อัปเดตล่าสุด 2021-01-23 23:39:21

ตอนที่ 33 SATURDAY-หอมกลิ่นศาลพระภูมิ : เรื่องงี่เง่าที่ทำให้เขาตาย!

       ไม่รู้ว่ายังเติร์กเผลอหลับไปตอนไหน เขาตื่นมาอีกทีก็ตอนที่แสงตะวันสาดส่องผ่านทางช่องว่างของผ้าม่านริมระเบียงที่เปิดแง้มเอาไว้ สายลมโชยพัดจนผ้าม่านปลิวไสวพร้อมกับกลิ่นหอม ๆ ที่เคยได้กลิ่นจากศาลพระภูมิและร่างของต้นโมก ยังเติร์กชันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง เห็นผ้าห่มห่มร่างของเขาไว้อย่างดีทั้ง ๆ ที่ปกติเป็นคนนอนดิ้นเสียจนผ้าห่มลงไปกองบนพื้นในทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา เพียงแค่นี้ก็รู้แล้วว่าก่อนที่ต้นโมกจะกลับไปในที่ของเขา ชายหนุ่มคงห่มผ้าให้เจ้าของห้องอย่างมีน้ำใจ

       อย่าว่าแต่วันเกิดเลย...วันปีใหม่ วันสงกรานต์ วันพระ วันโกน วันพิเศษอะไรยังเติร์กก็ไม่เคยคิดลุกขึ้นมาใส่บาตรเองนอกจากถูกพ่อแม่ดึงตัวให้ออกมาทำด้วยกัน นั่นก็เพราะเขาเคยเห็นพวกธุรกิจสงฆ์ที่ไม่น่าเลื่อมใสจากสื่อโทรทัศน์ การใส่บาตรเวียนอย่างหน้าไม่อาย ทำให้เขาแทบจะเลิกศรัทธาเรื่องพวกนี้ไปแล้ว แต่เขาเป็นคนชอบทำบุญ ชอบช่วยเหลือคนอื่น ชอบนั่งสวดมนต์กับคุณย่า แม้บางทีจะไม่ค่อยมีสตางค์แต่ถ้าผ่านตู้บริจาคที่ไหนก็อดที่จะล้วงเงินมาหยอดห้าบาทสิบบาทตามที่กำลังพอไหว แต่ไม่รู้ทำไมเช้านี้ชายหนุ่มถึงลุกขึ้นมาแล้วเดินไปที่หน้าปากซอย รอใส่บาตรด้วยข้าวของที่ไปซื้อมาเองจากร้านสะดวกซื้อ อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ต้นโมกด้วยความเต็มใจ

       มันคงเป็นวันธรรมดาที่อยากจะตื่นขึ้นมาทำอะไร ‘พิเศษ’ ให้กับ ‘คนพิเศษ’ ก็เท่านั้น...

       ในขณะที่ยังเติร์กกำลังจะเดินเข้าหอพัก ลมเย็น ๆ ก็โชยพัดมาโอบกอดร่างของชายหนุ่มพร้อมกลิ่นหอม ๆ เพียงเท่านั้นชายหนุ่มก็รู้แล้วว่าดวงวิญญาณของต้นโมกรับรู้

       เขารับรู้...

 

       คืนนี้ยังเติร์กกระวนกระวายจนแทบอยู่ไม่สุข เขาก้มมองนาฬิกาแทบจะทุกห้านาทีขณะนั่งรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ที่คณะทำอุปกรณ์เชียร์สำหรับงานกีฬาของมหาวิทยาลัยที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ท่าทีหลุกหลิกของเขานั้นทำเอาไอ้ช่าที่กำลังนั่งใช้ส้อมขูดเชือกพลาสติกเพื่อทำเป็นพู่เชียร์ต้องเอ่ยถามด้วยความสงสัยและรำคาญเต็มทน

       “ไอ้เติร์ก มดกัดหำแกหรือยังไง นั่งยุก ๆ ยิก ๆ อยู่ได้ รีบ ๆ ทำเข้า จะได้กลับไปนอน”

       “ก็รีบอยู่นี่ไงเล่า ฉันก็อยากกลับหอจะแย่” ชายหนุ่มบอกเช่นนั้น นึกถึงภาพของต้นโมกนั่งหนาวที่ศาลพระภูมิร้างยิ่งเป็นห่วง อยากจะวิ่งออกจากหอประชุมเชียร์เสียตอนนี้แต่ก็ทำไม่ได้

       “ทำไม ? ไหนว่าไม่อยากอยู่เพราะกลัวผี อย่าบอกนะว่าไปหลงรักผีเข้าให้”

       “ไอ้บ้า! หุบปากแล้วทำงานไปเลย ไม่งั้นฉันจะเอาส้อมขูดปากแกแทนขูดเชือก!” ยังเติร์กยื่นส้อมที่กำลังใข้ขูดเชือกพลาสติกทำท่าเป็นจะไปขูดปากเพื่อน ไอ้ช่าจึงเอาส้อมของตัวเองชูขึ้นขู่บ้าง ทำราวกับเด็กห้าขวบกำลังเล่นกัน แต่แล้วทั้งคู่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมีเสียงของรุ่นพี่ตะโกนเข้ามาขัดจังหวะ

       “ไอ้สองคนนั้นน่ะ เล่นอะไร ไม่อยากกลับไปนอนใช่ไหม ?”

       เมื่อได้ยินเช่นนั้นยังเติร์กับไอ้ช่าก็รีบก้มหน้าก้มตาทำงานในส่วนของตัวเอง แต่ก็ยังแอบเหล่มองกันแล้วทำปากมุบมิบ...ไม่ได้ด่ากันเองหรอก แต่ด่าพวกรุ่นพี่จอมโหดแล้วให้สัญญากับตัวเองว่าถ้าได้เป็นรุ่นพี่เมื่อไหร่ พวกเขาจะไม่ทารุณรุ่นน้องแบบนี้แน่

       แต่กว่าจะถึงวันนั้น เอาวันนี้ให้รอดก่อนเถอะ!

 

       ยังเติร์กรีบวิ่งเข้าหอพักของตัวเองเมื่อเวลาเกือบจะตีสองแล้ว ชายหนุ่มไม่ได้ตรงเข้าไปในตัวตึกหากแต่รีบวิ่งอ้อมไปทางด้านหลังหอพักตรงศาลพระภูมิร้างเพื่อที่จะพาต้นโมกให้ขึ้นไปบนห้องพร้อมกัน ป่านนี้ชายหนุ่มจะเป็นยังไงบ้าง จะหนาวแค่ไหน จะกลัวหรือเปล่า แล้วจะปีนขึ้นไปที่ห้อง 201 หรือยัง ? เกิดคำถามขึ้นมากมายจนไม่รู้จะตอบคำถามไหนก่อน เพราะเอาจริง ๆ ก็คือเขาไม่สามารถตอบคำถามเหล่านั้นด้วยตัวเองได้เลย

       และทันทีที่ยังเติร์กไปถึงตรงนั้น ภาพที่เขาเห็นคือต้นโมกกำลังค่อย ๆ ปีนเข้าไปในระเบียงห้อง 201 คนที่เพิ่งมาถึงร้องเรียกแต่ไม่ทันเสียแล้ว ที่น่ากลัวว่านั้นคือเขาเห็นดวงวิญญาณสีดำทะมึนยืนออกันเต็มระเบียงห้อง มีกลิ่นเหม็นเน่าลอยคลุ้งมาราวกับเป็นสัญญาณเตือนไม่ให้ยังเติร์กเข้าไปยุ่งกับบาปกรรมที่ต้นโมกได้ก่อไว้ เพียงอึดใจเสียง ‘โครม’ ก็ดังขึ้นตรงกับเวลาเดิมทุกวัน คนที่เงยหน้ามองใจสั่นอยากจะวิ่งขึ้นไปที่ห้อง 201 ใจจะขาดแต่ก็ไม่ทัน เมื่อต้นโมกกลับออกมาที่หน้าระเบียงก่อนวิญญาณร้ายพวกนั้นจะจับร่างของชายหนุ่มโยนลงมาจากหน้าระเบียงชั้นสองอย่างไร้ซึ่งความปรานี 

       ยังเติร์กรีบวิ่งตรงเข้าไปประคองร่างของอีกฝ่ายแล้วพาไปนั่งตรงฐานศาลพระภูมิร้างพลางเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

       “นายเป็นยังไงบ้าง...เจ็บตรงไหนไหม แล้วทำไมพวกมันต้องจับนายโยนลงมาด้วย นายถูกโยนลงมาแบบนี้ทุกคืนเลยเหรอ ?” ยังเติร์กรัวคำถามพลางเงยหน้าขึ้นไปมองระเบียงห้อง 201 ที่บัดนี้ว่างเปล่าไม่มีร่างของวิญญาณร้ายพวกนั้นแล้ว คนถูกถามยิ้มเล็ก ๆ แล้วตอบ

       “เราจะตอบคำถามไหนของนายก่อนดีล่ะ ถามว่าเจ็บไหม ก็ต้องตอบว่าเจ็บ แต่มันเจ็บจนชินแล้วล่ะ เราถูกโยนลงมาทุกคืนตลอดสองปี เจ็บก็ต้องบอกว่าไม่เจ็บ ถ้ายิ่งทำเป็นเจ็บมันก็จะยิ่งเจ็บ แล้วที่พวกมันต้องโยนเราลงมา ก็อย่างที่เราบอกกับนายนั่นแหละ พวกมันคือผีห่าสัมภเวสีที่เป็นลูกสมุนของเจ้าที่เจ้าทางที่ต้องคอยไล่วิญญาณให้ออกไปจากหอพักเพื่อความสงบสุขของผู้อยู่อาศัย แต่เรายังไปไหนไม่ได้ เรายังต้องกลับไปใช้กรรมทุกคืน เราจึงขึ้นไปบนห้องนั้นได้แค่ในเวลาที่เราต้องไปผูกคอ หลังจากนั้นเราก็จะถูกจับโยนลงมาแบบนี้  อย่าไปว่าพวกมันเลย พวกมันก็ทำตามหน้าที่ของตัวเอง ไม่อย่างนั้นหอพักก็จะเต็มไปด้วยผีไม่มีญาติ เราเข้าใจนะ...เราเข้าใจ” แม้วิญญาณหนุ่มจะพยายามยิ้มแต่ยังเติร์กก็รู้ว่ามันเป็นรอยยิ้มที่เจ็บปวด

       “ทำไมนายถึงต้องผูกคอตายด้วยล่ะ ? เอ่อ...ขอโทษนะ เราไม่น่าถามเลย นายไม่ต้องตอบก็ได้นะ” บางทีก็อยากตบปากตัวเองนักที่ถามไปแบบไม่คิด การที่คนคนหนึ่งจะฆ่าตัวตายนั้นมันต้องมีเรื่องที่หนักหนาสาหัส และเรื่องแบบนั้นคงไม่มีใครอยากจะเล่าให้คนอื่นฟังหรอก

       “ไม่เป็นไรหรอก บางทีเราก็อยากเล่าความจริงให้ใครสักคนฟังเหมือนกัน หลายคนคิดว่าเราฆ่าตัวตายเพราะเรื่องความรักบ้างล่ะ เครียดเรื่องเรียนบ้างล่ะ ติดหนี้บอลบ้างล่ะ บ้างก็ว่าเราฆ่าตัวตายเพราะที่บ้านจับได้ว่าเรา...เอ่อ...เป็นพวกชอบผู้ชายด้วยกัน” สิ่งที่ต้นโมกบอกทำเอายังเติร์กตกใจเล็กน้อยแต่ก็พยักหน้ารับเข้าใจ เขาไม่ได้รังเกียจคนรักเพศเดียวกัน คนเราต่างก็มีความชอบและรสนิยมที่ต่างกัน เรื่องบางเรื่องมันเลือกไม่ได้ที่จะเป็นหรือไม่เป็น

       “อื้ม...แล้วความจริงคืออะไรเหรอ ?”

       “นายต้องสัญญาก่อนว่านายจะไม่ขำ” วิญญาณหนุ่มดูลังเลที่จะเล่าความจริงที่น้อยคนจะรู้ให้ยังเติร์กฟัง ยังเติร์รีบตอบให้อีกฝ่ายมั่นใจว่าเขาจะไม่ทำกิริยาแบบนั้นแน่ ๆ

       “เฮ้ย...เรื่องความตายนะ จะไปขำได้ยังไง เราสัญญาว่าจะไม่ขำ” ยังเติร์บอกแล้วมองหน้าต้นโมกอย่างจริงใจ และอีกฝ่ายก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจนั้น เขาตั้งสติแล้วกุมมือที่สั่นยามเมื่อคิดถึงเรื่องวันนั้น ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องราวในวันที่ตัวเองตายให้เพื่อนใหม่ฟัง เรื่องที่ต้องเล่าให้คนที่ไว้ใจฟังเท่านั้น...ซึ่งยังเติร์กคือคนที่เขาเลือกแล้ว

       “เรื่องมันไม่มีอะไรเลย ที่จริงเรื่องมันเล็กน้อยมาก แต่สำหรับเราตอนนั้นมันเป็นเรื่องใหญ่...” ต้นโมกถอนหายใจยาว ๆ ก่อนจะเล่าเรื่องวันที่เขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง เรื่องที่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้เขาจะไม่ทำอะไรโง่ ๆ แบบนั้นแน่นอน

       . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

       คนอื่นให้ความสำคัญกับวันเกิดตัวเองแค่ไหนต้นโมกไม่รู้ เขารู้แต่ว่าวันเกิดของเขาเขาอยากเป็นคนสำคัญ เป็นวันพิเศษที่ใคร ๆ ก็มาอวยพร มาให้ของขวัญ มาเอาใจใส่ ซึ่งตอนที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมมันเคยเป็นแบบนั้นมาตลอด...แต่พอมาอยู่มหาวิทยาลับกลับไม่ใช่

       ชายหนุ่มนั่งชะเง้อรอเพื่อนอยู่ร้านพิซซ่าตามที่ได้ตกลงนัดกันไว้ว่าเขาจะเลี้ยงวันเกิด เขาอุตส่าห์แบ่งเงินค่าขนมรายเดือนที่ทางบ้านส่งให้มาเพื่อเลี้ยงเพื่อน ๆ ในกลุ่ม วันนี้ต้องเป็นวันพิเศษ เป็นวันที่มีความสุขแน่ ๆ  จนเมื่อเวลาล่วงเลยไปนานเกินกว่าเวลานัด เสียงเพจเจอร์ของชายหนุ่มก็ดังขึ้นพร้อมกับข้อความ

       ‘พวกกูคงไปกันไม่ได้แล้ว ต้องซ้อมเชียร์ต่อ’

       ตอนแรกเมื่อได้อ่านข้อความนั้น ต้นโมกก็ใจแป้ว แต่พอมาคิดดูอีกที หรือว่าพวกเพื่อน ๆ ในกลุ่มมันคงคิดจะอำเขา อีกสักประเดี๋ยวก็คงโผล่มาเซอร์ไพรส์แบบในละคร เผลอ ๆ ตอนนี้อาจจะกำลังเตรียมเค้กกันอยู่แถวนี้นี่แหละ พวกมันไม่มีทางผิดนัดวันเกิดเขาแน่ เพราะวันเกิดของทุกคนต้นโมกก็ไม่เคยละเลย วันนี้เขาต้องเป็นคนสำคัญที่ทุกคนคิดถึงสิ ใช่...มันต้องเป็นแบบนั้น

       ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว รู้แต่ว่าอายเหลือเกินที่จะขอพนักงานให้มาเติมน้ำอัดลมในแก้วรีฟิลที่เติมน้ำแข็งมาน่าจะสามรอบได้แล้ว พิซซ่าถาดใหญ่สองถาดที่สั่งมาไว้รอเพราะกลัวว่าเพื่อน ๆ จะหิวโซกันมาจากซ้อมเชียร์วางอยู่ตรงหน้าในสภาพเย็นชืด ต้นโมกมั่นใจแล้วว่าข้อความที่ส่งมานั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่นหรือมีการทำเซอร์ไพรส์ แต่ข้อความนั้นมันคือเรื่องจริง พยายามคิดในแง่ดีว่าพวกมันอาจจะถูกรุ่นพี่กักตัวให้อยู่ซ้อมเชียร์จริง ๆ ก็ได้

       “พี่ครับ คิดเงินได้เลยครับ แล้วรบกวนเอาพิซซ่าใส่กล่องให้หน่อยได้ไหมครับ ผมจะเอากลับไปเลี้ยงวันเกิดเพื่อน”

       “ได้ค่ะ” พนักงานสาวรับคำแล้วยกพิซซ่าถาดใหญ่สองถาดออกไปอีกทางด้านหนึ่งของร้าน ได้ยินเสียงพนักงานซุบซิบกันดังแว่ววมา ไม่รู้ตั้งใจให้เขาได้ยินหรือไม่รู้ว่าตัวเองซุบซิบเสียงดังเกินไป

       “โอ๊ย..นั่งแช่เป็นครึ่งค่อนวันแล้วก็ห่อกลับ เป็นงานต้องมาล้างมาเช็ดโต๊ะอีก จะสั่งไปเลี้ยงเพื่อนก็สั่งกลับบ้านตั้งแต่ทีแรกก็หมดเรื่อง มาสั่งที่ร้านทำไมก็ไม่รู้ แล้วดูสิ ไม่เห็นมีใครมาสักคน น่าสงสาร”

       คนที่นั่งอยู่ถึงกับสะอึกกับสิ่งที่พนักงานพูดกัน ต้นโมกกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก รู้สึกหน้าชาจนแทบจะไม่รู้สึกอะไรหากมีมีดมาเฉือน ทันทีที่พนักงานเอาถุงพิซซ่ามาวางไว้ที่โต๊ะ เขาก็รีบคว้ามันมาถือแล้วเดินออกจากร้านทันที

       ตลอดทางเดินกลับหอพัก ต้นโมกพยายามคิดว่าเดี๋ยวกลับหอพักค่อยไปเรียกเพื่อน ๆ มาฉลองก็ได้ ทุกคนคงกำลังยุ่ง ไม่มีใครอยากผิดนัดหรอกโดยเฉพาะวันสำคัญของเพื่อน ในขณะที่ชายหนุ่มเดินกลับไปที่หอพักซึ่งอยู่ทางด้านหลังของมหาวิทยาลัยนั้น พลันสายตาเหลือบไปเห็นเพื่อน ๆ ในกลุ่มจับกลุ่มกันอยู่ที่สวนสาธารณะ กำลังเล่นฟุตบอลกันอย่างสนุกสนานไม่ได้ซ้อมเชียร์อย่างที่บอก แต่ต้นโมกก็ยังนึกเข้าข้างตัวเองว่าพวกมันอาจจะเพิ่งซ้อมเชียร์เสร็จแล้วมาเตะฟุตบอลผ่อนคลายเสียกระมัง แม้ในใจจะรู้สึกวูบไหวด้วยความกลัว กลัวว่าสิ่งที่พยายามบอกกับตัวเองนั้นจะไม่ใช่เรื่องจริง กระนั้นต้นโมกก็ยังถือถุงพิซซ่าแล้วเดินฉีกยิ้มตรงเข้าไปข้างสนามฟุตบอล พยายามทำสีหน้าให้สดใส คิดว่าวันนี้วันดี อะไรที่ทำให้ใจหมองไม่ควรคิด

       “ป่านนี้ไอ้โมกจะกลับมาหรือยังวะ ?” เพื่อนคนหนึ่งที่นั่งพักอยู่ริมสนามเอ่ยถามเพื่อนอีกคน คนถูกถามยกน้ำขึ้นดื่มแล้วส่ายหน้า

       “กูจะไปรู้เหรอ กูก็อยู่เล่นบอลกะพวกมึงตั้งแต่บ่าย พวกมึงนี่ก็นะ ไปหลอกมันว่าจะไปกินเลี้ยงวันเกิดมันแล้วก็ไม่ไป ไอ้คนเลว” เป็นการด่าแบบทีเล่นทีจริง อีกฝ่ายได้ยินก็ยกขวดน้ำทำท่าจะฟาดเพื่อนเข้าให้แต่ทางนั้นเอี้ยวตัวหลบทัน

       “มึงน่ะตัวดีเลย บอกว่ากลัวมันจะมอมเหล้าแล้วปล้ำ ไอ้เหี้ย มึงรู้ว่ามันเป็นเกย์แล้วทำไมไม่บอกพวกกูตั้งแต่ทีแรก นี่กูเคยไปนอนห้องมันสองสามครั้ง ถ้ากูเสียตัวให้มันจะทำยังไง ถึงว่าแม่งชอบมองกูแล้วยิ้ม ไอ้โมกมันแอบอยากกินกูแน่ ๆ” คนเล่าทำท่าขนลุกราวกับต้นโมกเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าขยะแขยง

       “กูก็เพิ่งรู้จากเพื่อนที่โรงเรียนเก่าไอ้โมกนี่แหละ ถ้ารู้มาก่อนหน้ากูก็ไม่อยากสุงสิงด้วยหรอก ไว้ใจไม่ได้ กูไม่ใช่สายเหลือง ทางที่ดีพวกเราค่อย ๆ เฟดตัวออกมาจากมันดีกว่า เดี๋ยวกลุ่มเราจะถูกมองเป็นกลุ่มตุ๊ดกลุ่มเกย์ไปด้วย ไม่มีหญิงมาสนใจพอดี”

       ทันใดนั้นหนึ่งในสองคนหันมาเจอต้นโมกยืนอยู่ก็ถึงกับตาค้าง สะกิดให้อีกคนหันมอง

       “ไอ้โมก!”

       ต้นโมกยืนตัวแข็ง แทบไม่เชื่อหูตัวเอง มือที่ถือถุงพิซซ่าแทบไม่มีแรงถือ มันรู้สึกจุกอกเหมือนมีของหนัก ๆ ทับอยู่ หายใจไม่ทั่วท้อง ร้อนวูบวาบที่ใบหน้าแต่ทว่าร่างกายกลับหนาวจนตัวสั่น ถามว่าโกรธไหมก็โกรธ แต่มันเป็นความโกรธผสมกับความน้อยใจ เสียใจ เจ็บใจ...เพื่อนที่คิดว่าเข้าใจ ที่คิดว่าจะพึ่งพาคบหากันได้แต่จริง ๆ แล้วไม่มีใครมองเห็นเขาเป็นเพื่อน เขาเป็นแค่ตัวรังเกียจ เป็นแค่ส่วนเกินของกลุ่ม ชายหนุ่มไม่พูดอะไร วางถุงพิซซ่าลงบนพื้นแล้วเดินออกมาจากที่ตรงนั้นอย่างเงียบ ๆ 

       ต้นโมกกลับเข้ามาในห้องพักแล้วนั่งนิ่งอยู่ที่ปลายเตียง ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแต่ทว่ารู้สึกเสียใจยิ่งกว่าการมีน้ำตา รอบข้างเงียบเชียบ ได้ยินแต่เสียงของหัวใจที่เต้นแรง ในหัวเกิดคำถามมากมายจนเรียบเรียงที่จะหาคำตอบไม่ถูก

       ไม่รู้อะไรดลใจให้ต้นโมกเงยหน้ามองขึ้นมองพัดลมบนเพดาน ความคิดชั่ววูบบอกว่าชีวิตที่อยู่ท่ามกลางเพื่อนที่รังเกียจและเห็นเขาเป็นตัวประหลาดมันจะมีค่าอะไร เขาจะมีคนคบอีกไหม เขาจะต้องโดดเดี่ยวเดียวดายอยู่ในมหาวิทยาลัยอีกนานเท่าไหร่ แล้วถ้ามีคนอื่น ๆ รู้อีกว่าเขาชอบผู้ชายด้วยกันจะเป็นยังไง

       ความน้อยเนื้อต่ำใจสั่งให้ต้นโมกค่อย ๆ ถอดเนกไทออก ผูกมันเป็นบ่วงไว้กับคอของตัวเองก่อนจะเดินไปลากเก้าอี้มาวางอยู่ใต้พัดลม ปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ตัวนั้นแล้วใช้ปลายเนกไทอีกข้างผูกไว้กับพัดลม ในเวลานั้นเขาไม่กลัวความตายเลย แอบคิดด้วยซ้ำว่าเพื่อนจะตามขึ้นมาบนห้องเพื่อมาขอโทษหรือมาช่วยเขาได้ทันและบอกว่าเขายังเป็นเพื่อนในกลุ่มเหมือนเดิม

       ชายหนุ่มหันมองไปที่ประตูห้อง หวังว่าเพื่อนจะมาร้องเรียกแล้วพังประตูเข้ามาเจอเขากำลังจะผูกคอตายแล้วร้องห้าม แต่ความคิดกับความจริงบางทีก็สวนทางกัน...

       ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีใครตามเขามาที่หน้าห้อง ไม่มีใครร้องเรียก ไม่มีใครพังประตูเข้ามา ไม่มีเลย ไม่มีใครสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำกับเขา!

       ต้นโมกเจ็บปวดเหลือเกิน เจ็บจนสุดท้ายน้ำตาที่แน่นในอกก็ล้นปรี่ออกมาจากสองตา ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่บนเก้าอี้ มันส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเหมือนจะพังแหล่ไม่พังแหล่ ต้นโมกเคยไปบอกเจ๊เจ้าของหอพักให้เอาไปซ่อมหลายครั้งแต่หก็ถูกผัดวันประกันพรุ่ง พลันในเวลานั้นเหมือนความยั้งคิดจะเข้ามาเตือนว่าสิ่งที่เขากำลังคิดจะทำไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ ชีวิตมีค่ามากเกินกว่าจะเอาไปทิ้งให้กับเพื่อนที่ไม่เห็นค่า เบื้องหลังเรายังมีครอบครัวที่รักและเข้าใจ ยังมีเพื่อนอีกมากมายที่รักในตัวตนของเรา ถ้าเราทำอะไรบ้า ๆ ไป คนที่รักเราจะทำยังไง

       เสียงโทรศัพท์ในห้องดังขึ้นขัดจังหวะความคิด ต้นโมกสะดุ้งเฮือกส่งผลให้เก้าอี้ที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงอยู่แล้วล้มลงกับพื้นห้องจนเกิดเสียงดังโครม! ร่างของต้นโมกลอยอยู่กลางอากาศ เนกไทที่คล้องคออยู่กระชากคอกับพัดลมบนเพดานอย่างแรง ขาทั้งสองข้างดิ้นไปมาอย่างดิ้นรนจะเอาชีวิตรอด มือพยายามจะแก้เนกไทที่คออกออก ปากพยายามจะส่งเสียงร้องแต่ไม่มีเสียงออกจากลำคอ ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลงอย่างตื่นตระหนก แรงทั้งหมดที่มีกลับทำทุกวิถีทางเพื่อให้รอดพ้นจากความตายทั้ง ๆ ที่ตอนแรกคิดอยากจะตาย

       แต่เมื่อเลือกเข้าข้างความตายแล้ว...บางครั้งความตายก็ใจดียอมให้เข้าข้างอย่างไม่รีรอ

       ขาทั้งสองข้างของต้นโมกที่เคยดิ้นไปดิ้นมากลับค่อย ๆ หมดแรงลงจนทิ้งตัวลงกับแรงโน้มถ่วงโลก ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลง ลิ้นจุกปากอย่างน่าเวทนา

       เป็นการฆ่าตัวตายทั้งที่ความจริงแล้วไม่ได้ตั้งใจอยากจะตาย...แต่ก็ต้องตายในที่สุด!

       . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

       คนฟังนิ่ง ในขณะที่คนเล่าหัวเราะหึหึในลำคอ มันไม่ใช่เสียงหัวเราะของความสุข แต่เป็นเสียงหัวเราะของความเศร้า...เศร้าในสิ่งที่ตัดสินใจทำลงไป สิ่งที่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ในวันนั้นเมื่อมาย้อนคิดในวันนี้มันช่างงี่เง่าสิ้นดี

       “นายคงอยากหัวเราะสินะ เพราะมันเป็นเรื่องปัญญาอ่อนมากจริง ๆ หลายคนคิดว่าการที่คนคนหนึ่งจะฆ่าตัวตายได้นั้นต้องเป็นเรื่องใหญ่โต เรื่องคอขาดบาดตาย แต่เรื่องของเรานี่แม่งมันโคตรขี้หมาเลย เราแม่งโคตรงี่เง่า โคตรอ่อนแอ โคตรไม่มีอะไรดี บางทีเราตายไปก็ดีเหมือนกัน เพราะอยู่แบบไอ้ขี้แพ้บางทีมันก็อายตัวเองเวลาส่องกระจก” พูดจบต้นโมกก็ทำในสิ่งที่ยังเติร์กไม่คาดคิด นั่นคือตบหน้าไปมาอย่างโมโหตัวเองที่ทำเรื่องงี่เง่าในวันนั้นจนทำให้ต้องมาทนทุข์ทรมานวันนี้ คนที่นั่งข้างต้องรีบดึงมือของเพื่อนใหม่ไว้แล้วจ้องหน้าของต้นโมกพลางบอก

       “มันไม่ใช่เรื่องงี่เง่าไม่งี่เง่าหรอก แต่จุดของความอ่อนแอคนเรามันไม่เท่ากัน ในช่วงเวลานั้น ๆ คนเรามันรู้สึกกันได้ อย่างตอนเด็ก ๆ การถูกเพื่อนล้อชื่อพ่อแม่แม่งโคตรเรื่องใหญ่ แต่พอมามองวันนี้มันกลายเป็นเรื่องตลก สำหรับคนบางคนอาจมีปมบางอย่างที่คนอื่นไม่เข้าใจ...ก็ช่างปะไร เราเข้าใจมันก็พอ นายเคยได้ยินคำว่า ‘สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดีเสมอ’ ไหม ? นั่นแหละที่เราอยากให้นายคิด แม้สิ่งที่เกิดไปแล้วมันจะไม่ดีเท่าไหร่ แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว กลับไปแก้ไขมันไม่ได้ ก็คิดเสียว่ามันดีแล้ว จะได้สบายใจ ที่สำคัญคือนายอย่าโทษตัวเอง อย่าทำร้ายตัวเอง มันไม่มีประโยชน์ แผลต้องการยารักษานะ ไม่ใช่การทำให้เป็นแผลซ้ำ ๆ ให้เจ็บหนักมากขึ้นไปอีก...แล้วนี่ดูสิ ตบหน้าตัวเองจนแดงหมดแล้ว มา ๆ เราเป่าให้...หายนะ เพี้ยง!” ยังเติร์กที่ยังจับหน้าของต้นโมกอยู่เป่าที่แก้มของอีกฝ่ายเบา ๆ ราวกับมีมนต์วิเศษ ก่อนจะก้มหน้าลงมาตรงหน้าอกข้างซ้ายแล้วเป่าเบา ๆ อีกครั้ง “...ตรงนี้ก็หายไวไวนะ เพี้ยง!”

       “นายเป่าอะไรน่ะ ?” คนถูกกระทำเอ่ยถาม รู้สึกใจเต้นแรง...รู้สึกทั้ง ๆ ที่ไม่มีหัวใจ

       “เป่าตรงหัวใจของนายไง ร่างกายของนายน่ะเจ็บไม่นานก็หาย แต่แผลที่หัวใจนายต้องการการรักษา เราไม่รู้หรอกว่ามันจะช่วยได้ไหม มันจะหายหรือเปล่า แต่อย่างน้อยเราก็อยากทำให้นายรู้สึกดีขึ้น อยากให้นายรู้ว่าถึงนายจะไม่มีใคร แต่นายยังมีเรานะ” ยังเติร์กจ้องหน้าของวิญญาณที่แสนจะน่าสงสารด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำ ในขณะที่ต้นโมกก็จ้องดวงตาที่แสนจะหวังดีนั้นกลับด้วยหัวใจพองโตที่ได้รู้ว่ามีคนเข้าใจและห่วงใยเขาขนาดนี้

       บางทีความรักก็มาทักทายอย่างไม่รู้ตัว...

       ยังเติร์กค่อย ๆ บรรจงจูบที่ปากบางของต้นโมก...ในขณะที่อีกฝ่ายก็ยินยอมและพร้อมใจ

       ดอกไม้กำลังจะผลิบานอีกครั้งในสวนที่เคยเปียกชุ่มด้วยน้ำตา

       โดยไม่สนว่าทั้งคู่จะอยู่กันต่างภพ...

       ภพของมนุษย์และภพของวิญญาณ!

 

       น้ำที่ยังเติร์กกรวดให้กับต้นโมกถูกเทลงที่ใต้ต้นไม้หน้าหอพักด้วยความรู้สึกอิ่มใจ ยามที่ได้คิดถึงอีกฝ่าย หัวใจก็พองโตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ชายหนุ่มเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เข้าไปในประตูทางเข้าสวนทางกับเจ๊เจ้าของหอพักที่อยู่ในชุดนอน ไม่ได้อยากจะทักทายแต่อีกฝ่ายทักเขาเสียก่อน

       “ช่วงนี้ตื่นมาใส่บาตรทุกวันเลยนะ ขยันจริง ๆ” ไม่แน่ใจว่านั่นคือคำชมหรือเปล่า ยังเติร์กยิ้มแล้วตอบแบบทีเล่นทีจริง

       “ก็ต้องตื่นน่ะครับเจ๊ ห้องข้าง ๆ มีผี ก็ต้องหมั่นกรวดน้ำทำบุญ จะได้ไม่กลัวจนหัวโกร๋นไปซะก่อนไงล่ะ!”

       เจ๊เจ้าของหอพักได้ยินอย่างนั้นก็สะดุ้ง ก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้า เอามือตีไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ แล้วบอกพลางแสร้งขำอย่างไม่เนียน

       “ต๊าย! น้องก็พูดไป ก็บอกแล้วว่าหอเจ๊ไม่มีผี ถ้าอย่างนั้นเจ๊ไปอาบน้ำก่อนนะ” ว่าแล้วเจ๊เจ้าของหอพักก็ตัดบทสนทนาแล้วรีบเดินส่ายก้นดุ๊กดิ๊กไปอีกทางหนึ่งของหอพกซึ่งเป็นบ้านของตัวเอง ยังเติร์กมองตามแล้วส่ายหน้า อยากให้ผีสัมภเวสีพวกนั้นไปหลอกอีเจ๊นี่สักที จะได้เชื่อว่าที่หอนี้มีผี...เยอะแยะ!

 

       เคยรู้สึกเหมือนมีดอกไม้บานอยู่ในท้องไหมครับ ?

       ตอนนี้ยังเติร์กกำลังรู้สึกแบบนั้น เขานั่งอมยิ้มคนเดียวในขณะที่มือก็ใช้ช้อนเขี่ยข้าวราดไข่พะโล้ไปมาจนไข่เละแทบจะเป็นไข่กวนอยู่รอมร่อ ไอ้ช่าที่กำลังอ่านการ์ตูนที่เช่ามาหันมองเพื่อน เขาต้องรีบอ่านการ์ตูนเล่มนี้ให้จบเพราะถึงกำหนดคืนตั้งแต่เมื่อวาน นี่ต้องเสียค่าปรับตั้งห้าบาท เมื่อคืนไม่น่ามัวแต่ไปโทรทั่วไทยนาทีละสามบาทหาหญิงเลย ไม่งั้นก็อ่านจบไปนานแล้ว

       “ไอ้เติร์ก แกเป็นบ้าอะไร นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คนเดียว แล้วข้าวน่ะจะรับประแดกไหมครับ เขี่ยจนไข่เละเป็นขี้แล้ว” คนเป็นเพื่อนเอ่ยถามแต่ยังเติร์กยังเหม่อทำเหมือนไม่ได้ยิน...ได้ทีเอาคืน ไอ้ช่าตบกบาลเพื่อนรักไปทีหนึ่งจนมันถึงกับสะดุ้ง

       “ไอ้เหี้ยช่า มาตบหัวฉันทำไม!”

       “ก็ฉันเรียกแกตั้งนาน มัวนั่งเหม่ออยู่ได้ แล้วนั่น...แกดูไข่พะโล้ มันดูไม่ได้แล้ว”

       เมื่อได้ยินเช่นนั้น ยังเติร์กจึงก้มมองดูไข่พะโล้ในจานข้าวของตัวเอง ให้ตายสิ...ทำไมเป็นดอกกุหลาบ!

       “ก็กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ” ชายหนุ่มอ้อมแอ้มตอบ ไม่รู้เผลอหน้าแดงออกไปหรือเปล่า เพราะถ้ามีอาการอย่างนั้นไอ้ช่าต้องซักไซ้จนเขาต้องจนมุมแน่ 

       “ไอ้นี่ทำเหมือนมีความรัก”

       “รักบ้ารักบออะไรล่ะ!” คนตอบร้อนตัวอย่างเห็นได้ชัด โชคดีที่ไอ้ช่าไม่ได้สนใจนัก มันเอ่ยถามต่อทันที

        “เออ...ฉันว่าจะถามแกหลายครั้งแล้วก็ลืม แกยังเจอเรื่องแปลก ๆ ที่ห้อง 201 อยู่หรือเปล่า ?”

       “ก็...ไม่นี่” เป็นการตอบตามความจริง เพราะตอนนี้สำหรับเขา ต้นโมกไม่ใช่ ‘เรื่องแปลก ๆ’ แต่เป็น ‘เรื่องพิเศษ’ ที่อยากจะเจอทุกวัน

       “ฉันจะบอกว่า ฉันไปถามตาของฉันมา ตาของฉันสมัยหนุ่ม ๆ เก่งเรื่องคุณไสยนะแก ผีสางนางไม้ปราบมาหมดแล้ว ฉันเล่าเรื่องที่แกเจอให้ตาฟัง ตาบอกว่าคนที่ยังไม่ถึงที่ตายแต่ฆ่าตัวตายจะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน รอเวลาจะไปชดใช้กรรมในนรก หรือถ้าเป็นคนที่ทำแต่กรรมดีก็จะได้ไปสวรรค์ แต่ในระหว่างนั้นจะต้องกลับไปทำแบบที่เคยทำซ้ำ ๆ เวลาเดิม ๆ ทุกครั้ง เห็นว่ามันจะต้องทุกข์ทรมานมาก นี่ฉันว่าไอ้เสียงเหมือนของหนักล้มที่ห้องข้าง ๆ แกน่ะ อาจเป็นวิญญาณของคนที่ผูกคอตายกลับมาผูกคอใหม่ซ้ำ ๆ ก็ได้ อูย...พูดแล้วขนลุก” ไม่พูดเปล่า ไอ้ช่าทำท่าขนลุกขนพองในขณะที่ยังเติร์กนิ่ง ไม่ได้แปลกใจหรือตกใจกับสิ่งที่เพื่อนบอกเล่า เพราะถึงไม่ได้ฟังจากมันเขาก็รู้แล้วว่ามันเกิดขึ้นจริง เขาเห็นกับตา ได้ยินมากับหู รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับต้นโมกในทุกคืน สงสารสุดหัวใจแต่ไม่รู้จะช่วยยังไง

       แต่สิ่งที่เขาสนใจและอยากรู้คือ...

       “แล้วเราจะมีวิธีช่วยเค้าได้ไหม ?”

       “เอ...ถ้าจำไม่ผิด ตาฉันบอกว่าจะช่วยให้เค้าพ้นกรรมที่ทำไว้คงไม่ได้ แต่ช่วยส่งให้เค้าไปชดใช้กรรมที่ได้ทำมาตอนเป็นมนุษย์เร็วขึ้นน่ะได้ เห็นว่าต้องไปช่วยไม่ให้เค้าฆ่าตัวตายซ้ำ ๆ สำเร็จ เหมือนตัดวงจรที่ต้องทำทุกวันให้มันผิดพลาด นั่นแหละถึงจะส่งดวงวิญญาณเค้าให้ไปชดใช้กรรมได้ แต่มันก็เสี่ยงนะ เพราะถ้าทำไม่สำเร็จก็อาจต้องกลายเป็นตัวตายตัวแทนแทน ส่วนเรื่องจะไปช่วยยังไงนี่ฉันไม่รู้ ได้ยินมาแค่นี้ ว่าแต่แกถามทำไม ?”  ไอ้ช่าจ้องหน้าเพื่อนอย่างจับผิด อีกฝ่ายรีบส่ายหน้าปฏิเสธ

       “ก็ถามไปอย่างนั้นแหละ เผื่อจะได้ช่วยทำบุญส่งไปให้ จะได้ไม่มารบกวนกัน”

       “ก็ทำได้มั้งบุญน่ะ ทำไปเถอะ ทำบุญเป็นเรื่องดี แต่อย่าเสือกอยากทำตัวเป็นพระเอกไปช่วยผีล่ะ ตายห่าขึ้นมาเป็นงานให้ฉันต้องไปช่วยงานศพแกอีก ชุดดำฉันไม่ค่อยมี!”

       “ไอ้เวร! ฉันยังไม่ตาย แล้วฉันก็ไม่โง่ที่จะไปทำอะไรบ้า ๆ แบบนั้นหรอก” ยังเติร์กบอกในสิ่งที่ตรงข้ามกับใจ

       ใช่...เขาโง่...เขาบ้า

       คืนนี้เขาจะช่วยให้ต้นโมกหลุดพ้นจากความทรมานเสียที!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น