อัปเดตล่าสุด 2021-04-04 11:24:38

ตอนที่ 1 บทที่ 1 : โรงเรียนเวทธ์พิทยา

บทที่ 1 : โรงเรียนเวทธ์พิทยา

 

 

               “หมดเวลา ยืนรอตรงนี้จนกว่าเพื่อนจะเข้าแถวเสร็จ แล้วฉันจะจดชื่อพวกเธอส่งให้อาจารย์ที่ปรึกษาหักคะแนนจิตพิสัย อะไรกัน เปิดเทอมวันแรกก็มาโรงเรียนสายเสียแล้ว”

               บ่นเป็นหมีกินผึ้ง เหงื่อไคลไหลย้อยอาบท่วมใบหน้า ยิ่งชั้นไขมันที่หนา จนร่างอวบอ้วนเหมือนถังแก๊สมีแขนมีขา ยิ่งทำให้ระบบระบายความร้อนในร่างทำงานดีกว่าคนอื่น จนเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีครีมของอาจารย์สาวใหญ่เปียกชุ่ม

               ‘โรงเรียนเวทธ์พิทยา’ กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังปิดเทอมไปกว่าสองเดือน เมื่อพบหน้ากัน นักเรียนแต่ละคนก็พูดคุยทักทายไต่ถามสารทุกข์สุกดิบของเพื่อนจนเสียงดังระงมราวนกกระจอกแตกรัง

               ใช่เพียงเสียงคนที่จอแจ กระทั่งเสียงการจราจรบนถนนด้านหน้าโรงเรียนก็ยังดังระงมด้วยเสียงแตร เสียงเครื่องยนต์ ฟังดูคล้ายเสียงดนตรี ที่หนวกหูมากกว่าน่าฟัง

               ที่รถราหนาแน่นขนาดนี้ เพราะเวทธ์พิทยา คือโรงเรียนเอกชนอันดับต้นของประเทศ ที่เพียบพร้อมด้วยข้อดีต่าง ๆ ตามคำโฆษณาจากสื่อทุกแขนง

               - สอบติดทุกมหาวิทยาลัยได้ตามที่ตั้งเป้าหมาย

               - สื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาที่สามอื่น ๆ ได้เหมือนเจ้าของภาษา

               - สื่อการเรียนการสอนทันสมัยเทียบเท่าออกซ์ฟอร์ด อะคาเดมี

               - การันตีด้วยรางวัลเหรียญทองโอลิมปิกวิชาการทุกปี

               และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่มิใช่คำชวนเชื่อ แต่มีหลักฐานยืนยันความสำเร็จของการบริหารโรงเรียน การคัดเลือกครูผู้สอน และการวางแผนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพจนเหล่าผู้ปกครอง ต่างปรารถนาให้ลูกได้ศึกษาในรั้วโรงเรียนแห่งนี้ แม้ต้องแลกด้วยค่าใช้จ่ายแพงระยับก็ตาม

               และอีกระบบที่เป็นจุดเด่นของเวทธ์พิทยา ซึ่งแตกต่างจากโรงเรียนอื่น ก็คือระบบการจัดลำดับห้องเรียน

               แต่ละชั้นปี จะมีการแบ่งห้องเรียนออกเป็น 7 ห้อง  แทนด้วยอักษรภาษาอังกฤษ โดยตั้งแต่คลาส A ถึง F จะแบ่งตามสาขาวิชาที่เลือกเรียน และตามคะแนนการเรียน

               เว้นเพียงคลาส G

               หาก A ถึง F ถูกเปรียบเทียบตามผลการศึกษา G กลับต่างออกไป เพราะเป็นอักษรย่อมาจากคำว่า ‘Genius’ ที่แปลว่า ‘อัจฉริยะ’

               ไม่ว่าจะเลือกเรียนสาขาวิชาอะไร หากคณาจารย์ประเมินแล้วว่ามีอัจริยภาพด้านต่าง ๆ อย่างโดดเด่นและสามารถพัฒนาให้ความเป็นอัจฉริยะนั้นเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นได้ นักเรียนคนนั้นจะถูกจัดให้ศึกษาในคลาส G อันเป็นคลาสพิเศษ

               แตกต่าง... อย่างโดดเด่น

               ราวกับอภิสิทธิ์ชน ที่ได้รับสิทธิต่าง ๆ เหนือนักเรียนจากคลาสอื่น ดังเช่นการยกเว้นค่าใช้จ่ายอื่นหลายรายการนอกจากค่าบำรุงการศึกษา สามารถใช้งานสื่อการเรียนการสอนได้ทุกประเภททุกเวลาโดยไม่ต้องขออนุญาตจากครูผู้ดูแล มีห้องอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าสำหรับทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยในห้องมีตู้ล็อกเกอร์ส่วนตัวขนาดใหญ่เท่าตู้เย็น 22 คิวบิกฟุต และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ทำให้เด็กทุกคนปรารถนาเป็นสมาชิกของคลาสพิเศษนี้

               ‘ต้อม’ นักเรียนชั้น ม.6 หมาด ๆ ก็ปรารถนาจะเป็นสมาชิก G Class เช่นกัน

               มิได้ต้องการจะมีชื่อเสียง หน้าตา หรือสิทธิ์พิเศษเหนือเพื่อนคนอื่น อันที่จริงคนที่แทบจะไร้ตัวตนอย่างเขา การอยู่เหนือคนอื่นเป็นเรื่องที่ยากเกินฝันเสียด้วยซ้ำ

               จะด้วยรูปร่าง ที่ส่วนสูงพอดีกับความสูงของผู้หญิงวัยเดียวกันที่เตี้ยที่สุดในห้อง หรือหน้าตาขี้ริ้วที่เกรอะกรังไปด้วยสิวจนแทบไม่มีที่ว่างให้เม็ดใหม่ผุดขึ้น หรือความอ่อนด้อยทั้งวิชาการและทักษะอื่น การเรียนคาบเส้น กิจกรรมติดลบ ดูเหมือนต้อมจะเป็นคนที่อยู่ผิดที่ผิดทางที่สุดในโรงเรียนแห่งนี้

               เพราะพ่อคนเดียวแท้ ๆ

               ก่อนหน้านี้ต้อมก็เป็นเด็กที่มีชีวิตสุขสบายไม่ต่างจากเพื่อนคนอื่น ด้วยอาชีพวิศวกรของพ่อที่มีเงินทองมากมายส่งเสียให้เราเรียนหนังสือในโรงเรียนอันดับต้นอย่างเวทธ์พิทยา อยากได้อะไรก็ได้มาราวเสกสรร

               แต่เพราะพ่อทิ้งเขากับแม่ไป พร้อมหอบเงินทองที่เก็บหอมรอมริบไปจนเกลี้ยงไม่เหลือสักบาท เพื่อไปปรนเปรอเมียใหม่ที่อายุมากกว่าเขาเพียงสองปี แม่ซึ่งเป็นเมียแบบนางเอกละครยุคเก่า คือเป็นช้างเท้าหลังโดยสมบูรณ์พร้อม ไม่เคยมีสิทธิ์มีเสียงตัดสินใจอันใดในบ้าน ครั้นเมื่อพ่อจากไป ก็ทำได้เพียงร้องไห้คร่ำครวญ จมอยู่กับกองน้ำตาอย่างน่าสังเวช

               เขาเหมือนเรือที่ลอยคว้างอยู่กลางมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยคลื่นลมรุนแรง แม่ไม่เคยทำงานอื่นใดนอกจากงานบ้านและเลี้ยงลูก แม้ด้วยสำนึกว่านับจากนี้คงไม่มีใครเอาเงินมาให้เป็นรายจ่ายภายในบ้านดังเดิมอีก จนต้องออกตระเวนหางานทำ แต่ด้วยประสบการณ์เป็นศูนย์ สุขภาพก็ใช่ว่าจะแข็งแรง สามวันดีสี่วันไข้อย่างนั้น จะหยิบจับงานอะไรที่ต้องใช้แรงหรือต้องอดหลับอดนอน พานจะเป็นลมเป็นแล้งไปเสียเปล่า ๆ

               เขาจึงต้องทำงานพิเศษ แต่ด้วยอายุเพียงเท่านี้ ความรู้ก็เพียงเท่านี้ ที่ทำได้ก็มีแค่พนักงานร้านสะดวกซื้อในช่วงเวลาหลังเลิกเรียนเท่านั้น

               เคยคิดจะดร็อปเรียน แต่แม่ทัดทานเอาไว้ บอกว่าอีกเพียงปีเดียว เขาก็จะมีวุฒิ ม.6 ซึ่งอย่างน้อยก็ใช้สมัครทำงานที่ดีกว่านี้ได้ และถ้าชีวิตดีขึ้นเมื่อไหร่ ค่อยเรียนต่อก็ยังไม่สาย

               ไม่มีใครแก่เกินเรียน แม่พูดเช่นนี้เสมอ และเขาก็เชื่อเสมอเช่นกัน

               อดทนอีกนิด ถ้าเรียนจบเมื่อไหร่ เขาตั้งใจจะทำงานในโรงงานไปด้วยเรียนมหาวิทยาลัยเปิดไปด้วย แม้หัวไม่ค่อยดี แต่ถ้าขยันสักหน่อย ก็คงจบปริญญาตรีได้

               “อ๊ะ!”

               เพราะคิดอะไรเรื่อยเปื่อย จึงไม่ได้มองทางให้ดีระหว่างเดิน ไม่ทันถึงห้องเรียน ก็ชนเข้ากับคนที่เขาไม่อยากเจอหน้ามากที่สุดเสียได้

               “ขะ ขอโทษนะ อานนท์”

               ละล่ำละลักกล่าวขอโทษจนฟังแทบไม่เป็นภาษา ยิ่งเห็นสีหน้าถมึงทึงของนักเรียนนักเลงที่กิตติศัพท์ระบือไกล ว่าท้าตีท้าต่อยและเอาชนะโรงเรียนอื่นมาแล้วนักต่อนักอย่าง ‘อานนท์’ นักเรียนห้อง ม.6 ห้อง G Class ขาของต้อมก็สั่นพั่บแทบประคองร่างเอาไว้ไม่อยู่

               “ไม่ต้องขอโทษหรอก” คนถูกชนยิ้มเห็นฟันขาวเรียงเป็นแถวเป็นแนว ก่อนชะโงกหน้าเข้าใกล้ต้อมที่บัดนี้สั่นเทิ้มไปทั้งตัวแล้ว

               และกระซิบข้างหูของเขาว่า “เพราะกูไม่เคยยกโทษให้ใคร”

               พร้อมกับคำพูดสุดท้ายในประโยค กำปั้นลุ่น ๆ ก็กระแทกใส่ท้องของต้อมจนเด็กหนุ่มร่างเล็กตัวงอเป็นกุ้ง ทรุดฮวบลงกองกับพื้นก่อนไอโขลกพลางเอามือกุมท้องอย่างเจ็บปวด

               ไม่กลัวใครหน้าไหน แม้นักเรียนที่มุ่งหน้าเดินมาทางเดียวกันเพราะเพิ่งเลิกแถวเคารพธงชาติและกำลังเดินขึ้นอาคารเรียน จะมองมาที่ตนเป็นจุดเดียว แต่อานนท์กลับมองเห็นเป็นสายตาชื่นชมในพละกำลังความแข็งแกร่ง จนคนร่างสูงใหญ่ ไว้ผมทรงสกินเฮด อดแสยะยิ้มมุมปากไม่ได้

               ด้วยรูปลักษณ์พะยี่ห้อ ‘นักเลง’ เต็มขั้น ตั้งแต่คิ้วพาดเฉียงคล้ายลูกศร ส่งดวงตาให้เบิกโพลงตลอดเวลา แม้จมูกโด่งได้รูป แต่ริมฝีปากหนานั้นซีดคล้ำด้วยสูบบุหรี่จัดชนิดมวนต่อมวน ติ่งหูมีรูบ่งบอกว่าเคยใส่เครื่องประดับตามแฟชัน รูปร่างสูงใหญ่กว่าเด็กวัยเดียวกันโข อีกทั้งกล้ามเนื้อหนาหนั่นนั่น ประกอบขึ้นจากการฝึกฝนร่างกาย ให้สมตำแหน่ง ‘นักกรีฑา’ ของโรงเรียน

               เพราะสมรรถภาพร่างกายนี้เอง ทำให้เขาได้รับเลือกให้อยู่ G Class ตั้งแต่เข้าเรียนชั้นมัธยมปลาย แม้วิชาการด้านอื่นจะติดลบก็ตาม

               อานนท์ที่ยิ้มสะใจอยู่ ยิ่งฉีกยิ้มกว้าง เมื่อคนตรงหน้าโก่งคออาเจียนออกมาจนหมดไส้หมดพุง แค่หมัดเดียว อีกฝ่ายยังอาการหนักขนาดนี้ ยิ่งคิดยิ่งภาคภูมิในความแข็งแกร่งของตัวเอง

               และที่ตั้งใจจะจัดหนักให้คนซุ่มซ่ามอีกดอก พลันต้องชะงักงัน เมื่อสายตาเหลือบแลเห็นครูคนหนึ่งเดินตรงเข้ามา

               ชายกลางคนสวมแว่นในชุดเสื้อสีครีมซึ่งเคยเป็นสีขาว เดินห่อไหล่คล้ายคนไม่มั่นใจในตัวเอง ผมยาวต้นคอนั้นรุงรังเหมือนไม่เคยสัมผัสหวี

               เมื่ออานนท์เห็นเป็นครูวิทยาศาสตร์ ก็ละวางความสนใจ หันกลับมามองร่างเล็กที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปด้วยอ้วกของตัวเอง

               มือจิกผมต้อมขึ้นมาจนร่างลอย เด็กหนุ่มร้องครวญครางอย่างเจ็บปวด สายตามองสบดวงตาหลังแว่นของ ‘ครูภูเบศร์’ อย่างขอความช่วยเหลือ

               แต่อีกฝ่ายกลับเดินผ่านไป คล้ายมองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า

               “อะไร... กัน”

               ทั้งที่ตนโดนทำร้ายอยู่แท้ ๆ แต่คนเป็นครูกลับทำเหมือนเป็นอากาศธาตุ

               เพราะรู้อยู่แล้ว ว่าครูวิทยาศาสตร์นั่นทำตัวเหมือนผี มักจะโผล่ออกมาในที่ที่มีเรื่องน่าสนใจ แต่ก็ทำเพียงมองราวกับเก็บรายละเอียด ไม่เข้าไปยุ่งย่ามทั้งที่เป็นหน้าที่ อานนท์จึงรู้แน่แก่ใจว่าตนไม่โดนลงโทษแน่

               “มึงซวยไปนะ ที่ครูที่เห็น ดันเป็นครูภูเบศร์” นักกรีฑาหนุ่มง้างหมัด หมายซัดเข้าใส่ใบหน้าให้จมูกที่บี้แบนอยู่แล้ว ยุบลงไปเป็นหลุม “ฝันดีนะ ไอ้กระจอก”

               กล่าวคำลาพร้อมเหวี่ยงหมัดเต็มกำลัง เพื่อนนักเรียนและรุ่นน้องปิดตาไม่กล้ามองภาพโหดร้ายที่เกิดขึ้น

               เว้นเพียงคนผู้เดียว

               ‘หมับ!’

               ไม่อาจทำได้อย่างที่ตั้งใจ เมื่อแขนถูกรั้งเอาไว้ด้วยคนที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลัง

               “ถึงจะอยู่ G Class ก็ใช่ว่าทำร้ายร่างกายคนอื่นแบบนี้แล้วจะไม่โดนพักการเรียนนะ”

               คนอารมณ์ร้อน เมื่อถูกขัดใจเช่นนี้ ความโกรธก็พุ่งทะยานราวปรอทแตก อานนท์ปล่อยร่างต้อมให้ร่วงลงไปกับพื้นอีกรอบ ก่อนหันมาตะคอกใส่คนด้านหลัง

               “เสือกอะไรด้วยวะ!”

               กระทั่งเห็นใบหน้า คิ้วพลันเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างประหลาดใจ

               “ไอ้คิว”

               คนถูกเรียกตีหน้านิ่งราวรูปสลัก วงหน้าหล่อเหลาราวเทพปั้นแต่ง ไม่แสดงอาการทางสีหน้าแววตา ราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นมิใช่เรื่องใหญ่โตอันใด

               ราวกับ... คนตรงหน้า มิได้น่าหวาดผวาดังเช่นที่ทุกคนรู้สึก

               “กลับจากเมืองนอกก็อวดเก่งเลยเหรอมึง หรืออยากโดนซัดแบบไอ้นี่”

               คนถูกซัดบัดนี้ถอยกรูดไปอยู่ห่างระยะหมัดเท้าของอานนท์ไกลลิบ ทำเพียงมอง ‘คิว’ ด้วยแววตาซาบซึ้ง

               “ได้ข่าวว่าเพิ่งโดนทัณฑ์บนไม่ใช่เหรอ ถึงจะโง่แค่ไหน แต่ก็คงพอรู้นะว่าถ้าทำผิดกฎโรงเรียนอีกครั้ง จะโดนตัดคะแนนความประพฤติ และถึงแม้จะมีโควตานักกีฬาที่สามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้เลยโดยไม่ต้องสอบ แต่ถ้าเกรดเฉลี่ยไม่ถึงเกณฑ์ ก็โดนรีไทร์ก่อนจะจบ ม.6 เอาง่าย ๆ นะ”

               มิได้หวาดกลัวจนต้องยกข้ออ้างขึ้นมาเลี่ยงการปะทะ แต่เพราะ ‘ฉลาด’ เกินกว่าจะเปลืองแรงโดยใช่เหตุ

               ได้ยินดังนั้น แม้ใจอยากเอากำปั้นประเคนใส่คนหน้านิ่งสักหมัดสองหมัด ก็ไม่อาจทำได้ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายมิใช่นักเรียนคนอื่นที่ยำเกรงต่อ G Class

               ในเมื่อ ‘คิว’ คือผู้ที่มีอัจริยภาพจนได้รับคัดเลือกให้เรียนห้องเดียวกับตน ซ้ำหากเทียบกันเฉพาะเรื่องมันสมอง คนตรงหน้าต่างหาก ที่สมควรถูกเรียกว่า ‘อัจฉริยะ’ อย่างแท้จริง

               ฮึดฮัดเดินเตะเท้าจากไป ท่ามกลางความโล่งใจของนักเรียนที่เหลือทุกคน

               และเมื่อเพื่อนคนอื่นรู้ว่าคิวกลับมาแล้ว ก็ตรงเข้าห้อมล้อมพูดคุยราวกับจอกแหนที่ถูกหินโยนใส่จนกระจายเป็นวง ก่อนเคลื่อนกลับเข้ามาเกาะกลุ่มกันอีก

               ทั้งรูปลักษณ์และปฏิภาณไหวพริบ ทำให้ต้อมอดทิ้งสายตาค้างที่ใบหน้าเรียบเฉยของคิวอย่างไม่วางตาไม่ได้

 

 

               “ได้แฟนเมกันบ้างไหมวะ อยากรู้ว่านมใหญ่กว่าสาวไทยมากแค่ไหน”

               บทสนทนาติดเรตดังแบบไม่อายใครหน้าไหน อาจเพราะเรียนด้วยกันมาปีนี้เข้าปีที่สาม รู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเก็บงำรสนิยม

               คิวยิ้มน้อยพลางส่ายหน้าปฏิเสธ

               “ไปเรียน ไม่ได้ไปหาแฟน”

               คำตอบนี้ เรียกรอยยิ้มเคลิบเคลิ้มดั่งต้องมนตร์ของเพื่อนนักเรียนหญิงที่เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจได้เป็นทิวแถบ สาว ๆ ใน G Class ยินดีปรีดา เมื่อเปิดเรียนในปีการศึกษาสุดท้าย คนที่พวกเธอปลาบปลื้มเดินทางกลับจากต่างประเทศมาเรียนชั้น ม.6 และสำเร็จการศึกษาไปพร้อมกับพวกเธอ

               ที่จริงแล้ว ด้วยความสามารถและมันสมองระดับอัจฉริยะของคิว การสอบชิงทุนเพื่อศึกษาในต่างประเทศจนจบมัธยมปลาย หรือเรียนต่อในระดับปริญญา ก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เด็กหนุ่มกลับเลือกสอบชิงทุนนักเรียนแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมและภาษาของต่างประเทศ ซึ่งมีกำหนดเพียงหนึ่งปีเท่านั้น

               เมื่อรู้ว่าสอบชิงทุนได้ เพื่อนหลายคนสงสัยและสอบถามว่าทำไมคิวไม่เลือกสอบทุนระยะยาว

               “เราชอบกินผัดกะเพรา ผัดกะเพราที่โน่นไม่อร่อยเหมือนที่นี่”

               เหตุผลที่คิวบอก ทำให้ทุกคนต้องเกาศีรษะแกรก ไม่รู้ว่าเพื่อนเป็นคนประหลาด หรือเป็นเพราะพวกเขาเข้าไม่ถึงความอัจฉริยะของหมอนี่กันแน่

               หลังศึกษาเรียนรู้และได้รับประสบการณ์จาก Pine View School ที่สหรัฐอเมริกามาครบตามระยะเวลาที่กำหนด คิวก็เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยเมื่อสองวันก่อน และมาเรียนพร้อมเพื่อนในวันเปิดภาคการศึกษานี้โดยมิได้บอกใคร

               อาจเพราะ... เขาไม่มีเพื่อนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทเลยก็ได้

               ด้วยระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้า G Class จะมีคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยครูจากสาขาวิชาต่าง ๆ ประเมินอัจฉริยภาพนักเรียนในทุกภาคการศึกษา บางคนแม้ได้รับการประเมินสูงจนถูกเลื่อนจากห้องเรียนปกติมาอยู่ในคลาส G แต่หากระหว่างเรียนเกิดไม่ตั้งใจ ไม่ฝึกซ้อมพัฒนาศักยภาพของตน จนผลการประเมินตกต่ำ ก็มีสิทธิกลับไปเรียนคลาสเดิมได้โดยไม่ตั้งตัว

               นักเรียนของ G Class จึงไม่ซ้ำหน้าในทุกเทอม

               เด็กหนุ่มกวาดตามองรอบห้อง เห็นคนคุ้นหน้าเพียงไม่กี่คน นอกนั้นคงเป็นนักเรียนใหม่ที่เพิ่งได้รับการเลื่อนคลาส

               และสายตาที่กวาดมองไปนั้น เมื่อสบเข้ากับดวงตาหวานเยิ้มของเพื่อนนักเรียนหญิง ที่ลอบมองเขาอย่างชื่นชมโดยไม่เปิดเผย เด็กสาวเหล่านั้นก็พลันต้องอายม้วน

               จะมิให้หน้าแดงซ่านได้อย่างไร ในเมื่อคนที่ตกเป็นเป้าสายตา รวมรูปลักษณ์ของทุกนิยามความหล่อเข้าไว้ด้วยกัน จะด้วยดวงตาเรียวรีดุจตามังกรซึ่งมีนัยน์ตาสีน้ำตาล ไม่ดำสนิทเช่นคนไทยตามปกติ คิ้วเข้มพาดเฉียงดั่งคันศร จมูกโด่งได้รูปรับกับริมีปากบางเฉียบสีอมชมพูธรรมชาติ ผิวขาวจัดนั้นทำให้นักเรียนหญิงบางคนมองแล้วต้องกลับมาสำรวจผิวดำด่างของตนเองอย่างอิจฉา ผมเส้นยาวกว่านักเรียนชายคนอื่นเป็นสีน้ำตาลเช่นกัน

               หากยืนรวมกับเหล่าดารานักแสดงวัยรุ่น คงกลมกลืนจนแยกไม่ออกว่าคนไหนดารา คนไหนนักเรียนธรรมดา

               บานประตูเปิดออก พร้อมร่างหญิงสาวในชุดกางเกงเอวสูงขาบานสีชมพูกับเสื้อเชิ้ตผ้าชิฟฟอนแขนยาวแบบโบผูกด้านหน้าสีขาว พะยี่ห้อ CC Double O ก้าวฉับเข้ามาในห้องด้วยท่าทางทะมัดทะแมง บ่งบอกถึงความมั่นใจในตัวเองและเป็นผู้หญิงสมัยใหม่

               ผมรวบตึงม้วนเป็นวงบนหลังศีรษะ เสียบเอาไว้ด้วยดินสอไม้แทนปิ่นปักผม เรียกความหมั่นไส้ให้เพื่อนครูหัวโบราณที่คร่ำเคร่งกับการแต่งกายตามระเบียบทุกกระเบียด แต่เก๋ไก๋ถูกใจเด็กนักเรียน

               “Good morning everybody”

               “Good morning teacher”

               ตอบอย่างพร้อมเพรียง ราวประโยคนี้ถูกฝังเอาไว้ในซีรีบรัมของเด็กไทยทุกคน

               “Are you ready for new term?”

               “Yes I am”

               ครูสาวยิ้มพราย ตาเป็นประกายอย่างคนกระตือรือร้น รู้ดีว่าปีสุดท้ายของการศึกษา นักเรียนทุกคนต่างคร่ำเคร่งกับการเรียน การอ่านหนังสือ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่รั้วมหาวิทยาลัย ด้วยความเป็นคนหัวก้าวหน้า ไม่ยึดติดกับผลการศึกษา เพราะคิดว่าความสำเร็จในชีวิตวัดกันไม่ได้จากเกรดเฉลี่ยเพียงอย่างเดียว เธอจึงไม่อยากให้เด็กเครียดเรื่องเรียนจนเกินไปนัก

               “สวัสดีค่ะนักเรียนทุกคน เราอาจเคยเรียนด้วยกันมาแล้ว หรือบางคนเพิ่งเคยเจอครูเป็นครั้งแรกในห้อง ครูชื่อ คชศรี เรียกครูบัวก็ได้ค่ะ เป็นครูวิชาภาษาอังกฤษ จะมาเป็นครูที่ปรึกษาของพวกเธอในปีการศึกษานี้”

               นักเรียนต่างยิ้มแย้มยินดี เพราะรู้ถึงอุปนิสัยใจคอของครูสาวคนนี้ ว่าเป็นผู้เข้าอกเข้าใจในพฤติกรรมของวัยฮอร์โมนส์ และเป็นที่ปรึกษาของนักเรียนหลายคนเรื่องปัญหาการเรียน ไปจนถึงปัญหาชีวิตส่วนอื่น

               “ขอต้อนรับคิวที่เพิ่งกลับมาจากแลกเปลี่ยนที่อเมริกาด้วยนะ เป็นยังไงบ้าง สนุกไหม”

               คนถูกถามลุกยืนอย่างมีมารยาท “ครับผม”

               “เล่าให้เพื่อนฟังหน่อย ว่า Pine View School เป็นอย่างไรบ้าง”

               คิวไม่ถนัดการพูดหน้าชั้นนัก จึงยืนอยู่ตรงโต๊ะของตัวเองก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ “หนาวครับ ผมไม่ชอบอากาศหนาว”

               ครูสาวเลิกคิ้ว ไม่คาดว่าจะได้ยิน ‘เรื่องเล่า’ เช่นนี้

               “อะ เอ่อ จ้ะ นั่งลงได้จ้ะ”

               นั่งลงตามสั่ง ก่อนสบตาครูบัวเล็กน้อย และกล่าวพร้อมยิ้มมุมปาก

               “ครูไม่รีบกลับไปกินชาไข่มุกเหรอครับ เดี๋ยวน้ำแข็งละลายหมดจะไม่อร่อยนะ”

               ครูที่ปรึกษาอดสงสัยไม่ได้ “รู้ได้ยังไงจ๊ะ ว่าครูซื้อชาไข่มุกมาและยังกินไม่หมด”

               “ก็...” คิวสูดลมหายใจเล็กน้อย ก่อนตอบคำถามแบบยาวเหยียด

               “ผมเห็นครูจอดรถตอนผมเดินเข้ามาในโรงเรียนพอดี ตอนนั้นเป็นเวลา 07.50 น. ครูลงจากรถพร้อมแบกกระเป๋าและเอกสารกองพะเนินขึ้นตึกไป ห้องพักครูอยู่ชั้น 2 กว่าจะเก็บของเสร็จใช้เวลาประมาณ 10 นาที และผมยังเห็นครูยืนอยู่หน้าแถวตอนเคารพธงชาติ ตอน 08.00 น. นั่นหมายถึงตั้งแต่ครูมาถึงโรงเรียน ยังไม่ได้แวะไปที่ไหนจนถึงตอนนั้น”

               ห้องเรียนเงียบกริบราวสรรพเสียงถูกดูด ทุกคนตั้งใจฟังที่คิวพูด

               “พอเลิกแถวตอน 08.15 น. พวกเราเดินขึ้นมาถึงอาคารเรียนตอน 08.20 ครูเข้ามาโฮมรูมตอน 08.40 น. แสดงว่าครูไปที่อื่นก่อน 20 นาที ที่ปลายขากางเกงครูมีสีแดงเปื้อนอยู่ น่าจะเป็นสีของทางเท้าตรงทางออกด้านหลังโรงเรียนซึ่งเพิ่งทาเอาไว้เมื่อเช้า สียังไม่แห้ง คือ... ผมเข้าโรงเรียนทางประตูหลังน่ะครับ เลยบังเอิญเห็น กางเกงครูน่าจะเลอะตอนยกขาจากถนนขึ้นมาเดินบนทางเท้านั่น”

               ราวถูกสะกด ครูบัวยังคงฟังต่อไปด้วยสีหน้าและแววตาที่เบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

               “ตอนเรียน ม.4 ผมจำได้ว่าครูกินมังสวิรัติ จนต้องห่อข้าวมากินที่โรงเรียนเองทุกวัน ซอยด้านหลังโรงเรียนนอกจากบ้านคน ก็มีแค่ร้านอาหาร 5 ร้าน ซึ่งเป็นร้านขายอาหารที่มีเนื้อสัตว์ทั้งหมด ครูไม่น่าจะไปซื้ออาหาร แต่เพิ่งจะมีร้านชานมไข่มุกมาเปิด ผมผ่านทางนั้นเห็นป้ายร้านเปิดเมื่อวาน ร้านนี้น่าจะเป็นเป้าหมายของครูใช่ไหมครับ คิดว่าพอครูซื้อเสร็จก็รีบเดินกลับมาโฮมรูม ชายังวางเอาไว้บนโต๊ะ ระยะทางจากร้านชานั่นมาถึงห้องพักครู บวกเวลาขึ้นบันไดอีกสองชั้นมาห้องเรียนนี้ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที บวกเวลาทั้งหมดตั้งแต่เดินไปร้านตอนเลิกแถว ก็ประมาณ 20 นาทีพอดี”

               ถึงตอนนี้ ปากครูบัวเปิดอ้ากว้างจนสุดอย่างไม่ตั้งใจ

               “ครูโฮมรูมมา 10 นาทีแล้ว น้ำแข็งคงละลายไปพอสมควร รสชาจางลงเยอะแล้วล่ะครับ”

               เงียบกริบ ราวกาลหยุดเคลื่อน คิวไม่รู้เลยว่าทุกสายตาจับจ้องเขาอย่างประหลาดใจแกมทึ่ง

               ทึ่ง... ในอัจริยภาพการคิดวิเคราะห์ จดจำ และคำนวณ สมฉายา Math Dragon มังกรนักคำนวณ

               สมัยเรียนมัธยมต้น คิวเคยแสดงศักยภาพทางคณิตศาสตร์ให้ครูและเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้อึ้งอยู่หลายต่อหลายครั้ง เมื่อขึ้นมัธยมปลาย จึงเป็นนักเรียนรายชื่อแรก ๆ ที่คณะกรรมการจัดให้อยู่ใน G Class นี้อย่างไม่มีเงื่อนไขหรือข้อแม้ใด

               “สมเป็นคิว เอางี้แล้วกัน วันนี้เป็นวันแรกของชีวิต ม.6 ครูขอให้พวกเธอตั้งใจเรียน แต่อย่าเครียดกับมันมาก เพราะหนทางให้พวกเธอเติบโตขึ้นไปยังมีอีกมากมายกว่าแค่มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงเพียงหนึ่งหรือสองมหาวิทยาลัย ถ้าใครมีปัญหาอะไร ไลน์ไปบอกครูได้นะ ไอดีไลน์ครูคือ...”

               พูดจบก็ใช้ปากกาเคมีสีน้ำเงินเขียนไอดีไลน์ของตนเองลงบนไวท์บอร์ด

               “ป่านนี้ชาละลายหมดแล้วมั้ง ที่อุตส่าห์ถ่อไปซื้อร้านข้างนอก เพราะเป็นสูตรโลว์แคลอรีด้วย งั้นครูไปก่อนนะ แล้วอย่าเสียงดังกันล่ะ ชั่วโมงแรกของครูรุ่งทิพย์ด้วย เดี๋ยวจะโดนกินหัวเอา”

               กล่าวติดตลก เมื่อได้ยินชื่อครูสาวใหญ่วัยใกล้เกษียณที่ดุเสียจนนักเรียนให้ฉายาว่า ‘รุ่งไวเลอร์’ ที่มาจากชื่อรุ่งทิพย์ผสมกับสุนัขพันธุ์ดุอย่างร็อตไวเลอร์ ต่อให้เป็นเด็ก G Class ก็ไม่มีใครกล้าส่งเสียงเอะอะโวยวาย

               เมื่อครูบัวเดินออกจากห้องไป คิวจึงหยิบหนังสือเรียนวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคมขึ้นมาเตรียมพร้อม โดยมิได้สนใจสายตาหลงใหลไคล้คลั่งของเพื่อนสาวทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ และสายตาหมั่นไส้ริษยาของเพื่อนนักเรียนชายบางคนที่อิจฉาความพอปพิวลาร์

               ‘เฮือก!’

               ราวหัวใจถูกบีบ คิวที่นั่งแถวที่สองจากหน้าชั้นเรียน หันขวับกลับไปมองด้านหลังจนคอแทบเคล็ด เพราะจู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนถูกจ้องมองด้วยสายตาคมกริบ

               เหมือนสายตาของอสรพิษยามจับจ้องเหยื่อ

               เหงื่อกาฬไหลจากขมับ ย้อยลงมาถึงปลายคางทั้งที่อากาศเย็นเยียบ หัวใจเต้นระรัวอย่างไม่รู้สาเหตุ เพื่อนที่นั่งด้านหลังมองอาการประหลาดของคิวก็ต้องมุ่นคิ้วไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร

               ไม่มี... ไม่มีใครมีสายตาน่าสะพรึงกลัวที่ข่มขวัญให้เขาหวาดผวาได้เลย หรือเป็นเพียงอาการเจ็ตแลคตกค้าง จึงปริวิตกไปเอง

               คิวส่ายศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่าน ก่อนหันกลับไปนั่งนิ่งเพื่อรอเรียนวิชาแรก โดยละวางความสนใจสายตาปริศนาที่รู้สึกไปเอง

 

 

               มีคำกล่าวที่ว่า เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ นักเรียนทุกคนเห็นข้อเท็จจริงก็ตอนนี้ เพราะเวลาในการเรียนนั่นตรงข้ามกับคำว่าความสุขอย่างสุดขั้ว กว่าจะผ่านแต่ละวินาทีไปได้นั้นช้าเชื่องจนหลายคนภาวนาให้เข็มนาฬิกาเดินเร็วขึ้นอีกสักนิดก็ยังดี

               และเมื่อเสียงออดเลิกเรียนครึ่งวันเช้าดังขึ้น ก็ราวกับได้ยินเสียงระฆังดังจากสวรรค์ นักเรียนทุกคนกรูกันออกจากห้อง ไปทำกิจกรรมส่วนตัวตามที่ตั้งใจเอาไว้ ซึ่งส่วนใหญ่มีเป้าหมายที่โรงอาหารซึ่งตั้งอยู่ด้านข้างของรั้วโรงเรียน

               และแม้อากาศภายนอกจะร้อนระอุ จนพานให้คิดว่าประเทศไทยมีเพียง 2 ฤดู คือฤดูร้อน กับร้อน...หาย แต่เพียงย่างเท้าเข้าสู่โรงอาหาร ทุกคนก็จะได้สัมผัสกับอากาศเย็นฉ่ำ จากเครื่องปรับอากาศที่ระดมเปิดอย่างเต็มกำลังโดยไม่แคร์ปัญหาโลกร้อน

               แลกกับค่าเสริมการศึกษา ที่ผู้ปกครองต้องจ่ายเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าบำรุงการศึกษาตามปกติแล้ว ค่าไฟที่เพิ่มขึ้นนิดหน่อย ก็มิได้ทำให้โรงเรียนขาดทุนแต่อย่างใด

               ร้านอาหารที่ตั้งเรียงรายรอบผนังทั้งสามด้าน มีให้เลือกมากมายหลากหลายชนิด ทั้งอาหารไทยอย่างข้าวแกง อาหารตามสั่งทั่วไป หรืออาหารจานเดียวอย่างข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดงหมูกรอบ ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว หอยทอดผัดไทย ไปจนถึงอาหารต่างชาติอย่างสเต็ก สปาเกตตี หรือแฮมเบอร์เกอร์

               ร้านเครื่องดื่มก็มีทั้งน้ำผลไม้ น้ำอัดลม ชา กาแฟ แม้มีร้านชาไข่มุก แต่เพราะไม่มีสูตรแคลอรีต่ำ จึงเป็นเหตุให้ครูคชศรีต้องออกไปซื้อเครื่องดื่มชนิดนี้ที่นอกโรงเรียน

               กะเพราหมูสับไข่ดาว เมนูสิ้นคิดของใครหลายคน กลับเป็นเมนูโปรดของคิวที่กินติดกันเป็นมื้อที่สี่ นับตั้งแต่ลงเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ แม้ที่อเมริกาจะมีร้านอาหารไทย แต่รสชาติของผัดกะเพราอเมริกันไม่เหมือนผัดกะเพราของไทย ทั้งที่วัตถุดิบต่าง ๆ ก็ส่งตรงมาจากประเทศไทย

               นี่เป็นเรื่องที่แม้แต่อัจฉริยะอย่างคิวก็ยังหาคำตอบไม่ได้

               เขามากินข้าวช้า เพราะนำรายงานการเรียนแลกเปลี่ยนไปส่งที่ฝ่ายวิชาการ กว่าจะมาถึงโรงอาหาร คนก็เริ่มบางตาแล้ว

               เพราะไม่มีเพื่อนสนิท มิได้คบค้าสมาคมเป็นกลุ่มแก๊งกับใคร คิวจึงเลือกถือจานข้าวเดินมานั่งที่โต๊ะตัวด้านในสุด โต๊ะอาหารเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีเก้าอี้ฝั่งละ 2 ตัว รวมแล้วหนึ่งโต๊ะนั่งได้ 8 คน แต่แม้โต๊ะอื่นจะมีคนจับจองนั่งกันเกือบเต็มทุกตัว คงมีเพียงโต๊ะที่คิวนั่งเท่านั้น ที่มีเขาเพียงลำพัง

               เด็กสาวคนหนึ่งยืนชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่ มือถือชามก๋วยเตี๋ยวที่เมื่อสักพักยังส่งควันกรุ่น แต่เพราะยืนลังเลอยู่นาน น้ำซุปจึงหายร้อนแล้ว

               เอายังไงดี... โต๊ะตัวอื่นยังพอมีที่นั่งเหลืออยู่ประปราย แต่โต๊ะของคิวมีที่ว่างเหลือมากที่สุด คงไม่แปลกอะไรถ้าจะไปขอนั่งด้วย

               แต่คนอื่นจะมองว่าอย่างไร เมื่อเธอที่เป็นถึงดาวโรงเรียน มีผู้ชายมากมายส่งขนม ของขวัญ และข้อความจีบมาให้ทางโซเชียลไม่เว้นแต่ละวัน กลับต้องบากหน้าไปพูดคำว่า “ขอเรานั่งด้วยได้ไหม” กับผู้ชายคนนั้น

               ‘ไผ่หลิว’ นักเรียนสาวผิวขาวแบบคนเหนือ วงหน้าแฉล้มอันประกอบด้วยปากนิด จมูกหน่อย ตาเป็นเส้นแบบฉบับ ‘สาวหมวย’ ที่ชายไทยนิยมกันในยุคนี้สมัยนี้ ผมเส้นยาวเรียบลื่นดุจแพรไหม มัดรวบเป็นทรงหางม้า ผูกด้วยโบสีชมพู เธออุตส่าห์ปฏิเสธเพื่อนที่ชวนไปนั่งกินข้าวในห้องแต่งตัวของชมรมเชียร์ลีดเดอร์ เพราะคิดว่าอาจมีโอกาสได้นั่งโต๊ะเดียวกับคิวที่ลอบสังเกตแล้วว่าเขามากินข้าวคนเดียว

               อุตส่าห์ผลักดันตัวเองจนได้มาอยู่ G Class ที่ลงเชียร์ลีดเดอร์ และสมัครประกวดดาวโรงเรียน ก็เพราะต้องการเป็นเด็กห้อง G ห้องเดียวกับเขาแท้ ๆ แต่พอถึงเวลา กลับไม่กล้าเสียอย่างนั้น

               ไผ่หลิวสูดลมหายใจเต็มปอดเพื่อเรียกความมั่นใจ ก่อนก้าวด้วยท่วงท่าสง่างามสมตำแหน่ง เดินตรงไปยังโต๊ะตัวสุดท้ายของโรงอาหาร

               “เอ่อ... ตรงนี้มีใครนั่งหรือยัง ขอเรานั่งด้วยได้ไหม”

               คิวเหลียวมองด้านข้างตามเสียง เห็นเป็นคนคุ้นหน้า

               “ไม่มี นั่งสิ”

               ไผ่หลิวหยุดกึก กัดฟันกรอดอย่างแค้นเคืองตนเอง เมื่อที่นั่งฝั่งตรงข้ามของคิว กลับถูกคนอื่นตัดหน้าไปเสียก่อน

               “เมื่อเช้า... ขอบใจมากนะ ที่มาช่วยเรา”

               คนที่ไม่รู้ว่าตัวเองตัดหน้าดาวโรงเรียน เอ่ยปากขอบคุณคิวจากใจ

               “ไม่เป็นไร” พูดน้อยตามบุคลิกส่วนตัว จนทำให้คนมองว่าหยิ่งและเข้าถึงยาก

               แต่กระนั้นคนที่นั่งตรงข้ามก็ยังอยากเข้าใกล้

               “เราชื่อต้อม อยู่ห้อง F ถ้านายไม่รังเกียจ เราขอ... เป็นเพื่อนกับนายได้ไหม”

               แปลกคน... ยุคนี้สมัยนี้ ยังมีคนพูดประโยคเชย ๆ แบบนี้อีกหรือ

               “ได้สิ เราชื่อคิว”

               แม้อยู่คนละห้อง แต่ไม่มีใครในชั้น ม.6 ไม่รู้จักอัจฉริยะคณิตศาสตร์อย่างคิวหรอก เมื่อได้ยินดังนั้น ต้อมจึงยิ้มกว้างก่อนลงมือตักหอยทอด

               “อยากเป็นเพื่อนกับเรา ถึงขนาดกินข้าวหมดไปจานหนึ่งแล้ว ยังซื้ออีกจานมารอกินพร้อมกันเลยเหรอ”

               ต้อมชะงัก มือที่ถือช้อนอยู่เตรียมจะส่งอาหารเข้าปาก ต้องถือค้างอยู่อย่างนั้นเมื่อคิวพูดในสิ่งที่เขาทำเช่นนั้นจริง ๆ

               “นายรู้ได้ยังไงเหรอ”

               “พริกติดซอกฟันนายอยู่ หอยทอดไม่มีพริกแบบนี้ ถ้านายไม่แอบโดดเรียนมากินข้าวตั้งแต่คาบแรก ก็น่าจะกินอะไรสักอย่างหมดไปแล้ว และซื้อมาอีกจานตอนเห็นเราเข้ามาในโรงอาหาร”

               จริงดั่งที่พูดทุกประการ ต้อมที่ซื้อข้าวผัดกะเพรามานั่งกิน พลางสอดส่ายสายตามองหาคิวแต่ไม่พบ จึงกินข้าวจนหมดและตั้งใจไปหาอะไรทำเพื่อรอเวลาเข้าเรียนคาบบ่าย แต่กลับพบคิวเดินเข้าโรงอาหารมาในตอนนั้น

ด้วยไม่มีข้ออ้างที่จะนั่งกับเขานาน ๆ จึงจำต้องซื้ออาหารอีกจานเพื่อมานั่งด้วยกันเช่นนี้

               เด็กหนุ่มรีบเอาลิ้นดุนเพื่อหวังให้พริกหลุดจากซอกฟันอย่างขวยอาย เมื่อถูกจับได้ก็ไม่มีอะไรต้องปกปิด ทั้งคู่พูดคุยสัพเพเหระ โดยส่วนใหญ่ต้องจะเป็นฝ่ายคุยเสียมากกว่า

               โดยไม่รู้เลยว่า มีสายตาขุ่นเคืองของไผ่หลิวมองจ้องอย่างไม่กะพริบ

 

 

               หลังเลิกเรียน ต้อมเก็บของอย่างรีบเร่ง งานพาร์ทไทม์ที่ร้านสะดวกซื้อจำต้องตอกบัตรเข้างานก่อนเวลา 17.00 น. หาไม่แล้ว รายได้ที่น้อยนิดอยู่แล้ว จะยิ่งถูกหักให้น้อยลงไปจนแทบไม่เหลือ

               จากโรงเรียน นั่งรถประจำทางไปเพียงสองป้าย ก็จะถึงสถานที่ทำงาน เด็กหนุ่มเดินอ้อมด้านหลังอาคารเรียนเพื่อหวังใช้ทางลัดไปยังประตูทางออกด้านหลัง

               แต่หนทางกลับถูกกั้นขวาง

               “ปล่อยให้กูรอนานเลยนะ ไอ้เตี้ย”

               เป็นอานนท์ ที่ยืนพิงผนังกอดอกอยู่ตรงหน้า แม้ทางเดินจะกว้างพอให้ต้อมเดินผ่านไปได้ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ปรารถนาให้เขาไปจากตรงนี้

               “เมื่อเช้ามีคนมาเสือก ธุระของเราเลยยังไม่จบ เอาเป็นว่า... มาต่อกันเลยดีไหม”

               คนร่างสูงเหยียดยืนเต็มที่ ก่อนย่างสามขุมมาหาต้อมที่ถอยกรูดไม่คิดชีวิต

               ไปชนกับพรรคพวกของอานนท์อีกสองคนที่ยืนดักรออยู่

               “มะ ไม่นะ” สีหน้าเหยเกของต้อมบ่งบอกถึงอารมณ์หวาดกลัวอย่างถึงที่สุด หากใช้เส้นทางปกติที่คนอื่นเดินกัน เขาคงไม่ต้องประสบเคราะห์ร้ายเช่นนี้ ต้อมโกรธตัวเองที่เลือกใช้ทางลัดเพื่อประหยัดเวลา

               เด็กหนุ่มร่างสูงอีกสองคนที่ดูเหมือนจะเป็นลูกไล่ของอานนท์ ล็อกแขนต้อมเอาไว้จนร่างที่ดิ้นเร่าอย่างเอาตัวรอด ขยับกายแทบไม่ได้ด้วยความต่างของกำลังและรูปร่าง อานนท์ไม่รอช้า รีบพุ่งเข้าใส่ ก่อนเหวี่ยงหมัดฟาดใส่ใบหน้า จนแก้มของต้อมสะบัดตามแรงชก

               ฟันกรามหลุดจากปากพร้อมเลือดไหลเป็นทาง

               “ช่วย ด้วย...” คนตัวเล็กครางอย่างเจ็บปวด สมองมึนงงจากการถูกกระแทก เมื่อสายตาที่พร่าเลือนกลับมาเห็นชัด เขาก็ปรารถนาให้ตนมองไม่เห็นดังเดิม เพราะบัดนี้ คนตรงหน้าทำหน้าตาน่ากลัวดุจผีห่าซาตาน

               ชะตากรรมเลวร้ายของเขาคงจบลงที่ต้องไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาล

               แต่คนที่ตนเพิ่งผูกมิตรและขอเป็นเพื่อนไปเมื่อตอนกลางวัน กลับโผล่มาอีกคราอย่างไม่คาดฝัน

               “สามต่อหนึ่งเหรอ แมน ๆ เขาไม่หมาหมู่หรอก”

               อานนท์กัดฟันกรอด เป็นคิวอีกแล้ว ที่สอดมือเข้ามายุ่ง

               และแม้เมื่อเช้าเขาจะหยุดมือเพราะคำขู่ แต่ระหว่างวันคิดทบทวนได้ว่า หากจัดการคิวให้เจ็บหนักจนพูดไม่ได้เสีย ก็ไม่มีพยานบ่งชี้ว่าเขาเป็นคนลงมือ คิดได้เช่นนี้อานนท์จึงเปลี่ยนเป้าหมาย จากต้อมมาเป็นคิวที่ตนชิงชังเป็นทุนเดิม

               “ตอนนี้เป็นสามสองแล้วยังไงล่ะ เสือกมากนัก มึงก็ไปนอนโรงพยาบาลเป็นเพื่อนไอ้เตี้ยนี่แล้วกัน”

               อานนท์ใช้ความเร็วของนักกีฬา เคลื่อนจากตำแหน่งที่ยืนอยู่ในพริบตา มาปรากฏตรงหน้าคิวพร้อมยกเท้าขึ้นถีบ

               แต่อัจฉริยะคณิตศาสตร์มิได้อ่อนแอเหมือนต้อม ทักษะการคำนวณถูกนำมาใช้ในการประเมินว่าคนตรงหน้าจะเคลื่อนไหวอย่างไร ทำอะไรต่อไป เช่นเดียวกับที่ประเมินแล้วว่าอานนท์มีโอกาสลอบทำร้ายต้อมอีกครั้ง

               คิวเคลื่อนตัวหลบอย่างแคล่วคล่อง เท่านั้นไม่พอ ยังเตะตัดขาจนนักกรีฑาโรงเรียนล้มคว่ำไม่เป็นท่า

               อานนท์เดือดดาลจนหน้าดำหน้าแดง ตะโกนกร้าวสั่งลูกสมุน “เฮ้ย! พวกมึงน่ะ มากระทืบไอ้เหี้ยนี่ซะ”

               เมื่อถูกสั่ง สองคนจึงปล่อยมือจากต้อม เปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นคิวแทน สามคนยืนล้อมคิวเป็นสามเหลี่ยม ปิดทุกทางหลบหนี

               ต่อให้เก่งคำนวณอย่างไร ก็ไม่มีทางจับตาดูการเคลื่อนไหวของคนสามคนพร้อมกันได้ในเวลาเดียว

               ไอ้คนทางซ้ายรูปร่างสูงโย่ง แต่ผอมเหมือนไม้เสียบลูกชิ้น มันที่อยู่ใกล้ที่สุด พุ่งปราดเข้าหาคิวจากด้านหลังหมายจับร่างพันธนาการเอาไว้ ให้ลูกพี่ของมันกระทืบให้สาแก่ใจ

               แต่ศีรษะพลันถูกกระแทกจนร่างล้มกลิ้งหน้ากระแทกกับพื้น หมดสติไปในทันที

               คิวมองตาม เห็นเป็นลูกฟุตบอลลูกหนึ่งกระเด้งตามแรงกระแทก กลับไปที่เท้าของคนที่เพิ่งเตะมันมา

               “ก็ไม่ได้อยากจะยุ่งนะ แต่เพราะเป็นนักกีฬาโรงเรียนเหมือนกัน ฉันล่ะเกลียดนักกีฬาที่เอาความแข็งแรงซึ่งควรจะไปลงที่กีฬา มาใช้แบบผิด ๆ อย่างนี้เข้ากระดูกดำเลยว่ะ”

               ‘ไทม์’ นักกีฬาฟุตบอลของโรงเรียน เจ้าของฉายา Sport Kirin สอดมือเข้ามาช่วยคนที่สอดมือเข้ามาช่วยคนอื่นอีกทอดหนึ่ง

               “เหลือสองต่อสอง ทีนี้ก็ตัวต่อตัวล่ะนะ”

               คิวหันไปมองเพื่อนร่วม G Class อย่างขอบคุณ ก่อนประจันหน้ากับอานนท์ที่กัดฟันกรอดอย่างโกรธเกรี้ยว

               โดยไร้ซึ่งความหวาดกลัวในจิตใจแม้เพียงเศษเสี้ยว

 

 

               นั่งหลังพิงกันในตรอกแคบ วิ่งมาไกลเท่าไหร่ไม่อาจรู้ รู้ตัวอีกทีก็เหนื่อยจนหอบตัวโยน แข้งขาหมดเรี่ยวแรงจนต้องทรุดกายลงนั่งลงทั้งคู่

แม้เหนื่อยหนัก แต่ยังปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้า ราวกับได้พบมิตรสหายที่รู้ใจ

               คิวและไทม์ผละออกจากกัน ก่อนมองหน้าและพยักหน้าราวยอมรับในตัวของอีกฝ่าย ใบหน้ามีร่องรอยบาดแผลอยู่เพียงน้อย เมื่อคิวมีทักษะการคำนวณและประเมินการเคลื่อนไหว ขณะที่ไทม์นั้นแกร่งกล้าไม่กลัวใครหน้าไหน จึงมิได้รับอันตรายจากนักเรียนนักเลงอย่างอานนท์และพรรคพวก

               เคราะห์ดีที่ครูฝ่ายปกครองมาเห็นเหตุการณ์ จึงยุติการวิวาทไม่ชกต่อยกันถึงขั้นหัวร้างข้างแตก แต่ก็ต้องวิ่งเตลิดหนีกันไปคนละทิศละทาง คิวตระหนักรู้ว่าคนที่โผล่มาช่วยเก่งกาจและมีความสามารถด้านการต่อสู้ในระดับสูง ย่อมรู้ทางหนีทีไล่ไม่ให้โดนจับตัวจนถูกตัดคะแนนได้ จึงวิ่งตามเขาออกประตูหลังโรงเรียนหลบมาซ่อนตัวในตรอกเล็กแห่งนี้

               “โคตรเหนื่อยเลย” เป็นไทม์ที่กล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริง ทั้งที่เพิ่งผ่านสถานการณ์เลวร้ายมาหมาด ๆ

               คิวพยักหน้าเห็นด้วย แม้เหนื่อย แต่รู้สึกดีที่นอกจากเขาแล้ว ยังมีคนที่ไม่อาจทนต่อความเลวร้ายอย่างการกลั่นแกล้งในโรงเรียนด้วยเหมือนกัน

               “เรารู้จักนาย มังกรคณิตศาสตร์”

               คิวย่นหน้า “เรียกชื่อได้ไหม ไอ้ฉายาอะไรนี่ ไม่รู้ใครตั้งให้ โคตรเห่ยเลย”

               นักฟุตบอลโรงเรียนหัวเราะร่า “เท่จะตาย อย่างเรายังมีคนตั้งให้ว่า กิเลนคลั่งเลย เหมือนพวกขบวนการห้าสีดีออก”

               “นายเป็นเด็กประถมหรือไง”

               กล่าวค่อนอย่างมิได้จริงจังอะไร ถึงตอนนี้คิวเพิ่งได้สังเกตรูปลักษณ์คนตรงหน้าชัดเต็มตา

               ไทม์มีรูปร่างหน้าตาแบบนักกีฬาอย่างเด่นชัด ทั้งผมสั้นเกรียน ผิวเข้มคม ดวงตาโตสุกสกาวราวสนใจทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวไปหมด เมื่อประกอบกับคิ้วเข้มและริมฝีปากหยัก ทำให้เขาห่างไกลจากคำว่าสำอางไปโข

ทั้งสองคนเมื่อหายเหนื่อยก็ลุกขึ้น ปัดกางเกงที่เปื้อนดิน และมองออกไปนอกตรอก

               ครูฝ่ายวิชาการไม่ได้วิ่งตามมาถึงตรงนี้ คงเห็นเพียงนักเรียนที่เดินไปในทิศทางเดียวกันเพราะเป็นเวลาเลิกเรียน และผู้คนที่เดินไปมาอย่างบางตา แตกต่างจากความวุ่นวายขวักไขว่ที่ประตูหน้าลิบลับ

               “เราเรียน G Class เมื่อปีที่แล้ว ได้ยินคำร่ำลือถึงอัจฉริยะคณิตศาสตร์จนเอียน คิดภาพว่าต้องเป็นพวกเนิร์ดแว่นหนาพูดจาเป็นสูตรคณิตฟังไม่รู้เรื่อง แต่... นายก็ดูเป็นคนปกติดีนี่นา”

               คนที่ถูกคิดภาพไปเองว่าไม่ปกติ ยิ่งตีหน้าเซ็ง เขาไม่ถนัดรับมือคนประเภทนี้สักเท่าไหร่

               “เวรแล้ว! เลยเวลาซ้อมบอลมาแล้ว โดนครูแพ่นกะบาลแหงเลย” นักกีฬาหนุ่มนึกถึงครั้งที่ไปซ้อมฟุตบอลสาย จนถูกสั่งทำโทษด้วยการวิ่งรอบสนามจนกว่าครูที่นั่งเฉย ๆ ที่อัฒจันทร์จะเหนื่อย  ซึ่งก็ทำให้เขาหมดเรี่ยวแรงจนหลับเป็นตาย “เราชื่อไทม์นะ ยินดีที่ได้รู้จัก”

               คิวพยักหน้า มองส่งร่างสูงที่วิ่งผลุนออกจากตรอกแคบไปจนลับตา ก่อนเดินตามออกไปและแยกไปคนละทาง

               แม้เจอเรื่องแย่ แต่อย่างน้อยก็มีเรื่องดีอยู่บ้าง

               เขาพบคนที่เรียกอย่างสนิทใจว่า ‘เพื่อน’ ได้คนหนึ่งแล้ว

 

 

               ระบบการเรียนการสอนของ G Class คือหากเป็นวิชาสามัญที่นักเรียนทุกสาขาต้องเรียน จะเรียนรวมกันทั้งห้อง แต่ถ้าเป็นวิชาเฉพาะที่มีเรียนในบางสาย จะแยกเรียนเพียงสายของตนเอง คล้ายการเรียนส่วนตัว ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยพัฒนาศักยภาพของนักเรียนในคลาสนี้อย่างสูงที่สุด

               และวิชาแรกของวันที่ 2 คือพลศึกษา แม้เด็กมัธยมปลายโดยเฉพาะ ม.6 ที่ต้องคร่ำเคร่งกับเนื้อหาวิชาการเพื่อเตรียมตัวสอบ แต่พลศึกษาก็เป็นวิชาบังคับที่เด็กทุกคนต้องเรียน

               ดูเหมือนนักเรียนชายจะตื่นเต้นกับวิชา ‘ไอกิโด’ ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของญี่ปุ่นที่กำลังจะได้เรียนกันในวันนี้ บางคนกำหมัดชกลมเพื่อวอร์มร่างกาย หมายมั่นแสดงท่าทางแข็งแรงเพื่ออวดสาว ๆ เหล่า G Class

               คิวกับไทม์จับคู่เดินอยู่ด้านหลังสุด บางคนแปลกใจเพราะไม่เคยเห็นสองคนนี้คุยหรือรู้จักกันมาก่อน

               โรงเรียนเงียบสงบ นักเรียนชั้นอื่นต่างนั่งเรียนในห้องอย่างเงียบเชียบ แตกต่างจากช่วงเช้าก่อนเข้าเรียนที่เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังระงมไปทั่ว ระยะจากห้องเรียนถึงอาคารพลศึกษาไม่ไกลนัก ใช้เวลาเดินเพียงครู่ ทั้งหมดก็มาหยุดอยู่ด้านหน้าโรงยิม

               ประตูโรงยิมยังไม่เปิด...

               ‘มิว’ ผู้เป็นหัวหน้าห้อง ได้รับแจ้งจากครูเอกพัชญ์ ผู้สอนวิชาพลศึกษาว่าให้มารวมกันที่โรงยิมก่อน เพราะตนติดธุระ จะมาช้าสักหน่อย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะปกติจะมีนักการมาเปิดประตูโรงยิมทุกเช้าอยู่แล้ว

               แต่วันนี้มันกลับปิด ราวไม่มีใครรู้ว่ามีการเรียนการสอนวิชาพลศึกษา และเป็นไทม์ที่อดรนทนไม่ได้ เดินตัดผ่านแถวเพื่อนที่ยืนออกันด้านหน้า ไปเปิดประตู

               ล็อก...

               ประตูไม้แบบสองบานติดกันถูกล็อกลูกบิดจากภายใน แดดเริ่มระอุจนทุกคนที่ยืนด้านหน้าเอามือพัดเพื่อหวังคลายร้อน

               เคราะห์ดี ที่ไทม์เป็นนักกีฬาโรงเรียน มีกุญแจโรงยิมเพื่อเปิดเข้าไปใช้บริการพกติดเอาไว้ เขาไม่รอคำสั่งอนุญาตจากมิว ลงมือไขกุญแจเพื่อหวังให้ทุกคนเข้าไปหลบแดดด้านใน

               บานประตูเปิดอ้า กลิ่นอับชื้นผสานกลิ่นเน่าโชยมาจากภายใน จนไทม์ต้องเอานิ้วบีบจมูก เห็นเพียงม่านความมืดที่กางกั้นทุกสรรพสิ่งเอาไว้ แต่ชายหนุ่มจำตำแหน่งสวิตซ์ไฟได้ จึงคลำทางไปกดปุ่มเปิดไฟสร้างความสว่าง

               และเพียงหลอดนีออนเหนือผนังส่งแสงจ้า เสียงหวีดร้องอย่างตระหนกก็ดังลั่น สะท้อนก้องไปมาคล้ายเสียงครวญครางของวิญญาณ

               เด็กสาวที่เดินตามหลังไทม์มา ชี้มือไปที่แป้นบาส ทุกสายตามองตามปลายนิ้ว เห็นร่างห้อยค้างอยู่ตรงนั้น

               ตาเหลือกถลนแทบหลุดออกมานอกเบ้า ลิ้นจุกคับปากคล้ายหนอนขนาดยักษ์ชอนไชเข้าไป หน้าไร้สีเลือด กลับม่วงคล้ำดั่งสีเนื้อเน่า สองมือหงิกเกร็ง ทั้งที่แขนแนบลู่ไปกับลำตัว

               เพียงลมพัดกรูจากภายนอก ร่างนั้นก็แกว่งเบา ๆ ราวตุ้มนาฬิกา ด้วยเชือกที่โยงกับเสาแป้นบาสเกตบอลอ้อมขึ้นมาพาดแป้นไม้สี่เหลี่ยม ร้อยผ่านรูห่วงมามัดรอบคอ

               “กรี๊ด!!!”

               โสตประสาทของคิวไม่รับรู้ซึ่งเสียงที่ได้ยิน คงทำเพียงจับจ้องใบหน้าของ ‘ต้อม’ ที่บัดนี้มีสภาพเป็นศพแขวนคอ

ตาไม่กะพริบ

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น