อัปเดตล่าสุด 2021-01-24 00:12:20

ตอนที่ 35 คิดถึงเสมอมาและจะตลอดไป

      ผมปิดหนังสือรวมเรื่องสั้นที่เข้ารอบการประกวดลงแล้วยิ้ม มันเป็นเรื่องสุดท้ายที่จบได้แบบอิ่มเอมเสียเหลือเกิน แม้ว่าผมจะเป็นคนเขียนเองและอ่านมันเองมาแล้วนับร้อยครั้งแล้วก็ตาม ไม่รู้สึกเสียดายเลยที่ตัวเองไม่ได้เขียนเรื่องผีสยดสยองแบบคนอื่น เพราะถ้าเป็นแบบนั้นหนังสือเล่มนี้คงไม่มีหลายรสชาติจนรู้สึกอิ่มเมื่ออ่านจบเล่มเช่นนี้

      ผมไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกที่ตัวละครในเรื่องแสดงออกมานั้นเรียกว่า ‘ความรัก’ หรือเปล่า แต่ผมรู้สึกว่าเขามีความรู้สึกดี ๆ ให้กันแม้จะอยู่ต่างภพ ถึงตอนจบต่างคนต่างต้องไปตามทางเดินของตัวเอง แต่ผมเชื่อว่าเขาจะยังคิดถึงกันตลอดไปอย่างแน่นอน

      ผมนั่งยิ้มอยู่อย่างนั้นหลายนาที พลางใช้มือลูบหน้าปกหนังสือที่มีผลงานของตัวเองรวมอยู่ในนั้นอย่างภูมิใจ ก่อนจะกวักมือเรียกน้องพนักงานให้มาคิดเงินจะได้กลับบ้านไปนอนอ่านเรื่องสั้น 7 คืนจองเมรุ อีกสักรอบ ตั้งหน้าตั้งตารอวันหนังสือวางแผง อยากจะไปถ่ายเซลฟี่กับหนังสือที่มีผลงานตัวเองเป็นที่ระลึกที่ร้านหนังสือแล้วเหมามาสัก 9 เล่ม เอาไปแจกญาติมิตรเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย

      “คิดเงินด้วยครับ”

      “สักครู่นะครับอาจารย์” พนักงานหนุ่มรับคำก่อนจะเดินไปที่หน้าเคาน์เตอร์แล้วบอกแคชเชียร์สาวให้

      เช็กบิล

      ผมเก็บหนังสือใส่ซองสีน้ำตาลดังเดิมแล้วล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมาเตรียมจ่ายเงินค่าอาหาร ไม่นานนักพนักงานหนุ่มก็เดินเอาบิลค่าอาหารมาวางไว้ตรงหน้า ผมมองบิลแล้วหยิบเงินในกระเป๋าสตางค์เท่ากับราคาอาหารให้ ก่อนจะหยิบเพิ่มมาอีกยี่สิบบาทแล้วยัดใส่มือพนักงานคนคุ้นเคย

      “อันนี้ทิปต่างหากนะ” ผมบอกกับอีกฝ่าย พนักงานหนุ่มคนนั้นยิ้มแล้วยกมือไหว้ก่อนจะรับเงินนั้นไปพลางยิ้มกว้างให้อย่างเป็นมิตร ไม่ใช่เพราะได้ทิปแล้วจึงยิ้มหรอก พนักงานคนนี้ชอบยิ้มและทำตัวมีไมตรีตลอดเวลาอยู่แล้ว นั่นจึงทำให้ผมประทับใจเสมอ

      ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้ สะพายกระเป๋า ไม่ลืมถือซองกระดาษสีน้ำตาลขึ้นมาแล้วเดินไปที่ด้านหน้าร้าน กำลังจะผลักประตูกระจกออก ทันใดนั้นคนที่กำลังจะเข้ามาในร้านก็ผลักสวนเข้ามาเสียก่อนทั้ง ๆ ที่หน้าประตูเขียนไว้ว่าให้ ‘ดึง’ ส่งผลให้ผมล้มลงกับพื้น ซองกระดาษสีน้ำตาลกระเด็นไปอีกทาง หนังสือรวมเรื่องสั้น 7 วันจองเมรุ กระเด็นออกมาด้านนอก ยังไม่ทันที่ผมจะได้ทำอะไร มือของคนที่เปิดประตูมาชนผมก็รีบดึงตัวผมขึ้นมาพร้อมทั้งกล่าวขอโทษขอโพยอย่างรู้สึกผิด

      “ขอโทษครับ ขอโทษจริง ๆ พี่เป็นอะไรหรือเปล่าครับ ?” เด็กหนุ่มอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบปีเอ่ยถาม สีหน้าดูเป็นกังวลราวกับเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

      ผมนิ่ง มองหน้าเขาแล้วพูดไม่ออก มันเหมือนโลกหยุดหมุน เหมือนลมหายใจสะดุด เหมือนอยู่ในความฝันทั้งที่เป็นความจริง กลิ่นหอม ๆ ที่คุ้นเคยลอยเข้ามาทักทายเพื่อนเก่า...ที่ไม่ได้เจอกันแสนนาน

      “ไอ้ไม้ ทำไมแกเปิดประตูไม่ดูตาไม้ตาเรือ แล้วนี่ขอโทษอาจารย์เติร์กหรือยัง ?” พนักงานหนุ่มเอ็ดน้องชายเสียงเขียวก่อนจะรีบเข้ามาเก็บหนังสือส่งคืนให้อาจารย์ยังเติร์กที่ยังดูหนุ่มกว่าวัยไม่เหมือนคนอายุสี่สิบสักนิด

      ผมยังยืนนิ่ง มองหน้าของชายที่ชื่อ ไม้ ชายคนที่หน้าตาเหมือนต้นโมก คนที่มีกลิ่นตัวเหมือนต้นโมก เหมือนวิญญาณหนุ่มนัยน์ตาเศร้าที่อาศัยอยู่ในศาลพระภูมิร้างเมื่อยี่สิบปีก่อน!

      “ขอโทษอีกครั้งครับอาจารย์เติร์ก ผมซุ่มซ่ามเอง” เด็กหนุ่มยกมือไหว้ผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้วหันไปมองหน้าพี่ชายตัวเองที่ท่าทางอยากจะเขกกะโหลกน้องชายเต็มแก่

      “ผมก็ต้องขอโทษแทนน้องชายผมด้วยนะครับอาจารย์ มันเพิ่งเข้ามาเรียนปีหนึ่งครับ ชื่อต้นไม้...ส่วนนี่อาจารย์เติร์ก อาจารย์มหาวิทยาลัยของแกนั่นแหละ อีกหน่อยคงได้เรียนด้วยกันละมั้ง” คนพี่แนะนำน้องชายให้ผมรู้จัก ขณะที่ผมยังยืนนิ่งจ้องหน้าเด็กหนุ่มชื่อต้นไม้ตาไม่กะพริบ...เขาเหมือนต้นโมกมาก เหมือนราวกับเป็นคนเดียวกัน!

      “ขอโทษค่ะ สั่งอาหารหน่อยค่ะ”

      เสียงลูกค้าสาวที่นั่งอยู่ร้องเรียกพนักงานหนุ่มให้ไปรับออเดอร์ ทำให้เขาต้องกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง ทิ้งให้ผมยืนอยู่กับต้นไม้เพียงลำพัง เด็กหนุ่มยังยิ้มแห้ง ๆ รู้สึกผิดที่ซุ่มซ่ามทำผมล้ม ก่อนที่สายตาจะเปลี่ยนเป็นมองด้วยความสงสัยเมื่อเห็นหนังสือรวมเรื่องสั้น 7 วันจองเมรุ ในมือของผม เขารีบอ่านชื่อเล่มแล้วเบิกตาโตราวกับเจอสิ่งมหัศจรรย์

      “เจ็ดวันจองเมรุ...เอ๊ะ ใช่หนังสือรวมเรื่องสั้นงานประกวดของสำนักพิมพ์โซฟาหรือเปล่าครับ ?” ชายหนุ่มหน้าคุ้นมองหนังสือตาวาว นี่ถ้าแย่งไปดูได้คงทำไปแล้วกระมัง ขณะที่ผมยังคงตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนไม่ได้ยินคำถามของเขา กว่าจะตั้งสติได้ผมก็ต้องเอ่ยถามกลับเพราะจำไม่ได้ว่าต้นไม้ถามอะไร

      “เมื่อกี้ถามอาจารย์ว่าอะไรนะครับ ?”

      “ผมถามอาจารย์เติร์กว่าหนังสือที่อาจารย์ถือใช่หนังสือรวมเรื่องสั้น 7 วันจองเมรุ ที่สำนักพิมพ์โซฟาจัดประกวดหรือเปล่าครับ ?” ต้นไม้ถามซ้ำ

      “เอ่อ...ใช่ เป็นหนังสือเล่มใหม่ของสำนักพิมพ์โซฟาที่กำลังจะออกครับ”

      “โห...พอดีผมเป็นแฟนหนังสือสำนักพิมพ์นี้ ซื้ออ่านเกือบทุกเล่มเลยครับ นี่ผมก็ส่งเข้าประกวดนะครับแต่ไม่เข้ารอบ แต่ผมก็รออ่านของคนที่ได้รางวัล นับวันรอจะลงแดงอยู่แล้วครับ แต่เห็นสำนักกพิมพ์ประกาศว่าจะเริ่มเปิดขายอาทิตย์หน้า ทำไมอาจารย์เติร์กได้มาก่อนล่ะครับ ?” เด็กหนุ่มถามด้วยความอยากรู้ สายตายังจ้องหนังสือในมือของผมไม่วางตา ผมเองก็จ้องหน้าเขาอย่างไม่กะพริบตาเช่นกัน

      ใช่จริง ๆ นายคือต้นโมก!

      “พอดีอาจารย์ส่งเรื่องประกวดแล้วเข้ารอบ 7 เรื่องสุดท้ายได้รวมเล่ม ทางสำนักพิมพ์เลยส่งหนังสือให้นักเขียนก่อนน่ะครับ” ผมบอก อีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นก็ตาโตแล้วพูดอย่างดีใจราวกับเป็นคนได้รางวัลเสียเองง

      “โห! อาจารย์เติร์กส่งเรื่องสั้นประกวดแล้วได้รางวัลด้วย โคตรเก่งเลยครับ เอาไว้หนังสือออกผมจะไปซื้อแล้วขอลายเซ็นอาจารย์เติร์กนะครับ” ต้นไม้ยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มที่สดใสเสียจนทำให้ผมใจเต้นแรงแบบที่ไม่ได้เป็นมานาน ผมตัดสินใจยื่นหนังสือรวมเรื่องสั้น 7 วันจองเมรุให้กับชายหนุ่มตรงหน้า ในขณะที่ต้นไม้ยิ้มดีใจเหมือนเด็กที่ได้ขนม

      “อาจารย์ให้ผมยืมเหรอครับ ?”

      “เปล่า แต่อาจารย์ให้เราไปอ่านเลย”

      อีกฝ่ายเบิกตาโตด้วยความดีใจกว่าเก่า รีบยกมือไหว้ผมแล้วรับหนังสือเล่มนั้นไปลูบคลำอย่างปลาบปลื้ม

      “เรื่องที่อาจารย์เขียนชื่อว่า ‘หอมกลิ่นศาลพระภูมิ’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับอาจารย์เพราะอาจารย์เกิดวันเสาร์ เค้าว่ากันว่าคนเกิดวันเสาร์มีจิตสื่อสารกับศาลพระภูมิ บางทีอาจเจอสิ่งเร้นลับถ้าจ้องศาลพระภูมิซึ่งอาจารย์เชื่อว่าเป็นเรืองจริง อาจารย์เขียนเรื่องนี้เพื่อระลึกถึงใครคนหนึ่งที่อาจารย์ยังคิดถึงเขาเสมอมาและจะตลอดไป” ผมบอกพร้อมทั้งมองหน้าของต้นไม้ ชายหนุ่มพยักหน้ารับอย่างเข้าใจแล้วบอก

      “ผมก็เกิดวันเสาร์ครับอาจารย์เติร์ก เราเกิดวันเดียวกันเลยครับ แต่ยังไม่เคยเจออะไรน่ากลัวเกี่ยวกับศาลพระภูมิเลยครับ ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากเจอ ถึงชอบอ่านหนังสือผีแต่กลัวผีนะครับ ยังไงก็ขอบคุณอาจารย์เติร์กมาก ๆ ครับ ผมดีใจมาก ๆ ผมสัญญาว่าจะอ่านทุกตัวอักษรและเก็บหนังสือเล่มนี้ให้ดีที่สุด...อ้อ อย่าหาว่าผมเห่อเลยครับ” ไม่พูดเปล่า ต้นไม้รีบล้วงปากกาในกระเป๋าของตัวเองแล้วส่งให้ผม “...อาจารย์เติร์กเซ็นให้ผมหน่อยนะครับ เอาตัวโต ๆ เลยนะครับ!”

      ต้นไม้บอกแล้วยิ้มกว้างก่อนจะยื่นหนังสือที่ผมให้กลับมา ผมรับมาถือขณะที่สายตายังอีกฝ่ายอย่างอยากถามเขาเสียเหลือเกินว่า “สบายดีไหม รู้หรือเปล่าว่าเราคิดถึง ?” แต่ก็ทำไม่ได้ ทำได้แค่เพียงจรดปลายปากกาลงที่หน้าแรกของหนังสือรวมเรื่องสั้น 7 วันจองเมรุ แล้วเขียนลงไปว่า...

 

      ‘สำหรับ ‘ต้นโมก’

            คิดถึงเสมอมาและจะตลอดไป

                                    ยังเติร์ก’

 

      ผมส่งหนังสือให้กับอีกฝ่าย ต้นไม้รับไปด้วยความดีใจ ลมโชยพัดเอากลิ่นหอม ๆ จากตัวของต้นไม้ที่เหมือนกลิ่นของร่างกายต้นโมกเข้ามา กลิ่นเฉพาะตัวที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร ต้นไม้กำลังจะเปิดดูหน้าแรกแต่ก็ต้องชะงักเสียก่อน เมื่อมีหญิงสาวคนหนึ่งเดินมายืนข้าง ๆ เขาปิดหนังสือลงแล้วเอ่ยทักเสียงระรื่น

      “เอ้า...มาแล้วเหรอขนมหวาน เราก็เพิ่งมาถึงได้ไม่นาน...อ้อ อาจารย์เติร์กครับ นี่ขนมหวานแฟนผมเองครับ เราคบกันมาตั้งแต่ ม.ปลายแล้ว แล้วก็ตามมาเรียนด้วยกันที่นี่แหละครับ...ขนมหวาน นี่อาจารย์เติร์ก เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของเรา” ต้นไม้แนะนำให้หญิงคนรักรู้จักกับผม หญิงสาวหน้าตาน่ารักยกมือไหว้แล้วยิ้มอย่างเป็นมิตรให้ ผมยกมือรับไหว้ รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก

      “สวัสดีค่ะอาจารย์เติร์ก หนูชื่อขนมหวานนะคะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยค่ะ”

      “ครับ” ผมตอบได้เพียงแค่นั้น รู้สึกราวกับเด็กที่ถูกแย่งของเล่นไป สายตามองไปยังมือของต้นไม้ที่จับมือของหญิงคนรักบีบเบา ๆ ดูท่าทางจะรักกันมาก

      “นี่ขนมหวาน อาจารย์เติร์กให้หนังสือเรามาด้วย อาจารย์เค้าเป็นคนเขียนด้วยนะ” ชายหนุ่มยื่นหนังสือส่งให้หญิงคนรักดู ขนมหวานพยักหน้ารับรู้ ดูท่าจะไม่ได้ชอบอ่านหนังสือแนวนี้นัก

      ไม่มีเหตุผลให้ต้องอยู่ต่อ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว สิ่งที่เขารอ สิ่งที่เขารัก เป็นเรื่องในชาติที่แล้วของต้นโมก ไม่ใช่ต้นไม้คนนี้

      “ถ้าอย่างนั้นอาจารย์ขอตัวกลับไปเตรียมการเรียนการสอนก่อนนะ ขอให้อ่านหนังสือให้สนุกนะ...ต้นไม้” ผมบอกแล้วยิ้มให้กับคนทั้งคู่ก่อนจะเดินหนีมาอีกทางหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองต้นไม้ที่เอามือยีหัวแฟนสาวเล่นอย่างน่ารัก ขนมหวานเองก็เอามือตีไหล่ของชายคนรักกลับอย่างหยอกล้อแล้วพากันเดินเข้าร้านกาแฟไป

      สารภาพตามตรง ผมเสียใจไม่น้อยที่รู้ว่าต้นไม้มีแฟนแล้ว แต่พอมีสติกลับมาคิดได้...ต่อให้เขาไม่มีแฟน ผมเองที่เป็นอาจารย์จะไปรักกับลูกศิษย์ได้อย่างไร ที่สำคัญจะแน่ใจได้อย่างไรว่าต้นไม้จะเข้าใจ หากวันหนึ่งผมบอกเขาว่าผมยังรอเขา...เขาที่ชาติที่แล้วเคยเป็นคนรักของผม มันมีแต่ในนิยาย ไม่มีจริงหรอกเรื่องแบบนั้นในโลกของความจริง สิ่งที่ควรทำตอนนี้คือยินดีที่เห็นว่าต้นไม้มีคู่รักที่น่ารักและเหมาะสม

      ต้นโมกไม่ใช่ต้นไม้...และต้นไม้ก็ไม่ใช่ต้นโมก

      ผมบอกตัวเอง...นี่คือความจริงที่ต้องรับให้ได้

      ลาก่อนต้นโมก...เรายังคิดถึงนายนะ

      คิดถึงเสมอมา...และจะตลอดไป

 

จบบริบูรณ์

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น