อัปเดตล่าสุด 2021-01-24 00:01:44

ตอนที่ 34 SATURDAY-หอมกลิ่นศาลพระภูมิ : ห้อง 201

              “เจ้านกน้อยล่องลอยโผบิน จากแผ่นดินทะเลสีคราม   

              ความเหงาเอย มาคอยเหยียบย่ำให้ทรมาน

              ฝ่าลมแรงด้วยแรงท้าทาย สู่จุดหมายที่ไกลลิบตา       

              เพียงพบเธอทุกวัน เห็นหน้าอิ่มเอิบดวงมาลย์

              ดอกไม้แย้มกลีบบานแล้วในใจฉัน                   

              จงหอมชั่วนิรันดร์ มิโรยร่วงผ่านจากใจเราผอง

              จะมอบความรักด้วยใจภักดี มอบชีวีให้เธอคุ้มครอง    

              ความหวังดีจงมาปกป้อง ทั้งตื่นและฝัน....

              ความหวังดีจงมาปกป้อง ทั้งตื่นและฝัน....”

       ทันทีที่ร้องเพลงเชียร์จบ เสียงรุ่นพี่ก็แหกปากตะโกนลั่นอย่างไม่พอใจใส่รุ่นน้องที่นั่งหน้าเจื่อนอยู่บนสแตนด์เชียร์ บางคนหน้าซีดเผือดราวกับจะเป็นลมแหล่ไม่เป็นลมแหล่เพราะถูกต้อนขึ้นสแตนด์เชียร์ตั้งแต่ห้าโมงเย็นจนตอนนี้ตีหนึ่งกว่าแล้วยังไม่มีวี่แววจะเลิกซ้อม ไม่รู้ว่าจะไปแข่งเชียร์หรือจะไปแข่งรบกับข้าศึกกันแน่

       “โอ๊ย...เรี่ยวแรงไปไหนหมด ร้องให้มันมีพลังหน่อย นี่ถ้าวันจริงเสียงค่อยแบบนี้ ร้องไม่พร้อมกันแบบนี้ ขายขี้หน้ามหาวิทยาลัยอื่นแย่ ไม่เอา! เอาใหม่! ถ้าคืนนี้ไม่พร้อม ไม่แข็งแรง ไม่มีพลัง ก็ไม่ต้องกลับไปนอน ซ้อมมันยันเช้านี่แหละ เริ่มใหม่!” รุ่นพี่ที่เหมือนเก็บกดเพราะเคยถูกกระทำมาก่อนตอนตัวเองเป็นรุ่นน้องประกาศกร้าว รุ่นน้องได้แต่ถอนหายใจ บางคนอยากจะลุกขึ้นแหกปากใส่แต่ก็ไม่กล้า เพราะแค่โดดเชียร์ก็จะถูกสั่งให้ไปวิ่งรอบสนามฟุตบอลตั้งสิบรอบ แค่คิดก็ขอเป็นลมล่วงหน้าแล้ว

       ยังเติร์กนั่งร้อนรนจนอยู่ไม่สุขเมื่อเห็นว่าใกล้เวลาที่เขารอคอยแล้ว ชายหนุ่มยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเป็นครั้งที่ร้อยแล้วเห็นจะได้ ไอ้ช่าที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ต้องสะกิดแล้วเอ่ยถาม

       “แกเป็นอะไรของแกไอ้เติร์ก นั่งนิ่ง ๆ สิวะ เดี๋ยวก็ถูกไอ้รุ่นพี่บ้าอำนาจสั่งลงโทษหรอก” ไม่ได้เป็นห่วงเพื่อนเท่าไหร่แต่ห่วงตัวเองมากกว่า เพราะถ้าไอ้ยังเติร์กโดนเขาก็จะซวยไปด้วยเพราะเสือกนั่งติดกับมัน เดี๋ยวจะถูกหาว่าเล่นกันก็ต้องถูกทำโทษด้วยกันนั่นแหละ

       “ทำไมไม่ปล่อยสักทีวะ นี่มันจะตีสองแล้ว” ยังเติร์กเอ่ยพลางยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูอีกรอบ...รอบที่เท่าไหร่ก็ช่างมันเถอะ!

       “อีกนานแหละ มึงเชื่อกู เห็นมีคนบอกว่าปีก่อน ๆ บางทีปล่อยตีสี่ตีห้าก็มี ไอ้รุ่นพี่พวกนี้มันเลยแค้นฝังหุ่นมาลงกับรุ่นน้องอย่างพวกเรานี่ไง พอถึงเวลารุ่นเราได้เป็นรุ่นพี่ รุ่นเราก็จะไปลงกับรุ่นน้องอีก เป็นวัฏจักร...หึหึ” เป็นการขำที่ไม่น่าขำสักเท่าไหร่ และยิ่งไม่ขำเป็นเท่าตัวเมื่อเสียงของรุ่นพี่คนหนึ่งเอ่ยขึ้นเสียงดังจนทำให้สองหนุ่มที่นั่งอยู่ริมสแตนชียร์สะดุ้ง รู้ตัวว่าน่าจะถึงคราวเคราะห์เป็นแน่แท้

       “ไอ้สองคนที่นั่งริมแถวสี่จากชั้นบนสุดน่ะ คุยอะไรกัน ลุกขึ้นมาซิ ไม่เคยคุยกันหรือยังไง สั่งวิ่งรอบ

       สนามสักสิบรอบดีไหม ?” รุ่นพี่ผู้ชายร่างใหญ่ชี้หน้ายังเติร์กกับไอ้ช่าจนเพื่อน ๆ คนอื่นหันมองเป็นตาเดียวกัน เป็นสายตาที่ตำหนิว่าถ้าถูกลงโทษอีกก็จะทำให้ต้องเลิกช้าไปกว่าเดิม

       “เปล่าคุยครับพี่ ผมแค่กำลังทวนเนื้อเพลงกับเพื่อนครับ ไม่อยากจะร้องผิด เดี๋ยวมหาวิทยาลัยเราจะเสียครับ เนอะไอ้เติร์ก” ไอ้ช่าใช้ศอกกระทุ้งเพื่อนหาแนวร่วม แต่ดูเหมือนยังเติร์กจะไม่ได้สนใจแล้ว เขายกนาฬิกาขึ้นดูแล้วร้อนใจ อีกแค่ 15 นาทีจะถึงเวลาตีสองหนึ่งนาที...เป็นเวลาที่ต้นโมกจะฆ่าตัวตายอีกครั้ง เขาไม่อยากให้คนที่เขารักต้องทรมานอีกแล้วแม้แค่เพียงครั้งเดียว

       ยังเติร์กหันมองไปที่ห่วงกางเกงของไอ้ช่าที่มีกุญแจรถมอเตอร์ไซค์คล้องอยู่ ไม่พูดพร่ำทำเพลง ชายหนุ่มเอื้อมมือไปดึงเอากุญแจมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนออกมาแล้ววิ่งลงจากสแตนด์ไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตกใจของไอ้ช่าที่ตะโกนตามหลัง

       “ไอ้เติร์ก! แกจะไปไหน แล้วแกจะเอากุญแจรถมอเตอร์ไซค์ฉันไปไหน ไอ้เติร์ก!”

คนที่วิ่งไปนั้นไม่ฟังเสียงอะไรแล้วในเวลานี้ เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงของหัวใจที่บอกว่า คืนนี้เรื่องทุกอย่างจะต้องจบ เขาจะไม่ปล่อยให้ต้นโมกต้องทนทุกข์ทรมานอีกแล้ว!

 

       เสียงหอบหายใจของยังเติร์กกับเสียงหัวใจที่เต้นนั้นไม่รู้ว่าอย่างไหนดังกว่ากันในเวลานี้...

       ชายหนุ่มวิ่งอ้อมหอพักไปทางด้านหลังอันเป็นที่ตั้งของศาลพระภูมิร้าง เพื่อจะไปบอกกับต้นโมกว่าคืนนี้เขาจะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายต้องกลับขึ้นไปผูกคออีกแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเขาจะมาช้าไป เพราะภาพที่ยังเติร์กเห็นทันทีที่มาถึงบริเวณศาลพระภูมิร้างคือต้นโมกกำลังปีนผนังตึกเตรียมที่จะกลับขึ้นไปทางระเบียงห้อง 201 เพื่อทำแบบเดิมที่เคยทำในทุกคืน

       “ต้นโมก! เดี๋ยว...นายรอเราก่อน!”

       ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่มีเวลามารอยังเติร์ก มือของเขาจับที่ราวระเบียงแล้วดันตัวเองให้ค่อย ๆ ปีนข้ามเข้าไปในห้องนั้น ยังเติร์กไม่มีเวลารีรอ เขารีบวิ่งอ้อมกลับไปทางหน้าหอพัก ก้าวเท้าให้ยาวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้วิ่งขึ้นไปบนชั้นสองอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนมาหยุดที่หน้าห้อง 201 เป็นจังหวะเดียวกับเสียงนรกนั่นดังขึ้น

       โครม!

       คนที่เพิ่งมาถึงใจหายวาบลงตาตุ่ม เอื้อมมือไปทุบบานประตูห้องแล้วร้องลั่น

       “ไม่นะ! ต้นโมก! เราจะไม่ยอมให้นายทำแบบนั้นอีกแล้ว!” ยังเติร์กรวบรวมกำลังของตัวเองถีบประตูจนสุดกำลังก่อนที่ร่างของเขาเขาจะล้มคว่ำเข้าไปในห้อง 201 สิ่งที่เห็นคือร่างของต้นโมกกำลังห้อยโตงเตงอยู่กับพัดลมเพดาน ขาทั้งสองข้างดิ้นไปมาแสดงให้เห็นว่ายังไม่ทันเสียชีวิต ยังเติร์กทำท่าจะเข้าไปอุ้มร่างของชายคนที่เขารักไม่ให้ทรมานจากการแขวนคออีก แต่ทว่าเรื่องไม่ง่ายอย่างที่ใจคิด เมื่อเหล่าสัมภเวสีที่บัดนี้รายล้อมอยู่มองมาที่ยังเติร์กด้วยความไม่พอใจ ดวงตาสีแดงของพวกมันจ้องมองมายังผู้บุกรุกอย่างต้องการจะกินเลือดกินเนื้อ แรกทีเดียวยังเติร์ก็ตกใจและหวาดกลัวจนตัวแข็ง เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้อยู่ใกล้กับพวกมันขนาดนี้ ได้เห็นใบหน้าของพวกผีร้ายอย่างชัดเจน กลิ่นเหม็นเน่าที่เคยได้กลิ่นยามที่เดินผ่านห้อง 201 พอมาอยู่ในห้องกลิ่นนั้นยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า

 ถ้าเป็นเวลาอื่นเขาคงร้องลั่นแล้ววิ่งหนีออกไป แต่ตอนนี้ไม่ใช่ เขาจะไม่ยอมทนเห็นต้นโมกต้องทุกข์ทรมานอีกแล้ว ดวงตาของชายหนุ่มแข็งกร้าว มือทั้งสองข้างค่อย ๆ กำเข้าหากัน ในขณะที่สัมภเวสีเหล่านั้นต่างครางเสียงต่ำ ๆ แล้วเดินตรงเข้ามาหาผู้บุกรุก

“หนีไป!”

เสียงของต้นโมกตะโกนลั่นขณะที่ร่างยังดิ้นทุรนทุรายอยู่กลางอากาศ ทำเอายังเติร์กสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจจนหงายหลังล้มลงพื้น กำลังจะลุกขึ้นตั้งหลักมาสู้กับพวกผีร้ายแต่ก็รู้ว่าพลาดท่าไปเสียแล้ว เมื่อเหล่าสัมภเวสีลูกสมุนของเจ้าที่เจ้าทางต่างก้มลงมายังร่างของผู้บุกรุก เขี้ยวอันแหลมคมและดวงตาสีแดงก่ำพร้อมจะขย้ำมนุษย์ตรงหน้าเป็นอาหารของพวกมัน ขณะที่ยังเติร์ถอยกรูดแล้วเอามือปัดป้องตัวเองอย่างสุดกำลัง

       ไม่...ไม่!

 

       ที่หน้าระเบียงห้อง 201 เช้านี้มีร่างของใครบางคนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น สายตาของเขามองตรงไปยังคนงานสองคนกำลังใช้ค้อนทุบศาลพระภูมิร้างทิ้งเสียงดังโป๊ก ๆ เป็นจังหวะ โดยมีเจ๊เจ้าของหอพักยืนชี้นิ้วสั่งเสียงดังแว้ด ๆ จนคนทั้งหอพักน่าจะตื่นได้โดยไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุก

       “ทำงานให้มันแข็งขันสมกับค่าจ้างหน่อยสิ อ่อนปวกเปียกทำเป็นคนไม่มีเรี่ยวแรงไปได้” เจ๊เจ้าของหอพักส่ายหน้าอย่างไม่พอใจในผลงาน ก่อนเงยหน้าขึ้นมองห้อง 201แล้วสะดุ้ง สบถออกมาอย่างตกใจ “...ฉิบหายแล้ว ผี!”

       ร่างที่ยืนอยู่หน้าระเบียงค่อย ๆ มองตรงไปยังร่างของเจ๊เจ้าของหอพักที่เบิกตาโพลงอยู่ทางด้านล่างพลางชี้นิ้วไปที่อีกฝ่ายแล้วตะคอกใส่

       “กูจะเอาชีวิตพวกมึงทุกคน!”

       “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด...!!!” เจ๊เจ้าของหอพักจะหงายหลังล้มลงแต่โชคยังดีที่คนงานช่วยพยุงไว้ได้ทัน พลันสายตามองตรงไปยังระเบียงห้อง 201 อีกครั้ง เห็นกางเกงในผู้ชายตากอยู่เต็มราวก็ได้สติ ก่อนจะถอนหายใจยาว ๆ แล้วลุกขึ้นพลางแว้ดเสียงดังใส่เจ้าของห้องคนใหม่...ยังเติร์ก

       “โอ๊ย...เจ๊ก็ตกใจหมด ลืมไปว่าน้องเติร์กห้อง 202 ย้ายไปอยู่ห้อง 201 แล้ว มายืนก้มหน้าเงียบ ๆ เจ๊ก็นึกว่า..” เธอรั้งปากไว้ได้ทันที่จะไม่พูดคำที่แสนน่ากลัวออกไป แต่แล้วคนที่ยืนอยู่หน้าระเบียงก็พูดแทน

       “ผีเหรอเจ๊ ?” ยังเติร์กแอบหัวเราะคิกคักที่แกล้งเจ๊เจ้าของหอพักให้ตกใจจนเกือบลืมก้นจ้ำเบ้า นี่ยังน้อยไปที่เคยหลอกให้เขามาอยู่ห้องข้าง ๆ ห้องที่เคยมีคนตาย แต่อันที่จริงก็ต้องขอบคุณเจ๊แกนะ เพราะถ้าเขาไม่ได้มาอยู่ที่ห้อง 202 ก็คงไม่ได้เจอกับความทรงจำดี ๆ ที่จะไม่มีวันลืมเลือนไปตลอดชีวิต

       “บ้าเหรอ! หอเจ๊ไม่มีผีนะ อย่าพูดไปเรื่อย” เรื่องมาถึงขนาดนี้เจ๊ก็ยังไม่ยอมรับว่าหอพักของตัวเองมีผีอีก ยังเติร์กได้แต่ยิ้ม ขี้เกียจต่อล้อต่อถียงกับอีกฝ่ายก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย

       “แล้วเจ๊นึกยังไงมาทุบศาลทิ้ง เห็นตั้งไว้หลายปีแล้วนี่ นึกว่าจะตั้งไว้เป็นประติมากรรมประดับสวนเสียอีก” ยังเติร์กยังแอบเหน็บถามพลางเก็บกางเกงในของตัวเองใส่ตะกร้า นึกเขินเหมือนกันที่ยืนคุยกับอีกฝ่ายในขณะที่มีกางเกงในตากเต็มราว เจ๊เจ้าของหอพักได้ยินคำถามจึงตอบ

       “ก็นั่นน่ะสิ ทิ้งไว้นานเกินไปแล้ว ตอนแรกก็เป็นศาลประจำหอนี่แหละ แต่พราหมณ์บอกว่าทำเลมันไม่เป็นมงคล เจ๊เลยไปตั้งศาลใหม่ทางด้านข้างหอพักอย่างที่เห็นกันนั่นแหละ ศาลนี้ก็เลยร้าง ว่าจะทุบทิ้งหลายรอบแล้วแต่ก็ยุ่ง ๆ จนลืม ช่วงนี้ได้ฤกษ์ว่างพอดีเลยเรียกช่างมาจัดการเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว ตรงนี้จะได้เทปูนทำเป็นที่นั่งเล่นของคนในหอพัก”

       ความคิดดี ๆ เกิดขึ้นมาเชียวทั้งที่ก่อนหน้านั้นหลายปีไม่เคยคิดจะทำ ยังเติร์กแสร้งพยักหน้าเข้าใจ ทั้งที่รู้ดีว่าเจ๊เจ้าของหอพักกลัวที่จะเดินมาทางฝั่งห้อง 201 เพราะกลัวว่าจะเจอดีแบบที่หลายคนเคยเจอ บางทีเจ๊แกอาจจะเกิดวันเสาร์และเห็นที่ศาลพระภูมิมีวิญญาณของต้นโมกอาศัยอยู่เลยไม่กล้ายุ่งก็ได้ แต่เอาเป็นว่าตอนนี้ศาลร้างกลายเป็นศาลร้างไปแล้วจริง ๆ และต้นโมกก็ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว ทั้งที่ศาลพระภูมิร้างและห้อง 201

       “เออ แล้วนี่ย้ายไปห้อง 201 ก็...สบายดีใช่ไหม ?” เป็นการถามลองเชิงแต่ดูท่าทางจะกลัวคำตอบอยู่ไม่น้อย ยังเติร์กพยักหน้ารับแล้วยิ้ม

       “สบายดีครับเจ๊ สบายดีมาก ๆ สบายกว่าอยู่ห้อง 202 อีก การได้อยู่ในห้องของคนที่เรามีความรู้สึกดี ๆ ด้วยเนี่ย มันดีจริง ๆ นะครับเจ๊” ยังเติร์กอดที่จะคิดถึงต้นโมกไม่ได้ แม้ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะไปอยู่ที่ไหนแล้วก็ตาม แต่เชื่อว่าคงดีกว่าการเป็นวิญญาณเร่ร่อนต้องมาทุกข์ทรมานทุกคืนแบบที่ผ่านมาเป็นแน่

       “หา...ว่าอะไรนะ ?” เจ๊เจ้าของหอพักเอ่ยถามซ้ำเพราะได้ยินไม่ชัด เนื่องจากเสียงทุบศาลพระภูมิดังขึ้นขัดจังหวะ ยังเติร์กที่ยืนอยู่หน้าระเบียงจึงส่ายหน้าไปเสียจะได้ไม่ต้องต่อความยาวสาวความยืด

       “ไม่มีอะไรครับเจ๊ งั้นผมขอตัวไปอาบน้ำเตรียมตัวไปเรียนก่อนนะครับ” ชายหนุ่มตัดบทสนทนาแล้วกลับเข้าไปนั่งที่ปลายเตียงในห้องซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของต้นโมกและที่ที่เขาจากไปเช่นกัน

       ห้องที่เคยน่ากลัว...ที่เคยเต็มไปด้วยดวงวิญญาณ วันนี้กลับสว่างไสวน่าอยู่จนเขาไม่อยากจะออกไปไหน ชายหนุ่มเอนตัวลงนอนบนเตียงแล้วยิ้มอย่างมีความสุข นึกถึงเรื่องราวในคืนนั้นอีกครั้ง...

       คืนที่เขาเองก็เกือบจะไม่ได้มีลมหายใจแบบวันนี้

       . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

       “ไม่นะ! ต้นโมก! เราจะไม่ยอมให้นายทำแบบนั้นอีกแล้ว!” ยังเติร์กรวบรวมกำลังของตัวเองถีบประตูจนสุดกำลังก่อนที่ร่างของเขาเขาจะล้มคว่ำเข้าไปในห้อง 201 สิ่งที่เห็นคือร่างของต้นโมกกำลังห้อยโตงเตงอยู่กับพัดลมเพดาน ขาทั้งสองข้างดิ้นไปมาแสดงให้เห็นว่ายังไม่ทันเสียชีวิต ยังเติร์กทำท่าจะเข้าไปอุ้มร่างของชายคนที่เขารักไม่ให้ทรมานจากการแขวนคออีก แต่ทว่าเรื่องไม่ง่ายอย่างที่ใจคิด เมื่อเหล่าสัมภเวสีที่บัดนี้รายล้อมอยู่มองมาที่ยังเติร์กด้วยความไม่พอใจ ดวงตาสีแดงของพวกมันจ้องมองมายังผู้บุกรุกอย่างต้องการจะกินเลือดกินเนื้อ แรกทีเดียวยังเติร์ก็ตกใจและหวาดกลัวจนตัวแข็ง เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้อยู่ใกล้กับพวกมันขนาดนี้ ได้เห็นใบหน้าของพวกผีร้ายอย่างชัดเจน กลิ่นเหม็นเน่าที่เคยได้กลิ่นยามที่เดินผ่านห้อง 201 พอมาอยู่ในห้องกลิ่นนั้นยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า

        ถ้าเป็นเวลาอื่นเขาคงร้องลั่นแล้ววิ่งหนีออกไป แต่ตอนนี้ไม่ใช่ เขาจะไม่ยอมทนเห็นต้นโมกต้องทุกข์ทรมานอีกแล้ว ดวงตาของชายหนุ่มแข็งกร้าว มือทั้งสองข้างค่อย ๆ กำเข้าหากัน ในขณะที่สัมภเวสีเหล่านั้นต่างครางเสียงต่ำ ๆ แล้วเดินตรงเข้ามาหาผู้บุกรุก

       “หนีไป!”

       เสียงของต้นโมกตะโกนลั่นขณะที่ร่างยังดิ้นทุรนทุรายอยู่กลางอากาศ ทำเอายังเติร์กสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจจนหงายหลังล้มลงพื้น กำลังจะลุกขึ้นตั้งหลักมาสู้กับพวกผีร้ายแต่ก็รู้ว่าพลาดท่าไปเสียแล้ว เมื่อเหล่าสัมภเวสีลูกสมุนของเจ้าที่เจ้าทางต่างก้มลงมายังร่างของผู้บุกรุก เขี้ยวอันแหลมคมและดวงตาสีแดงก่ำพร้อมจะขย้ำมนุษย์ตรงหน้าเป็นอาหารของพวกมัน ขณะที่ยังเติร์ถอยกรูดแล้วเอามือปัดป้องตัวเองอย่างสุดกำลัง

       ไม่...ไม่!

       ในขณะที่พวกผีร้ายกำลังมุ่งทำร้ายทำลายชีวิตของยังเติร์กนั้น แต่แล้วพวกมันก็ต้องกลับกลายเป็นฝ่ายถอยกรูดร้องโหยหวนหนีกันไปคนละทิศคนละทางแทน ภาพวันเก่า ๆ ในชีวิตของชายหนุ่มย้อนกลับมาคล้ายหนังสั้นที่ฉายอย่างรวดเร็ว ความดีงามที่เคยกระทำไม่ว่าจะเป็นการทำบุญใส่บาตรในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ภาพนั่งสวดมนต์กับคุณย่า การงดกินเนื้อสัตว์ทุกวันเสาร์ซึ่งเป็นวันเกิด หรือแม้แต่เศษเหรียญในกระเป๋าที่หยอดลงตู้รับบริจาคช่วยเด็กพิการ ความดีเล็กน้อยที่สะสมมาตลอดชีวิตคล้ายเกราะกำบังสิ่งชั่วร้ายไม่ให้ทำร้ายเขาได้ เมื่อก่อนยังเติร์กเคยลังเลใจที่จะทำความดี เพราะไม้รู้ว่าประโยคที่บอก ‘ทำดีไปเถิด ความดีจะคุ้มครอง’ นั้นมีจริงหรือไม่ มาวันนี้เขารู้แล้วว่ามันจริง ความดีคุ้มครองคนทำดีจริง ๆ

       ครั้นเมื่อตั้งสติได้ ยังเติร์กจึงรีบหันไปมองร่างของต้นโมกที่ยังห้อยอยู่กลางอากาศเพียงแต่ว่าตอนนี้ขาทั้งสองข้างเริ่มจะไม่ขยับแล้ว ชายหนุ่มรีบตรงเข้าไปกอดร่างของอีกฝ่ายไว้แล้วใช้มืออีกข้างปลดเนกไทที่เป็นเพชฌฆาตพรากชีวิตของต้นโมกออก ก่อนจะรีบอุ้มร่างชายคนรักลงมาวางบนเตียง ต้นโมกที่หลับตานิ่งอยู่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองยังเติร์กแล้วโผเข้ากอดอีกฝ่ายพลางกล่าวขอบคุณ...จากหัวใจ

       “เติร์ก...เราขอบใจนายมาก ขอบใจที่นายช่วยให้เราหลุดพ้นจากบ่วงกรรมที่ต้องทำในทุกคืน” วิญญาณชายหนุ่มน้ำตารื้นในขณะที่ยังเติร์กกอดร่างของอีกฝ่ายอย่างแนบแน่น รู้สึกอบอุ่นและดีใจเหลือเกินที่ช่วยต้นโมกได้สำเร็จ แม้รู้ว่าการทำสำเร็จอาจทำให้เขาไม่ได้เจอกับอีกฝ่ายอีกต่อไปก็ตาม

       “เราอยากช่วยนาย เราไม่อยากให้นายต้องทรมานแบบนี้อีก”

       “เราไม่รู้จะขอบใจนายยังไง ไม่รู้จะตอบแทนยังไงให้สมกับความดีและมีน้ำใจของนาย” ต้นโมกเสียงสั่นจ้องหน้าของอีกฝ่ายด้วยความซาบซึ้งสุดหัวใจ ยังเติร์กเอามือของเขาจับใบหน้าของวิญญาณหนุ่มแล้วเอ่ย

       “ไม่ต้องตอบแทนอะไรเราหรอก แค่นายไม่ทรมาน นายได้หลุดพ้นจากการต้องมาผูกคอตายซ้ำ ๆ ทุกคืน นั่นก็ถือเป็นการตอบแทนที่มีค่าที่สุดสำหรับเราแล้ว” ชายหนุ่มกล่าว แต่แล้วอีกฝ่ายก็ต้องสะดุ้ง มองร่างกายของยังเติร์กพลางย่นคิ้ว

       “นาย...ทำไมร่างของนายมันไม่ชัด ทำไมร่างของนายมันเลือน ๆ ?”

       สิ่งที่ต้นโมกบอกทำเอายังเติร์กต้องยกมือของตัวเองขึ้นดู มันจริงอย่างที่อีกฝ่ายว่า มือของเขาที่ควรจะเห็นเป็นเนื้อหนังชัดเจนตอนนี้มันกลายเป็นเหมือนวัตถุที่มีแสงผ่านได้ ถึงจะไม่โปร่งแสงเสียทีเดียวแต่ก็ผิดปกติ

       “ไม่รู้ เราไม่ได้ทำอะไรเลย” ชายหนุ่มเริ่มตระหนก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่

       ต้นโมกฉุกคิด...หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับยังเติร์ก ? เขาหันมองไปมองบานประตูห้องที่ปิดสนิทซึ่งยังเติร์กไม่มีทางจะเข้ามาได้หากยังเป็นมนุษย์...หรือว่า

       “แย่แล้ว!”

       “อะไร ? เกิดอะไรขึ้นต้นโมก!” คนที่กำลังงุนงงกับร่างกายของตัวเองเอ่ยถาม อีกฝ่ายไม่มีเวลาอธิบาย เขารีบคว้ามือของยังเติร์กวิ่งออกไปจากประตูห้องโดยที่ไม่มีการเปิดประตู ไม่แม้แต่จะบิดลูกบิด!

       “เฮ้ย! เราออกมาได้ยังไง ?”

       “อย่าเพิ่งถามอะไรเลย นายรีบตามเรามาก่อน” ว่าแล้วต้นโมกก็รีบดึงร่างของยังเติร์กวิ่งลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว ออกไปยังถนนด้านหน้าที่ควรจะมีคนไม่พลุกพล่านเพราะตอนนี้เป็นเวลาตีสองกว่าแล้ว แต่กลับพบคนกลุ่มใหญ่กำลังมุงดูอะไรบางอย่างอยู่ ต้นโมกสังหรณ์ใจไม่ดี รีบดึงตัวยังเติร์กที่ยังสำรวจร่างของตัวเองด้วยความงุนงงอยู่ให้ไปรวมกับกลุ่มคนตรงนั้น

       สิ่งที่เห็นทำเอาทั้งยังเติร์กและต้นโมกเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ

       เพราะสิ่งที่เห็นคือมีวินมอเตอร์ไซค์กำลังปั๊มหัวใจให้นักศึกษาชายคนหนึ่งที่นอนหมดสติ หันไปมองอีกทางห่างจากร่างของชายหนุ่มไม่ไกลนักพบมอเตอร์ไซค์ล้มอยู่

       และนักศึกษาหนุ่มคนนั้นไม่ใช่ใคร เขาคือ...ยังเติร์ก!

       ยังเติร์กยืนตัวแข็ง ภาพในความทรงจำแล่นเข้ามาในหัวทันที...

       “เปล่าคุยครับพี่ ผมแค่กำลังทวนเนื้อเพลงกับเพื่อนครับ ไม่อยากจะร้องผิด เดี๋ยวมหาวิทยาลัยเราจะเสียครับ เนอะไอ้เติร์ก” ไอ้ช่าใช้ศอกกระทุ้งเพื่อนหาแนวร่วม แต่ดูเหมือนยังเติร์กจะไม่ได้สนใจแล้ว เขายกนาฬิกาขึ้นดูแล้วร้อนใจ อีกแค่ 15 นาทีจะถึงเวลาตีสองหนึ่งนาที...เป็นเวลาที่ต้นโมกจะฆ่าตัวตายอีกครั้ง เขาไม่อยากให้คนที่เขารักต้องทรมานอีกแล้วแม้แค่เพียงครั้งเดียว

       ยังเติร์กหันมองไปที่ห่วงกางเกงของไอ้ช่าที่มีกุญแจรถมอเตอร์ไซค์คล้องอยู่ ไม่พูดพร่ำทำเพลง ชายหนุ่มเอื้อมมือไปดึงเอากุญแจมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนออกมาแล้ววิ่งลงจากสแตนด์ไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตกใจของไอ้ช่าที่ตะโกนตามหลัง

       “ไอ้เติร์ก! แกจะไปไหน แล้วแกจะเอากุญแจรถมอเตอร์ไซค์ฉันไปไหน ไอ้เติร์ก!”

       คนที่วิ่งไปนั้นไม่ฟังเสียงอะไรแล้วในเวลานี้ เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงของหัวใจที่บอกว่า คืนนี้เรื่องทุกอย่างจะต้องจบ เขาจะไม่ปล่อยให้ต้นโมกต้องทนทุกข์ทรมานอีกแล้ว!

       ใจมันร้อนเหมือนถูกไฟเผาในขณะที่ยังเติร์กบิดมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนรักกลับมาที่หอพัก ทั้งที่ระยะทางไม่ได้อยู่ไกลกันมากแต่ในเวลานั้นความรู้สึกมันเหมือนไกลเสียเหลือเกิน สายตาที่มองตรงไปข้างหน้าได้แต่เร่งให้ไปถึงหอพักทันเวลาแห่งความทรมานของต้นโมก มือข้างหนึ่งบิดคันเร่งจนแทบจะสุด มืออีกข้างที่สวมนาฬิกายกขึ้นเพื่อมาดูเวลา

       ปรี๊นนนนนนนนนนนนนนนนนนน....

       จังหวะเดียวกับที่รถกระบะออกมาจากซอยพอดี ยังเติร์กที่ก้มมมองนาฬิกาอยู่ตกใจสะดุ้งเฮือก มือปล่อยจากแฮนด์มอเตอร์ไซค์อย่างลืมตัว ร่างกายกับมอเตอร์ไซค์กระเด็นออกจากกันไปคนละทิศคนละทางก่อนที่ทุกอย่างจะดับลงคล้ายโลกนี้ไม่เคยมีแสงสว่างเกิดขึ้นมาก่อน

       “ชีพจรอ่อนมาก ทำไมรถพยาบาลยังไม่มาอีกวะ” วินมอเตอร์ไซค์หนุ่มที่ดูท่าคงเคยไปฝึกปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากกู้ภัย ร้องโวยขึ้นอย่างขัดใจที่ป่านนี้รถพยาบาลที่ควรจะมาถึงที่เกิดเหตุทันเวลากลับยังเงียบ

       “นายรีบกลับเข้าร่างของนายเดี๋ยวนี้เติร์ก ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป!” ต้นโมกร้องบอกอย่างร้อนใจ จะดึงแขนยังเติร์กให้กลับเข้าไปในร่างที่หายใจรวยริน แต่ยังเติร์กกลับหยุด ไม่ยอมทำตามที่ต้นโมกบอก เขายืนนิ่งมองร่างของตัวเองด้วยสายตาที่ครุ่นคิดและลังเล

       “เราอยากอยู่กับนาย”

       “เฮ้ย! ไม่ได้ นายยังไม่ถึงที่ตาย นายฟังเรานะเติร์ก นายอย่าทำผิดแบบเรา เพราะนายเองก็รู้ว่าผลสุดท้ายมันจะเป็นยังไง นายจะต้องทรมานแบบเรา ต้องมาตายที่จุดเดิมซ้ำ ๆ จนกว่าจะสิ้นอายุขัย นายไม่อยากเห็นเราทรมานนายเลยมาช่วยเราใช่ไหม เราก็ไม่อยากเห็นนายทรมานแบบที่เราเคยเป็นเหมือนกัน นายยังมีชีวิตอีกยาวไกล นายยังมีอนาคตที่ดี นายต้องกลับไปใช้ชีวิตให้คุ้ม อย่าคิดอะไรบ้า ๆ เพราะหลังจากนี้เราก็ต้องไปตามทางของเราแล้ว ต่อให้นายตายไป นายก็ไม่ได้อยู่กับเรา นายเข้าใจไหมเติร์ก นายฟังเราอยู่หรือเปล่า!” ต้นโมกพยายามบอกกับยังเติร์กที่ยังยืนนิ่ง ร่างของเขาเลือนรางไปมากจนตอนนี้แทบจะเรียกได้ว่าโปร่งแสง อีกฝ่ายจ้องหน้าของชายคนรักแล้วเอ่ยถามเสียงสั่น

       “แล้วเราจะได้เจอกันอีกไหม ?” แม้จะรู้คำตอบดีแต่ก็อยากถาม ดวงตาที่ล้นเอ่อด้วยน้ำตามองหน้าของต้นโมกอย่างอาวรณ์ อีกฝ่ายยิ้ม...เป็นการยิ้มทั้งน้ำตาแล้วพยักหน้ารับ

       “ได้เจอสิ แค่นายหลับตา นายก็จะเจอเราแล้ว ตรงนี้ไง...ที่หัวใจ”

       ต้นโมกยื่นมือไปจับที่หน้าอกข้างซ้ายของยังเติร์กก่อนจะโผเข้ากอด เมื่อได้จังหวะต้นโมกก็ผลักร่างของยังเติร์กให้กลับเข้าไปในร่างของชายหนุ่มเองที่นอนหายใจแผ่ว ชีพจรเริ่มจะเบาจนแทบจับไม่ได้อยู่บนพื้นถนน

       “ต้นโมก...เรา...รัก...นาย!”

       วิญญาณของยังเติร์กถูกดูดเข้าไปในร่างของตัวเองอย่างรวดเร็วจนไม่ทันได้ตั้งตัว ชายหนุ่มคล้ายคนจมน้ำที่สำลักน้ำขึ้นมาสูดอากาศหายใจจนวินมอเตอร์ไซค์คนที่กำลังช่วยปั๊มหัวใจอยู่สะดุ้งแล้วร้องขึ้นมาด้วยความดีใจ

       “ฟื้นแล้ว! ไอ้หนุ่มนี่ฟื้นแล้ว!”

       เปลือกตาอันหนักอึ้งของยังเติร์กค่อย ๆ ยกขึ้น ภาพเลือนรางตรงหน้าปรากฏคนมากหน้าหลายตากำลังรายล้อมตัวเขา โดยหนึ่งในนั้นมีร่างของต้นโมกยืนอยู่ด้วย ในขณะที่ภาพคนอื่นไม่แจ่มชัด แต่ภาพของต้นโมกกลับชัดเจนเสียเหลือเกิน รอยยิ้มของเขาที่ยิ้มส่งมานั้นยังติดตาและตรึงอยู่ในหัวใจ ต้นโมกโบกมือลาอีกฝ่ายช้า ๆ ก่อนที่ร่างจะค่อย ๆ มลายหายไปกับฝูงชน เมื่อเห็นเช่นนั้น...แม้ร่างของยังเติร์กจะเจ็บร้าวไปทั้งร่างแต่ทว่าปากของเขาก็ยังพยายามเปล่งเสียงสุดท้ายออกมาก่อนที่สติจะขาดหายไปอีกครั้ง

       “ต้น...โมก...เรา...รัก...นาย”

       . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

       พื้นที่ที่เคยเป็นศาลพระภูมิร้างตอนนี้ถูกปรับภูมิทัศน์ใหม่กลายเป็นสวนหย่อมเล็ก ๆ ให้คนในหอพักมานั่งตากลมเล่นตามอัธยาศัย เช้าวันนี้อากาศดีเสียเหลือเกินเหมาะแก่การอ่านการ์ตูนสนุก ๆ ยังเติร์กนั่งอยู่ที่เก้าอี้ม้าหินอ่อนพลางเปิดการ์ตูนที่ไปเช่ามาอ่านอย่างช้า ๆ

       สายลมเย็น ๆ โชยพัดมากระทบร่างของชายหนุ่ม นั่นอาจจะไม่น่าแปลกใจเท่ามันพากลิ่นหอม ๆ มาด้วย...กลิ่นที่ยังเติร์กไม่ได้กลิ่นมานานร่วมปี แต่วันนี้มันกลับมาอีกครั้ง

       ชายหนุ่มลุกผึงขึ้นจากเก้าอี้ มองรอบกายด้วยความดีใจก่อนจะเอ่ยถามออกไป

       “ต้นโมก...นายใช่ไหม...นายมาหาเราใช่ไหม ?”

       ไม่มีเสียงตอบจากอีกฝ่ายนอกจากสายลมเย็นและกลิ่นหอมเฉพาะตัว แสงแดดยามเช้าสาดตรงเข้ามาที่สนามหญ้า นั่นไม่น่าแปลกใจเท่ามีบางอย่างสะท้อนแสงตะวันออกมาจากมุมหนึ่งของสนาม เหมือนมันต้องการแสดงตัวให้ยังเติร์กเห็นแค่คนเดียวเท่านั้น ชายหนุ่มเดินตรงไปตามแสงสะท้อน ย่อตัวลงหยิบสิ่งนั้นขึ้นมา มันเป็นเศษศาลพระภูมิที่เจ๊เจ้าของหอพักให้คนมาทุบทิ้งเมื่อปีที่แล้ว น่าแปลกที่ทำไมยังหลงเหลืออยู่ เหมือนมันรอเวลา...เวลาที่ยังเติร์กจะได้เจอ...เพียงคนเดียว

       สำหรับคนอื่นอาจเห็นว่ามันเป็นเพียงแค่อิฐแค่ปูน แต่สำหรับยังเติร์ก เขาเห็นมันเป็นความทรงจำที่ดีงาม ความทรงจำระหว่างเขากับต้นโมก...ชายคนที่เป็นรักแรกของเขา

       ชายหนุ่มยิ้มอิ่มใจ กุมมือสองข้างยกเศษศาลพระภูมิขึ้นมาหอม มันมีกลิ่นหอมแบบที่เขาถวิลหา

       หอมกลิ่นศาลพระภูมิ

       หอมกลิ่นนาย...ต้นโมก

 

จบบริบูรณ์

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น