อัปเดตล่าสุด 2021-01-19 18:13:22

ตอนที่ 8 MONDAY-กระจกลวงตาย : เงาในกระจก

       ในขณะที่ชายหนุ่มตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกชุดซีฟู้ดชุดเล็กมาทานนั้น สายตาของเขาที่มองออกไปนอกร้านพอดีก็เห็นบุหลันเดินคุยมากับผู้ชายคนหนึ่งด้วยท่าทางสนิทสนม ทั้ง ๆ ที่เมื่อไม่ถึงห้านาทีก่อนยังบอกเขาว่ามีประชุมด่วน จังหวะหนึ่งเหมือนว่าบุหลันจะหันมาทางร้านชาบูที่ต้อลนั่งอยู่พอดี เขารีบยกเมนูขึ้นปิดหน้าของตัวเอง หัวใจเต้นระส่ำด้วยความรู้สึกหลากหลาย หนึ่งคือโกรธที่รู้ว่าหญิงคนรักโกหกเขาเรื่องประชุม ถ้าไม่อยากมาก็บอกกันตรง ๆ ก็ได้ ส่งผลถึงอารมณ์หึงหวงในข้อต่อมาที่เห็นว่านอกจากบุหลันจะโกหกแล้วยังแอบมาเดินหนุงหนิงกับผู้ชายคนอื่น และนั่นก็มีผลต่อข้อสามที่ยากจะห้ามอารมณ์นั้นได้...เมื่อเห็นว่าชายคนที่เดินกับบุหลันหล่อราวกับนายแบบซึ่งก็เหมาะสมกับบุหลันที่สวยและน่ารัก ในขณะที่เขาเองเป็นแค่ไอ้เหล่ซึ่งไม่มีอะไรคู่ควรกับบุหลันอย่างที่เคยได้ยินหลายคนแอบนินทา แต่กระนั้นเขาก็ยังเชื่อว่าความดีจะเอาชนะรูปร่างหน้าตาภายนอกได้ แต่ตอนนี้ชักไม่มั่นใจแล้ว

       การกินชาบูคนเดียวมื้อนั้นจึงเป็นชาบูที่ไร้ซึ่งความอร่อยอย่างที่สุด...

       ต้อลเลือกที่จะเดินไปเรื่อย ๆ ริมฟุตปาทในยามเย็นย่ำแทนที่จะเรียกแท็กซี่กลับบ้านอย่างที่เคยทำ ในหัวมีเรื่องต้องคิดมากมายเสียจนคิดว่าถ้าเดินจากตรงนี้ไปถึงเชียงใหม่อาจจะมีเวลาคิดเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตได้จนหมด เสียดายที่ไม่มีเวลามากขนาดนั้นและสังขารคงพาไปไม่ถึงเชียงใหม่ เขาน่าจะตายระหว่างทางไปเสียก่อน พยายามบอกตัวเองเองว่าไม่ใช่แค่เขาคนเดียวหรอกที่มีเรื่องให้คิด มนุษย์เราทุกคนต่างก็มีเรื่องให้คิดให้หาทางแก้ไขด้วยกันทั้งนั้น ก็ต้องค่อย ๆ คิด...ค่อย ๆ ทำไป เดี๋ยวก็จะผ่านไปได้เอง...มั้ง

       เสียงบีบแตรรถแท็กซี่ดังมาจากทางด้านหลัง ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก เพิ่งรู้ตัวว่าเดินลงจากฟุตปาทจนรถแท็กซี่ที่กำลังจะเลี้ยวเข้ามาจอดเกือบชน ต้อลหันไปทางรถแท็กซี่แล้วก้มศีรษะเล็ก ๆ เป็นเชิงขอโทษแล้วรีบก้าวเท้าขึ้นไปบนฟุตปาทอย่างเดิม แต่แล้วชายหนุ่มก็ต้องหรี่ตาลงเมื่อมีแสงไฟหน้ารถสะท้อนเข้ากับวัตถุบางอย่างที่วางเรียงรายอยู่ข้างถนน มันเป็นกระจกเงาน้อยใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าร้านขายกระจกตรงหัวมุมถนน ยามที่ต้อลหันมอง เขาเห็นเงาสะท้อนร่างของตัวเองนับสิบยืนอยู่ในองศาที่ต่างกัน ระยะไกลใกล้ไม่เท่ากันแล้วแต่ตำแหน่งและขนาดของกระจกเงาเหล่านั้น ยิ่งมีกระจกหลายบานยิ่งทำให้ต้อลมองเห็นความทุเรศของตัวเองชัดเจน ชัดเสียจนอยากจะหลับตาแล้วเดินออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด

       แต่แล้วชายหนุ่มก็ต้องชะงักเมื่อหันไปเห็นกระจกบานหนึ่งที่แขวนอยู่หน้าร้าน มันเป็นกระจกเงาสี่เหลี่ยมจัตุรัสธรรมดาขนาดประมาณ 60x60 เซนติเมตร กรอบไม้อัดสีดำนั้นดูไม่มีราคาอะไรนัก แต่ทว่าเมื่อต้อลมองเงาของตัวเองในกระจกบานนั้นเขากลับรู้สึกว่าตัวเองดูดีแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นอาจเป็นเพราะแสงเงากระมัง

       แต่...แต่ ดวงตาข้างขวาของเขาที่เคยเหล่นั้นกลับตั้งอยู่ในตำแหน่งปกติ ไม่ได้เหล่แบบที่เคยเป็น!

       ต้อลพยายามกะพริบตาถี่ ๆ แล้วมองเงาของตัวเองอีกครั้ง สิ่งที่พบก็ยังเป็นแบบเดิม ดวงตาข้างขวาของเขามองตรงมายังเงาของตัวเองในตำแหน่งดวงตาปกติทั่วไป ครั้นเมื่อหันไปมองกระจกบานอื่นมันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ดวงตาข้างขวาของเขายังคงเหล่แบบที่เห็นมาตลอดชีวิต...นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!

       “สวัสดีครับ สนใจกระจกบานไหนเป็นพิเศษไหมครับ ราคาคุยกันได้ครับ”

       ต้อลรู้สึกตัวว่ามีคนคุยกับเขาจึงละสายตาจากกระจกบานนั้นแล้วหันมามองเจ้าของร้าน เขาเป็นชายร่างท้วมอายุน่าจะราวสามสิบปลาย ๆ ใบหน้ายิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร ได้กลิ่นบุหรี่จาง ๆ ลอยมาจากตัวของเขา

       “เอ่อ...กระจกบานนี้เท่าไหร่ครับ ?” ไม่ได้คิดจะซื้อแต่ไม่รู้ทำไมปากถึงเอ่ยถามไปแบบนั้น ชายเจ้าของร้านหันไปมองกระจกที่แขวนอยู่แล้วย่นคิ้วก่อนจะเอ่ยถามซ้ำ

       “บานนี้เหรอครับ ? ทำไมสนใจบานนี้ล่ะครับ ? พอดีมันมีรอยร้าวตรงมุมหน่อยนึง เมื่อบ่ายลมพัดแรงจนตะขอหลุดตกลงพื้น ดีที่ไม่แตกแต่ก็ร้าว ที่จริงผมบอกให้ลูกน้องเอาไปเก็บแล้วแต่ไม่รู้ทำไมยังไม่เอาไปเก็บอีก อย่าเอาเลยครับ กระจกมันบิ่นแบบนั้น ดูบานอื่นดีกว่า ในร้านสวย ๆ เยอะแยะเลย” ชายคนนั้นผายมือเข้าไปในร้านที่มีกระจกเงานับร้อยแบบก่อนจะหันมาปลดกระจกเงาบานนั้นออกจากฝาผนัง ขณะที่ต้อลร้องขึ้นมา

       “เดี๋ยวครับ! แต่ผมอยากได้กระจกบานนี้จริง ๆ”

       ชายเจ้าของร้านชะงัก ยื่นกระจกบานนั้นให้คนที่สนใจดูตำหนิตรงมุมด้านล่างที่มีรอยบิ่นจากการตกกระแทก ถ้าดูให้ชัดจะเห็นว่าเริ่มมีรอยร้าวเพิ่มขึ้นแล้วด้วย

       “แต่มันบิ่นและเริ่มมีรอยร้าวแล้วนะครับ คุณจะเอาไปทำไมครับ ตามหลักฮวงจุ้ยเค้าห้ามเอากระจกร้าวเข้าไปไว้ในบ้านนะครับ เพราะมันอาจส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนในบ้านทำให้แตกแยก  อาจจะทำให้ทะเลาะกัน ไม่เข้าใจกัน หรือเกิดเรื่องบานปลายนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ก็ได้ เรื่องแบบนี้เชื่อไว้ก็ไม่เสียหลายนะครับ” ชายเจ้าของร้านกระจกเอ่ยเตือน เขาไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้มากมายหรอก แต่พ่อของเขาพอจะมีความรู้เรื่องฮวงจุ้ยอยู่บ้าง ซึ่งเขาก็ได้เรียนรู้มาเล็ก ๆ น้อย ๆ

       แต่คำเตือนของชายเจ้าของร้านกระจกไม่ได้ผล

       “ผมไม่ถือเรื่องฮวงจุ้ยอะไรหรอกครับ ผมถือเรื่องถูกชะตามากกว่า และผมก็ถูกชะตากับกระจกบานนี้” เขาบอกแล้วมองเงาของตัวเองผ่านทางกระจกบานที่ชายเจ้าของร้านถืออยู่ เขาดูดีเหลือเกิน เขาดูเหมือนคนปกติ ไม่ใช่คนตาพิการแบบที่เคยเป็น แม้ไม้รู้ว่ามันเกิดจากอะไร แต่เขาชอบกระจกบานนี้และอยากได้เป็นเจ้าของ

       “เอาอย่างนั้นเหรอครับ ถ้าซื้อแล้วคืนไม่ได้นะครับ” เจ้าของร้านไม่อยากขายให้นัก แต่ในเมื่ออีกฝ่ายตื๊อที่จะเอาเลยใช้เรื่องของการซื้อแล้วไม่รับคืนมาขู่ เผื่อจะเปลี่ยนใจ...แต่ก็ไม่

       “ไม่คืนครับ” ต้อลตอบอย่างหนักแน่น สุดท้ายเจ้าของร้านก็ต้องยอมแพ้

       “’งั้นก็ได้ครับ แต่ไม่รู้จะขายยังไงเลย เอาเป็นว่าคุณจะให้ผมเท่าไหร่ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นผมเอาไปห่อให้นะครับ” ว่าแล้วชายเจ้าของร้านก็ยกกระจกเงาบานนั้นหายเข้าใปในร้าน ขณะที่ต้อลมองตามเขาไปอย่างไม่ละสายตาด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนเอากระจกบานอื่นมาให้ ซึ่งต่อให้กระจกบานใหม่จะสวยกว่านี้ จะใหญ่กว่านี้ จะเงางามกว่านี้ แต่เขาก็ไม่ต้องการ เพราะเขาอยากได้กระจกบานที่เขาส่องแล้วกลายเป็นคนปกติเหมือนคนอื่น ๆ แบบบานนั้น แม้จะเป็นแค่เงาในกระจกก็ตามที!

 

       กระจกบานที่มีตำหนิเหมือนดวงตาของต้อลถูกนำมาตั้งไว้แทนกระจกบานเก่าที่ไม่ได้เสียหายอะไรแต่ถูกปลดระวางก่อนเวลาอันควร กระจกที่เขาได้มาในราคาหนึ่งร้อยบาทเท่านั้นแต่เหมือนมันเป็นของขวัญราคาแพงที่เขานั่งมองมานานจนตอนนี้เกือบจะเที่ยงคืนแล้วก็ยังไม่ลุกไปไหน มันเป็นครั้งแรกที่เขามองเงาของตัวเองนานขนาดนี้โดยที่ไม่เบือนหน้าหนีในสังขารที่อัปลักษณ์เสียก่อน พลางถามตัวเองว่า “นี่ตัวฉันเองจริง ๆ หรือ ?”  ทำไมถึงตาไม่เหล่และดูดีเสียเหลือเกิน ดูดีราวกับว่าเงาที่สะท้อนจากกระจกบานนั้นไม่ใช่เขา แต่มันจะไม่ใช่ได้ยังไง ในเมื่อเงาจะสะท้อนความจริงเสมอ คนในกระจกคือเขา เขาคนที่ใคร ๆ ก็จะเรียกว่า ‘ไอ้เหล่’  ไม่ได้อีกแล้ว

       เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะความคิด ชายหนุ่มแทบไม่อยากละสายตาจากกระจกตรงหน้าเลย แต่กระนั้นเสียงโทรศัพท์ที่ดังครั้งแล้วครั้งเล่าก็ทำให้ต้อลจำต้องหันไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของบุหลันก็ลังเลที่จะรับสาย สารภาพตามตรงเลยว่าตอนนี้เขาไม่อยากคุยกับบุหลัน ไม่ใช่เพราะยังโกรธเคืองที่จับได้ว่าหญิงคนรักโกหกหรอก แต่เพราะเขาไม่อยากเสียเวลาแม้แต่เพียงน้อยนิดในการนั่งดูเงาของตัวเองผ่านกระจกเงาบานนั้น  ตอนนี้เขาชักจะรู้สึกเหมือนตกหลุมรักคนที่อยู่ในกระจกเสียแล้ว

       ต้อลเลือกที่จะปิดเสียงโทรศัพท์แล้วนั่งมองเงาของตัวเองต่อพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว เขาใช้มือเอื้อมไปที่กระจกแล้วลูบไล้ใบหน้าของตัวเองอย่างหลงใหล มองดวงตาข้างขวาที่ปกติแล้วเวลามองตรงก็จะเห็นมันเหล่ แต่เมื่อมองผ่านกระจกบานนี้ดวงตาสีดำขลับกลับจ้องมาที่เขาเขม็ง คนตรงหน้าช่างเป็นคนที่มีเสน่ห์เสียเหลือเกิน ยามเขายิ้มให้อีกฝ่ายก็ยิ้มตอบอย่างไม่อิดออด

       “สวัสดี เราชื่อต้อลนะ แต่คนอื่นชอบเรียกเราว่าไอ้เหล่...ซึ่งเราไม่ชอบเลย นายเรียกเราว่าต้อลนะ อย่าเรียกว่าไอ้เหล่” ชายหนุ่มพูดกับเงาของตัวเองพลางจ้องมองไปยังอีกฝ่ายที่พยักหน้าตอบ ซึ่งเป็นการพยักหน้าที่ต้อลมั่นใจว่าเขาไม่ได้ทำก่อนแน่ ๆ สารภาพว่าตอนแรกเขาตกใจจนสะดุ้ง สายตาที่มองเงาของตัวเองนั้นตื่นตระหนกเหมือนสีหน้าจริงที่กำลังทำ ครั้นพอตั้งสติได้ก็ฉุกคิด...ถ้าในกระจกมีเขาอีกคนก็ดีสิ เพราะคนที่จะเข้าใจเขาได้ดีที่สุดก็คือเขาเอง การมีเพื่อนรักเป็นตัวเองมันดีกว่ามีเพื่อนรักเป็นใครคนอื่น

       “นายชื่ออะไรเหรอ เรามาเป็นเพื่อนกันนะ” เจ้าของห้องยื่นมือไปที่หน้ากระจก หวังให้อีกฝ่ายยื่นมาจับ...แต่ก็ไม่ เงาในกระจกทำสีหน้าผิดหวังเหมือนที่ต้อลกำลังทำอยู่ ชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็ชักมือกลับแล้วถอนหายใจยาว ๆ คิดดูสิ...ขนาดเงาของเขาในกระจกยังไม่อยากจะเป็นเพื่อนกับตัวเขาเองเลย แล้วจะหวังให้ใครมาอยากเป็นเพื่อนกับคนพิการดวงตาอัปลักษณ์แบบนี้ คนรักก็แอบนอกใจ หรือว่าชีวิตของเขาจะต้องโดดเดี่ยวอยู่แบบนี้จนวันตายกันนะ

       ต้อลลุกขึ้นยืน คว้าผ้าขนหนูแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำ นี่ก็เที่ยงคืนกว่าแล้ว เขาควรจะเตรียมตัวนอนเพราะเดี๋ยวพรุ่งนี้จะตื่นไปทำงานไม่ทัน บางทีการจะสานสัมพันธ์กับใครสักคนอาจต้องใช้เวลา....ชายหนุ่มคิดแบบนั้น

       เสียงฝักบัวในห้องน้ำเปิดดังซ่า...

       ในขณะที่กระจกเงาบานนั้นยังปรากฏเงาของชายเจ้าของห้องนั่งยิ้มอยู่

       ที่เดิมไม่ได้ลุกออกไปไหนเลย!

 

       แม้รู้ดีว่าหากยังมัวแต่นั่งมองเงาของตัวเองในกระจกอยู่นานสองนานแบบนี้อาจจะไปตอกบัตรเข้างานไม่ทัน แต่กระนั้นต้อลก็ยังใช้เวลานานมากกว่าปกติ วันนี้เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนกับเนกไทลายกราฟฟิกสีแดงเลือดหมูที่บุหลันซื้อให้เมื่อวันเกิดปีที่แล้ว มันเป็นเนกไทเส้นโปรดที่ต้อลใส่บ่อยแทบจะทุกวันจนคนอื่นนึกว่าเขามีปัญญาซื้อเนกไทไว้ใช้แค่เส้นเดียว เสื้อเชิ้ตสีฟ้าตัวนี้ก็ใส่ทุกครั้งที่ต้องเข้าประชุมเพราะรู้สึกว่าใส่แล้วมั่นใจกว่าเสื้อตัวอื่น ก็คงเหมือนกระจกนั่นแหละ กระจกบานไหนส่องแล้วตัวเองดูดีก็อยากจะส่องบานนั้นบ่อย ๆ

       “เราไปทำงานก่อนนะต้อล ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดี” เจ้าของห้องยิ้มให้เงาของตัวเองในกระจก วันนี้เขาดูภูมิฐานเสียเหลือเกิน อยากจะมองตัวเองในสภาพแบบนี้ตลอดเวลา นี่ถ้าเอากระจกติดตัวไปได้ก็คงดี

       ชายหนุ่มโบกมือลาคนในกระจก ซึ่งอีกฝ่ายก็โบกมือกลับ ต้อลหันหลังไปปิดไฟแล้วคว้ากระเป๋าเอกสารของตัวเองขึ้นมาถือไว้ก่อนจะกดล็อกประตูบ้านแล้วเดินออกไปด้วยความรู้สึกเหมือนว่าตัวเองไม่ได้อยู่ลำพังอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เขามีเพื่อนใหม่ เพื่อนที่จริงใจและรักเขาอย่างบริสุทธิ์ใจ เพื่อนที่เข้าใจทุกอย่างที่เป็นเขา เพื่อนที่ไม่มีวันทิ้งเขาไปไหน

       เพื่อนใหม่...นั่นก็คือเขาอีกคน

       ปกติเวลาทำงานก็แสนจะยาวนานจนน่าเบื่ออยู่แล้ว วันนี้มันกลับยาวนานจนน่าอึดอัดมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า ต้อลอยากจะกลับบ้านไปนั่งมองกระจกบานนั้นเสียเหลือเกิน และเหมือนจะได้ยินเสียงกระซิบของตัวเขาอีกคนดังแว่วมาในหูแทบจะตลอดเวลา ไม่มีสมาธิฟังอะไรเลยในที่ประชุม จนเมื่ออกมาจากห้องประชุมแล้วเสียงนั้นก็ยังลอยตามมาเหมือนเดิม คราวนี้ได้ยินเสียงนั้นบอกว่า “กลับบ้านมาคุยกันสิ” ดังอยู่อย่างนั้นซ้ำ ๆ จนบางทีต้อลคิดว่าจะแกล้งลาป่วยช่วงบ่ายแล้วกลับไปนั่งส่องกระจกที่บ้านดีหรือไม่

       “เฮ้ย...ไอ้เหล่ เหม่ออะไรอยู่ ?” เสียงของ อัสนี หัวหน้างานของต้อลดังขึ้นทักทายขณะที่ชายหนุ่มกำลังนั่งเหม่อ คนที่นั่งอยู่ในคอกเงยหน้ามองอย่างไม่ค่อยพอใจและชักสีหน้าใส่แบบที่ไม่เคยทำมาก่อน ปกติเวลาใครเรียกเขาว่าไอ้เหล่ก็ทำได้แค่ยิ้มรับ เพราะมันคือเรื่องจริงที่ต้องยอมรับมาตั้งแต่เด็ก แต่วันนี้ไม่แล้ว เขาไม่ได้ตาเหล่...อย่างน้อยก็ในกระจกบานนั้น

       “ผมชื่อต้อลครับ ไม่ได้ชื่อไอ้เหล่” ชายหนุ่มบอกพลางจ้องหัวหน้างานไม่วางตา อีกคนนิ่งไปชั่วอึดใจก่อนจะหลุดขำแล้วหันไปทางโต๊ะข้าง ๆ ที่เป็นพวกเดียวกันพลางพูดขึ้น

       “อุ้ย...วันนี้มาแนวเข้มแฮะ มึงเป็นอะไรของมึงไอ้เหล่ อยู่ที่นี่มาสองปี กูก็เรียกไอ้เหล่มาตลอด” อัสนีเอ่ยถามแล้วจ้องหน้าของต้อลบ้าง ในขณะที่อีกฝ่ายก็ยังจ้องกลับอย่างไม่กลัวเกรง

       “ไม่มีมารยาท คนอื่นเค้าคุยด้วยก็ต้องมองหน้าเค้าสิวะ มองสิ หน้ากูอยู่ตรงนี้ นี่กำลังมองกูหรือเปล่าเนี่ย ?”

       มันเป็นการถามเพื่อให้ต้อลขายหน้า ไม่ได้ถามเพราะอยากรู้หรอก นั่นยังไม่น่าเจ็บใจเท่าคนในออฟฟิศต่างพากันหัวเราะชอบใจแล้วหันมองมาทางต้อลที่ยืนกำมือแน่นอย่างแค้นใจ ไม่รู้ทำไมตัวเองถึงไม่อยากทนอีกต่อไปแล้วทั้งที่ก็เคยทนมาได้ตลอดชีวิต แต่กระนั้นต้อลก็เลือกที่จะเงียบแล้วนั่งลง หันมองเงาของตัวเองที่สะท้อนมาจากกระจกบานเล็กที่วางอยู่ข้างคอมพิวเตอร์ ความจริงไม่เคยโกหกว่าตาของเขาเหล่เมื่อมองผ่านกระจกบานนั้น...ความจริงที่ไม่อยากจะยอมรับ เขาอยากกลับไปส่องกระจกที่บ้านเสียเหลือเกิน กระจกบานนั้นทำให้เขาสบายใจ ทำให้เขามีความสุขเหมือนได้พบเพื่อนที่รู้ใจ ได้เห็นตัวเองเป็นแบบปกติเหมือนคนอื่น ๆ ไม่ใช่คนพิการแบบนี้!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น