อัปเดตล่าสุด 2021-01-24 00:23:02

ตอนที่ 36 บทส่งท้าย

       โกโก้ร้อนกับนมชมพูเย็นถูกพี่ชายที่เป็นพนักงานของร้านนำมาวางให้น้องชายกับหญิงคนรัก ชายหนุ่มอยากจะเขกกะโหลกน้องชายเสียเต็มประดาแต่ก็ทำไม่ได้ด้วยตำแหน่งในวันนี้ คนพี่เป็นพนักงาน คนน้องเป็นลูกค้า ต่อให้เป็นพี่น้องกันแต่ก็ไม่ใช่สถานที่ที่จะเอาสถานะมาใช้ได้ ไอ้คนน้องก็ชอบยียวนกวนประสาทจนบางทีคนพี่อยากจะขอลาออกจากการเป็นพนักงานหนึ่งวันแล้วตบกบาลมันไปสักที

       “รีบกินแล้วก็รีบไป ๆ ซะ ร้านอื่นมีตั้งเยอะเยะมาทำไมร้านนี้” คนพี่เอ่ยถามเสียงแข็ง รอบมหาวิทยาลัยมีร้านกาแฟสวย ๆ ร้านอาหารอร่อย ๆ เยอะแยะ ที่น้องชายเลือกมาที่นี่เพราะอยากจะกวนประสาทเขาแหละ ดูออก

       “แหม...ทำไมพูดกับลูกค้าอย่างนี้ล่ะครับ” ต้นไม้ทำเสียงเข้มแล้วแกล้งชูมือขึ้นทำราวกับจะเรียกผู้จัดการร้านมาฟ้อง พี่ชายเห็นเช่นนั้นจึงตบกบาลน้องชายไปหนึ่งทีอย่างเหลืออด กำลังจะยียวนกันต่อแต่ขนมหวานเรียกไว้เสียก่อน

       “ไม้ ดูอะไรนี่สิ” หญิงสาวที่หยิบหนังสือรวมเรื่องสั้น 7 วันจองเมรุ ไปดูฆ่าเวลาชี้ให้ชายคนรักดูลายเซ็นของอาจารย์เติร์กที่หน้าแรกของหนังสือ

       ต้นไม้หันมามองแล้วอ่านตัวหนังสือที่อีกฝ่ายบรรจงเขียนให้พลางย่นคิ้ว

 

       ‘สำหรับ ‘ต้นโมก’

              คิดถึงเสมอมาและจะตลอดไป

                                    ยังเติร์ก’

 

       “เอ้า! ทำไมอาจารย์เติร์กเซ็นชื่อให้เราเป็น ‘ต้นโมก’ ไม่ใช่ ‘ต้นไม้’ ล่ะ ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามหญิงคนรัก เธอส่ายหน้าไม่รู้เหมือนกัน คนเป็นพี่ชายที่ชะเง้อดูบ้างจึงสันนิษฐานเอา

       “สงสัยอาจารย์เติร์กแกได้ยินผิดมั้ง อาจได้ยินชื่อ ‘ต้นไม้’ เป็น ‘ต้นโมก’ แต่ก็ชื่อเท่ดีนะ ต้นโมก ทำไมแม่ไม่ตั้งฉันให้ชื่อต้นอะไรเก๋ ๆ บ้างวะ ตั้งมาได้ชื่อ ‘ต้นตาล’ เวลาเพื่อนเรียกก็เรียกไอ้ตาลบ้างล่ะ ลูกตาลบ้างล่ะ บางทีเรียกน้ำตาล จนหลาย ๆ คนที่ไม่รู้จักพอพูดถึงฉันจะคิดว่าเป็นผู้หญิง แม่นะแม่!” ชายหนุ่มบ่นกระปอดกระแปด ขนมหวานได้ยินเช่นนั้นก็หลุดขำแล้วบอก

       “จริงค่ะ ตอนแรกที่หนูรู้ว่าไม้มีพี่ชื่อตาล ก็นึกว่าเป็นผู้หญิง”

       “เห็นไหม คนใกล้ตัวยังคิดเหมือนกันเลย เอาไว้ได้ชื่อต้นอะไรเก๋ ๆ จะไปเปลี่ยนใหม่” ต้นตาลพูดจริง ถึงจะไม่รู้ว่าสายเกินไปสำหรับคนอายุ 24 หรือเปล่า เพราะตอนนี้ใคร ๆ ก็รู้จักว่าเขาชื่อต้นตาลกันหมดแล้ว

       “ต้นงิ้วไหมล่ะ หรือจะเอาต้นกะทกรก ไม่ซ้ำใครดี เวลาเรียกก็เรียกว่า ‘ไอ้งิ้ว’ หรือไม่ก็ ‘พี่กะทกรกขา’ ตัลล้ากกกกกก...” คนน้องเสนออย่างกวนประสาท ต้นตาลเกือบจะเอาถาดในมือฟาดหัวน้องชายเสียแล้วถ้าไม่หันไปเจอผู้จัดการร้านยืนทำตาเขียวใส่ เขาจึงจำต้องเอาถาดลงแล้วยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะหันมาบอกต้นไม้และขนมหวานที่นั่งอยู่

       “ฉันไปก่อนนะ ผู้จัดการตาเขียวแล้ว”

       “ดีมาก ตั้งใจทำงานนะนายต้นกะทกรก!” คนน้องตะโกนเสียงดังจนคนในร้านหันมองแล้วพากันหัวเราะคิกคัก คนพี่แทบจะเอาหน้าซุกแผ่นดินหนี ทำได้แค่หันมาทำท่ามะเหงกให้น้องชาย...ฝากเอาไว้ก่อน กลับบ้านเมื่อไหร่มึงตาย!

       “เออ...แล้วนี่ไม้จะทำยังไง ?” หญิงสาวยังคาใจเรื่องที่อาจารย์เติร์กเขียนชื่อชายคนรักผิด ต้นไม้มองลายมือของอาจารย์แล้วบอกอย่างไม่คิดมากอะไร

       “เดี๋ยวเอาไว้เจออาจารย์แกเมื่อไหร่ ค่อยให้แกเอาปากกาลบคำผิดลบแล้วเขียนทับก็ได้”

       “ก็ดีนะ” หญิงสาวพยักหน้าเห็นด้วยแล้วยกแก้วโกโก้ร้อนขึ้นดื่ม

       นมชมพูจะของใครล่ะ ? ก็ของต้นไม้น่ะสิ!

       ตัลล้ากกกกกก...

 

       ที่ชั้นหนังสือภายในห้องนอนของต้นไม้เต็มไปด้วยหนังสือสยองขวัญของสำนักพิมพ์โซฟาที่วางเรียงรายไว้อย่างเป็นระเบียบ เขาสะสมหนังสือของสำนักพิมพ์นี้ตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น เริ่มจากการยืมเพื่อนอ่าน มาหลัง ๆ รอนานชักไม่ทันใจและเกรงใจที่ต้องยืมเพื่อนบ่อย ๆ สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจซื้อเองมันเสียเลย ที่สำคัญเข้าใจเพื่อนว่าบางทีอีกฝ่ายก็ไม่อยากให้คนอื่นยืมหรอกเพราะกลัวว่าจะทำหนังสือเสียหาย ซึ่งเขาเองก็เป็นเช่นนั้น เพราะเคยให้เพื่อนยืมแล้วได้กลับคืนมาในสภาพเหมือนพาหนังสือไปรบ คนที่ไม่ได้รักหนังสือคงไม่มีวันเข้าใจ

       หนังสือร่วมเรื่องสั้น 7 วันจองเมรุ วางอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือพร้อมกับชานมแก้วใหญ่ เขาตั้งใจว่าคืนนี้จะอ่านให้จบ นึกเสียดายที่เรื่องสั้นของตัวเองไม่ได้เข้ารอบ แต่ก็อย่างว่าแหละ เขาอ่านงานของตัวเองแล้วก็ยังรู้สึกขาด ๆ เกิน ๆ คงต้องใช้เวลาในการฝึกฝนอีกเยอะ เอาไว้ประกวดคราวหน้าจะลองส่งอีก ถ้าคราวหน้าไม่ผ่านก็จะส่งคราวโน้น มันต้องผ่านเข้ารอบสักวันแหละ!

       ชายหนุ่มเปิดหน้าแรกของหนังสือ อ่านข้อความที่อาจารย์เติร์กเขียนไว้ให้ด้วยความรู้สึกประหลาด แม้มันไม่ใช่ชื่อของเขาแต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่ามันเป็นชื่อของเขา ชายหนุ่มนั่งมองลายมือของคนให้อยู่นานสองนานจึงค่อยเรียกสติให้ตัวเองเริ่มอ่านหนังสือได้แล้ว ต้นไม้เริ่มอ่านตั้งแต่หน้าแรกอย่างตั้งใจ ไล่อ่านตั้งแต่เรื่องสั้นเรื่องแรกของคนเกิดวันอาทิตย์ด้วยความรู้สึกตื่นเต้น และสังเกตวิธีการเล่าเรื่อง การตีความของนักเขียนแต่ละคนเก็บไว้เป็นความรู้

       เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ รู้แต่ว่าเสียงรถราที่วิ่งอยู่บนถนนนอกบ้านเงียบสงบแล้ว ชานมหมดแก้วแล้ว ต้นไม้เปิดเรื่องสั้นเรื่องสุดท้ายที่เป็นของอาจารย์เติร์กอ่าน หันไปมองนาฬิกา...มันเป็นเวลาตีสองหนึ่งนาที ดูแล้วเรื่องนี้มีความยาวมากที่สุด สิ่งแรกที่สงสัยคือทำไมอาจารย์เติร์กถึงใช้ชื่อของตัวเองเป็นตัวเอกของเรื่อง และใช้ชื่อต้นโมกที่เซ็นให้เขาผิดเป็นตัวรอง บางทีอาจารย์คงอยากให้ตัวเองเป็นพระเอกแบบเวลาที่ดูละครแล้วเราจินตนาการว่าตัวเองได้เป็นพระเอกนางเอกอะไรแบบนั้นกระมัง

       ต้นไม้เริ่มง่วงแล้วแต่ก็คิดว่าจะพยายามจะอ่านเรื่องสั้นเรื่องสุดท้ายของเล่มให้มันจบ จะได้ไม่ค้างคา  ตั้งแต่ตัวอักษรแรกที่เริ่มอ่านชายหนุ่มก็รู้สึกใจสั่นอย่างไม่มีเหตุผล เวลาอ่านตัวละครที่ชื่อยังเติร์กใบหน้าของอาจารย์เติร์กก็ลอยเข้ามาทุกครั้ง นั่นยังไม่น่าแปลกใจเท่า ทำไมเวลาอ่านถึงตัวละครที่ชื่อต้นโมกต้องเห็นเป็นหน้าของตัวเองด้วย...

        แม้ร่างกายจะบอกให้หลับแต่ทว่าสายตากลับพยายามจะอ่านเรื่องสั้นเรื่องสุดท้ายให้จบ จำได้ว่าเนื้อเรื่องส่วนสุดท้ายที่อ่านถึงคือตอนที่...

 

       “มันไม่ใช่เรื่องงี่เง่าไม่งี่เง่าหรอก แต่จุดของความอ่อนแอคนเรามันไม่เท่ากัน ในช่วงเวลานั้น ๆ คนเรามันรู้สึกกันได้ อย่างตอนเด็ก ๆ การถูกเพื่อนล้อชื่อพ่อแม่แม่งโคตรเรื่องใหญ่ แต่พอมามองวันนี้มันกลายเป็นเรื่องตลก สำหรับคนบางคนอาจมีปมบางอย่างที่คนอื่นไม่เข้าใจ...ก็ช่างปะไร เราเข้าใจมันก็พอ นายเคยได้ยินคำว่า ‘สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดีเสมอ’ ไหม ? นั่นแหละที่เราอยากให้นายคิด แม้สิ่งที่เกิดไปแล้วมันจะไม่ดีเท่าไหร่ แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว กลับไปแก้ไขมันไม่ได้ ก็คิดเสียว่ามันดีแล้ว จะได้สบายใจ ที่สำคัญคือนายอย่าโทษตัวเอง อย่าทำร้ายตัวเอง มันไม่มีประโยชน์ แผลต้องการยารักษานะ ไม่ใช่การทำให้เป็นแผลซ้ำ ๆ ให้เจ็บหนักมากขึ้นไปอีก...แล้วนี่ดูสิ ตบหน้าตัวเองจนแดงหมดแล้ว มา ๆ เราเป่าให้...หายนะ เพี้ยง!” ยังเติร์กที่ยังจับหน้าของต้นโมกอยู่เป่าที่แก้มของอีกฝ่ายเบา ๆ ราวกับมีมนต์วิเศษ ก่อนจะก้มหน้าลงมาตรงหน้าอกข้างซ้ายแล้วเป่าเบา ๆ อีกครั้ง “...ตรงนี้ก็หายไวไวนะ เพี้ยง!”

       “นายเป่าอะไรน่ะ ?” คนถูกกระทำเอ่ยถาม รู้สึกใจเต้นแรง...รู้สึกทั้ง ๆ ที่ไม่มีหัวใจ

       “เป่าตรงหัวใจของนายไง ร่างกายของนายน่ะเจ็บไม่นานก็หาย แต่แผลที่หัวใจนายต้องการการรักษา เราไม่รู้หรอกว่ามันจะช่วยได้ไหม มันจะหายหรือเปล่า แต่อย่างน้อยเราก็อยากทำให้นายรู้สึกดีขึ้น อยากให้นายรู้ว่าถึงนายจะไม่มีใคร แต่นายยังมีเรานะ” ยังเติร์กจ้องหน้าของวิญญาณที่แสนจะน่าสงสารด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำ ในขณะที่ต้นโมกก็จ้องดวงตาที่แสนจะหวังดีนั้นกลับด้วยหัวใจพองโตที่ได้รู้ว่ามีคนเข้าใจและห่วงใยเขาขนาดนี้

       บางทีความรักก็มาทักทายอย่างไม่รู้ตัว...

       ยังเติร์กค่อย ๆ บรรจงจูบที่ปากบางของต้นโมก...ในขณะที่อีกฝ่ายก็ยินยอมและพร้อมใจ

       ดอกไม้กำลังจะผลิบานอีกครั้งในสวนที่เคยเปียกชุ่มด้วยน้ำตา

       โดยไม่สนว่าทั้งคู่จะอยู่กันต่างภพ...

       ภพของมนุษย์และภพของวิญญาณ!

 

       แล้วความเหนื่อยอ่อนก็เกินจะทานทน สุดท้ายต้นโมกก็หลับไปโดยไม่รู้ตัว

       ไม่รู้เลยว่าเรื่องทั้งหมดที่อีกฝ่ายเขียนคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อชาติที่แล้วของตัวเอง!

       . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

       ยังเติร์กนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนทางด้านส่วนป่าของมหาวิทยาลัยในยามเช้า เสียงนกดุเหว่าร้องดังก้องไปมาสอดประสานกับเสียงลมที่โชยพัดจนทำให้ใบไม้ไหว เกิดเป็นเสียงเพลงแห่งธรรรมชาติน่ารื่นรมย์ ยังเติร์กนอนคิดเรื่องชายหนุ่มที่ชื่อต้นไม้ทั้งคืน...ใบหน้าของเขา น้ำเสียงของเขา ท่าทางของเขา หรือแม้แต่กระทั่งกลิ่นของเขาช่างเหมือนกับต้นโมกเสียเหลือเกิน เหมือนต้นโมกในภาคที่มีความสุข ไม่ใช่ต้นโมกในภาคเศร้าสร้อยแบบที่เขาเคยรู้จัก

       ชายหนุ่มปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกสองเม็ด ก่อนจะถอดเอาสร้อยเส้นที่สวมอยู่ออกมา มันเป็นสร้อยที่ยังเติร์กใส่มาตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีก่อน ที่จี้นั้นเป็นเศษกระเบื้องชิ้นเล็ก ๆ ที่เลี่ยมกรอบอย่างสวยงาม เคยมีคนถามว่ามันคืออะไร มันคือของขลังชนิดไหน ยังเติร์กทำได้แค่ยิ้มแล้วบอกว่า...

       “มันเป็นเศษศาลพระภูมิครับ”

       มันทำให้คนฟังย่นคิ้วด้วยความสงสัย บางคนก็เอาเขาไปเม้าท์ว่าสติไม่ดี ไม่มีใครรู้หรอกว่าเศษศาลพระภูมิชิ้นนี้มีความหมายกับเขามากแค่ไหน สิ่งที่คนอื่นมองว่าไม่มีค่า ไม่ใช่ตัวตัดสินว่ามันไม่มีค่า มันอาจไม่มีค่าทางเงินทอง ไม่มีค่าทางสิ่งศักดิ์ ไม่มีค่าให้บูชา แต่มันมีค่าต่อจิตใจ มีค่ากับความทรงจำ เพราะเศษศาลพระภูมิชิ้นนี้เป็นตัวแทนของต้นโมก ที่ทำให้ยังเติร์กรู้สึกเหมือนต้นโมกอยู่กับตัวตลอดเวลา

       ชายหนุ่มมองมันอย่างชั่งใจว่า ถึงเวลาที่เขาควรมูฟออนเพื่อเปิดใจให้คนอื่นบ้างหรือยัง ตลอดเวลายี่สิบปีที่ผ่านมา เขาเฝ้ารอต้นโมก รอทั้งที่ไม่รู้ว่าจะได้เจอเขากลับมาไหม รอด้วยความหวังล้ม ๆ แล้ง ๆ เหมือนในละครที่หวังว่าจะได้เจอสิ่งมหัศจรรย์ในสักวันหนึ่ง ใช่...มันเป็นการรอคอยที่จะได้เจอต้นโมกอีกครั้ง และสุดท้ายเขาก็ได้เจอจริงๆ เจอในแบบที่ต้นโมกไม่ใช่ต้นโมกอีกแล้ว

       เขาควรจะเลิกรอ เลิกหวัง ต่างคนต่างก็มีชีวิตของตัวเอง

       ยังเติร์กมองสร้อยสุดที่รักของตัวเองแล้วยิ้ม ยกมันขึ้นจูบเบา ๆ เหมือนเป็นการสั่งลา

       ลาก่อนต้นโมก...

        . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

       “เราอยากอยู่กับนาย”

       “เฮ้ย! ไม่ได้ นายยังไม่ถึงที่ตาย นายฟังเรานะเติร์ก นายอย่าทำผิดแบบเรา เพราะนายเองก็รู้ว่าผลสุดท้ายมันจะเป็นยังไง นายจะต้องทรมานแบบเรา ต้องมาตายที่จุดเดิมซ้ำ ๆ จนกว่าจะสิ้นอายุขัย นายไม่อยากเห็นเราทรมานนายเลยมาช่วยเราใช่ไหม เราก็ไม่อยากเห็นนายทรมานแบบที่เราเคยเป็นเหมือนกัน นายยังมีชีวิตอีกยาวไกล นายยังมีอนาคตที่ดี นายต้องกลับไปใช้ชีวิตให้คุ้ม อย่าคิดอะไรบ้า ๆ เพราะหลังจากนี้เราก็ต้องไปตามทางของเราแล้ว ต่อให้นายตายไป นายก็ไม่ได้อยู่กับเรา นายเข้าใจไหมเติร์ก นายฟังเราอยู่หรือเปล่า!” ต้นโมกพยายามบอกกับยังเติร์กที่ยังยืนนิ่ง ร่างของเขาเลือนรางไปมากจนตอนนี้แทบจะเรียกได้ว่าโปร่งแสง อีกฝ่ายจ้องหน้าของชายคนรักแล้วเอ่ยถามเสียงสั่น

       “แล้วเราจะได้เจอกันอีกไหม ?” แม้จะรู้คำตอบดีแต่ก็อยากถาม ดวงตาที่ล้นเอ่อด้วยน้ำตามองหน้าของต้นโมกอย่างอาวรณ์ อีกฝ่ายยิ้ม...เป็นการยิ้มทั้งน้ำตาแล้วพยักหน้ารับ

       “ได้เจอสิ แค่นายหลับตา นายก็จะเจอเราแล้ว ตรงนี้ไง...ที่หัวใจ”

       ต้นโมกยื่นมือไปจับที่หน้าอกข้างซ้ายของยังเติร์กก่อนจะโผเข้ากอด เมื่อได้จังหวะต้นโมกก็ผลักร่างของยังเติร์กให้กลับเข้าไปในร่างของชายหนุ่มเองที่นอนหายใจแผ่ว ชีพจรเริ่มจะเบาจนแทบจับไม่ได้อยู่บนพื้นถนน

       “ต้นโมก...เรา...รัก...นาย!”

       วิญญาณของยังเติร์กถูกดูดเข้าไปในร่างของตัวเองอย่างรวดเร็วจนไม่ทันได้ตั้งตัว ชายหนุ่มคล้ายคนจมน้ำที่สำลักน้ำขึ้นมาสูดอากาศหายใจจนวินมอเตอร์ไซค์คนที่กำลังช่วยปั๊มหัวใจอยู่สะดุ้งแล้วร้องขึ้นมาด้วยความดีใจ

       “ฟื้นแล้ว! ไอ้หนุ่มนี่ฟื้นแล้ว!”

       เปลือกตาอันหนักอึ้งของยังเติร์กค่อย ๆ ยกขึ้น ภาพเลือนรางตรงหน้าปรากฏคนมากหน้าหลายตากำลังรายล้อมตัวเขา โดยหนึ่งในนั้นมีร่างของต้นโมกยืนอยู่ด้วย ในขณะที่ภาพคนอื่นไม่แจ่มชัด แต่ภาพของต้นโมกกลับชัดเจนเสียเหลือเกิน รอยยิ้มของเขาที่ยิ้มส่งมานั้นยังติดตาและตรึงอยู่ในหัวใจ ต้นโมกโบกมือลาอีกฝ่ายช้า ๆ ก่อนที่ร่างจะค่อย ๆ มลายหายไปกับฝูงชน เมื่อเห็นเช่นนั้น...แม้ร่างของยังเติร์กจะเจ็บร้าวไปทั้งร่างแต่ทว่าปากของเขาก็ยังพยายามเปล่งเสียงสุดท้ายออกมาก่อนที่สติจะขาดหายไปอีกครั้ง

       “ต้น...โมก...เรา...รัก...นาย”

       ต้นไม้สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากโต๊ะอ่านหนังสือ...

       ความฝันนั้นเหมือนปลุกให้เขาตื่นมาในโลกของความจริง นี่เขาเอาเรื่องที่อ่านค้างไว้ไปฝันต่อเป็นเรื่องเป็นราวเลยหรือนี่ จำได้ว่าอ่านถึงตอนที่ยังเติร์กกับต้นโมกคุยกันในห้องนอน แล้วนี่เขาเอาไปฝันต่อจนจบเรื่อง    มองดูนาฬิกาแล้วเห็นว่ายังพอเหลือเวลาก่อนจะไปมหาวิทยาลัย ถ้าอย่างนั้นเขาอ่านให้จบไปเลยดีกว่า อยากรู้ว่าเรื่องที่อาจารย์เติร์กแต่งมันจะจบยังไง

       แล้วต้นไม้ก็ต้องแปลกใจ...

       เพราะเรื่องหลังจากนั้น มันเป็นเรื่องที่เหมือนในฝันเขาไม่มีผิดเพี้ยน เหมือน...ทั้งที่เขายังอ่านไม่ถึงตอนนั้น เหมือนจิตของเขาสื่อสารกับเรื่องสั้นของอาจารย์เติร์กอย่างไม่รู้ตัว หัวใจของต้นไม้เต้นเร็วและแรง เรื่องราวในเรื่องสั้นของอาจารย์เติร์กเข้ามาโลดแล่นในหัวราวกับมันคือเรื่องของเขากับอีกฝ่าย เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง เรื่องราวระหว่างต้นโมกกับยังเติร์ก

       ซึ่งยังเติร์กก็คืออาจารย์เติร์ก...และต้นโมกก็คือเขาเอง

       ต้นโมกกับต้นไม้คือคนคนเดียวกัน!    

 

       ยังเติร์กมองสร้อยอันเป็นตัวแทนของชายคนรักเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเงยมองตรงไปยังฟ้ากว้าง ยิ้มเล็ก ๆ ให้กับความทรงจำที่ผ่านมา ความสุขของเขาคือการได้เห็นต้นไม้มีความสุขในภพนี้ รักที่แท้จริงคือการมีความสุขเมื่อเห็นอีกฝ่ายมีความสุข ในเมื่ออีกฝ่ายมูฟออนแล้ว เขาก็ควรจะมูฟออนบ้างเสียที

       อาจารย์หนุ่มกำลังจะขว้างสร้อยเส้นนั้นไปให้ไกลแสนไกล

       แต่แล้วกลับมีสายลมโชยพัดมาพร้อมกลิ่นหอม ๆ ที่คุ้นเคย

       ยังเติร์กชะงัก หันมองไปยังทิศทางของสายลม

       ต้นไม้วิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดทางด้านหลังของอีกฝ่าย

       พร้อมกับคำถามสั้น ๆ

       “นายจะทิ้งเราจะจริง ๆ เหรอเติร์ก ?”

       เจ้าของสร้อยเผยยิ้ม...

       การรอคอยที่นานแสนนาน...ได้สิ้นสุดลงแล้ว

 

จบบริบูรณ์

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น