่อได้พบกับไทม์ ก็รู้ว่าหากอยากได้รับมิตรภาพ ก็ควรหยิบยื่นมิตรภาพให้คนอื่นก่อน

               เมื่อได้รู้จักแวน ก็รู้ว่าเส้นทางที่จะไปให้ถึงเป้าหมายไม่ได้มีเพียงทางตรงอย่างเดียว แต่ยังมีทางลัดอีกมากมายที่สามารถพาตนเองไปยังเส้นชัยได้เหมือนกัน

               เมื่อได้รู้จักออย ก็รู้ว่าคนเราไม่อาจฝืนโชคชะตาได้ หากพยายามเต็มที่แล้วไม่ประสบผลสำเร็จ ก็ถือว่าเป็นชะตาที่ลิขิตเอาไว้ให้เป็นอย่างนั้น ทำให้ได้ปล่อยวางและทำใจยอมรับกับทุกสิ่งที่เกิดอย่างมีสติ

               และเมื่อได้รู้จักมิว ก็รู้ว่าความขัดแย้งมีอยู่ในทุกสังคม แต่เราสามารถอยู่ร่วมกับคนที่คิดต่างเห็นต่างได้ หากเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน

               คิวที่ได้รับเชิญให้ขึ้นกล่าวความรู้สึกในฐานะตัวแทนนักเรียนในวันปัจฉิมนิเทศ กวาดตามองเหล่านักเรียนและครูทุกคน ความมุ่งมั่นสาดฉายในดวงตาอย่างแรงกล้า เขามิได้เรียบเรียงหรือเขียนถ้อยคำใดเอาไว้ก่อน หากทว่าปรารถนากล่าวมันออกมาจากความรู้สึกในหัวใจอย่างแท้จริง

               “คำกล่าวที่ว่า โรงเรียนเป็นบ้านหลังที่สองนั้นคือเรื่องจริง เพราะหากไม่นับเวลานอน พวกเราใช้เวลาทำกิจกรรมชีวิตอยู่ที่โรงเรียนมากกว่าบ้านเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นแล้ว เมื่อที่นี่คือบ้านอีกหลังของพวกเรา สิ่งที่นักเรียนต้องการที่สุด นอกจากความรู้ที่เราต้องนำติดตัวไปใช้เป็นเครื่องมือในการทำงานในอนาคตแล้ว เรายังต้องการ ‘เข็มทิศ’ นำทาง จากครูทุกคน เพื่อให้เด็กอย่างพวกเราที่ยังคงขาดซึ่งประสบการณ์ชีวิตเทียบเท่าผู้ใหญ่ ได้ก้าวเดินอย่างถูกทิศทาง ไม่หลงไปในทางที่ผิด”

               เสียงปรบมือและเป่าปากจากเหล่านักเรียนดังลั่นห้องประชุมขนาดใหญ่ ครูทุกคนเริ่มมีสีหน้าไม่ดีเมื่อได้ยินเช่นนี้

               “แต่เมื่อที่นี่คือบ้าน และครูก็เปรียบเหมือนพ่อและแม่ของเราอีกคนที่เป็นผู้ดูแลบ้านหลังนี้อยู่ สิ่งที่พ่อและแม่ต้องการจากเรา ย่อมเป็นลูกที่ดี มีอนาคตที่มั่นคง และไม่สร้างปัญหาหรือความเดือดร้อนให้ผู้อื่น พวกเราเองที่อยู่ใน ‘วัยรุ่น’ รู้กันดีอยู่แล้วว่าสิ่งใดผิด ชอบ ชั่ว ดี การจะหวังพึ่งให้ครูจูงมือก้าวเดินไปให้ถึงฝั่งแต่ฝ่ายเดียว โดยไม่ให้ความร่วมมือหรือปฏิเสธการนำทางนั้น ก็เท่ากับเราเป็นลูกที่แย่เหมือนกัน”

               ครั้งนี้กลับเป็นฝั่งครูที่ปรบมือบ้าง

               “ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่ ‘โรงเรียน’ ควรมี คือการ ‘เปิดใจ’ ยอมรับฟังทั้งจากครูและนักเรียน เมื่อนักเรียนมีปัญหา ครูเปิดใจรับฟังและช่วยหาทางแก้ปัญหานั้นอย่างจริงใจ และเมื่อครูให้คำแนะนำหรืออบรมสั่งสอน นักเรียนก็เปิดใจเชื่อในคำสอนที่ดีนั้น บ้านหลังนี้ก็จะอบอุ่น สร้างความทรงจำและประสบการณ์ชีวิตที่ดี และแม้เราจะสำเร็จการศึกษาและจากไปตามเส้นทางชีวิตของแต่ละคน แต่พวกเราก็อยากกลับมาที่บ้านหลังนี้อีก อย่างแน่นอน”

               บทสรุปของประโยคที่กล่าวมาทั้งหมด นักเรียนชั้น ม.6 บางคนก็น้ำตารื้นขึ้นมา

               “ผมในฐานะตัวแทนนักเรียนชั้น ม.6 ที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา ขอขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทั้งคุณครู ทั้งเพื่อนและน้อง ๆ มอบความทรงจำที่ดีที่สุดในช่วงหนึ่งของชีวิตให้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เวทธ์พิทยาจะเป็น ‘บ้าน’ ที่ส่งให้ลูกทุกคนที่ถูกเลี้ยงดูในบ้านหลังนี้ เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีของสังคมต่อไปในอนาคต ขอบคุณมากครับ”

               เสียงปรบมือดังกึกก้อง ยาวนาน

               และแม้เสียงจะเงียบลงแล้ว ก็ยังคงก้องดังในโสตของคิว

               อีกนานแสนนาน...

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น