อัปเดตล่าสุด 2021-01-23 18:15:43

ตอนที่ 32 SATURDAY-หอมกลิ่นศาลพระภูมิ : อยากรู้ต้องได้รู้!

       เมื่อคืนยังเติร์กได้ยินเสียงของหนัก ๆ ล้มดังมาจากห้อง 201 อีกแล้ว...

       เขาสะดุ้งตื่นมาสักครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจนอนต่อ ถึงจะกลัว ถึงจะสงสัย แต่เวลานั้นความง่วงเอาชนะทุกสิ่งได้ ครั้นเมื่อลงมาทางด้านล่างของหอพักในยามเช้าก็เห็นเจ๊เจ้าของหอพักกำลังนั่งดูข่าวเช้าอยู่พอดี จึงถือโอกาสเอ่ยถามเสียเลย อยากรู้นักว่าเจ๊แกจะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นว่ายังไง

       “สวัสดีครับเจ๊ ผมมีเรื่องอะไรจะถามหน่อย” ยังเติร์กเอื้อมมือไปเปิดหน้าต่างกระจกเล็ก ๆ ที่มีไว้เพื่อใช้ส่งเงินค่าเช่า ส่งบิลค่าห้อง หรือพูดคุยติดต่อกับเจ๊เจ้าของหอพัก อีกฝ่ายที่กำลังนั่งกินปาท่องโก๋อย่างสบายใจได้ยินเช่นนั้น็ลุกขึ้นมาแล้วหยุดยืนตรงหน้าของนักศึกษาหนุ่มเจ้าของห้อง 202

       “มีอะไรเหรอ ?” ปากเอ่ยถามทั้งที่ยังมีปาท่องโก๋เต็มปาก

       “ผมอยู่ห้อง 202 ที่เพิ่งย้ายมา เจ๊คงจำได้  ผมสงสัยว่าห้อง 201 มีคนอยู่หรือเปล่าครับเจ๊ ทำไมตอนดึก ๆ ผมถึงได้ยินเสียงเหมือนมีของหนัก ๆ ล้มกระแทกพื้นทุกคืนเลย จะไปเคาะห้องถามก็เห็นด้านนอกล็อกแม่กุญแจ” แกล้งถามไปอย่างนั้นทั้งที่พอจะรู้คำตอบอยู่บ้าง อีกฝ่ายอึกอักอย่างเห็นได้ชัดแต่พยายามทำเป็นเหมือนว่าไม่มีอะไร ทั้ง ๆ ที่มีอะไร...มีอะไรแน่ ๆ

       “โอ๊ย...ไม่มีอะไรหรอก ห้องอื่นอาจทำของหล่นแล้วเสียงมันดังก้องทั้งชั้น บางทีคนทำหล่นอยู่บนชั้นห้า ชั้นสองยังได้ยินเลย” ว่าแล้วก็หัวเราะกลบเกลื่อนความจริง ยังเติร์กทำได้แค่พยักหน้ารับ แสร้งทำเป็นเชื่อในสิ่งที่เจ๊เจ้าของห้องพักแก้ตัว 

       “ถ้าอย่างนั้นผมขอย้ายไปชั้นแปดได้ไหมครับ อยู่ห้องนี้แล้วนอนไม่ค่อยหลับ กลัวห้องข้าง ๆ เพราะเห็นมียันต์อะไรก็ไม่รู้ติดเต็มไปหมด ทำเหมือนกับในห้องนั้นมีผีอย่างนั้นแหละ” เมื่อยังเติร์กพูดถึงประโยคนั้น เจ๊เจ้าของหอพักก็โวยขึ้นทันทีอย่างร้อนตัว

       “จะบ้าเหรอ! ผีเผอที่ไหน ห้องชั้นแปดไม่ว่างแล้ว มีคนจะย้ายเข้าวันนี้ ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ย้ายออกไป อย่ามาพูดมั่วว่าหอเจ๊มีผี เจ๊ไม่ชอบ!” ทำเป็นโมโหกลบเกลื่อนสิ่งเลวร้ายในอดีต มองจากนอกโลกยังเห็น!

       “ย้ายได้ใช่ไหมครับ ? ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ผมย้ายออกเลย แต่ขอค่ามัดจำสามคืนด้วยนะครับเจ๊ ผมจะได้เอาไปใช้จ่ายค่ามัดจำหอใหม่ ส่วนที่ผมอยู่มากี่วันเจ๊ก็คิดเป็นรายวันไป ข้าวของยังไม่มีอะไรบุบสลายหรอก เจ๊ไปตรวจดูได้” ไม่ใช่การพูดขู่ ถ้าเจ๊เจ้าของหอพักคืนเงินค่ามัดจำเขาก็พร้อมที่จะย้ายออกทันที ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ง่ายแบบนั้นหรอก

       “ได้ยังไง ตอนให้เซ็นสัญญาก็บอกแล้วว่าให้อ่านก่อนเซ็น เจ๊ระบุไว้ในสัญญาแล้ว่าถ้าย้ายออกก่อนหกเดือนไม่ว่ากรณีใด ๆ ขอยึดเงินมัดจำทั้งหมด ไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น อยากย้ายออกก่อนกำหนดก็ย้ายไปแต่เจ๊ไม่คืนเงินค่ามัดจำให้ ถือว่าทำผิดสัญญาเอง” เจ๊เจ้าของหอพักตบโต๊ะเสียงดังปังพร้อมจ้องเขม็งมาทางยังเติร์กราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ถามว่ายังเติร์กตกใจไหม ก็ต้องตอบว่าแค่นิดหน่อย เพราะอันที่จริงเขาเตรียมใจมาแล้วว่ามันจะต้องลงอิหรอบนี้

       เถียงไปก็ไม่มีวันชนะ ที่สำคัญเขาเซ็นสัญญาด้วยมือของตัวเอง ไม่ว่าจะยังไงก็เสียเปรียบอยู่ดี เอาเป็นว่าจะพยายามทนไปก่อนให้ถึงที่สุด ได้แต่หวังว่าต่างคนต่างอยู่ และจะได้ยินเพียงแค่เสียงของหนัก ๆ ล้มตอนกลางคืนเท่านั้น ไม่ต้องมาปรากฏตัวให้เห็น หกเดือนเอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่นานนักหรอก

       เหตุผลอีกอย่างที่ยังเติร์กยังไม่อยากย้ายออกนั่นคือเขาอยากเจอชายหนุ่มที่ชื่อต้นโมกอีกสักครั้ง อยากถามว่าทำไมเขาต้องโกหกและเขาพักอยู่ห้องไหนกันแน่

       ได้แต่หวังว่าจะเจอ...

 

       02.01 น.

       โครม!

       เสียงของหนัก ๆ ล้มกระแทกกับพื้นเวลาเดิมอีกครั้ง ยังเติร์กนอนลืมตาโพลงอยู่ในความมืด วันนี้เขาตั้งใจรอเวลานี้โดยเฉพาะเพื่อให้แน่ใจว่าเสียงที่เกิดขึ้นดังตรงเวลาในทุกคืน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น ชายหนุ่มดีดตัวลุกขึ้นจากที่นอน หันมองนาฬิกาตรงหัวเตียง มันเป็นเสียงที่ดังตรงเวลาเดิม...มันเคยเกิดอะไรขึ้นในห้อง 201 เมื่อสองปีก่อนกันแน่ เรื่องที่ไอ้ช่ามาเล่ามันจะมีเพียงแค่นั้นจริง ๆ หรือ นึกสังหรณ์ใจว่ามันจะมีอะไรมากกว่านั้นที่เขาไม่รู้

       ชายหนุ่มตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียง คว้ากุญแจห้องกับกระเป๋าสตางค์มาถือไว้ก่อนจะเดินออกนอกห้อง หันไปมองประตูห้อง 201 อีกครั้งอย่างไม่ตั้งใจ คนที่อยู่ในห้องเหมือนต้องการสื่อสารกับผู้ย้ายมาอยู่ใหม่ แต่เป็นการสื่อสารที่ไม่ค่อยเป็นมิตรนัก เพราะมันสื่อสารมาเป็นกลิ่นเน่าเหม็นจนชวนอาเจียน ไม่ใช่กลิ่นหอม ๆ แบบที่ได้จากลมเย็นที่พัดมาทางหน้าระเบียง แต่ยังเติร์กไม่ใช่ผู้กล้าที่จะยืนเชิดหน้าท้าทายสิ่งที่มองไม่เห็น เขารีบวิ่งลงไปข้าล่างหอพักอย่างมีจุดหมุ่งหมาย และจุดมุ่งหมายของเขาก็คือร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง

       คืนนี้เขาจะต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเมื่อสองปีก่อนที่ห้อง 201 เกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วเสียงดังโครมกลางดึกของทุกคืนเกิดจากอะไร

       อยากรู้ต้องได้รู้!

 

       ใครสักคนกล่าวไว้ว่า ‘การไม่รู้อะไรเสียเลยอาจยังดีกว่ารู้อะไรที่ไม่น่ารู้’ น่าจะเป็นเรื่องจริง...

       สิ่งที่ยังเติร์กค้นเจอจากอินเทอร์เน็ต นั่นคือเมื่อสองปีก่อนที่ห้อง 201 ของหอพักสุนทรียาเกิดเหตุสลดขึ้น มีการพบร่างของชายคนหนึ่งแขวนคอตายอยู่ในห้องพัก จากการชันสูตรคาดว่าน่าจะตายอยู่ในห้องมาแล้วไม่ต่ำกว่าสามวันจึงส่งกลิ่นเหม็นเน่า เจ้าหน้าที่ต้องมาพังประตูห้องเข้าไปแล้วพบกับภาพอันน่าสังเวชของชายหนุ่ม  ทราบชื่อผู้เสียชีวิตภายหลังว่าชื่อนายต้นโมก อายุ 19 ปี จากการสันนิษฐานคาดว่าชายหนุ่มอาจเกิดเรื่องไม่สมหวังในความรักจึงตัดสินใจจบชีวิตของตนในที่สุด 

       เรื่องมีคนตายยังเติร์กไม่ได้ตกใจเท่าคนตายที่ชื่อต้นโมก ซึ่งคือคนคนเดียวกับต้นโมกที่เขาเห็นนั่งกอดเข่าอยู่ตรงศาลพระภูมิ ซ้ำยังชวนขึ้นมาบนห้องนอนด้วย นั่นหมายความว่าคืนนั้นเขาอยู่กับผีเกือบทั้งคืนเลยหรือ...อยากจะบ้า!

       สิ่งแรกที่คุณจะทำเมื่อรู้ตัวว่าเจอผีเข้าเต็ม ๆ คืออะไร ? เป็นคำถามที่ยังเติร์กเองก็ยังสับสน เพราะครั้นจะหนีก็ไม่รู้จะไปไหน จะอยู่ก็กลัว สิ่งเดียวที่ทำได้คือล็อกประตูระเบียงให้แน่นและไม่ออกไปตรงนั้น กลัวว่าจะเจอกับดวงวิญญาณของคนตายอีก ตอนไม่รู้ว่าต้นโมกเป็นผีก็ยังพอคุยได้ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นผี เรื่องจะคุยกันคงยาก...ไม่ใช่ยากสิ แทบไม่มีทางเป็นไปได้เลย

       ทั้ง ๆ ที่ปิดประตูระเบียงแต่กลับมีสายลมลึกลับพัดวนเวียนอยู่ในห้องขณะที่ยังเติร์กนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มด้วยความกลัว ไม่รู้ทำไมคืนนี้เวลามันถึงเดินได้อย่างเชื่องช้าจนน่าโมโห ทีวันที่ต้องทำรายงานหรืออ่านหนังสือเวลาเดินเร็วเสียจนทำอะไรไม่ทันสักอย่าง เวลานี่มันจะเดินช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับความรู้สึกของมนุษย์จริง ๆ

       “นายไม่ต้องกลัวเราหรอก เราไม่ได้คิดจะหลอกนาย เราก็ไม่รู้ว่าทำไมนายถึงเห็นเรา ทำไมเราถึงสื่อสารกับนายได้ เราไม่ได้ตั้งใจทำให้นายกลัว เราขอโทษ”

       เสียงดวงวิญญาณของต้นโมกดังแว่วเข้ามาในหูยังเติร์ก มันเป็นเสียงแว่วที่ชัดเจนเสียจนเขาสะดุ้งโหยง ก่อนจะร้องโวยวายออกไป

       “อย่ามายุ่งกับเรานะ นายจะไปไหนก็ไปเถอะ คนกับผีอยู่คนละโลกกัน อย่ามายุ่งเกี่ยวกันเลย ไว้เราจะทำบุญไปให้ อย่ามาหลอกมาหลอนกันแบบนี้เลย เรากลัว” 

       “เราขอโทษ เราไม่ได้ตั้งใจทำให้นายกลัว เราแค่หนาว ข้างล่างตรงนี้มันหนาว มันทรมาน เราแค่รอเวลาที่จะกลับขึ้นไปบนห้อง 201 ใหม่อีกครั้งเพื่อทำในสิ่งที่เราทำตอนตายจนกว่าจะหมดอายุขัย หรือรอจนถึงวันที่จะมีบุญมากพอที่จะไปเกิดใหม่ เราไม่ได้อยากหลอกใคร ทุกวันเราจะมานอนที่ศาลพระภูมิร้างตรงนี้ เพราะคนที่อยู่ในห้องไม่ยอมให้เราไปอยู่ด้วย จะยอมก็แค่ตอนที่เราต้องขึ้นไปทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ ก็เท่านั้น” เสียงเศร้า ๆ ปนสะอื้นไห้ของต้นโมกลอยมากับสายลมราวกับเขามาพูดใกล้ ๆ หูของยังเติร์ก ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ชายหนุ่มซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยินอะไรทั้งนั้น

       “นายจะเป็นอะไร นายจะทำอะไรก็เรื่องของนาย ไม่ต้องมาบอกเรา เราไม่อยากรู้ จะไปตายที่ไหนก็ไป!” เจ้าของห้องแผดเสียงออกไป ตัวสั่นด้วยความกลัวจนแทบคุมสติไม่อยู่ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาสื่อสารกับวิญญาณได้เป็นเรื่องเป็นราวแบบนี้ ซึ่งถามว่ามันเป็นเรื่องดีไหม ก็ตอบไดเลยว่าไม่ดี เขาไม่ได้อยากเป็นคนมีจิตสัมผัสอะไรเลย ไม่อยากเลยโว้ย! เขาอยากเป็นคนธรรมดา

       “ขอโทษนะ เราขอโทษจริง ๆ”

       เสียงของวิญญาณชายหนุ่มนัยน์ตาเศร้าดังมาพร้อมกับสายลมและกลิ่นหอม ๆ ชายหนุ่มเจ้าของห้องยังนอนขดตัวใต้ผ้าห่ม สวดมนต์ที่ไม่รู้ว่าถูกหรือผิดวนไปวนมาจนกระทั่งหลับไปในที่สุด

       เป็นการหลับทั้งน้ำตาไม่รู้ทำไม...

 

       ไม่รู้อะไรดลใจให้ยังเติร์กเดินไปหยุดยืนที่หน้าศาลพระภูมิร้างที่อยู่ทางด้านล่าตรงกับระเบียงห้อง 202 ของเขา เป็นครั้งแรกที่ได้ลงมายืนตรงนี้หลังมองจากด้านบนตลอดหลายวันที่ผ่านมา บริเวณตรงนี้รกร้างมีหญ้าขึ้นสูงเสียจนน่ากลัวจะมีงูเงี้ยวเขี้ยวขอ นึกแปลกใจว่าทำไมเจ๊เจ้าของหอจึงไม่มาดูแล ห้องชั้นหนึ่งที่ระเบียงอยู่ตรงกับศาลพระภูมิร้างก็ปิดเงียบราวกับไม่มีคนอยู่ หรือว่าคนในห้องนี้จะเห็นอะไรแบบที่เขาเจอ

       เกิดความรู้สึกผิดที่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะรู้สึกผิดทำไม มันรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นคนใจร้ายที่ไล่วิญญาณดวงนั้นทั้งที่อีกฝ่ายก็ไม่ได้มาหลอกหลอนหรือทำอะไรให้กลัว หรือเพียงเพราะเราถูกปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็กว่า ‘ผี’ คือสิ่งที่น่ากลัว คือสิ่งเลวร้ายที่มาคอยหลอกหลอน ทั้งที่บางที ‘ผี’ อาจไม่ใช่แบบนั้นก็ได้

       ชายหนุ่มจ้องศาลพระภูมิร้างก่อนจะเอื้อมมือไปลูบเบา ๆ อย่างไม่รู้ตัว น้ำใส ๆ ไหลอาบแก้มพร้อมกับสายลมเย็นที่โชยพัดมาพร้อมกับกลิ่นหอม ๆ ...หอมกลิ่นศาลพระภูมิ

       “เราไม่รู้หรอกนะว่านายจะรับรู้ไหม แต่เรื่องที่เราพูดเมื่อคืน...เราขอโทษนะ เราแค่ตกใจและกลัว เอาเป็นว่าเราจะทำบุญไปให้ แต่นายไม่ต้องมาให้เราเห็นนะ เราต่างคนต่างอยู่ก็แล้วกัน” ชายหนุ่มเอ่ยกับสายลมเย็น ๆ ที่ยังโชยพัดราวกับรับรู้ในสิ่งที่ยังเติร์กบอก เจ้าของห้อง 202 เช็ดน้ำตาที่อาบแก้มออกก่อนจะเดินมาจากที่ตรงนั้น โดยไม่รู้เลยว่าวิญญาณของต้นโมกยืนอยู่ข้าง ๆ เขาตลอดเวลา วิญญาณของชายหนุ่มยิ้ม เข้าใจในสิ่งที่ยังเติร์กร้องขอ ใครกันเล่าจะอยากเป็นเพื่อนกับผี เขาก็คงต้องเป็นวิญญาณที่เดียวดายและทุกข์ทรมานแบบนี้ต่อไป...จนกว่าจะถึงเวลา

       เวลาที่จะได้ไปชดใช้กรรมและไปผุดไปเกิดเสียที...

 

       เรื่องบางเรื่องก็อธิบายโคตรยาก...

       อย่างเช่นเรื่องที่ตอนนี้ยังเติร์กมายืนอยู่หน้าระเบียงห้องกลางดึก สายตามองตรงไปยังศาลพระภูมิที่มืดสลัว มีเพียงแสงรำไรจากห้องพักห้องอื่นที่ยังไม่นอนสาดส่องมาบ้าง คืนนี้ไม่มีลมเย็น ๆ โชยพัดมาแบบที่เคยสัมผัส ไม่มีกลิ่นหอม ๆ แบบที่เคยได้กลิ่น ทุกอย่างดูสงบเงียบจนใจหาย ทั้งที่ไม่อยากเจอกับต้นโมกอีกแต่ไม่รู้ทำไมต้องมายืนจ้องศาลพระภูมิร้างเช่นนี้ ซ้ำหัวใจก็เต้นแรงราวกับมันกำลังเรียกร้องให้ทำสิ่งที่ไม่น่าทำ ไม่คิดจะทำ และไม่น่าจะอยากทำ...แต่สุดท้ายแม่งก็ทำ แบบนี้อธิบายคำว่าโคตรยากได้พอหรือยัง ?

       “นาย...นายอยู่แถวนี้ไหม เรื่องเมื่อคืนที่เราพูดไม่ดีกับนาย เราขอโทษนะ เราไม่ได้ตั้งใจ เราก็แค่ตกใจที่รู้ว่าคนที่เคยคุยกันอยู่ดี ๆ เป็นผี ถ้านายยังอยู่...นายปรากฏตัวให้เราเห็นได้นะ เราอาจจะกลัวบ้างนิดหน่อย...แต่จะพยายามไม่กลัว” ชายหนุ่มพูดออกไปในความมืด ใจยังสั่นจนแทบทะลุออกจากเสื้อนอนที่สวมอยู่

       ทุกอย่างเงียบ...เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองดังฟืดฟาด เมื่อเห็นว่าไม่มีสัญญาณตอบรับจากอีกฝ่าย ยังเติร์กจึงหันหลังเดินคอตกจะเข้าห้อง คิดว่าวิญญาณของต้นโมกคงโกรธที่เขาเอ่ยปากไล่เมื่อคืนเป็นแน่ แต่ยังไม่ทันจะได้เดินเข้าประตูห้อง สายลมเย็นก็โชยพัดมาพร้อมกับกลิ่นหอม ๆ จนเจ้าของห้องชะงัก หันกลับไปมองที่ศาลพระภูมิร้างอีกครั้งโดยอัตโนมัติ แม้ว่าบรรยากาศรอบข้างจะมืดสลัวแต่เขาก็เห็นต้นโมกนั่งกอดเข่าสะอื้นไห้อยู่ตรงนั้นชัดเจน

       “ต้นโมก...”

       ชายหนุ่มในชุดนักศึกษาค่อย ๆ เงยหน้ามองคนที่ยืนอยู่ริมระเบียง นัยน์ตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตานั้นดูน่าสงสารเสียจนยังเติร์กใจแป้ว แต่กระนั้นก็ยังมีความกลัวอยู่ด้วยความเป็นมนุษย์ที่ไม่ใช่นึกจะคุยกับผีก็คุยได้เลยโดยไม่รู้สึกอะไร

       “เราหนาว เราเหงา เราเจ็บ เราอยากหลุดพ้นจากบ่วงเวรนี้เสียที” วิญญาณของนักศึกษาหนุ่มบอกอย่างน่าเวทนา คนที่อยู่บนระเบียงห้องเดินไปใกล้ราวระเบียงอีกนิด...แต่แค่นิดเดียวพอ

       นั่นผีนะ...ผีนะไอ้เติร์ก!

       “เอ่อ...แล้วทำไมนายยังอยู่ ทำไมนายไม่ไปผุดไปเกิดเสียล่ะ ?” ยังเติร์กเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ อีกฝ่ายนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบคำถามนั้นด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยอย่างที่คนฟังสัมผัสได้เต็มหัวใจ

       “ไม่ใช่เราไม่อยากไป เราก็อยากจะไปเต็มที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรามันเป็นบาปกรรมที่เราต้องวนเวียนทำจนกว่าจะหมดอายุขัยของเรา เรายังมีบุญไม่มากพอที่จะไปจากที่นี่ ไม่มีคนทำบุญให้เรา ไม่มีใครช่วยทำให้เราหลุดพ้นจากบ่วงกรรมที่เราก่อไว้ ทุกวันเราจึงต้องกลับขึ้นไปที่ห้อง 201 เพื่อทำในสิ่งเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เราขอโทษนะที่รบกวนนาย แต่เราเลือกไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่เราต้องทำเพื่อชดใช้”

       “มันเกิดอะไรขึ้นกับนายกันแน่...ต้นโมก ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามพลางจ้องเขม็งตรงไปที่นักศึกษาหนุ่มคนนั้นที่นั่งอยู่ตรงศาลพระภูมิร้าง ยังไม่ทันได้พูดคุยอะไรกันต่อ เสียงเตือนในหัวของดวงวิญญาณก็ดังขึ้นว่าได้เวลาที่เขาจะต้องไปใช้กรรมของตัวเองแล้ว วิญญาณชายหนุ่มสะดุ้งเฮือกแล้วรีบลุกผึงขึ้นจากที่ที่นั่งอยู่ ก่อนจะตรงมาที่ฝาผนังหอพักแล้วค่อย ๆ ปีนขึ้นมาจากชั้นหนึ่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระโดดหายเข้าไปในระเบียงห้อง 201 ท่ามกลางความตกใจของยังเติร์กที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพแบบนี้มาก่อนในชีวิต!

       โครม!

       เสียงของหนัก ๆ ล้มลงที่ห้องข้าง ๆ ดังตรงเวลาเดิมในทุกคืน ยังเติร์กรีบวิ่งออกไปที่หน้าห้อง 201 แล้วเคาะประตูพลางตะโกนเสียงดังลั่น

       “ต้นโมก! นาย...นายอยู่ในนั้นใช่ไหม ? นายเปิดประตูให้เราหน่อย”

       “เราอยู่ที่เดิมแล้ว”

       เสียงของต้นโมกลอยเข้ามาในหูของยังเติร์ก ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นจึงรีบวิ่งกลับไปที่ห้องของตัวเองก่อนจะโผล่ไปที่ระเบียง พบร่างของต้นโมกนั่งอยู่ที่เดิม น่าแปลกที่คราวนี้ความกลัวที่เคยมีไม่รู้มันมลายหายไปไหนจนหมดสิ้น ยังเติร์กเดินตรงไปที่ริมระเบียง...ใกล้ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

       “นายเข้าไปทำอะไรในห้อง 201 ทุกคืน ? แล้วเสียงดังโครมตอนตีสองหนึ่งนาทีทุกคืนมันคือเสียงอะไร ?” ยังเติร์กยิงคำถามตรง ๆ อย่างข้องใจ อีกฝ่ายก็ตอบตรงไม่อ้อมค้อม ในเมื่อยังเติร์กอยากรู้เขาก็จะบอก เพราะตอนนี้ชายหนุ่มก็รู้แล้วว่าเขาเป็นผี ก็ไม่มีอะไรต้องปิดบัง

       “เราไปผูกคอน่ะ”

       “แล้วทำไมต้องไปผูกคอในห้องนั้นซ้ำ ๆ ทุกคืน ?” ยังเติร์กไม่ได้สนใจเรื่องผูกคอสักเท่าไหร่เพราะเขารู้มาจากอินเทอร์เน็ตและไอ้ช่าแล้ว แต่สนใจว่าทำไมถึงต้องกลับไปผูกคอซ้ำ ๆ เวลาเดิมทุกคืนมากกว่า

       “ก็อย่างที่เราบอกนายนั่นแหละ มันเป็นบาปกรรมที่เราต้องวนเวียนทำจนกว่าจะหมดอายุขัยของเรา เรายังมีบุญไม่มากพอที่จะไปจากที่นี่ ไม่มีคนทำบุญให้เรา ไม่มีใครช่วยทำให้เราหลุดพ้นจากบ่วงกรรมที่เราก่อไว้ เราก็ต้องกลับไปผูกคอใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกคืน แล้วกลับมาอยู่ตรงนี้ เพราะข้างบนนั้นมีเจ้าที่ดูแล เราไปอยู่ไม่ได้ เราต้องมาอยู่ในศาลพระภูมิร้าง เราหนาว เราเจ็บ เราเหงา”

       เสียงสะอื้นไห้ของต้นโมกทำเอายังเติร์กน้ำตาไหลไม่รู้ตัว เขามองอีกฝ่ายด้วยความสงสารจับใจ การเป็นวิญญาณที่โดดเดี่ยวทรมานนั้นมันคงเป็นอะไรที่ทุกข์สิ้นดี คนปกติเวลาเหงาเวลาเศร้าก็ยังมีเพื่อนให้คุย มีนั่นมีนี่ให้ทำ แต่กับดวงวิญญาณที่ได้แต่นั่งเหงาเฝ้ารอเวลากลับไปผูกคอใหม่อย่างไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ แค่คิดก็โคตรเศร้าแล้ว

       “เราจะช่วยอะไรนายได้บ้าง ?” เป็นการเอ่ยถามเพราะอยากช่วยจริง ๆ คนได้ยินเผยยิ้มเล็ก ๆ ขึ้นมาอย่างซาบซึ้งใจ ไม่เคยมีใครถามเขาแบบนั้น คนที่มีจิตสื่อสารกับเขาได้ส่วนใหญ่จะกลัวและหนีหายไปหมด มีแค่ยังเติร์กคนเดียวที่ถามเขาแบบนี้

       “นายไม่ต้องช่วยอะไรเราหรอก มันเป็นเวรกรรมของเรา แค่นายไม่กลัวเรา นายคุยเป็นเพื่อนเรา แค่นี้ก็ดีมากพอแล้ว” อีกฝ่ายบอกแล้วยิ้มอย่างเป็นมิตรให้เจ้าของห้อง 202 ซึ่งยังเติร์กก็ตอบไมตรีกลับด้วยการทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะทำ...อีกแล้ว

       “อยู่ตรงนั้นหนาวใช่ไหม นายมานั่งเล่นห้องเราไหม ?”

       “จริงเหรอ ? นายให้เราไปนั่งเล่นในห้องนายได้จริง ๆ เหรอ ?” น้ำใจของยังเติร์กมันยิ่งกว่าของขวัญราคาแพงเสียอีก เพราะวิญญาณเร่ร่อนนั้นจะเข้าไปในห้องของใครได้เจ้าของห้องต้องเป็นคนเอ่ยปากอนุญาตเสียก่อน ก็คงเหมือนเวลาจะเข้าบ้าน เค้าถึงบอกว่าห้ามเอ่ยชวนสิ่งต่าง ๆ เข้าบ้านถ้าไม่แน่ใจว่าสิ่งนั้นคือ ‘คน’ เพราะนั่นเท่ากับว่าเราอนุญาตให้ผีห่าซานตานเข้าบ้านได้โดยที่เจ้าที่เจ้าทางทำอะไรไม่ได้เลยเพราะเจ้าของบ้านเป็นคนเอ่ยปากเอง

       “อื้ม...ขึ้นมาสิ เราอนุญาต” ยังเติร์กพยักหน้ายืนยันว่าสิ่งที่เขาบอกนั้นคือความจริง ต้นโมกยิ้มกว้าง...กว้างอย่างที่สุด ก่อนจะรีบวิ่งมาที่กำแพง ทำท่าจะปีนผนังหอพักขึ้นมาแบบที่ทำตอนกลับเข้าไปในห้อง 201 เพื่อผูกคอใหม่ คนที่อยู่ริมระเบียงห้อง 202 เห็นเช่นนั้นก็รีบร้องบอก

       “เดี๋ยว ๆ นายไม่ต้องปีนขึ้นมาแบบนั้นได้ไหม เรากลัว เดี๋ยวเราจะลงไปรับนายข้างล่างแบบวันนั้นก็แล้วกัน” ว่าแล้วชายหนุ่มก็คว้ากุญแจห้องแล้วรีบเปิดประตูเดินลงไปข้างล่าง เพื่อพาวิญญาณของต้นโมกให้ขึ้นมาข้างบนด้วยกัน

       เมื่อเห็นยังเติร์กอยู่ตรงหน้า อีกฝ่ายก็เข้ามาเกาะแขนของเขาแบบที่เคยทำคราวที่แล้ว ก่อนจะเดินตามยังเติร์กไปจนถึงประตูเข้าตัวอาคาร แต่แล้วต้นโมกก็ต้องชะงักเพราะรับรู้ได้ถึงสายตาของเจ้าที่เจ้าทางกำลังจับจ้องอยู่ ยังเติร์กเหมือนรู้ เขาเอื้อมมือไปโอบร่างของอีกฝ่ายมาแล้วเอ่ยขึ้นลอย ๆ

       “ผมเจ้าของห้อง 202 อนุญาตให้ต้นโมกขึ้นไปในห้องผมได้ครับ” พูดจบก็หันไปยิ้มให้ดวงวิญญาณนัยน์ตาเศร้าแล้วพยักหน้าเป็นเชิงบอกให้มั่นใจว่าเขาจะดูแลต้นโมกเอง ซึ่งต้นโมกเองก็ยิ้มรับอย่างเชื่อใจในตัวของยังเติร์ก ก่อนที่ทั้งคู่จะพากันเดินขึ้นบันไดไปบนชั้นสองโดยมีสายตาของนักศึกษาสาวสองคนที่เดินสวนเข้ามาหลังออกไปซื้อบะหมี่ถ้วยจากร้านสะดวกซื้อมองตามแล้วหันไปคุยกัน

       “คนนั้นเค้าคุยกับใครน่ะ ?”

       “นั่นสิ ทำท่าเหมือนโอบใครด้วย” เพื่อนสาวอีกคนย่นคิ้วด้วยความฉงน ทำท่าจะใช้ส้อมตักบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มโคล้งเข้าปาก แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเพื่อนพูดบางอย่างขึ้นมา

       “หรือว่าจะคุยกับ...ผี!”

       สิ้นเสียงคำว่าผี สองสาวก็กรีดร้องแล้วรีบวิ่งเข้าไปในลิฟต์ทันที!

 

       ทั้งยังเติร์กและต้นโมกไม่อยากเดินผ่านห้อง 201 แต่ก็ต้องเดินผ่านด้วยความจำเป็น ต้นโมกยังเกาะแขนของยังเติร์กแน่นเหมือนเดิม ซ้ำยังเอาหน้าซุกเข้าที่แผ่นหลังชายหนุ่มราวกับไม่ต้องการมองที่บานประตูห้องนั้น ทันทีที่คนทั้งคู่เดินผ่าน กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงก็โชยออกมาจากประตูห้องขณะที่บานประตูสั่นราวกับมีใครอยู่ข้างใน ยังเติร์กรีบเดินจ้ำไปที่หน้าห้องของตัวเอง ล้วงกุญแจออกมาไขประตูก่อนจะดึงแขนของต้นโมกเข้าไปในห้อง...ห้องที่ตอนนี้เขาอนุญาตให้ต้นโมกเข้าไปได้ ขณะที่ใครคนอื่นหากเขาไม่อนุญาตก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามา!

       วิญญาณชายนักศึกษานั่งนิ่งอยู่ที่ปลายเตียง ยังเติร์กเดินไปเปิดตู้เย็นแล้วหยิบเอาน้ำอัดลมกระป๋องที่เขามักแช่ไว้ดื่มเวลาอากาศร้อน ๆ ส่งให้แขกคนพิเศษ ต้นโมกยิ้มแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ

       “เรากินไม่ได้หรอก พอตายไปแล้วเราจะกินได้แต่บุญ”

       “อ้าวเหรอ...” ยังเติร์กพยักหน้า คิดในใจว่าเอาไว้พรุ่งนี้เขาจะตื่นเช้าไปใส่บาตรให้ต้นโมกดีกว่า

       “เออ...กลิ่นเหม็นเน่ากับประตูที่สั่นเหมือนมีใครอยู่ในห้อง 201 นั่นคืออะไรเหรอ ?” ยังเติร์กถามด้วยความข้องใจ อีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นก็ตัวสั่นด้วยความกลัวอย่างเห็นได้ชัด ดวงตากลอกมองรอบข้างอย่างหวาดระแวงทั้งที่ก็รู้ว่าอยู่ในห้องที่มีเจ้าของจะปลอดภัย แต่สิ่งที่ต้นโมกเจอมาตลอดสองปีนั้นมันช่างน่ากลัวจนไม่อาจลบเลือนความกลัวได้

       “มันจะมีบริวารของเจ้าที่ เป็นพวกสัมภเวสีผีไม่มีญาติน่ะ พวกมันจะคอยทำร้ายวิญญาณที่อยู่ภายนอกไม่ให้เข้ามาอาศัยในหอพักแห่งนี้ โดยเฉพาะห้อง 201 ที่เราตาย มันจะคอยจับตาดูเราตอนเราต้องขึ้นมาใช้กรรมเพื่อไม่ให้เราอยู่เกินเวลา เราเคยไม่ยอมลงไปนอนที่ศาลพระภูมิร้างด้านล่าง พวกมันเล่นงานเราจนเจ็บ เจ็บจนเราบรรยายไม่ถูก ถ้าเราไม่ยอม มันจะมารุมกัดกินวิญญาณของเรา เราถึงได้กลัวห้อง 201 ถ้าไม่จำเป็นเราไม่อยากขึ้นมาเลย แต่เราเลือกไม่ได้” เสียงของต้นโมกสั่นจนไม่รู้ว่าระหว่างเสียงกับร่างกายอย่างไหนที่สั่นกว่ากัน ยังเติร์กเอื้อมไปจับมือของอีกฝ่ายแล้วบีบเบา ๆ แต่หนักแน่นในความรู้สึก

       “นายไม่ต้องกลัว นายอยู่ในห้องนี้ได้ เราเป็นเจ้าของห้อง ไม่มีใครมาทำอะไรนายได้”

       “แต่เราจะอยู่ได้เฉพาะตอนที่นายอยู่ ถ้านายไม่อยู่พวกนั้นก็จะเข้ามาทำร้ายเราได้”

       “แต่ก็ยังดีกว่าอยู่ข้างล่างตลอดเวลาไม่ใช่หรอ เอาเป็นว่าถ้าตอนไหนเรากลับมาที่ห้อง เราจะรีบไปรับนายขึ้นมาก็แล้วกัน” ยังเติร์กให้สัญญา มองใบหน้าของอีกฝ่ายแล้วเผยยิ้มเมื่อเห็นว่านัยน์ตาที่เคยเศร้ากลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้างแล้ว

       “ขอบใจนายมากนะ ขอบใจนายจริง ๆ” เขารู้สึกขอบคุณยังเติร์กมากจริง ๆ ตั้งแต่ต้นโมกตายกลายเป็นผีไม่เคยมีใครดีกับเขาขนาดนี้ เจ้าของห้องได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าแล้วยิ้ม อันที่จริงอยากจะถามเรื่องที่เกิดขึ้นกับต้นโมกก่อนตายแต่คิดว่าคงยังไม่ใช่เวลาอันสมควรเท่าไหร่ เอาไว้ถึงเวลาที่เหมาะ ๆ ต้นโมกคงเอ่ยปากเล่าเองว่าทำไมเขาถึงฆ่าตัวตาย หรือบางทีถ้าต้นโมกไม่อยากเล่าเขาก็จะไม่เซ้าซี้

       ยังเติร์กรู้สึกดีอย่างประหลาดที่ได้อยู่ใกล้ดวงวิญญาณดวงนี้ ไม่เคยคิดว่าการได้อยู่ใกล้วิญญาณจะทำให้ใจเต้นแรงอย่างประหลาด

       “ไม่เป็นไรเลย เราเป็นเพื่อนกันนี่นา” ยังเติร์กบอกออกมาจากใจ เป็นครั้งแรกที่พูดอย่างเต็มปากว่ารับต้นโมกเป็นเพื่อนแล้ว แม้ว่าจะอยู่กันคนละภพก็ตาม

       มิตรภาพไม่มีพรมแดน บางทีกับบางคนการคบคนก็ทำให้อึดอัดจนอยากจะบ้าตาย ถ้าคบกับวิญญาณแล้วสบายใจก็ลองคบกับผีบ้างจะเป็นไรไป...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น