อัปเดตล่าสุด 2021-01-22 16:43:26

ตอนที่ 28 FRIDAY-ลอยกระทง...จงเป็นศพ : คืนทุกข์ไม่พ้นโศก

       ป๋อมแป๋มประคองร่างเพื่อนมาหลบที่มุมหนึ่งไม่ไกลจากป้อมยามนัก ฮินบอกอย่างดีใจที่สุดท้ายก็หาเจ้าของกระทงเจอ แต่ดูเหมือนป๋อมแป๋มจะยังไม่แน่ใจนัก

       “มึงแน่ใจนะว่าใช่กระทงเดียวกับที่มึงเอาแบงก์ห้าร้อยมา ?”

       “แน่ใจสิวะ กระทงสีขาวสวยขนาดนั้น ตอนที่เห็นกูยังคิดเลยว่าไม่น่าจะใช่กระทงปกติที่คนเอามาลอย กัน ในงานก็ไม่มีกระทงแบบนี้ขาย ที่แท้ก็เป็นกระทงประจำตำแหน่งนางนพมาศประจำปีนี่เอง แต่ปัญหาคือนางนพมาศคนนั้นเป็นใครนี่แหละ” แม้การหาเจ้าของกระทงจะเริ่มแคบลงแต่ก็ยังไม่ได้คำตอบที่แน่ชัดเสียทีเดียว อีกฝ่ายนิ่งคิดก่อนจะชูโทรศัพท์มือถือขึ้นแล้วยิ้ม

       “ขอบคุณโลกนี้ที่มีกูเกิ้ล!”

       “เฮ้ย...จริงด้วย!”

       ว่าแล้วป๋อมแป๋มก็รีเสิร์ชเข้ากูเกิ้ลแล้วพิมพ์คำว่า ‘นางนพมาศประจำอำเภอ XXX ปี 2563’ รอเพียงอึดใจข้อมูลก็ขึ้นมายาวเป็นหางว่าว ป๋อมแป๋มกดเข้าข่าวแรกทันที เห็นภาพเดียวกับที่อยู่ในโปสเตอร์ขึ้นโชว์หรา หญิงสาวร่างระหงยืนถือกระทงอยู่ตรงกลางขนาบข้างด้วยรองทั้งสี่คน เนื้อข่าวระบุชื่อว่า

       ‘นางนพมาศประจำอำเภอ XXX ปี 2563 ตกเป็นของนางสาวพราวตา นักศึกษาปีที่หนึ่งคณะมนุษย์ศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยบัณฑิตศิลป์วิทยา’

       เมื่อได้ยินชื่อมหาวิทยาลัย ทั้งฮินและป๋อมแป๋มก็ยิ้มกว้าง เพราะมันคือมหาวิทยาลัยเดียวกันกับที่พวกเขาเรียน นั่นเท่ากับคนที่ตามหาอยู่ไม่ไกล และการตามหายิ่งแคบลงเมื่อคณะมนุษยศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชนนั้นคือคณะและเอกเดียวกันกับน้องเค้กที่ฮินกำลังจีบอยู่แล้วตะคอกใส่เพราะปวดท้องเมื่อคืน

       “ทีนี้พรุ่งนี้เราก็ไปตามหาตัวน้องพราวตากัน แล้วเอาเงินไปคืนเค้าซะ ทุกอย่างจะได้จบ” ฮินถอนหายใจโล่งอก การตามหาตัวนางนพมาศประจำอำเภอโดยรู้ชื่อ รู้มหาวิทยาลัย รู้คณะและเอกวิชา คงไม่ใช่เรื่องยากแล้ว  เป็นถึงนางนพมาศประจำปี ใคร ๆ ก็ต้องรู้จัก

       “เดี๋ยว! แล้วอยู่ ๆ มึงจะเดินเอาแบงก์ห้าร้อยไปคืนเค้า มึงว่าเค้าจะไม่งงเหรอ ?” คนเป็นเพื่อนเอ่ยถาม  พลางจินตนาการว่าถ้าอยู่ ๆ มีคนเอาเงินมาให้เขาห้าร้อยบาทก็คงงง แล้วนี่น้องเป็นผู้หญิง อาจจะตีเจตนาผิดก็ได้ ระดับนางนพมาศน่าจะสามพัน...เฮ้ย! ไม่ใช่!

       “ก็บอกไปสิว่าเอามาจากกระทงที่น้องลอย” ฮินตอบพาซื่อ หรือโง่ก็ไม่อาจแน่ใจ

       “ไอ้บ้า! แล้วมึงไม่อายเค้าหรือยังไงเป็นโจรสอยเงินกระทงเนี่ย ที่สำคัญคนเค้าลอยทุกข์ลอยโศกไปแล้ว มึงเอาไปคืนเค้าก็เท่ากับเอาทุกข์เอาโศกไปคืนเค้าด้วย ถ้าเป็นกู กูก็ไม่รับหรอก เหมือนโยนขี้ไปแล้วมีคนเก็บมาคืน ใครจะเอา”

       สิ่งที่ป๋อมแป๋มพูดทำเอาฮินฉุกคิด จริงอย่างที่มันว่า สิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่เป็นพิษเป็นภัย ปัดให้พ้นตัวไปแล้วใครจะอยากได้คืน

       “แล้วจะทำยังไงดีวะ ถ้าทิ้งไว้แบบนี้ก็ไม่รู้กูจะซวยเจออะไรอีก แล้วบางทีมึงอาจจะซวยไปกับกูด้วยก็ได้ เพราะคืนนั้นกูก็ใช้เงินนั้นเลี้ยงข้าวมึง”

       เจอคำขู่แบบนี้ป๋อมแป๋มก็ใจคอไม่ดี ชายหนุ่มนั่งคิดสักอึดใจก่อนจะยิ้มอออกมาย่างมีแผนการ

       “จะไปยากอะไรวะ ถ้าบอกไม่ได้ก็ไม่ต้องบอกสิ!”

       เรื่องง่าย ๆ คนฉลาดที่ไหนก็รู้ อุ้ย! บังเอิญกูฉลาด

       ป๋อมแป๋มหัวเราะคิก ๆ ใครไม่ชมก็ชมตัวเอง จะไปยากอะไร จริงมั้ย ?

 

       หลังจากตามหาตัวน้องพราวตาเอกสื่อสารมวลชนจนทั่วมหาวิทยาลัย สุดท้ายก็มาพบว่าหญิงสาวกำลังนั่งเม้าท์มอยอยู่กับเพื่อน ๆ ในซุ้มกระดังงาทางด้านหลังของมหาวิทยาลัย ทั้งสองหนุ่มจึงไปแอบซุ่มดูทำราวกับพวกโรคจิต ตั้งใจจะหาจังหวะเหมาะ ๆ เอาซองขาวที่ใส่เงินห้าร้อยบาทไปเสียบไว้ในหนังสือของเธอแต่ก็ไม่มีโอกาส ได้แต่ภาวนาขอให้เพื่อน ๆ ของพราวตาออกไปเสียที และดูเหมือนคำภาวนาจะเป็นผล เพราะรอไม่นานนักเพื่อนทั้งสามคนของพราวตาก็เดินออกไป ทิ้งให้หญิงสาวนั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่คนเดียว ที่วางแผนกันไว้คือจะให้ฮินที่ขาเข้าเฝือกอยู่แล้วแกล้งทำของหล่นต่อหน้าของหญิงสาว เป็นถึงนางนพมาศก็น่าจะมีจิตใจดีงามช่วยเหลือบ้าง และในเวลาที่เผลอป๋อมแป๋มก็จะแอบยัดซองที่ใส่เงินซวยห้าร้อยบาทคืนไป

       “พร้อมหรือยัง ?” ป๋อมแป๋มหันไปถามเพื่อนรักผู้ที่จะต้องแสดงละครฉากใหญ่ อีกฝ่ายสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อเรียกสติตัวเองก่อนจะพยักหน้ารับ

       “พร้อม!”

       “แล้วอย่าเสือกแสดงเกินหน้าที่จนล้มขาหักแขนหักเพิ่มไปอีกนะ” ป๋อมแป๋มเอ่ยเตือน นี่ถ้าเล่นเองได้เขาออกโรงเองแล้ว แต่ไอ้ฮินมันจะวิ่งไปเสียบเงินคืนไม่ทันนี่สิ แผนจะพังเสียเปล่า ๆ

       “เออน่า กูรู้” ว่าแล้วชายหนุ่มก็แกล้งทำเป็นเดินกะเผลก ๆ พร้อมไม้ค้ำยันผ่านหน้าซุ้มกระดังงาที่พราวตานั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ เมื่อได้จังหวะเหมาะก็แกล้งทำไม้ค้ำยันข้างหนึ่งล้มลงกับพื้นแล้วร้องเสียงดังจนโอเวอร์ไปหน่อย “อุ้ย! ไม้ค้ำหล่น”

       ได้ผล พราวตาที่นั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่เงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นคนขาเจ็บเข้าเฝือกทำไม้ค้ำหล่นลงพื้น ต่อให้ใจดำเป็นอีกาก็ต้องช่วย หญิงสาวรีบวางโทรศัพท์มือถือแล้วเข้าไปหยิบไม้ค้ำยันส่งให้ฮินทันทีพลางเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง...หรือเป็นมารยาทก็ไม่แน่ใจ

       “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ?”

       “เอิ่บ...” ชายหนุ่มหันไปมองป๋อมแป๋มที่กำลังวิ่งเข้าไปตรงซุ้มกระดังงา ล้วงเอาซองกระดาษสีขาวที่มีเงินห้าร้อยบาทกำลังจะสอดเข้าไปในหนังสือของพราวตา แต่แล้วก็มีคนเดินผ่านมาขัดจังหวะจนต้องรีบก้มลงใต้โต๊ะ ฮินเห็นเช่นนั้นจึงถ่วงเวลาไว้

       “เจ็บนิดหน่อยครับ” บทแกล้งทำสำออยก็มา

       “ไปห้องพยาบาลไหมคะ เดี๋ยวฉันพาไป” หญิงสาวมีน้ำใจ ฮินมองไปยังป๋อมแป๋มที่โผล่ออกมาจากใต้โต๊ะก่อนจะรีบเอาซองเงินสอดไปในหนังสือของพราวตา เขาหันมาขยิบตาให้เพื่อนเป็นเชิงบอกว่าเรียบร้อย บทสำออยจึงจบลงแต่เพียงเท่านั้น

       “เอ่อ...ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้ดีขึ้นแล้วครับ ขอบคุณมาก ๆ ครับ และก็ขอโทษด้วยนะครับที่ต้องทำแบบนี้ ดูแลรักษาตัวดี ๆ นะครับ” ว่าแล้วฮินก็รีบประคองตัวเองเดินออกไป ท่ามกลางความงุนงงของพราวตาที่มองอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจในทีท่าและคำพูด

       เขาจะมาขอโทษเธอทำไม ? แล้วจะมาบอกให้เธอดูแลตัวเองดี ๆ ทำไมกัน ? ก่อนนึกขึ้นได้ว่ามีหมอดูเตือนว่าช่วงนี้จะดวงไม่ดี หรือว่าชายคนนั้นจะเป็นพวกมิจฉาชีพ หญิงสาวรีบหันไปมองที่โต๊ะ โทรศัพท์มือถือยังวางที่เก่า กระเป๋าสตางค์ที่วางไว้คู่กันนั้นยังอยู่ในสภาพเดิม เธอรีบเปิดเงินในกระเป๋าดูแล้วถอนหายใจโล่งอก เงินรางวัลจากการประกวดนางนพมาศเมื่อคืนยังอยู่ วันนี้หลังเรียนเสร็จว่าจะเอาไปฝากที่ตู้สักหน่อย เมื่อคืนลอยกระทงลอยทุกข์ลอยโศกไปแล้ว คงไม่มีคนมาคิดร้ายหรอก...มั้ง

 

       เหมือนยกภูเขาไฟฟูจิออกจากอก...

       ฮินยิ้มกว้างแม้ขาจะเข้าเฝือก เขาเดินเคียงข้างกับป๋อมแป๋มที่สบายใจไม่ต่างกัน คนเป็นเพื่อนที่ขาดีหันไปหาคนขาหักแล้วได้ทีสั่งสอนไปเสียเลย

       “คราวหลังอย่าไปเอาเงินใครสุ่มสี่สุ่มห้าอีกนะ เกือบตายแล้วไหมล่ะมึง!”

       “แหม...ทำเป็นมาสอนกู ถ้ามึงเจอแบบกู มึงก็เอาแหละ กูรู้ ที่สำคัญเป็นมึงเองไม่ใช่เหรอที่บอกให้กูเอาเงินไปเลี้ยงข้าวน่ะ” วกกลับมาเรื่องเดิมอีก ทีนี้คนเป็นเพื่อนหน้าเจื่อนแล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง

       “เออ ๆ ช่างมันเหอะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว แต่ที่น่าสงสารคือน้องเค้าว่ะ ต้องกลับไปซวยแบบเดิม หน้าตาก็ดี ไม่น่าดวงซวยเลย เป็นถึงนางนพมาศ สวยก็สวย จิตใจก็ดี น่าจะได้เป็นแฟนกู” ป๋อมแป๋มนึกเสียดาย อีกฝ่ายได้ยินจึงยื่นมือไปตบกบาล

       “การมีมึงเป็นแฟนนี่แหละโคตรซวย!”

       “น้อย ๆ หน่อยเถอะวะ หล่อและแสนดีอย่างกูเนี่ยนะ เทพบุตรมาเกิดชัด ๆ เออ...พูดไปพูดมาเริ่มหิวแล้ว ไปกินข้าวกะเพราหมูกรอบร้านป้ากันไหม ?” ป๋อมแป๋มเอ่ยชวน เพราะตั้งแต่เช้าพวกเขาก็มัวแต่วิ่งวุ่นตามหาน้องพราวตานางนพมาศจนไม่ได้กินข้าวกินปลา ฮินพยักหน้ารับเห็นด้วย เขาเองตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อคืนก่อนก็กินอะไรไม่ค่อยลง พอคิดถึงข้าวกะเพราหมูกรอบร้านป้าที่กรอบสะเด็ดเคี้ยวที่ลาดพร้าวได้ยินเสียงกรอบไปถึงรังสิตก็น้ำลายสอ ยิ่งราดน้ำปลาพริกฉ่ำ ๆ ด้วยนะ โคตรฟิน!

       “ไปสิไป กูหิวไส้กิ่วแล้ว”

       ด้วยความเคยชินป๋อมแป๋มจึงวิ่งข้ามถนนไปโดยลืมว่าเพื่อนของตัวเองขาเจ็บ ฮินเองก็นึกว่าตัวเองเป็นคนปกติ จะวิ่งข้ามถนนนตามเพื่อน ผลปรากฏว่าชายหนุ่มล้มลงตรงกลางถนนเสียอย่างนั้น ไม้ค้ำยันกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง ป๋อมแป๋มที่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเพื่อนขาเจ็บจึงหันกลับมาดู เห็นฮินล้มอยู่ก็รีบวิ่งกลับจะไปประคองเพื่อน

       “เอ้า! ไอ้ฮิน!”

       เสียงบีบแตรถดังลั่นถนน...

       รถสิบล้อที่เหมือนจะเบรกแตกวิ่งตรงเข้ามาหาฮินแล้วเหยียบร่างของชายหนุ่มตายคาที่ อวัยวะภายในแหวกว่ายออกมาจากร่างชายผู้เคราะห์ร้ายจนเกลื่อนกลาดถนน เลือดสีแดงข้นสาดกระเซ็นใส่ร่างของป๋อมแป๋มที่ยืนตัวแข็งอยู่ไม่ไกล ได้ยินเสียงหวีดร้องของนักศึกษาแถวนั้นดังไปทั่วบริเวณ

       ป๋อมแป๋มมองศพเพื่อนแล้วเข่าอ่อนลงพื้น ตะโกนลั่นอย่างคนเสียสติ

       “ไอ้ฮิน! ไม่...ไม่!”

       . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

       พราวตายืนถือกระทงใบสวยถ่ายรูปอยู่หลังเวทีการประกวดหลังจากได้รับตำแหน่งนางนพมาศจนขาเริ่มแข็งมือเริ่มเมื่อย สุดท้ายหญิงสาวจึงวางกระทงที่ทำมาจากดอกรักสีขาวกับกลีบบัวสีขาวลงบนโต๊ะ เตรียมเปลี่ยนชุดล้างหน้าล้างตาก่อนจะกลับที่พัก อันที่จริงกระทงนี้ไม่ใช่ของเธอหรอก แต่เป็นของกองประกวดที่ทำมาให้ถือบนเวที ซึ่งมันก็สวยสดงดงามสมกับที่จะให้คนได้ตำแหน่งนางนพมาศประจำปีถือถ่ายภาพ แต่ครั้นพอประกวดเสร็จเรียบร้อยมันก็ไม่มีความหมายอะไร เป็นแค่อุปกรณ์ประกอบฉากก็เท่านั้น

       “นี่ ๆ กระทงของน้องพราวตาอยู่ไหน ?” เสียงของ เจ๊ฝ้าย พี่เลี้ยงในกองประกวดนางงามเอ่ยถาม

       “ตรงนั้นค่ะพี่ฝ้าย” พราวตาที่กำลังนั่งลบหน้าอยู่ มือชี้ไปยังกระทงสีขาวที่วางไว้บนโต๊ะทางด้านหนึ่งทีอ่ยู่หลังเวที เจ๊ฝ้ายรีบไปหยิบมันขึ้นมาดูความเรียบร้อย ซึ่งมันก็ยังอยู่ในสภาพดี อาจมีบางส่วนเหี่ยวบ้างเล็กน้อยเพราะทำมาตั้งแต่เช้า

       “งั้นเจ๊เอาไปให้ท่านนายอำเภอลอยนะ ที่ทีมงานเตรียมให้เป็นกระทงกะโหลกกะลาอะไรไม่รู้ ไม่สวยสมฐานะของท่านนายอำเภอเลย” ว่าแล้วเจ๊ฝ้ายก็รีบวิ่งแจ้นเอากระทงใบสวยไปให้นายอำเภอกับลูกน้องที่กำลังจะเดินไปลอยกระทงที่ท่าน้ำอย่างเอาหน้า “...เดี๋ยวค่ะ ท่านนายอำเภอคะ เอากระทงใบนี้ดีกว่าค่ะ กระทงใบนี้สวยมาก เป็นของคนที่ชนะนางนพมาศด้วยค่ะ เอากระทงสวย ๆ ไปลอย จะได้เจอแต่เรื่องสวย ๆ งาม ๆ เรื่องดี ๆ นะคะ” ว่าแล้วก็ถือวิสาสะดึงเอากระทงใบตองธรรมดา ๆ ในมือของนายอำเภอมา แล้วส่งกระทงสีขาวในมือให้กับคนใหญ่คนโต ซึ่งก็ดูเหมือนนายอำเภอจะพออกพอใจกับกระทงใบใหม่ที่ได้

       “กระทงใบนี้สวยดีนะ ช่วงนี้ผมดวงไม่ค่อยดี มีแต่เรื่องให้ปวดหัว เค้าว่าลอยกระทงจะช่วยลอยทุกข์ลอยโศกไปกับสายน้ำ ถ้าอย่างนั้น...” ว่าแล้วนายอำเภอจึงล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมา หยิบแบงก์ห้าร้อยมาพับแล้วเสียบไปที่กระทงก่อนจะยกกระทงขึ้นอธิษฐาน ท่ามกลางสายตาของลูกน้องที่มองแบงก์ห้าร้อยตาวาวหวังที่จะมาสอยหลังงานเลิก “...ขอให้โชคร้าย เคราะห์ร้าย เรื่องไม่ดี เรื่องทุกข์กายทุกข์ใจของข้าพเจ้าลอยหายไปกับกระทงด้วยเถิด”

       นายอำเภอค่อย ๆ ย่อตัวลงแล้ววางกระทงสีขาวที่มีแบงก์ห้าร้อยอยู่ในนั้นลงบนผืนน้ำ มองมันลอยไปอย่างช้า ๆ พลางคิดในใจว่าเงินที่ลอยไปนั้นเป็นการซื้อโชคร้ายให้จากไป โดยไม่กลัวว่าใครจะเอาเงินนั้นไป เพราะถือว่าเป็นเงินทุกข์ เงินโศก ใครที่เอาไปก็จะได้รับกรรมแทนเขานั่นเอง

       เพราะฉะนั้นกระทงที่มีแบงก์ห้าร้อยแสนซวยนั้นไม่ใช่ของพราวตา

       แต่เป็นของนายอำเภอ...นั่นเท่ากับว่าฮินเอาเงินไปคืนผิดคน!

       และทุกข์โศกของนายอำเภอยังอยู่ที่ชายหนุ่มไม่จากไปไหน!

       ซึ่งทุกอย่างก็สายเกินจะแก้ไขแล้ว...

       สายไปแล้ว...

 

       ในระหว่างที่กำลังนั่งฟังอาจารย์บรรยายการสอน พราวตาที่นั่งอยู่ในห้องเห็นอะไรบางอย่างโผล่ออกมาจากหนังสือเรียนก็ย่นคิ้วด้วยความแปลกใจ หญิงสาวเปิดมันออกมาดูเห็นเป็นซองสีขาวปริศนาไม่มีชื่อคนและผู้รับ แรกทีเดียวคิดว่าคงจะเป็นจดหมายรักแบบที่เคยได้จากชายนิรนามบ่อย ๆ แต่พอเปิดออกดูกลับพบว่าข้างในเป็นแบงก์ห้าร้อย นั่นยิ่งทำให้หญิงสาวงงไปกันใหญ่ ใครกันเอาแบงก์ห้าร้อยมาสอดไว้ในหนังสือเธอ หรือว่านี่จะเป็นการจีบสาวแนวใหม่ ?

       พราวตาไม่ใช่คนที่จะเอาเงินใครก็ไม่รู้สุ่มสี่สุ่มห้า ในเมื่อมันไม่ใช่เงินของเธอก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องเอามาเก็บไว้เอง สุดท้ายหญิงสาวจึงนำเงินห้าร้อยบาทไปหย่อนลงตู้บริจาคเป็นค่าอาหารกลางวันของเด็กกำพร้าพลางอธิษฐานขอให้เจ้าของเงินได้ผลบุญนั้นไป

       ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าของเงินห้าร้อยบาทได้รับผลบุญนั้นหรือไม่

       ก็หวังว่าจะได้รับ...

       ไม่บนสวรรค์...ก็ในนรก!

       สักที่หนึ่ง...

 

จบบริบูรณ์

 

 

       อันที่จริงผมเชื่อเรื่องการลอยทุกข์ลอยโศกไปกับกระทงนะ แม้ช่วงหลัง ๆ จะไม่ค่อยได้ไปลอยกระทงก็ตาม แต่จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เวลาไปลอยกระทง ผู้ใหญ่จะให้ใส่เศษเหรียญ เส้นผม ใส่เศษเล็บของตัวเองไปในกระทงด้วย ตอนนั้นผมไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมต้องเอาของเหล่านั้นใส่ลงไปในกระทงสวย ๆ ยิ่งเศษเงินนี่ยิ่งไม่อยากใส่เพราะลอยไปเดี๋ยวก็จมน้ำ เอามาซื้อขนมกินจะดีกว่า แต่พอโตขึ้นมาก็ได้รู้จากการทำรายงานส่งคุณครู เขาบอกว่าการลอยกระทงมันไม่ใช่แค่เทศกาล แต่มันเป็นประเพณีเพื่อบูชาและขอขมาเจ้าแม่คงคา ส่วนที่ต้องใส่เศษเหรียญ เศษเล็บและเส้นผมของตัวเองลงไปนั้น ก็เพราะมีความเชื่อว่ามันจะช่วยสะเดาะเคราะห์ ลอยความทุกข์โศก ลอยความเศร้าโศก ลอยโรคภัย ลอยสิ่งเลวร้ายออกไปจากชีวิต ให้มีแต่สิ่งดี ๆ เข้ามา แต่ก็นั่นแหละ ถึงจะรู้ว่าต้องทำอะไร แต่พอถึงวันลอยกระทงจริงก็นึกถึงแต่งานวัด ดูพลุสวย ๆ จุดปะทัดแกล้งเพื่อน ของกินอร่อย ๆ  เฮฮากับเพื่อนฝูง ไม่ได้ไปลอยกระทงเพื่อบูชาและขอขมาเจ้าแม่คงคาจริง ๆ จัง ๆ หรอก

       ข่าวที่มีให้เห็นกันทุกปีเรื่องมีคนงมเศษเงินในกระทงจมน้ำตายนั้น ผมไม่รู้หรอกว่ามันเกี่ยวกับการไปเอาเงินของคนที่ลอยทุกข์ลอยโศกด้วยหรือเปล่า แต่สำหรับผม ถ้าใส่ไปในกระทงแล้วก็เหมือนทำบุญไปด้วย ถ้าใครจะงมเอาไปซื้อข้าวเลี้ยงปากเลี้ยงท้องก็ถือเป็นเรื่องดี ดีกว่าปล่อยให้จมกับกระทงไปอยู่ใต้น้ำไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่ก็นั่นแหละ ความเชื่อของคนเราไม่เหมือนกัน คิดไปคิดมาก็สงสารฮินเหมือนกันนะ นึกว่าจะรอดแล้วเชียว ดันเอาเงินไปคืนเจ้าของผิดคน ตอนนี้ก็ได้แต่ลุ้นว่าป๋อมแป๋มที่มีส่วนในการใช้เงินลอยทุกข์ลอยโศกนั้น จะมีอันเป็นไปแบบฮินหรือเปล่า ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่หนักหนาเท่าคนแรกที่คิดเอาเงินนั้นมาเป็นของตัว

       ฟิชแอนด์ชิปส์ใกล้จะหมดแล้ว ผมว่ามันคงหมดตอนที่อ่านเรื่องสุดท้ายจบพอดี เรื่องที่เป็นเรื่องประจำวันเกิดของผม เรื่องของคนเกิดวันเสาร์ที่เค้าว่ามีจิตสื่อกับศาลพระภูมิ ซึ่งผมเองก็เชื่ออย่างนั้น เพราะตั้งแต่เด็ก ๆ เวลาอยู่ใกล้ศาลพระภูมิทีไร ผมจะรู้สึกขนลุกตลอด และไม่กล้ามองศาลพระภูมิเลยจนถึงตอนนี้

       เรื่องสุดท้ายนี้มีชื่อว่า...

       หอมกลิ่นศาลพระภูมิ


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น