อัปเดตล่าสุด 2021-01-19 20:37:47

ตอนที่ 9 MONDAY-กระจกลวงตาย : อย่ามายุ่งกับกระจกของกู!

       ยังไม่ทันจะได้ลงจากรถแท็กซี่ ต้อลก็มองเห็นรถของบุหลันจอดอยู่ในรั้วบ้านแล้ว วันนี้เธอโทรหาเขาเกือบสิบสายได้แต่เขาไม่ได้รับ หญิงคนรักมีกุญแจบ้านเขาซึ่งจะเข้าออกเมื่อไหร่ก็ได้ นั่นเป็นข้อเสียที่วันนี้ทำให้ต้อลคงไม่สามารถหลบหน้าเธอได้อีก เพราะนี่คือบ้านของเขา ถ้าเขาไม่เข้าบ้านของตัวเองแล้วจะไปที่ไหน ที่สำคัญบ้านหลังนี้มีของสำคัญที่เขาโหยหาอยากจะพบอยู่ตลอดทั้งวัน บอกตรง ๆ ว่าระหว่างเงาตัวเองในกระจกบานนั้นกับใบหน้าของบุหลันที่เขาเคยทุ่มเทใจรักมาตลอดหลายปี...ตอนนี้เขาอยากเห็นเงาของตัวเองในกระจกมากกว่า

       ทันที่เปิดประตูเข้าบ้านไป กลิ่นผัดกะเพราของโปรดของต้อลก็ลอยมาทักทายเจ้าของบ้านทันที ได้ยินเสียงตะหลิวเคาะกระทะเป็นจังหวะดังมาจากในครัว ที่โต๊ะอาหารนั้นมีจานชามถูกจัดวางไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าเป็นเวลาปกติต้อลคงดีใจไม่น้อยที่หญิงคนรักมาทำกับข้าวให้กิน แต่ในวันนี้มันไม่ใช่เลย เขาอยากอยู่บ้านคนเดียวกับกระจกบานนั้น...กระจกบานที่อยู่ในห้องนอนของเขา

       “อ้าว...ต้อลมาแล้วเหรอ หลันทำผัดกะเพราหมูสับของโปรดไว้ให้ ยังเหลือเจียวไข่เจียวอีกอย่าง ต้อลนั่งรอก่อนสิ” หญิงสาวกล่าวเสียงใส ท่าทางราวกับคนรู้ตัวว่าทำความผิดอะไรไว้ ต้อลเองทำได้แค่นิ่งแล้วบอกกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

       “งั้นผมขอตัวขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าล้างหน้าล้างตาก่อนแล้วกัน เหนียวเนื้อเหนียวตัวจะแย่” ชายหนุ่มบอกเพียงแค่นั้นก่อนจะเดินขึ้นไปบนห้องนอของตัวเอง วางข้าวของลงบนที่เดิมอย่างเป็นระเบียบก่อนจะหันไปมองกระจกเงาบานนั้นที่วางอยู่บนโต๊ะ หันไปยิ้มให้เงาของตัวเองที่ยิ้มตอบกลับ ความรู้สึกหม่นหมองทั้งวันกลับดีขึ้นอย่างทันตาเมื่อเขาเห็นใบหน้าของตัวเองในนั้น ช่างอบอุ่นและเป็นมิตรเสียเหลือเกิน ที่สำคัญดวงตาข้างขวาไม่ได้เหล่เหมือนในโลกของความจริง

       เติ้ลลากเก้าอี้ออกมานั่งมองเงาของตัวเองแล้วเอ่ยทักทาย

       “สวัสดี เรากลับมาแล้ว วันนี้ที่ทำงานน่าเบื่อชะมัด เราไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเราถึงทนอยู่ที่นั่นมาได้ตั้งสองปี และที่จริงไม่ใช่แค่สองปีกับที่นั่นหรอก แต่ทำไมตลอดชีวิตของเราเราถึงต้องทนให้คนอื่นเรียกเราว่า ‘ไอ้เหล่’ ทั้งที่เราก็มีชื่อเสียงเรียงนามแบบคนอื่น ๆ ทำไมเราต้องทนอยู่ในสังคมเส็งเคร็งแบบนี้ด้วย สังคมที่ไม่มีความเท่าเทียม มีแต่คนคอยที่จะดูถูกกันและพร้อมจะเหยียบคนที่ด้อยกว่าเพื่อที่ตัวเองจะได้อยู่สูงกว่า...แต่ก็เอาเถอะ ในเมื่อเราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ เราก็ต้องเปลี่ยนตัวเอง เราจะรักตัวเอง อย่างน้อยเวลาอยู่กับนายเราก็รู้สึกว่าตัวเราเองมีคุณค่าเหมือนคนอื่น ๆ ที่สำคัญคือตาเราไม่เหล่แล้ว” ชายหนุ่มบอกแล้วยิ้มพลางยื่นมือไปจับใบหน้าของตัวเองในกระจกเงาแล้วยิ้มอย่างพอใจ

       “คุยกับใครน่ะต้อล ?” เสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงคำถามของหญิงคนรัก ต้อลที่กำลังใช้มือลูบไล้หน้าตัวเองในกระจกเงาสะดุ้ง รีบชักมือกลับแล้วหันไปหาบุหลันที่มองอีกฝ่ายอย่างแปลกใจ

       “เปล่านี่ ผมกำลังฮัมเพลง” เขาแก้ตัว ถ้าอีกฝ่ายรู้ว่าเขากำลังคุยกับตัวเองอาจถูกหาว่าบ้าก็เป็นไปได้ ทั้งที่ความจริงแล้วคนเราต่างก็ต้องเคยคุยกับตัวเองด้วยกันทั้งนั้น...หรือไม่จริง ?

       “หลันมาบอกว่ากับข้าวเสร็จหมดแล้ว ลงไปกินได้แล้ว กำลังร้อน ๆ เลย” หญิงสาวบอกก่อนจะหันไปเจอกระจกบานใหม่ที่วางอยู่บนโต๊ะ เธอจำได้ดีว่ามันไม่ใช่กระจกบานเก่าเพราะทุกครั้งที่มานอนบ้านของต้อล เวลาเธอแต่งหน้าแต่งตัวก็จะใช้กระจกบานเก่าที่เป็นทรงยาวไม่ใช่ทรงสี่เหลี่ยมจัตตุรัสแบบนี้ ซ้ำเมื่อสังเกตดูก็เห็นว่าที่มุมของกระจกมีรอยบิ่นและรอยร้าวอย่างเห็นได้ชัด

       “เอ๊ะ ? เปลี่ยนกระจกใหม่เหรอต้อล แล้วบานเก่าไปไหนแล้วล่ะ มันก็ยังดีอยู่นี่” บุหลันเอ่ยถาม อีกฝ่ายอึกอักเล็กน้อยก่อนจะพูดปด

       “อ๋อ...มันแตกน่ะ ผมเลยเอาไปทิ้งแล้ว”

       “แตกเหรอ แต่บานนี้ก็ดูร้าว ๆ บิ่น ๆ นะ ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ ?” หญิงสาวยังสงสัยไม่หาย ต้อลหันไปมองที่กระจก มันก็จริงอย่างที่เธอว่านั่นแหละ แต่สำหรับเขาต่อให้กระจกบานนี้จะแตกร้าวทั้งบานเขาก็จะใช้

       “ผมสั่งทางไปรษณีย์น่ะ ห่อมาไม่ดีมันเลยมีรอยร้าวนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรหรอก มันยังใช้ได้ดี และผมก็ชอบมัน...มาก” เขาบอกแล้วหันไปยิ้มให้เงาของตัวเองในกระจก ขณะที่บุหลันซึ่งยืนอยู่ทางด้านหลังของต้อลมองไปที่กระจกแล้วรู้สึกถึงความไม่ถูกชะตา อาจเพราะส่องแล้วตัวเธอสวยน้อยกว่าความจริงเสียกระมัง

       “เอาไว้หลันไปหาซื้อมาเปลี่ยนให้ใหม่ดีกว่า เอากระจกบิ่นกระจกร้าวมาใช้แบบนี้โบราณเค้าถือ เค้าว่าอาจจะมีเคราะห์ร้ายมาเยือนถึงขั้นเลือดตกยางออกก็ได้นะต้อล เพราะกระจกมันเป็นเหมือนเงาหรือวิญญาณของคนที่ส่อง ถ้ากระจกแตกหรือร้าวก็เท่ากับเงาหรือวิญญาณของคนที่ส่องอาจจะมีอันเป็นไปได้ หรือไม่ก็อาจจะทำให้ชีวิตต้องเจอกับเรื่องร้าย ที่สำคัญคือต้อลเกิดวันจันทร์ เค้าบอกว่าคนวันจันทร์จะมีเซ้นส์เกี่ยวกับกระจก  อาจจะเจอกับสิ่งเร้นลับได้...นะต้อล เดี๋ยวหลันเอาไปทิ้ง แล้วพรุ่งนี้จะเอาบานใหม่มาเปลี่ยนให้ แถวคอนโดหลันมีร้านกระจกสวย ๆ เยอะเลย” ไม่พูดเปล่า ฝ่ายหญิงเอื้อมมือจะหยิบกระจกบานนั้นไปทิ้ง แต่ทว่าเจ้าของกลับคว้าแขนของบุหลันไว้หมับพลางขึ้นเสียงใส่จนหญิงสาวสะดุ้ง ตั้งแต่คบกับต้อลมาไม่เคยเห็นเขาขึ้นเสียงใส่เธอแบบนี้มาก่อน ราวกับว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ต้อลคนเดิมของเธอแล้ว

       “หยุด! อย่ามายุ่งกับกระจกของผม ผมจะใช้กระจกบานนี้ ต่อให้เอาบานใหม่ที่ดีกว่านี้สวยกว่านี้มา ผมก็จะใช้บานนี้ นี่ของส่วนตัวของผม ไม่ว่าใครก็ห้ามแตะต้อง!” มือที่จับแขนหญิงคนรักออกแรงเยอะเสียจนแทบจะเรียกได้ว่าบีบ บุหลันร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวด

       “โอ๊ย...หลันเจ็บนะต้อล!”

       เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มจึงปล่อยมืออกจากแขนของหญิงคนรักแล้วกล่าวขอโทษ ซึ่งเป็นคำขอโทษที่ออกมาเพียงแค่จากปากไม่ได้มาจากใจ คนที่มายุ่งกับกระจกของเขาก็ต้องโดนแบบนี้ ก็สมควรแล้ว

       “ขอโทษ คราวหลังอย่ามายุ่งกับของของผมไม่ว่าอะไรทั้งนั้น หลันลงไปก่อนเถอะ ผมจะอาบน้ำ เดี๋ยวตามลงไปกินข้าวด้วย แต่ถ้ารอไม่ไหวก็กินไปก่อนได้เลย ไม่ต้องรอ” ชายหนุ่มบอกเป็นเชิงไล่ให้บุหลันออกจากห้องของเขาไป บุหลันมองอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจในทีท่าที่เปลี่ยนไปของเขาแต่ก็ยอมออกจากห้องแต่โดยดี  คิดว่าต้อลอาจจะยังเคืองเรื่องที่เธอผิดนัดเมื่อวาน ง้ออีกสักหน่อยเดี๋ยวก็คงหาย

       ไม่รู้เลยว่าถ้าเป็นครั้งก่อน ๆ อาจจะใช่...แต่ครั้งนี้อาจไม่ใช่

       เพราะไม่มีอะไรเหมือนเดิมแล้ว!

 

       มันเป็นคืนที่ต้อลอึดอัดเสียเหลือเกินที่ต้องมีหญิงคนรักมานอนร่วมเตียง ทั้งที่ความจริงแล้วมันเป็นเรื่องปกติที่เขาควรจะมีความสุขและสบายใจ แต่วันนี้เขาไม่อยากให้ใครอยู่ร่วมห้อง ไม่อยากให้ใครอยู่ร่วมชายคา เขาอยากจะอยู่คนเดียวกับกระจกบานนั้น อยู่กับเงาของตัวเอง ได้มองตาของตัวเองโดยไม่มีคนมาจับจ้องว่าเขาจะทำอะไรหรือกำลังคุยกับใคร

       ชายหนุ่มที่นอนหันหลังให้บุหลันแอบหันไปมองหญิงสาวที่หลับไปแล้วพักใหญ่ เมื่อแน่ใจแล้วว่าเธอจะไม่หันมาทางเขา ต้อลจึงค่อย ๆ ลงจากเตียงแล้วเดินไปที่โต๊ะซึ่งวางกระจกบานนั้นอยู่ จัดการเลื่อนเก้าอี้ออกให้เบาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ก่อนจะนั่งจ้องเงาตัวเองในกระจกที่แม้จะมีเพียงแสงรำไรจากภายนอกเข้ามาแต่ทว่าต้อลกลับยังเห็นหน้าของตัวเองชัดเจน ใบหน้าที่หล่อเหลาและดวงตาที่กลมโตกำลังจ้องมองกลับมา ดวงตาแบบคนปกติทั่วไปที่เขาถวิลหามาตลอดชีวิต

       “นายยังไม่ได้บอกเราเลยว่านายชื่ออะไร ถ้านายไม่บอกเราจะเรียกนายว่า ‘ต้อล 2’ นะ เรียกเป็นชื่อเดียวกับเรา เพราะเราจะได้รักนายได้สนิทใจแบบที่เรารักตัวเอง น่าแปลกใจเสียจริง ทำไมเราถึงสบายใจและมีความสุขเหลือเกินเมื่อได้เห็นนาย ถ้าเสียนายไปเราก็คงเหมือนคนที่ตายทั้งเป็นแน่ ๆ เพราะฉะนั้นเราจะไม่ยอมเสียนายไปหรอก ต้อล 2...เรารักนายนะ” ว่าแล้วเจ้าของห้องก็เอื้อมไปโอบกอดกระจกบานนั้นไว้ด้วยความรักใคร่โดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าทุกอย่างอยู่ในสายตาของบุหลันที่กำลังแอบหรี่ตามอง

       หญิงสาวสงสัยตั้งแต่เย็นแล้วว่าวันนี้ต้อลเป็นอะไรกันแน่ ทำไมอยู่ดี ๆ เขาถึงตื่นมาพูดกับเงาของตัวเองในกระจกบานนั้น กระจกที่มีรอยร้าวและบิ่นไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย คอยดูนะ เธอจะเอากระจกบานนี้ไปทิ้งและซื้อบานใหม่ที่สวยกว่า ใหม่กว่า ใสกว่า แล้วเอามาให้ชายคนรัก สัญชาตญาณบางอย่างบอกว่ากระจกบานนี้มันมีอะไรบางอย่างที่พิลึก มีบางสิ่งซ่อนอยู่ที่ทำให้เธอไม่สบายใจยามที่จ้องมอง และเชื่อว่ามันอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้อลเปลี่ยนไป

 

       ในเมื่อตั้งใจแล้วว่าจะทำ...บุหลันก็ทำ

       หญิงสาวไปหาซื้อกระจกเงาบานใหม่แล้วนำกลับมาที่บ้านของชายคนรักในช่วงที่เขาออกไปทำงาน เธอไปหยุดยืนที่หน้ากระจกเงาบานนั้นแล้วมองเงาของตัวเองที่สะท้อนกลับมา มันช่างเป็นเงาที่ดูไร้ความสง่าและไม่มีราศีเสียจนน่าตกใจ ก่อนออกจากคอนโดเธอก็ตรวจดูความสวยงามบนใบหน้าอย่างที่เคยทำทุกวัน แต่งหน้าแบบเดิม รองพื้นเบอร์เดิม ทุกอย่างก็น่าจะเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ทำไมส่องกระจกบานนี้แล้วถึงได้เห็นตัวเธอกลายเป็นใครอีกคน เหมือนผู้หญิงอมทุกข์ ใบหน้าเศร้าสร้อยแม้เจ้าตัวจะฉีกยิ้มกว้างก็ตาม หญิงสาวตัดสินใจล้วงกระจกบานเล็กจากในกระเป๋าถือออกมาส่องดูหน้าของตัวเองเพื่อความมั่นใจ แล้วก็พบว่าใบหน้าของเธอนั้นสวยสดอย่างที่เป็น ไม่ได้ดูหม่นหมองเหมือนที่ส่องจากกระจกบานนั้นเลยสักนิด ไอ้กระจกเฮงซวย! เสียชาติเกิดเป็นกระจก! กระจกบ้า! กระจกอะไรทั้งร้าวทั้งบิ่น ยังส่องแล้วขี้เหร่กว่าความจริงอีก!

       นึกได้เช่นนั้นบุหลันจึงเอื้อมมือไปหมายจะยกกระจกบานนั้นลงแล้วเอากระจกบานใหม่ที่เธอซื้อมาไปวางแทน เชื่อแน่ว่าต้อลต้องชอบ เธอรู้รสนิยมของเขาดีที่สุด

       ทันใดนั้น หญิงสาวรู้สึกเหมือนมีมือเย็น ๆ มาผลักร่างของเธอจนล้มลง ศีรษะกระแทกกับพื้นกระเบื้องเสียงดังโป๊ก โลกทั้งโลกหมุนเคว้งจนต้องหลับตาลงเพื่อตั้งสติ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ กำลังจะยกมือขึ้นจับที่ศีรษะว่ามีร่องรอยการแตกหรือไม่ แต่แล้วบุหลันก็ต้องชะงัก เมื่อสายตามองตรงไปยังใต้เตียงนอนของชายคนรัก สิ่งที่พบทำให้บุหลันลืมเรื่องที่ตัวเองเหมือนถูกมือปริศนาผลักไปเสียสนิท เพราะสิ่งที่เธอเห็นอยู่ใต้เตียงคือกระจกบานเก่าที่ต้อลบอกว่าทำมันแตกและเอาไปทิ้งแล้ว

       เขาโกหก มันไม่ได้แตก และมันยังอยู่ในสภาพดี!

       “เอ๊ะ ? เปลี่ยนกระจกใหม่เหรอต้อล แล้วบานเก่าไปไหนแล้วล่ะ มันก็ยังดีอยู่นี่” 

       “อ๋อ...มันแตกน่ะ ผมเลยเอาไปทิ้งแล้ว”

       ทำไมเขาต้องโกหก ? ทำไมเขาต้องหลงใหลกระจกบานนี้นักหนา ? ทำไมเขาถึงเปลี่ยนไปราวกับคนละคนละคน ? ทำไม...ทำไม...และทำไม ?!

       แล้วคำตอบก็อยู่ตรงหน้าของบุหลันแล้วในเวลานี้!

       หญิงสาวหันไปมองกระจกเจ้าปัญหาบานนั้น มองมันด้วยความเกลียดชังราวกับว่าถ้ามันเป็นมนุษย์มันคือคนที่กำลังจะแย่งชายคนรักไปจากเธอ ตัดสินใจจะเอื้อมมือไปหยิบกระจกบานนั้นเพื่อเอาไปทิ้งอีกครั้ง ขณะที่ในใจก็แสนจะหวาดหวั่นเสียเหลือเกิน บอกตัวเองว่ามันก็เป็นแค่กระจก แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ เธอคงไม่สบายใจและกลัวว่าจะทำให้ต้อลทำตัวแปลกไปกว่าเดิม เธอเชื่อว่าโลกนี้มีมิติที่เรามองไม่เห็น มีสิ่งที่เราไม่รู้ ดังนั้นเธอจะไม่ลบหลู่

       ในจังหวะที่บุหลันกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบกระจกออกมา เธอเห็นเงาของตัวเองมองมาที่ตัวของเธอด้วยแววตาที่เหมือนไม่ใช่แววตาของเธอ ดวงตาทั้งสองข้างที่มองตรงมานั้นเต็มไปด้วยความน่ากลัวและไม่พอใจที่บุหลันกำลังจะกำจัดกระจกบานนี้ ที่ริมฝีปากนั้นฉีกยิ้มกว้างทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวยืนเบิกตาโพลงด้วยความตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ครั้นเมื่อหญิงสาวจะชักมือกลับ มือจากเงาในกระจกก็โผล่ออกมาจับแขนของบุหลันไว้อย่างรวดเร็ว

       “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด...!!!”

 

       เพล้ง!

       “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด...!!!”

       เสียงแก้วน้ำตกแตกดังขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องของ ชูศรี พนักงานฝ่ายบัญชีที่ขวัญอ่อนเสียเหลือเกิน เธอเอามือทาบอกแล้วมองหน้าของต้อลที่เพิ่งเอามือปัดแก้วน้ำบนโต๊ะทำงานของตัวเองตกแตก ชายหนุ่มที่นั่งเหม่อมาตลอดบ่ายนั้นสะดุ้ง แทบไม่รู้สึกตัวเลยว่าปัดแก้วน้ำบนโต๊ะตกลงไปแตกตอนไหน ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นแล้วเก็บเศษแก้วลงในถังขยะพลางหันไปขอโทษชูศรีที่ไม่รู้จะขอโทษทำไม เพราะแก้วน้ำก็แก้วของเขาไม่ใช่แก้วของเจ้าหล่อนสักหน่อย อาจเพราะความเคยชินกับการขอโทษเสียกระมัง บางอย่างไม่ใช่ความผิดของเขา เขาก็ยังต้องขอโทษ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

       “ขอโทษนะชูศรี”

       “คราวหลังก็ระวัง ๆ หน่อยสิ ฉันตกใจหมด เดี๋ยวหัวใจวายไปใครจะรับผิดชอบ ซุ่มซ่ามจริง ๆ เลยไอ้เหล่” เจ้าหล่อนทำเหมือนเป็นเรื่องขอขาดบาดตาย ทำเสียงดังจนคนในออฟฟิศหันมองเป็นตาเดียวกัน ต้อลไม่ตอบอะไรหากแต่แอบเหลือบตามองอีกฝ่ายแล้วด่าในใจ

       คนอย่างเธอถ้าจะหัวใจวายตายไม่ใช่เพราะเสียงแก้วแตกหรอก แต่เพราะอาหารสารพัดที่ยัดเข้าปากไม่เลือกมากกว่า...อีช้างน้ำ อีพะยูนเกยตื้น อีฮิโปคับบ่อ อีต่อม่อรถไฟฟ้าสร้างไม่เสร็จ!

       แล้วทันใดนั้นต้อลก็พลันฉุกคิด ทำไมเขาถึงคิดอะไรแบบนั้นทั้ง ๆ ที่ปกติไม่เคยคิดต่อว่าอะไรใครเลย เขารู้สึกเหมือนตัวเองเปลี่ยนไป คล้ายมีเขาอีกคนอยู่ในร่างนี้ เขาที่ไม่ใช่เขา!

       “อะไรวะ ซุ่มซ่ามเป็นคนแก่ไปได้ อ้อ...ไม่ใช่คนแก่ แต่เป็นคนตาเหล่ เป็นคนพิการ!” พูดจบอัสนีก็หัวเราะร่วนชอบใจพลางปรายตามองรุ่นน้องด้วยความเวทนา อันที่จริงเขาไม่ได้มีปัญหากับต้อลหรอก เพียงแค่หมั่นไส้ว่ามันทำงานดีจนผู้จัดการชมออกหน้าออกตาบ่อย ๆ ถึงขนาดเอาไปชมในที่ประชุมให้พนักงานทุกคนเอาต้อลเป็นเยี่ยงอย่างว่า ถึงร่างกายจะไม่สมบูรณ์แต่ยังทำงานดีกว่าคนครบสามสิบสองประการเสียอีก พาลลามมาถึงเขาว่าเป็นหัวหน้างานแต่ทำงานได้ไม่ดีเท่าลูกน้อง ระวังสักวันลูกน้องจะก้าวกระโดดมาเป็นหัวหน้าแทน!

       เรื่องอะไร! กว่าเขาจะไต่เต้าได้มาเป็นหัวหน้าใช้เวลาเป็นสิบปี ไอ้ต้อลมาทำงานแค่สองปีจะได้ทำงานแทนเขาได้ยังไง ไม่ได้! ใครจะไปยอมได้!

       ต้อลได้ยินเช่นนั้นก็ชะงัก รู้สึกเนื้อตัวร้อนผ่าวราวกับมีคนเอาไฟมาสุม เขาเงยหน้ามองอัสนีที่ยืนกอดอกมองเขาด้วยสายตาเย้ยหยันตรงมาที่เขาอย่างคนที่เหนือกว่า มือทั้งสองข้างกอดอกพลางเบ้ปากแล้วเคาะปลายเท้าเป็นจังหวะอย่างยั่วโมโห

       “มองหน้าทำไมไอ้เหล่ จะมองก็มองให้มันตรง ๆ มองเหล่ ๆ แบบนี้กูไม่รู้ว่ามึงมองกูหรือมองใคร!” อัสนีเอาปมด้อยของอีกฝ่ายมาล้อแล้วหัวเราะลั่น คนในออฟฟิศแทนที่จะรู้สึกผิดชอบชั่วดีกันบ้าง ไม่ต้องถึงกับรู้สึกผิดชอบชั่วดีหรอก แค่ไม่ผสมโรงกับหัวหน้างานที่จิตใจมืดดำก็พอ

       แต่ก็ไม่...

       ใจของต้อลเต้นเร็วอย่างที่ชายผู้เป็นเจ้าของสัมผัสได้ ทั้งที่ไม่ได้ออกแรงอะไรแต่กลับรู้สึกเหมือนเพิ่งไปวิ่งรอบสนามมาสักสามรอบกลางแดดร้อน ๆ ร่างกายร้อนวูบวาบเหมือนคนที่กำลังจะเป็นไข้ เหงื่อไหลเต็มศีรษะจนหล่นลงมาที่หน้าผากก่อนจะหล่นลงมาที่ตา เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ถึงโกรธใครสักแค่ไหนแต่ก็ไม่เคยมีอาการเช่นนี้ ราวกับว่านี่ไม่ใช่ตัวเขา มีใครก็ไม่รู้อยู่ในร่างของเขา

       “เอ้า...เงียบทำไมล่ะไอ้เหล่ มองหน้ากูนี่” อีกฝ่ายท้าทายพลางหันไปหาเพื่อน ๆ ที่ต่างก็พากันเงยหน้าออกจากคอกของตัวเองมาดูหัวหน้ากำลังเล่นงานพนักงานดีเด่น คนที่ถูกเล่นงานนิ่งเงียบ มือที่กำเศษแก้วนั้นยิ่งกำแน่นตามอารมณ์ที่คุกรุ่น แน่นเสียจนมันบาดเข้าเนื้อทำให้เลือดไหล ชูศรีเห็นดังนั้นก็ร้องขึ้นอีกอย่างคนขวัญอ่อน...น่าจะปัญญาอ่อนด้วยกระมัง!

       “ว้าย! เลือดไหล!”

       คำว่า ‘เลือด’ ทำเอาต้อลก้มมองที่มือของตัวเองที่บัดนี้เต็มไปด้วยเลือดจากการถูกของมีคมบาด เขาไม่ได้ตกใจอะไร มันคงเลยจุดที่จะเจ็บปวดกับเรื่องแค่นี้แล้ว ตอนนี้ที่เจ็บกว่าคือตรงหน้าอกข้างซ้าย ตรงที่เรียกว่าหัวใจ เจ็บที่ถูกมนุษย์ด้วยกันดูถูก แบ่งชนชั้น ไม่มีใครเข้าใจเขาดีเท่าคนในกระจกที่บ้าน คนที่ตอนนี้เหมือนมาอยู่ในร่างของเขาแล้ว!

       “โอ๊ะ เลือดไหลเลยไอ้เหล่ รีบไปทำแผลแล้วมาเช็ดเลือดแกออกไปซะ เหม็นคาวเลือดคนพิการว่ะ” อัสนีโบกมือไล่ลูกน้องคนที่เขาชังขี้หน้าให้ไปทำแผล หันหลังจะกลับไปที่ห้องทำงานของตนซึ่งอยู่อีกทาง

       เรื่องน่าจะจบตรงที่ต้อลไปทำแผลที่ห้องพยาบาลแล้วกลับมาเช็ดรอยเลือดของตัวเอง

       แต่เปล่าเลย...

       ต้อลค่อย ๆ ลุกขึ้นจากพื้นแล้วหันไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง เอื้อมมือไปหยิบคัตเตอร์ด้ามคมในกล่องใส่เครื่องเขียนขึ้นมารูดใบมีดออกจนได้ระดับที่พอใจ ก่อนจะเดินไปทางด้านหลังของอัสนีที่กำลังจะเปิดประตูห้องทำงานเข้าไปแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

       “ถึงกูตาเหล่ กูก็ไม่ได้ไปตาเหล่บนหลังคาบ้านมึง ไอ้เหี้ย!”

       มีดคัตเตอร์ด้ามคมเอื้อมไปทางด้านหน้าบริเวณลำคอของหัวหน้างานก่อนจะถูกปาดอย่างแรงและเร็วเสียจนอีกฝ่ายไม่ทันได้ตั้งตัว เลือดสีแดงข้นพุ่งออกมาจนทำให้เสื้อเชิ้ตสีขาวยี่ห้อดังของอัศนีเปรอะเปื้อนชวนน่าสังเวช ยิ่งแหกปากร้องเลือดก็ยิ่งพุ่ง คนในออฟฟิศต่างพากันกรีดร้องแล้ววิ่งหลบกันไปคนละทิศคนละทางด้วยความตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ขณะที่ต้อลเองไม่ได้มีทีท่าตื่นกลัวอะไร เขายืนหน้านิ่งมองอัศนีที่ตอนนี้ล้มลงไปนอนจมกองเลือดบนพื้นเสียแล้ว นั่นดูเหมือนยังไม่สะใจพอเสียกระมัง ชายหนุ่มไปยืนคร่อมร่างของหัวหน้างานแล้วใช้คัตเตอร์ด้ามเดิมแทงเข้าไปที่ดวงตาข้างขวาของคนสารเลวที่เหยียบย่ำเขามาตลอดสองปี ไม่รู้เขาทนมาได้ยังไง

       “กูแค่ตาเหล่ แต่มึงจะได้ตาบอดเป็นคนพิการเต็มตัว ไอ้เหี้ย!”

       อัสนีแหกปากร้อง ต้อลมองแล้วเบ้ปาก รูดมีดคัตเตอร์ที่โชกไปด้วยเลือดกลับเข้าที่เดิมก่อนจะกลับไปยังโต๊ะทำงานของตัวเอง จัดการเก็บข้าวของใส่ลงกระเป๋าอย่างใจเย็นแล้วเดินผ่านคอกของพนักงานคนอื่น ๆ ที่เคยหัวเราะเยาะเขาพลางปรายตามองทีละคน...ทีละคน ภาพความทรงจำของแต่ละคนแล่นเข้ามาเหมือนว่าเขากำลังเปิดไดอารี่แห่งความแค้นขึ้นมาอีกครั้ง อยากจะเอามีดคัตเตอร์ปาดคอทีละคนเสียให้สิ้นซาก น่าเสียดายที่ไม่มีเวลามากขนาดนั้น เขาอยากจะกลับไปหาตัวเองในกระจกเงาเสียเหลือเกิน รู้สึกสังหรณ์ใจพิกลว่าจะเกิดอะไรไม่ดีกับต้อล 2 เพื่อนที่เขารักมากที่สุด คนที่เข้าใจเข้ามากที่สุดราวกับเป็นคนคนเดียวกัน

       ชายหนุ่มกำลังจะเดินออกไปที่หน้าประตูออฟฟิศ เสียงหวีดร้องของชูศรียังคงดังไม่หยุดเสียจนรำคาญหู ต้อลหันกลับไปมมอง มีดคัตเตอร์ที่อยู่ในมือถูกรูดขึ้นอีกครั้งก่อนจะเดินตรงไปยังหญิงร่างอ้วนที่ชอบโยนงานของตัวเองมาให้เขาทำอยู่เสมอ ใบมีดคมกริบที่ยังโชกเลือดของอัสนีชูขึ้นตรงหน้าของสาวเจ้าอย่างข่มขู่...ได้ผล ชูศรีเงียบกริบทันที ก็ลองแหกปากอีกสิ จะปาดคอให้ลึกถึงหลอดลมเลย!

       ชายหนุ่มหันกลับมามอง โบกมือลาทุกคนในออฟฟิศแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

       “ผมขอตัวกลับบ้านก่อนนะครับทุกคน ตั้งใจทำงานกันล่ะ”

       ต้อลบอกอย่างเยือกเย็นแล้วใช้มือที่เปื้อนเลือดผลักประตูกระจกให้เปิดแล้วเดินผิวปากออกไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งรอยมือที่เปื้อนเลือดไว้บนประตูกระจกให้แทนความคิดถึงต่างหน้า...คิดถึงว่าเป็นคนเหมือนกันไม่ควรดูถูกกัน เพราะไม่อย่างนั้นเลือดที่ติดตรงกระจกอาจเป็นเลือดของพวกมึงเป็นรายต่อไปก็ได้!

       ชายหนุ่มไม่รู้หรอกว่าเรื่องราวจะจบลงที่ใด รู้แต่ว่าตอนนี้เหมือนได้ปลดบ่วงอะไรบางอย่างที่มัดเขามานานแสนนานออกแล้ว!

       สบายใจฉิบหาย!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น