อัปเดตล่าสุด 2021-01-23 18:06:56

ตอนที่ 30 SATURDAY-หอมกลิ่นศาลพระภูมิ : เสียงสะอื้นในสายลม

       ชายหนุ่มเดินตรงเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่เล็กแต่ก็ไม่ใหญ่นัก มีเฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างครบถ้วน แม้ห้องจะไม่ใหม่นักแต่ก็สะอาดสะอ้าน ในขณะที่ยังเติร์กกำลังดูสภาพของห้องนั้น กลิ่นหอม ๆ ของบางสิ่งก็ลอยผ่านมาทางระเบียงห้อง มันหอมเสียจนชายหนุ่มต้องหันไปถามเจ๊เจ้าของหอพักที่ยืนหาววอด ๆ ทำท่าเหมือนคนที่พร้อมจะนอนได้ทุกนาที

       “เจ๊ได้กลิ่นอะไรหอม ๆ ไหมครับ ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามอีกฝ่าย เจ๊เจ้าของหอพักย่นคิ้ว ทำจมูกฟุดฟิดแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ

       “ไม่เห็นจะได้กลิ่นอะไรเลย หรือมีใครทำกับข้าวหรือเปล่า ?” เจ๊เจ้าของห้องเอ่ยถามกลับ พยายามสูดจมูกหากลิ่นที่ชายหนุ่มบอกแต่ก็ไม่ได้กลิ่นอะไร...อ้อ ถ้าไม่นับกลิ่นตุ ๆ ของตัวเองที่ยังไม่ได้อาบน้ำตั้งแต่เมื่อคืนนะ!

       “ไม่ใช่กลิ่นอาหารครับ กลิ่นมันหอม ๆ คล้าย ๆ ดอกไม้...แต่ไม่น่าใช่” ยังเติร์กบอกแล้วเดินไปเปิดประตูระเบียงออก ก่อนจะมองหาที่มาของกลิ่นที่ว่า และทันทีที่เขาก้มลงมองไปทางด้านล่างซึ่งตรงกับตำแหน่งห้องที่ยังเติร์กกำลังจะตัดสินใจเช่า สิ่งที่เขาพบคือศาลพระภูมิเก่า ๆ ที่ดูท่าจะไม่มีใครดูแลมานานแล้ว ถ้าจำไม่ผิด ตอนที่เข้ามาทางด้านหน้าเขาก็พบศาลพระภูมิหลังหนึ่ง ซึ่งหลังนั้นยังดูใหม่และมีดอกไม้สดเสียบในแจกันถวาย ยังเติร์กยังยกมือไหว้เพื่อฝากเนื้อฝากตัวหากตัดสินใจมาอยู่ที่หอพักแห่งนี้

       ถ้าตาไม่ฝาด เขารู้สึกเหมือนเห็น ‘อะไรบางสิ่ง’ วิ่งหายเข้าไปในศาลพระภูมิ

       อีกแล้วหรือ...นี่เขาเห็นอะไรที่เกี่ยวกับศาลพระภูมิอีกแล้วหรือ ?

       “ห้องนี้ลมดีนะ ไม่มีตึกบัง แต่ถ้าไม่ชอบก็ยังมีอีกห้อง อยู่ชั้นแปด ห้องนั้นจะอับหน่อยเพราะมีคอนโดข้าง ๆ เลยบังแดด ลองขึ้นไปดูไหมล่ะ ?” แม้จะขี้เกียจเสียเหลือเกินแต่พอเห็นท่าทางเหมือนผู้เช่ารายใหม่ลังเลก็ต้องรีบยื่นข้อเสนออื่นให้ เศรษฐกิจแบบนี้ยังไงมีคนเช่าก็ดีกว่าปล่อยห้องว่าง 

       อย่างที่บอก ยังเติร์กเป็นโรคกลัวศาลพระภูมิตั้งแต่เด็ก ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลให้เขาเลือกห้องที่มีระเบียงตรงกับศาลพระภูมิร้างนี่หรอก ถึงแม้ห้องที่ชั้นแปดจะอับกว่านี้สักหน่อย แต่ถ้าอยู่แล้วสบายใจกว่าเขาก็ยอม 

       “ขอลองไปดูห้องอื่นดีกว่าครับเจ๊”

       สิ้นเสียงของยังเติร์ก ลมเย็น ๆ ก็โชยพัดเอากลิ่นหอม ๆ นั้นมาอีกครั้ง คราวนี้ชายหนุ่มชะงัก เพราะนอกจากกลิ่นหอม ๆ ที่แสนจะเป็นมิตรแล้ว ยังเหมือนได้ยินเสียงสะอื้นไห้เบา ๆ ของผู้ชาย!

       มันเป็นเสียงที่ฟังแล้วเศร้าจนยังเติร์กเผลอน้ำตาไหลไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ว่ามีน้ำตาไหลก็ตอนที่เจ๊เจ้าของหอพักเอ่ยทัก

       “อ้าว...นั่นร้องไห้ทำไมล่ะ ?” 

       ยังเติร์กสะดุ้ง หันไปมองเงาของตัวเองผ่านกระจกโต๊ะเครื่องแป้งแล้วย่นคิ้ว เมื่อเห็นว่ามีน้ำตาไหลอาบแก้ม เขาก็รีบเอามือเช็ดออกอย่างรวดเร็ว ไม่เข้าใจถึงเหตุผลที่น้ำตาไหลเหมือนกัน ไม่รู้ทำไม...

       “เอ่อ...สงสัยฝุ่นลอยมาจากนอกระเบียงเข้าตาน่ะครับ ผมเป็นภูมิแพ้” ชายหนุ่มตอบกับอีกฝ่ายขณะที่ใจเต้นแรง รู้สึกโหวงในอกพิกล อาการแบบนี้เขาเคยเป็นเวลาที่อยู่ใกล้กับ ‘วิญญาณ’ ซึ่งเขาไม่ได้นึกอยากจะอยู่ใกล้หรือสัมผัสมันได้เลย

       “งั้นขึ้นไปดูห้องชั้นแปดกัน เผื่อจะชอบ” เจ๊เจ้าของหอพักทำท่าจะเดินนำออกไปแต่ยังเติร์กกลับร้องเรียกไว้เสียก่อน

       “เดี๋ยวครับเจ๊ อันที่จริงห้องนี้ก็โอเคนะครับ อยู่ชั้นสองขึ้นลงสะดวก ลมก็โกรกดี ถ้าอย่างนั้น...ผมเช่าห้องนี้แหละครับ” จากตอนแรกที่คิดว่าจะเปลี่ยนห้องเพราะระเบียงด้านนอกอยู่ตรงกับศาลพระภูมิ มาตอนนี้กลับเปลี่ยนใจเพราะกลิ่นหอม ๆ และเสียงสะอื้นนั้นที่ทำให้น้ำตาไหล มันไม่ใช่ความรู้สึกไม่ดี ไม่ใช่ความรู้สึกกลัว แต่มันรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงอ้อนวอนขอร้องให้อยู่ ซึ่งยังเติร์กก็ไม่รู้หรอกว่าเสียงนั้นมาจากใคร แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ลองดูสักตั้งจะเป็นไรไป

       หวังว่าสิ่งที่อยากให้เขาอยู่จะไม่สร้างความวุ่นวายให้เขาต้องลำบากย้ายห้องก็แล้วกัน...สาธุ

 

       กว่าจะย้ายข้าวของเข้าห้องและจัดเรียงให้เข้าที่เข้าทางจนเรียบร้อยก็เล่นเอายังเติร์กเหนื่อยแทบล้มทั้งยืน นี่ขนาดเขาตัดใจทิ้งข้าวของที่ไม่จำเป็นไปเยอะแล้ว ก็ยังมีสมบัติบ้าอีกกองพะเนินทึนทึก จะทิ้งก็เสียดาย แต่เก็บไว้ก็ไม่ได้ใช้ เรียกง่าย ๆ ว่าหวงก้างก็คงไม่ผิด...มนุษย์หนอ

       ถึงห้อง 202 จะอยู่ที่ชั้นสอง แต่ลมกลับพัดโกรกดีจนแทบไม่ต้องเปิดพัดลม ชายหนุ่มลงไปหาข้าวตามสั่งที่อยู่ข้างล่างหอพักกินง่าย ๆ ก่อนจะกลับขึ้นมาอาบน้ำแล้วนอนตั้งแต่หัวค่ำ พรุ่งนี้มีเรียนเช้าเดี๋ยวจะตื่นไม่ไหว เพราะวันนี้เหนื่อยมากคาดว่าคงหลับเป็นตายแน่...แล้วก็เป็นจริงเช่นนั้น เพียงแค่หัวถึงหมอน ยังเติร์กก็แทบจะถูกดูดวิญญาณลงไปในหมอนใบนุ่มที่หอบหิ้วมาจากหอพักเก่า เขาชอบใช้หมอนใบเดิมของตัวเองเพราะมันคุ้นชินกับความนุ่มและแข็งในแบบที่ร่างกายต้องการ เวลาไปนอนที่โรงแรมเขานอนไม่ค่อยสบายเพราะบางทีหมอนก็ดีเกินไป นุ่มเกินไป และน่าแปลกที่โรงแรมบางแห่งหมอนก็แข็งจนกลัวกว่าถ้าเผลอนอนผิดท่าตกหมอนเส้นจะยึดจนเป็นอัมพาตไป

       แต่ถึงจะนอนหลับลึกแค่ไหน เมื่อมีเสียงสะอื้นไห้ดังแว่วมากับสายลมเข้ามาในหูโดยไม่ได้รับเชิญก็สามารถปลุกร่างของยังเติร์กให้ลุกขึ้นมาได้ แม้จะง่วงแต่ทว่าชายหนุ่มเจ้าของห้องคนใหม่ก็เงี่ยหูฟังว่าเสียงร้องไห้นั้นดังมาจากไหน เมื่อแน่ใจแล้วว่ามันดังมาจากนอกระเบียง ยังเติร์กจึงโซซัดโซเซออกไปตามหาที่มาของเสียงนั้น แล้วสิ่งที่ชายหนุ่มเห็นก็คือร่างของใครบางคนนั่งชันเข่าสะอื้นตัวสั่นอยู่ข้างศาลพระภูมิร้าง ชายหนุ่มย่นคิ้วด้วยความสงสัยก่อนจะตะโกนเอ่ยถามไปยังชายคนนั้น

       “นาย...นายไปนั่งทำอะไรตรงนั้นน่ะ ?”

       อีกฝ่ายที่กำลังสะอื้นไห้ถึงกับหยุดชะงัก เงยหน้ามองคนที่ยืนอยู่ริมระเบียง ยังเติร์กพยายามจ้องมองหน้าอีกฝ่ายในคืนที่มีเพียงแสงสลัวจากดวงจันทร์ เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาแต่ทว่านัยน์ตาเศร้าเสียเหลือเกิน สวมชุดนักศึกษาสีมอซอซึ่งถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเรียนที่เดียวกับเขา

       ชายหนุ่มไม่ตอบคำถามหากแต่รีบลุกเดินหนีไปอีกทาง ทิ้งให้ยังเติร์กมองตามแล้วเกาศีรษะแกรก ๆ ด้วยความงุนงงว่าเขาพูดอะไรผิดหรือเปล่า ทำไมอีกฝ่ายถึงต้องเดินหนี บางทีเขาอาจจะอายที่เห็นว่าผู้ชายร้องไห้เสียกระมัง ว่าแล้วยังเติร์กก็เดินกลับเข้ามาในห้อง ทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง เขาควรจะเก็บแต้มการนอนไว้ให้เต็มที่เพราะพรุ่งนี้มีเรียนเต็มวัน ไม่อยากจะนอนหลับน้ำลายยืดในห้องจนถูกไอ้พวกเพื่อนเลวเอาไปล้อเสียภาพลักษณ์หมด

       โครม!

       หลับตาได้ไม่ถึงห้าวินาที ชายหนุ่มเจ้าของห้องก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงเหมือนมีของหนัก ๆ ล้มมาจากห้องข้าง ๆ มันทำให้ยังเติร์กต้องรีบเอาหูแนบกับฝาผนังห้องข้างเคียงเพื่อฟังว่าเกิดอะไรขึ้น นอกจากเสียงของหนัก ๆ ที่ล้มแล้วหากตั้งใจฟังให้ดีเหมือนจะได้ยินเสียงสะอื้นไห้แทรกตัวผ่านผนังอิฐเข้ามาในห้องของเขาด้วย แต่แค่เพียงแวบเดียวเท่านั้นทุกอย่างก็เงียบสงบเช่นเดิมราวกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้นเลย

       กลิ่นหอม ๆ โชยมากับสายลมเย็นที่พัดมาจากหน้าระเบียง ทำให้ยังเติร์กรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก เขาหันไปมองที่นาฬิกาบอกเวลาตีสองห้านาที แล้วก็นึกได้ว่าถ้ามัวแต่กังวลอาจจะไม่ได้นอนและตื่นสาย สุดท้ายจึงตัดสินใจข่มตาให้หลับแม้ว่าในใจจะยังว้าวุ่นกับคำถามมากมาย แต่สุดท้ายความเหนื่อยอ่อนก็ทำให้หลับไปในที่สุด

       ในขณะที่ศาลพระภูมิด้านล่างนั้นยังมีร่างของชายหนุ่มในชุดนักศึกษานั่งชันเข่าสะอื้นไห้อยู่ท่ามกลางสายลมหนาว

       ทรมานเหลือเกิน....

 

       ยังเติร์กในชุดนักศึกษาเรียบร้อยรีบคว้ากระเป๋าเป้ของตัวเองขึ้นสะพาย...จริงอย่างที่กังวล สุดท้ายเขาก็ตื่นสายกว่าที่ตั้งใจไว้ ชายหนุ่มรีบล็อกประตูห้อง กำลังจะวิ่งไปอีกทางด้านหนึ่งของหอพักเพื่อลงไปข้างล่างแต่แล้วก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อสายตาหันไปที่ประตูห้องข้าง ๆ ของเขา ที่ประตูนั้นถูกล็อกด้วยกุญแจดอกโต นั่นอาจยังไม่น่าสนใจเท่าบานประตูมียันต์สีแดงผืนหนึ่งติดไว้ ซ้ำตรงเหนือบานประตูยังมีร่องรอยของการใช้สีเขียนเป็นอักษรโบราณ ซึ่งยังเติร์กอ่านไม่ออกหรอกว่ามันเขียนว่าอะไร ไม่รู้อะไรดลใจให้ชายหนุ่มเดินไปใกล้กับประตูห้อง 201 ก่อนจะใช้มือเอื้อมไปสัมผัสกับบานประตูไม้นั้น สิ่งที่รู้สึกได้คือความเย็นวาบผ่านเข้ามาทางฝ่ามือจนเขาสะดุ้งเฮือก นั่นยังไม่น่าตกใจเท่าอยู่ ๆ ประตูทั้งบานก็สั่นเหมือนมีคนข้างในเขย่าอย่างแรง ทั้ง ๆ ที่ข้างนอกคล้องแม่กุญแจล็อกไว้ คงไม่มีใครนึกอุตริขังตัวเองไว้ในห้องแบบนั้นหรอกกระมัง

       เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะความคิด ยังเติร์กรีบล้วงมันออกมาจากในกระเป๋ากางเกงขณะที่สายตายังมองตรงไปที่บานประตูห้อง 201 ด้วยความสงสัย

       “ว่าไงไอ้กอล์ฟ...เออ กำลังจะรีบไป อีกไม่เกินสิบห้านาที” ยังเติร์กบอกแล้วจ้องเลขประตูห้อง 201 เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหันหลังแล้วรีบวิ่งลงบันไดไปข้างล่าง

       โดยไม่รู้เลยว่าห้องที่อยู่ข้างเคียงนั้นมีประวัติอันน่ากลัวเกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อนหน้า...

               

       เวลาที่รีบ ๆ ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่เป็นใจเอาเสียเลย ยังเติร์กยืนรอวินมอเตอร์ไซค์ที่หน้าหอพักแต่ก็ไม่มีคันไหนว่างสักคัน ก็อย่างว่าตอนนี้ใกล้ได้เวลาเข้าเรียนวิชาแรกแล้ว นักศึกษาหลาย ๆ คนจึงเรียกใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์กันอย่างเนืองแน่น ยังเติร์กยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู...ฉิบหายแล้ว อีกห้านาทีจะได้เวลาเช็กชื่อ แบบนี้มีหวังสายแน่นอน

       “เออแก...รู้หรือยัง ห้อง 202 มีคนมาเช่าแล้วนะ” เสียงของนักศึกษาหญิงที่เดินลงมาซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตข้างล่างเอ่ยคุยกับเพื่อนที่เดินมาด้วยกัน ปกติแล้วยังเติร์กไม่ใช่คนชอบแอบฟังบทสนทนาของคนอื่น แต่ครั้งนี้มันอดที่จะสนใจไม่ได้ เพราะห้อง 202 ที่ว่าคือห้องของเขา!

       “จริงเหรอแก ? ทำไมเขาถึงกล้าไปอยู่ห้องนั้น ไม่มีใครบอกเหรอว่าห้อง 201 เกิดอะไรขึ้นเมื่อสองปีที่แล้ว” นักศึกษาสาวอีกคนเอ่ยขึ้นพลางทำตาโตเมื่อได้ยินข่าวจากเพื่อน คนแถวนี้รู้กันดีเกี่ยวกับประวัติห้อง 201 กับเรื่องราวระทึกขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อน มันโด่งดังถึงขนาดที่คนพากันย้ายออกจากหอพักแห่งนี้จนเกือบหมด ดีที่เจ๊เจ้าของหอประกาศลดค่าเช่าลงครึ่งหนึ่ง ไม่นานคนจึงค่อย ๆ กลับมาอยู่ แต่กระนั้นชั้นสองก็ยังว่างจนเกือบทั้งชั้น โดยเฉพาะห้อง 202 กับห้อง 200 ที่ไม่มีคนมาอยู่สองปีแล้ว ทั้ง ๆ ที่สองห้องนั้นไม่ได้เกิดเรื่องอะไรหรอก แต่เพราะอยู่ติดกับห้อง 201 ที่มีประวัติไม่ดีนั่นเอง

       “โอ๊ย...ก็อีเจ๊ไม่ยอมบอกน่ะสิ ถ้าบอกมีเหรอใครจะกล้าอยู่ นี่คงหวังฟันค่ามัดจำถ้าเค้าทนอยู่ไม่ได้ อีเจ๊นี่มันร้ายจริง ๆ นะ” หญิงสาวส่ายหน้า รู้สึกเห็นใจคนที่ย้ายมาใหม่ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรต้องมาอยู่ข้างห้องที่มีคนตาย ซ้ำยังร่ำลือกันว่า ‘วิญญาณ’ ของคนตายไม่ไปไหน ยังอยู่ที่ห้องนั้นแหละ!

       คนเช่าห้อง 202 ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ถึงกับกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก

       ซวยแล้วกู!

 

       เรื่องราวที่ได้ยินมาเมื่อเช้ายังคงวนเวียนอยู่ในหัวขณะที่ชายหนุ่มนั่งเขียนรายงานอยู่ที่โต๊ะปลายเตียง ลมจากระเบียงยังคงโชยพัดมาทำให้อากาศในห้องเย็นเสียจนต้องเอาเสื้อแจ็กเก็ตมาใส่ ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้คือฤดูร้อน นี่อาจเป็นข้อดีของห้องที่ยังเติกร์กอยู่เพราะเขาไม่ต้องเปิดพัดลม ไม่ต้องเปิดแอร์ ประหยัดค่าไฟได้อีกโข...ถ้าไม่นับข้อเสียที่ว่าห้องข้างเคียงมีเรื่องน่ากลัวซึ่งเขาก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องอะไร

       อยากรู้ก็หาสิวะ จะไปยากอะไร!

       แม้จะดึกแล้ว และแม้งานที่ทำจะต้องส่งพรุ่งนี้เช้า แต่ด้วยความอยากรู้ที่มีฤทธิ์เหนือทุกสิ่ง ยังเติร์กจึงตัดสินใจจะลงไปที่อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่อยู่เลยไปอีกตึกหนึ่งเพื่อหาข่าวเกี่ยวกับหอพักที่เขาอยู่ ถ้าเรื่องที่ว่าโด่งดังจริงต้องยังมีข่าวหลงเหลือในอินเทอร์เน็ตอยู่บ้างแหละ เพราะมันเพิ่งผ่านมาสองปีเท่านั้น ในขณะที่ยังเติร์กกำลังคว้ากระเป๋าสตางค์และกุญแจห้องหมายที่จะลงไปทำตามความต้องการนั้น ไฟในห้องก็ดับลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งที่แสงไฟจากภายนอกระเบียงยังสว่าง ยังเติร์กลุกผึงขึ้นหมายจะลองไปดูที่สวิตช์ไฟ แต่แล้วเสียงปริศนาที่ดังขึ้นเมื่อคืนก็ดังขึ้นอีกครั้ง

       โครม!

       ยังเติร์กสะดุ้ง รีบเปิดประตูห้องเพื่อแอบมองดูห้องข้าง ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ปรากฏว่าประตูห้องข้าง ๆ ยังถูกล็อกด้วยแม่กุญแจจึงไม่มีทางที่ใครจะอยู่ในนั้น บางทีก็อยากตบหัวตัวเองในความสอดรู้สอดเห็นนัก เพราะยังเติร์กดันตัดสินใจเดินไปเคาะประตูห้องนั้นเบา ๆ แล้วเอ่ยถาม

       “สวัสดีครับ มีใครอยู่ในนั้นไหม ผมได้ยินเสียงเหมือนของล้ม มีอะไรหรือเปล่าครับ ?”

       ไม่มีเสียงตอบจากหลังบานประตูห้อง 201

       ใช่...ไม่ได้ตอบมาเป็นเสียงพูด แต่ตอบกลับมาเป็นเสียงของบานประตูทั้งบานที่สั่นราวกับมีคนด้านในเขย่าประตูอย่างแรง คนที่เพิ่งเอ่ยถามถึงกับถอยกรูดด้วยความกลัวจนหงายหลังล้มลงบนพื้น ได้กลิ่นเหม็นเน่าลอยคลุ้งออกมาจากช่องลม ยังเติร์กรีบลุกขึ้นจากพื้นด้วยความตกใจแล้ววิ่งกลับในห้องของตัวเองทันที ล็อกประตูอย่างแน่นหนาพลางหอบหายใจดังฟืดฟาดด้วยความกลัวก่อนจะเข้าไปมุดตัวอยู่ใต้ผ่าห่มยันเช้า

       แน่นอนว่าการที่นอนทั้งที่ยังทำงานไม่เสร็จ...ชายหนุ่มจึงไม่มีงานไปส่งอาจารย์ในวันรุ่งขึ้น แต่โชคดีที่อาจารย์ใจดีเลื่อนให้ส่งวันถัดไปได้เพราะเห็นว่ายังเติร์กเป็นเด็กดี ไม่เคยอู้งาน ไม่เคยโดดเรียน อาจมีมาสายบ้างซึ่งก็เป็นเรื่องที่ให้อภัยกันได้

       “เกิดอะไรกับนายติณณ์ นักศึกษาแสนดีของมหาวิทยาลัยที่ไม่มีงานมาส่งอาจารย์สุรักษ์” เสียง ไอ้ช่า เพื่อนสนิทของยังเติร์กที่ติดสอยห้อยตามกันมาจากโรงเรียนเก่า เอ่ยถามในขณะที่ยังเติร์กยังสะโหลสะเหลจากการนอนไม่หลับทั้งคืน

       “เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ มีเรื่องกวนใจนิดหน่อยน่ะ” ยังเติร์กยังไม่กล้าเล่าเรื่องที่เขาเจอให้เพื่อนฟัง ถึงแม้จะสนิทกันแต่ก็กลัวไอ้ช่าจะหาว่าเขาเป็นบ้ามากกว่าเชื่อ

       “เรื่องอะไรวะ หรือว่าที่หอใหม่มีผี ?” อยู่ ๆ ไอ้ช่าก็เปิดประเด็นมาตรงเผงทำเอายังเติร์กเบิกตาโพลง

       “แกรู้ได้ยังไง ?” คนเป็นเพื่อนเอ่ยถาม อีกฝ่ายทำหน้างงแล้วตอบ

       “ฉันก็พูดไปเรื่อย ว่าแต่มีผีจริง ๆ เหรอ?” ทีนี้ไอ้ช่าเริ่มสนใจขึ้นมา รีบขยับเข้ามาใกล้เพื่อนรักเป็นเชิงให้อีกฝ่ายเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เจ้าของเรื่องนั่งนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเริ่มเล่าสิ่งที่เจอมา

       “ก็ห้องที่ฉันอยู่มันมีระเบียงตรงกับศาลพระภูมิ ฉันรู้สึกได้เลยว่ามันแปลก ๆ เค้าว่ากันว่าคนเกิดวันเสาร์จะมีจิตสื่อสารกับสิ่งเร้นลับในศาลพระภูมิ ซึ่งฉันก็รู้เรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว และก็เคยเจออะไรแปลก ๆ หลายอย่างที่ศาลพระภูมิ แต่สิ่งที่ฉันระแวงตอนนี้ไม่ใช่ศาลพระภูมิหรอก แต่เป็นห้องข้าง ๆ เพราะตอนดึก ๆ ฉันได้ยินเสียงเหมือนมีของหนัก ๆ ล้มกระแทกพื้นดังโครม ซึ่งมันอาจไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าข้างห้องไม่ได้ล็อกแม่กุญแจคล้องอยู่ข้างนอกแน่นหนา ซ้ำยังมียันต์ติดที่หน้าประตูอีก ตอนแรกฉันก็ไม่คิดอะไรนะเว้ย แต่ได้ยินคนในหอพูดกันว่าห้องข้าง ๆ นั้นเคยมีเรื่องน่ากลัวเกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อนซึ่งฉันก็ยังไม่รู้ว่าอะไร แต่สังหรณ์ใจว่า...น่าจะมีคนตาย” คนเล่ากลืนน้ำลายลงคอ...นึกถึงสิ่งที่เจอเมื่อคืนแล้วยังขนลุกไม่หาย คนฟังได้ยินเรื่องราวจากเพื่อนรักจนจบแล้วก็ถึงกับย่นคิ้ว เขาตบบ่ายังเติร์กเบา ๆ

       “แกอย่าเพิ่งคิดอะไรมากเลย อยู่หอพักส่วนใหญ่เสียงมันก็ดังถึงกันหมดน่ะแหละ บางทีเสียงอาจจะมาจากห้องอื่นก็ได้ เอาอย่างนี้ ถ้าแกไม่สบายใจเดี๋ยวตอนเย็นไปร้านเน็ตกัน ไปลองเสิร์ชหาข่าวดูว่าที่หอแกเคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า เดี๋ยวฉันจะลองถามรุ่นพี่ให้อีกทาง ถ้ามันมีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นที่หอพักนั่น รุ่นพี่ก็ต้องรู้กันบ้างแหละ” ไอ้ช่าไม่อยากให้เพื่อนคิดมากเพราะตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ยังเติร์กต้องย้ายไปอยู่คนเดียว เนื่องจากทางบ้านสั่งให้เขาย้ายไปอยู่กับน้าเพื่อประหยัดเงินค่าห้อง ยังเติร์กจึงต้องย้ายออกไปอยู่ห้องเช่าคนเดียวในหอพักที่มีค่าเช่าถูกกว่า

       “โอเค” ยังเติร์กตอบรับ รู้สึกดีขึ้นนิดหน่อยแต่ก็ยังไม่สบายใจเสียทีเดียว ใครกันจะยิ้มร่าได้ทั้งที่รู้ว่าห้องพักข้าง ๆ มีสิ่งผิดปกติ มันไม่ใช่การนอนโรงแรมแค่สามวันแล้วจะเปลี่ยนที่ได้ นี่เขาเสียค่าเช่าล่วงหน้าและค่ามัดจำรวมไปแล้วตั้งสามเดือน ตอนนี้ต่อให้ถูกลากตัวออกจากหอก็ย้ายไม่ได้เพราะเขาไม่มีเงินไปจ่ายค่ามัดจำหอใหม่ แค่นี้แม่ก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาให้เขามากพอแล้ว

       “งั้นเราขึ้นตึกกันเถอะ ไปจองที่กัน ขี้เกียจไปถึงหลัง ๆ แล้วเหลือแต่ที่หน้า ๆ แอบหงีบหลับไม่ได้” ไอ้ช่าเอ่ยชวน ยังเติร์กพยักหน้ารับ เขาลุกขึ้นกำลังจะคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นสะพาย แต่จู่ ๆ ก็มีลมโชยพัดเข้ามาพร้อมกับกลิ่นหอม ๆ กลิ่นเดียวกับที่เขาเคยได้กลิ่นจากระเบียงหอพัก

       “ไอ้ช่า แกได้กลิ่นอะไรหอม ๆหรือเปล่า ?” ยังเติร์กเอ่ยถามเพื่อนรัก ไอ้ช่าที่เดินนำอยู่ชะงักแล้วทำจมูกฟุดฟิดไปรอบตัว

       “ไม่เห็นได้กลิ่นอะไรเลย กลิ่นน้ำหอมฉันหรือเปล่า วันนี้เปลี่ยนยี่ห้อใหม่” ไม่พูดเปล่า ไอ้ช่ารีบยืดอกให้ยังเติร์กดม ซึ่งแม้คนได้กลิ่นจะมั่นใจว่ากลิ่นนั้นไม่น่าจะใช่กลิ่นน้ำหอมแต่ก็ขอดมเพื่อให้แน่ใจ..ซึ่งก็เป็นจริงเช่นนั้น มันไม่ใช่กลิ่นหอมที่มาจากตัวไอ้ช่าแน่ ๆ

       “ไม่ใช่ว่ะ แต่ช่างเถอะ รีบขึ้นตึกดีกว่า” ยังเติร์กไม่อยากเสียเวลาแล้วจึงตัดบทแต่เพียงเท่านั้น เขาดันหลังไอ้ช่าให้เดินต่อแต่ก็ยังแอบหันกลับไปมองทางด้านหลังของตัวเอง ตรงที่ที่เขาคิดว่ากลิ่นมาจากตรงนั้น แต่ก็ไม่เจออะไร...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น