อัปเดตล่าสุด 2021-01-23 18:11:18

ตอนที่ 31 SATURDAY-หอมกลิ่นศาลพระภูมิ : บางครั้งความจริงก็น่ากลัวกว่าเรื่องโกหก

       คนอย่างไอ้ช่านี่เชื่ออะไรไม่ได้จริง ๆ

       มันนัดแนะเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไปร้านอินเทอร์เน็ตเป็นเพื่อนเขาหลังจากเรียนวิชาสุดท้ายช่วงบ่ายเสร็จ แต่สุดท้ายมันก็เบี้ยว ส่งข้อความมาทางเพจเจอร์ว่า ‘กูมีนัดกับหญิง ไว้วันหลังนะ’ นี่ถ้าอยู่ใกล้จะกระโดดถีบตีนคู่ให้หายหมั่นไส้ ไอ้เพื่อนเวร!

       ทันทีที่ยังเติร์กกลับมาถึงห้องของตัวเอง ชายหนุ่มก็พุ่งตรงไปที่ระเบียงห้อง พยายามสูดกลิ่นรอบ ๆ เผื่อว่าจะได้กลิ่นหอม ๆ นั่นอีก แต่ก็ไม่ได้กลิ่นอะไร สายตาจ้องมองตรงไปยังศาลพระภูมิที่ตั้งอยู่ตรงกับระเบียงห้องก่อนจะยกมือขึ้นพนมแล้วเอ่ยเบา ๆ

       “ต่างคนต่างอยู่นะ เดี๋ยวผมจะใส่บาตรให้”

       พูดเพียงเท่านั้น ลมเบา ๆ ก็โชยพัดมาพร้อมกับกลิ่นหอมที่ตอนแรกยังเติร์กพยายามจะสูดกลิ่นหา ชายหนุ่มรับรู้แล้วว่า ‘มีบางสิ่ง’ อยู่ที่ศาลพระภูมิร้างอย่างแน่แท้ และถึงแม้จะมีจิตสัมผัสกับสิ่งเหล่านั้นได้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะอยากเห็น อยากเจอ หรืออยากสัมผัส คนอื่นอาจคิดว่ามันเป็นความสามารถพิเศษ แต่สำหรับยังเติร์กแล้ว เขาขอเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีความสามารถพิเศษแบบนี้จะดีกว่า

       งานที่ค้างจากเมื่อคืนทำให้ยังเติร์กต้องพยายามตัดเรื่องว้าวุ่นใจทุกอย่างออกไป อาจารย์ให้โอกาสเขาอีกหนึ่งวันดังนั้นเขาจะไม่ยอมให้โอกาสนั้นหลุดลอยไปเป็นแน่ ชายหนุ่มตั้งหน้าตั้งตาทำงานจนลืมเวลา ข้าวเย็นที่ซื้อมายังไม่ถูกเปิดออกจากกล่องโฟมซึ่งไม่แน่ใจว่าป่านนี้มันจะบูดไปหรือยัง แต่ก็ช่างมันเถอะ ตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญเท่างานตรงหน้าอีกแล้ว

       โครม!

       เสียงเหมือนของหนัก ๆ ล้มกระแทกกับพื้นดังขึ้นอีกแล้ว ยังเติร์กมองไปที่นาฬิกา มันบอกเวลาตีสองหนึ่งนาที...ถ้าเขาจำไม่ไม่ผิด ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนั้นดังก็เป็นเวลาราว ๆ นี้ แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงที่ใครจะทำของล้มในเวลาเดียวกันทุกคืน นอกเสียจาก...ไม่ใช่คน!

       เมื่อคิดเช่นนั้น ลมเย็น ๆ ก็โชยพัดมาจากประตูระเบียงพร้อมกับกลิ่นหอม ๆ เช่นเดิม เจ้าของห้องนั่งลังเลอยู่ชั่วอึดใจก่อนตัดสินใจลุกขึ้นจากโต๊ะ ตรงไปที่หน้าระเบียงห้อง หมายจะทำใจดีสู้เสือชะโงกหน้าผ่านระเบียงไปดูห้องข้าง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ภายในห้องว่าเย็นแล้ว...ภายนอกกลับเย็นกว่าจนยังเติร์กขนลุกซู่ ยังไม่ทันจะได้ทำตามที่ใจคิดชายหนุ่มก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อมองลงไปที่ศาลพระภูมิทางด้านล่างแล้วเห็นนักศึกษาหนุ่มคนเดิม คนที่เขาเคยเห็นนั่งชันเข่าเอาหน้าซุกกับขาของตัวเองแล้วสะอื้นไห้อยู่ตรงนั้น

       “นาย...ไปนั่งทำอะไรตรงนั้น หนาวจะตาย” คนที่อยู่ริมระเบียงเอ่ยถามพลางกระชับเสื้อแจ็กเก็ตของตัวเองให้แน่นขึ้น สายตาจ้องมองไปที่อีกฝ่ายด้วยความสงสัย คนที่นั่งอยู่ค่อย ๆ หันหน้ามามองยังเติร์ก นัยน์ตายังคงเศร้าเสียจนยังเติร์กเห็นแล้วรู้สึกใจแป้วอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่ใช่คนขี้สงสารแต่ไม่รู้ทำไมเมื่อเห็นชายคนนั้นกับหน้าเศร้า ๆ ถึงใจบางได้ขนาดนี้

       “เราเข้าห้องไม่ได้”

       อีกฝ่ายตอบมา เป็นคำตอบที่มาพร้อมสายลมเย็นและกลิ่นหอม ๆ แบบที่ยังเติร์กตามหามาตลอดว่ามันมาจากไหน

       “อ้าว...ทำไมล่ะ ? ลืมกุญแจหรือว่าเพื่อนยังไม่กลับ ?”

       “มีคนไม่ให้เราเข้าห้องน่ะ มันไม่ใช่ที่ของเรา”

       เขาตอบเสียงเศร้า ยังเติร์กพยักหน้ารับรู้ เขาเองตอนอยู่กับไอ้ช่าก็เคยตีกันบ่อยครั้ง มันเคยเอาบุหรี่มาสูบในห้อง ในขณะที่เขาเป็นภูมิแพ้จึงไล่มันออกไปนอนนอกห้องเลยทะเลาะกัน แต่กับชายหนุ่มคนนี้เขาไม่รู้หรอกว่ามีเรื่องอะไรกับเพื่อนร่วมห้อง ซึ่งก็ไม่ใช่มารยาทที่ดีในการจะไปถามสำหรับคนที่ยังไม่ได้รู้จักกัน

       “อืม...นั่งอยู่ตรงนั้นมันทั้งหนาวทั้งยุงกัดนะ ขึ้นมานั่งรอบนห้องเราก่อนไหม แล้วพรุ่งนี้เช้านายค่อยกลับไปที่ห้องของนายเผื่อเพื่อนจะหายโกรธแล้ว” วิญญาณพ่อพระเข้าสิงหรือยังไงก็ไม่อาจทราบได้ ปกติยังเติร์กไม่ชอบสุงสิงกับคนแปลกหน้าเท่าไหร่ แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงเอ่ยชวนชายคนนั้นให้ขึ้นมาบนห้องได้อย่างง่ายดายราวกับ...มีจิตสื่อสารอะไรกันได้

       “จริงเหรอ ? นายให้เราขึ้นไปรอบนห้องนายได้จริง ๆ เหรอ ?” ชายคนนั้นเอ่ยถามอย่างดีอกดีใจราวกับได้ของขวัญพิเศษ นัยน์ตาที่เคยเศร้าหมองกลับเปล่งประกายจนแววฉ่ำ ทำเอายังเติร์กถึงกับต้องย่นคิ้วสงสัยว่าทำไมเขาต้องแสดงอาการดีใจขนาดนั้น

       “อื้ม...เดี๋ยวเราลงไปรับแล้วกัน นายรออยู่ตรงนั้นแหละ”

       “เดี๋ยว ๆ นายต้องบอกว่านายอนุญาตให้เราเข้าไปในห้องนายก่อน” อีกฝ่ายพูดเน้นย้ำ ยังเติร์กย่นคิ้วเข้มด้วยความสงสัยขึ้นไปอีก แต่แล้วก็ยอมเอ่ยขึ้นเพื่อตัดรำคาญ

       “เออ ๆ ก็อนุญาตไง ขึ้นมาได้เลย” 

       “ขอบคุณนะ ขอบคุณมาก ๆ” ชายคนนั้นกล่าวเสียงใส นี่ถ้ากระโดดโลดเต้นได้คงทำไปแล้วเสียกระมัง ว่าแล้วยังเติร์กก็คว้ากุญแจห้องก่อนจะเปิดประตูออกไปเพื้อรับชายคนนั้นขึ้นมาบนห้องของเขา ในใจนึกต่อว่าตัวเองว่านึกยังไงถึงไปชวนคนแปลกหน้ามาที่ห้อง ถ้าอีกฝ่ายเป็นคนไม่ดีขโมยข้าวของจะทำยังไง ที่สำคัญถ้าชายคนนั้นเป็นคนร้ายฆ่าปาดคอขึ้นมาล่ะ บางทีเรื่องที่มีคนตายห้องข้าง ๆ อาจเป็นเหตุฆาตกรรมเพราะรับคนแปลกหน้าขึ้นมาในห้องก็ได้ หวังว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอยที่เขานะ เปลี่ยนใจตอนนี้ทันไหมเนี่ย!

       ยังเติร์กว่าจะไม่สนใจห้อง 201 แล้วเชียว แต่กลับต้องชะงักเมื่อเดินผ่านแล้วได้กลิ่นเหม็นเน่าลอยออกมาเหนือช่องลม กลิ่นเหม็นเน่าเหมือนมีศพคนตายอยู่ในนั้น มันเหม็นจนเขาต้องเอามือปิดจมูกแล้วรีบวิ่งลงบันไดไปทางชั้นล่างเพื่อรับเพื่อนใหม่ขึ้นมาบนห้อง เอ...แต่จะเรียกว่าเพื่อนได้หรือเปล่านะ เพราะแม้แต่ชื่อก็ยังไม่รู้จัก เอาเป็นว่ากำลังจะเป็นเพื่อนใหม่ก็แล้วกัน...ถ้าไม่ใช่ว่ากลายเป็นฆาตกรไปเสียนะ

       ชายหนุ่มคนนั้นยืนรอยังเติร์กอยู่แล้วตรงหน้าประตูทางเข้าหอพัก สีหน้าของเขาดีใจอย่างยิ่งยวดเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมารับตามที่ให้สัญญา ชายคนนั้นเกาะแขนของยังเติร์กแน่นเสียจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ คนมารับต้องเอ่ยถามพลางขำอยู่ในที

       “เกาะเราซะแน่นเลย หนาวเหรอ ?” ยังเติร์กเอ่ยถามก่อนจะเดินนำเพื่อนใหม่เข้าประตูหอพักไป รู้สึกว่ามือของชายคนนี้เย็นเฉียบราวกับอุณหภูมิในร่างกายของเขาติดลบ คงเพราะนั่งตากลมอยู่ข้างนอกที่อากาศเย็นมานานสองนานเป็นแน่ ขนาดเขาออกมาแค่แป๊บเดียวยังรู้สึกหนาวเลย

       “เรากลัว...”

       ดูท่าจะไม่ได้กลัวแค่คำพูด เพราะสายตาของนักศึกษาหนุ่มคนนั้นดูลนลานมองรอบข้างอย่างหวาดระแวง ยิ่งเมื่อเดินผ่านหน้าห้อง 201 เขายิ่งเกาะแขนของยังเติร์กแน่น ซ้ำยังเอาหน้าซุกเข้าที่แผ่นหลังเพื่อนใหม่ราวกับไม่ต้องการมองที่บานประตูห้องนั้น อย่าว่าแต่ชายคนนั้นไม่อยากมองเลย ยังเติร์กเองก็แทบไม่อยากเดินผ่านถ้าไม่จำเป็น ซ้ำคราวนี้กลิ่นเหม็นเน่ายิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจนชวนอาเจียน ยังเติร์กจึงรีบไขกุญแจห้องของตนแล้วพาตัวของเพื่อนใหม่เข้าไปข้างในให้เร็วที่สุด

       “นายจะนั่งรอหรือจะนอนก็ได้นะ เราขอทำรายงานต่ออีกหน่อย พรุ่งนี้เราต้องส่งงานอาจารย์น่ะ” เจ้าของห้องเชื้อเชิญคนที่มาใหม่ให้พักผ่อนตามสบาย ขณะที่อีกฝ่ายดูยังเก้ ๆ กัง ๆ ไม่รู้จะนั่งลงตรงไหน ยังเติร์กเข้าใจความรู้สึกดี การมาห้องคนที่ไม่รู้จักกันครั้งแรกจะทำอะไรก็ประดักประเดิดไปเสียหมด เพราะถ้าเป็นเขาไปห้องคนไม่รู้จักก็คงมีอาการไม่ต่างกัน “...เอาเป็นว่านายนั่งตรงนี้ก็แล้วกัน”

       ตรงนี้ที่ว่าคือปลายเตียงนอนของนั่นเอง คนที่มาใหม่พยักหน้ารับแล้วนั่งลงอย่างว่าง่าย ดูไม่ใช่คนน่ากลัวหรือเลวร้ายอะไรหรอก...มั้ง

       “เออ...ว่าแต่นายชื่ออะไร เราชื่อยังเติร์กนะ เรียกเติร์กเฉย ๆ ก็ได้” เป็นการแนะนำตัวให้รู้จักกันอย่างเป็นทางการครั้งแรก อีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นจึงแนะนำชื่อเสียงเรียงนามของตัวเองบ้าง

       “เราชื่อต้นโมกนะ เรียกว่าโมกเฉย ๆ ก็ได้”

       “อืม...ต้นโมก ยินดีที่ได้รู้จักนะ” ยังเติร์กยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเป็นมิตร

       “นายเพิ่งย้ายมาใหม่เหรอ เราไม่เคยเห็นหน้านายมาก่อนเลย” ต้นโมก เอ่ยถามยังเติร์กบ้าง สายตาของเขายังมองรอบข้างอย่างหวาดระแวง เจ้าของห้องพยักหน้ารับ รู้สึกแปลกใจกับท่าทางของเพื่อนใหม่ที่เลิ่กลั่กเกินคนปกติ หรือว่าเขาจะเล่นยาจนสติไม่ดี ?

       “ใช่ เราเพิ่งย้ายมาใหม่ นายอยู่ที่นี่นานแล้วเหรอ ?” ยังเติร์กเริ่มชวนต้นโมกคุยเพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลาย ชายหนุ่มนัยน์ตาเศร้าพยักหน้ารับแทนคำตอบ สายตาและท่าทางที่ดูหวาดระแวงดูผ่อนคลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยังเติร์กมองหน้าของเพื่อนใหม่อย่างพินิจพิจารณา อันที่จริงเขาเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาทีเดียว ติดตรงที่หน้าตาดูเศร้าจนทำให้บดบังความสดใสที่ควรจะมีไปเสียหมด

       “เราอยู่ที่นี่มาสองสามปีแล้วล่ะ”

       “แล้วนายอยู่ห้องอะไรเหรอ ?” มันน่าจะเป็นคำถามแรก ๆ ของคนที่เพิ่งรู้จักซึ่งอยู่หอพักเดียวกันควรถาม เผื่อวันหน้าวันหลังมีอะไรช่วยเหลือกันได้จะได้ไปหาถูก

       “ห้อง 20...8 น่ะ” ต้นโมกตอบแล้วหลบสายตาของเจ้าของห้อง ยังเติร์กพยักหน้ารับ ห้อง 208 ก็อยู่ถัดจากห้องของเขาไปไม่กี่ห้องนี่เอง

       “เอ้า...อยู่ชั้นเดียวกันเลย เออ...แล้วนายอยู่ที่นี่มาก่อนเราตั้องสองปี นายคงต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับห้อง 201 บ้างสินะ” พูดเข้าเรื่องไม่มีการเกริ่นใด ๆ ทั้งสิ้น ทำเอาคนที่ถูกถามสะดุ้งแต่ไม่ตอบคำถาม ต้นโมกถามกลับเจ้าของห้องแทน

       “เรื่อง ? นายหมายถึงเรื่องอะไรเหรอ ?”

       “ก็เราเคยได้ยินคนคุยกันว่าห้อง 201 เมื่อสองปีก่อนมีเรื่องน่ากลัวเกิดขึ้น ถ้าให้เราเดาไม่ผิดเรื่องน่ากลัวคงจะหมายถึงมีคนตายแน่ ๆ นายพอจะรู้เรื่องไหมว่ามีใครตาย แล้วทำไมถึงตาย ?” แทนที่จะตั้งใจทำรายงานเพราะอีกไม่ชั่วโมงก็เช้าแล้ว พอได้เปิดประเด็นเรื่องความลับของห้อง 201 ก็ทำเอายังเติร์กเลิกสนใจรายงานของตัวเองมาอยากฟังเรื่องที่เขาสงสัยจากเพื่อนใหม่ที่น่าจะรู้อะไรมากกว่าเขา

       “นายอยากฟังจริง ๆ เหรอ ? อันที่จริงนายไม่น่าจะอยากฟังหรอก” ต้นโมกถามย้ำราวกับไม่อยากจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องนั้นให้คนมาอยู่ใหม่ฟัง...ถ้าไม่จำป็น

       “อยากสิ นายเล่ามาเลย เราอยากฟัง” เจ้าของห้องยืนยันความต้องการของตัวเอง ก่อนจะรีบลุกจากเก้าอี้ที่นั่งทำงานแล้วย้ายมานั่งปลายเตียงข้าง ๆ ต้นโมก จ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างตั้งอกตั้งใจอยากจะฟัง ต้นโมกยิ้มเล็ก ๆ ให้เจ้าของห้อง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่มีลมเย็น ๆ โชยพัดมาจากที่ใดสักที่ ซึ่งคราวนี้ยังเติร์กแน่ใจว่าไม่ใช่จากระเบียงแน่นอนเพราะเขาปิดประตูไว้แล้ว กลิ่นนั้นหอมตลบอบอวลอยู่ภายในห้อง...ถ้าเดาไม่ผิดกลิ่นมันมาจากร่างของต้นโมกนั่นเอง

       คนถูกถามค่อย ๆ เริ่มต้นเล่าความลับของห้ออง 201 ตามที่ยังเติร์กต้องการจะรู้

       “ที่ห้อง 201 เมื่อสองปีก่อน มีคนเช่าอยู่...”

       กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงง...

       เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ยังเติร์กสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนที่นอน พบว่าตัวเองนอนห่มผ้าอยู่อย่างเรียบร้อยราวกับมีคนจัดแจงห่มผ้าให้ ชายหนุ่มหันมองรอบกายด้วยความมึนงง ภาพสุดท้ายที่จำได้คือเขานั่งคุยอยู่กับต้นโมกตรงปลายเตียง เรื่องเกี่ยวกับประวัติห้อง 201 แล้วภาพก็ตัดมาเวลานี้

       เจ้าห้องกวาดตามองหาเพื่อนใหม่ซึ่งบัดนี้ไม่อยู่ในห้อง...ต้นโมกไปไหน ? หรือว่าจะกลับห้องไปแล้ว จากที่กำลังคิดหาคำตอบ พลันสายตามองตรงไปยังโต๊ะที่ยังมีรายงานต้องทำซึ่งยังไม่เสร็จ ยังเติร์กเบิกตาโพลง กุลีกุจอรีบวิ่งไปที่โต๊ะพลางร้องโวยวายราวกับโลกจะแตก เพราะถ้าไม่มีรายงานส่งอาจารย์เช้านี้มันยิ่งกว่าโลกแตกเสียอีก

       “ฉิบหายแล้ว! ฉิบหายแน่กู!” ชายหนุ่มรีบคว้าปากกาขึ้นมาเตรียมเขียนรายงานต่อจากเมื่อคืนที่เขียนค้างไว้ แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่าหน้ากระดาษต่อจากที่เขาเขียนค้างไว้นั้นมีคนเขียนต่อให้จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว มันเป็นลายมือที่คล้ายกับเขาแต่ไม่ใช่ลายมือเขา ชายหนุ่มพิจพิจารณาด้วยความแปลกใจพลางคิดว่าหรือเพราะเมื่อคืนเขาเหนื่อยมากจนเผลอหลับไปแล้วต้นโมกก็มาทำรายงานต่อให้ ว่าแต่...เขาจะง่วงจนถึงกับหลับไปแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวราวกับถูกวางยาสลบแบบนั้นเลยเหรอ

       แต่คิดไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว ตอนนี้สบายใจไปได้อย่างหนึ่งคือมีรายงานไปส่งอาจารย์แน่ ๆ ยังไงก็ต้องขอบใจเพื่อนใหม่และขอโทษที่เคยคิดระแวง เอาไว้เย็นนี้ค่อยซื้อขนมไปฝากต้นโมกที่ห้อง 208 ก็แล้วกัน จะได้ขอบคุณและถามเขาว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมอยู่ดี ๆ ตนถึงหลับไปทั้งที่ยังคุยกันเรื่องห้อง 201 ไม่จบ...น่าอายชะมัด!

 

       เปิดก่อนได้เปรียบ!

       ยังเติร์กเดินไปทางด้านหลังของไอ้ช่าที่กำลังนั่งกินขนมอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ก่อนจะเขกกะโหลกคนเป็นเพื่อนไปหนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้ ไอ้ช่ารีบหันมาหาเจ้าของแรงมือปริศนาทันควัน เมื่อเห็นว่าเป็นเพื่อนรักก็โวยขึ้นทันทีเสียงดังลั่นจนนักศึกษาคนอื่น ๆ ที่นั่งอยู่บริเวณนั้นหันมองเป็นตาเดียวกัน

       “ไอ้เหี้ยเติร์ก! แกมาตบหัวฉันทำไม ฉันยิ่งโง่ ๆ อยู่ เดี๋ยวก็โง่ไปกันใหญ่หรอก” คนถูกตบขึ้นเสียงแล้วเอามือลูบศีรษะของตัวเองเบา ๆ

       “ฉันไม่ถีบแกตีนคู่ก็บุญเท่าไหร่แล้วไอ้เพื่อนทรยศ! เห็นหญิงดีกว่าความเดือดร้อนของเพื่อน!” ยังเติร์กได้ทีโวยบ้างก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ เพื่อนแล้วมองตาขวาง เรื่องที่ปล่อยให้เขารอเก้อเมื่อวานยังเจ็บใจไม่หาย ยิ่งรู้ว่าที่มันเบี้ยวเพราะไปเที่ยวกับหญิงยิ่งหมั่นไส้

       “เดี๋ยว ๆ แกฟังฉันก่อน ที่เมื่อวานฉันไปร้านเน็ตเป็นเพื่อนแกไม่ได้เพราะฉันนัดหญิงไว้ก็จริง แต่หญิงที่ฉันนัดนี่เป็นรุ่นพี่ปีสี่นะโว้ย ที่สำคัญฉันมีความคืบหน้าเรื่องห้องที่แกสงสัยด้วย ตบหัวฉันแบบนี้ไม่เล่าดีกว่า ปล่อยให้สงสัยต่อไปเหอะ” เมื่อรู้ว่าเป็นเรื่องได้เปรียบ ไอ้ช่าก็ทำทีเป็นอ้อมแอ้มไม่ยอมเล่าว่าไปรู้อะไรมา คนที่อยากรู้ที่สุดได้ยินเช่นนั้นก็หูผึ่ง รีบเขย่าแขนของเพื่อนแล้วบอกให้เล่า

       “ไอ้ช่า...แกรู้อะไรมา เล่าให้ฉันฟังเดี๋ยวนี้เลยนะ”

       “อะแฮ่ม...เพิ่งตบกบาลฉันไปหยก ๆ คิดว่าฉันจะยกโทษให้ง่าย ๆ เหรอ ไอ้เพื่อนเลว ชอบใช้กำลังกับคนอ่อนแอ” ไอ้ช่ากอดอกแล้วเบือนหน้าหนี ทำเล่นตัวอย่างกับเป็นคู่รัก ยังเติร์กรู้จุดอ่อนของไอ้ช่าดี ไอ้นี่โกรธง่ายแต่ถ้าเอาของกินเข้าล่อมันก็หายได้อย่างง่ายดาย เห็นแก่กินที่แท้จริง!

       “เดี๋ยวฉันพาแกไปเลี้ยงหมูกระทะหลัง ม. สนใจหรือเปล่า ?”

       “ตกลง!” ไอ้ช่าตอบแทบไม่ต้องคิด

       “งั้นรีบเล่ามาอย่าโยกโย้” ยังเติร์กรีบตั้งใจฟังเรื่องราวที่เพื่อนจะเล่า เรื่องที่เขาอยากรู้ที่สุดในเวลานี้ขณะที่ไอ้ช่ายังเล่นตัวจนน่าถีบ มันยกแก้วน้ำอัดลมบนโต๊ะขึ้นดื่มอย่างกวนประสาทเพื่อน ครั้นเมื่อเห็นสายตาของยังเติร์กที่ทำท่าจะเล่นงานอีกรอบจึงค่อยได้ฤกษ์เล่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาจากรุ่นพี่ทันที

       “คืออย่างนี้...เห็นว่าที่หอพักสุนทรียาข้าง ม. ก็หอของแกนั่นแหละ เมื่อสองปีก่อนมีคนผูกคอตายที่ชั้นสอง ซึ่งถ้าให้ฉันเดาก็น่าจะเป็นห้องที่แกบอก เห็นว่ากว่าจะเจอศพก็หลายวันแล้ว เหม็นเน่าไปหมดทั้งชั้น หลังจากนั้นคนก็ย้ายหนีกันหมด จนเจ้าของหอต้องจัดโปรลดค่าเช่ามากกว่าครึ่ง คนเลยกลับไปเช่าอยู่อีกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นชั้นที่มีคนตายก็ไม่ค่อยมีคนกล้าไปอยู่ นอกเสียจากคนที่ไม่กลัวหรือไม่รู้เรื่องราวมาก่อนแบบแก เค้าว่ากันว่าวันดีคืนดีก็จะได้กลิ่นเหม็นเน่าลอยมาจากห้องนั้น บางทีดึก ๆ ก็จะได้ยินเสียงเหมือนของหนัก ๆ ล้ม คิดว่าวิญญาณของคนตายยังอยู่มั้ง”

       คนเล่าก็เล่าได้อย่างไม่ต้องคิดมากเพราะไม่ได้เจอกับตัว คนฟังนี่สิถึงกับหน้าซีด ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าสิ่งที่เขาสังหรณ์ใจคือเรื่องจริง และสิ่งแปลก ๆ ที่เจอก็คือวิญญาณของคนตายอย่างนั้นสินะ เวรแล้ว!

       “แล้วทีนี้แกจะทำยังไง จะย้ายออกไหม ?” ไอ้ช่าถาม ยังขนลุกแทนเพื่อนไม่หายแต่มือก็เอื้อมไปล้วงขนมที่อยู่บนโต๊ะขึ้นมากินต่ออย่างเอร็ดอร่อย ไม่แน่ใจว่าระหว่างห่วงความรู้สึกของยังเติร์กกับห่วงกินแบบไหนจะสำคัญกว่ากัน

       คำถามของไอ้ช่าก็ยังเป็นคำถามที่ยังเติร์กต้องเอากลับมาย้อนถามตัวเอง ใจจริงอยากจะรีบกลับไปเก็บข้าวของย้ายเสียวันนี้พรุ่งนี้ แต่ติดตรงที่ว่าเขาจะยอมเสียค่ามัดจำไปง่าย ๆ ไม่ได้ ทางเดียวคือต้องไปคุยกับเจ๊เจ้าของหอพักให้รู้เรื่อง ถ้าไม่ให้ค่ามัดจำคืนก็ขอย้ายไปอยู่ห้องชั้นแปดก็แล้วกัน เขาคงไม่ทนอยู่ข้างห้องที่มีผีได้หรอก แค่เรียนก็ปวดหัวจะเป็นบ้าอยู่แล้ว ยังต้องมาสู้รบปรบมือกับผีอีก...ไม่ไหวจริง ๆ

 

       โดนัทน้ำตาลที่ทอดเสร็จใหม่ ๆ ของโปรดยังเติร์กดูน่ากินเสียเหลือเกิน ชายหนุ่มจึงซื้อกลับมาที่หอพักสองถุง ถุงหนึ่งเอามากินเองที่ห้อง อีกถุงหมายจะเอาไปฝากต้นโมกเพื่อที่จะขอบคุณเพื่อนใหม่ที่เมื่อคืนอุตส่าห์ทำรายงานที่ค้างไว้จนเสร็จให้ ถ้าไม่ได้ต้นโมกป่านนี้อาจารย์คงโกรธไม่ให้โอกาสรอบสองแน่ ตอนนี้ภาวนาขออย่าให้อาจารย์จับผิดลายมือได้ว่าท่อนหลังไม่ใช่ลายมือของเขา แต่จะว่าไปถ้าไม่สังเกตจริง ๆ ก็คงดูไม่ออกหรอก เพราะลายมือของต้นโมกคล้ายกับลายมือของเขามาก

       เมื่อยังเติร์กเดินขึ้นไปถึงชั้นสองของหอพัก ชายหนุ่มเดินไปหยุดที่หน้าประตูห้อง 208 ซึ่งเป็นห้องด้านในสุดของชั้น กำลังจะเอื้อมมือไปเคาะประตูแต่เจ้าของห้องดันเปิดประตูออกมาเสียก่อน ต่างคนต่างสะดุ้ง คนที่กำลังจะออกจากห้องมองชายหนุ่มแปลกหน้าแล้วเอ่ยถาม

       “มาหาใครคะ ?” เธอคนนี้น่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับยังเติร์ก สวมชุดสวยเหมือนกำลังจะออกไปเที่ยว กลิ่นน้ำหอมที่ฉีดหนักไปทางฉุนมากกว่าจะหอม

       “มาหาต้นโมกครับ ต้นโมกอยู่ไหมครับ ?” ยังเติร์กบอกจุดประสงค์ของตัวเองพลางคิดในใจว่า หรือผู้หญิงคนนี้จะเป็นแฟนของต้นโมกที่ทะเลาะกันเมื่อคืนจนต้นโมกถูกไล่ให้ไปนอนตรงศาลพระภูมิ

       แต่แล้วสิ่งที่คิดกลับไม่เป็นเช่นนั้น...

       “ห้องนี้ไม่มีคนชื่อต้นโมกนะคะ ฉันอยู่กับเพื่อนผู้หญิงอีกคนชื่อเฟรม ตอนนี้ไม่อยู่ ยังไม่กลับจากมหาวิทยาลัย คุณมาผิดห้องหรือเปล่าคะ ?” เจ้าของห้องถามกลับ ทำเอายังเติร์กต้องแหงนหน้ามองเลขห้องตรงเหนือบานประตูอีกครั้ง ซึ่งมันก็ปรากฏเลขห้อง 208 เขาไม่ได้มาผิดและไม่ได้จำผิด ต้นโมกบอกว่าอยู่ห้อง 208  เขาจำได้

       “เอ่อ...ถ้าอย่างนั้นขอโทษด้วยครับ” ยังเติร์กก้มศีรษะเล็ก ๆ ก่อนจะเดินออกมา ถามว่าหน้าแตกไหมก็ต้องสารภาพว่าเสียหน้านิดหน่อย แต่ที่ยิ่งกว่าเสียหน้าคือความไม่เข้าใจ นี่เขาจำห้องของต้นโมกผิดหรือว่าต้นโมกโกหก แต่ต้นโมกจะโกหกทำไม...ยังเป็นคำถามที่คาใจ

 

       คืนนี้อากาศร้อนกว่าทุกวันจนยังเติร์กต้องเปิดประตูระเบียงเพื่อให้อากาศถ่ายเท บนโต๊ะมีการ์ตูนเล่มล่าสุดที่เพิ่งไปเช่าจากร้านให้เช่ามา การ์ตูนเรื่องนี้ถ้าจำไม่ผิดเขาอ่านมาตั้งแต่ ม.ต้น จนตอนนี้เข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่งแล้วเวลาในเรื่องยังเดินไปไม่ถึงปี ไม่แน่ใจว่ากว่ามันจะจบเรื่องตอนนั้นเขาจะมีอายุสักเท่าไหร่ หรือบางทีเขาอาจจะแก่ตายก่อนการ์ตูนจบก็เป็นไปได้ สงสัยต้องสั่งให้ลูกหลานเผาเล่มหลัง ๆ ตามไปให้ จะได้ไม่คาใจไปถึงชาติหน้า หรือบางทีเขาอาจจะกลับมาเกิดใหม่ทันอ่านเล่มจบก็เป็นไปได้

       มือที่ล้วงไปในถุงโดนัทน้ำตาลต้องชะงักเมื่อพบว่ามันหมดแล้ว ยังเติร์กหันไปมองโดนัทน้ำตาลอีกถุงที่วางข้างกันแล้วนึกถึงต้นโมก อยากจะเอาโดนัทถุงนี้ให้กับเขาเสียเหลือเกิน ถึงจะอยากกินโดนัทต่อแต่ก็รู้สึกผิดที่จะกินของที่ซื้อมาฝากเพื่อนใหม่ ชายหนุ่มลุกผึงขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินออกไปนอกระเบียง มองลงไปยังศาลพระภูมิข้างล่าง นึกอยากเห็นต้นโมกนั่งอยู่ตรงนั้นเหมือนวันก่อน...แต่ก็ว่างเปล่า อยากรู้เสียเหลือเกินว่าต้นโมกอยู่ห้องไหนกันแน่ หรือบางทีต้นโมกอาจไม่ได้อยากผูกมิตรกับเขาแบบที่เขาเป็น เผลอ ๆ ชื่อต้นโมกอาจไม่ใช่ชื่อจริงแบบเลขห้องที่อาจตั้งใจบอกผิดก็เป็นได้

       นึกได้แค่นั้น สายลมเย็น ๆ ก็โชยพัดมาในคืนที่อากาศร้อนอบอ้าว สายลมที่ทำให้สดชื่นพร้อมกลิ่นหอมที่ทำให้ยังเติร์กอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ ไม่รู้ทำไมพอมีสายลมพร้อมกลิ่นหอมแบบนี้ทีไรจะนึกถึงต้นโมกทุกที ไม่รู้หรอกว่าชื่อต้นโมกเป็นชื่อจริงของชายหนุ่มคนนั้นหรือเปล่า แต่เขาจะเรียกเพื่อนใหม่คนนั้นว่า ‘ต้นโมก’ ก็แล้วกัน

       ยังเติร์กตัดสินใจหันหลังกลับเข้าไปในห้องเพื่ออ่านการ์ตูนให้จบ จะได้เอาไปคืนร้านเช่าในวันพรุ่งนี้ เข้าใจดีว่ามีคนรออ่านอีกเยอะแบบที่เขารอคิวมาเกือบจะหนึ่งอาทิตย์ ไอ้ช่าที่อ่านจบก่อนแล้วก็คอยแต่จะสปอยล์จนเขาต้องขู่เตะไปหลายรอบ นี่ถ้าเรียนจบได้ทำงานทำการมีเงินใช้เมื่อไหร่ จะซื้อเก็บตั้งแต่เล่มหนึ่งยันเล่มปัจจุบันเลยคอยดู

       ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าต้นโมกแอบอยู่ทางมุมหนึ่งของศาลพระภูมิ เฝ้ามองคนที่อยู่ในห้อง 202 อย่างรู้สึกผิดไม่น้อยที่เขาโกหกเรื่องห้องพักของตัวเองกับเพื่อนใหม่

       เพราะบางครั้ง ‘ความจริง’ ก็น่ากลัวกว่า ‘เรื่องโกหก'

       เขาคิดอย่างนั้น...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น