อัปเดตล่าสุด 2021-01-22 12:19:35

ตอนที่ 26 FRIDAY-ลอยกระทง...จงเป็นศพ : กูยังไม่อยากตาย!

       กระเช้าชิงช้าสวรรค์กระเช้าหนึ่งในเวลานี้มีชายหนุ่มสองคนนั่งประจันหน้าเข้าหากันราวกับคู่รัก คนหนึ่งยิ้มดีใจยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปมุมสูงบริเวณงานเก็บไว้ ทุกอย่างด้านล่างดูจิ๋วราวกับเป็นเมืองจำลอง ไม่รู้นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้ขึ้นชิงช้าสวรรค์แบบนี้ ในขณะที่ป๋อมแป๋มนั่งหน้านิ่ว อยากจะถีบเพื่อนให้ตกกระเช้าไปเสีย ตอนแรกเขาก็ยืนกรานจะไม่ขึ้นกระเช้ามากับไอ้ฮินหรอก แต่มัวเถียงกันจนคนงานที่คอยปิดประตูกระเช้าทำท่ารำคาญ สีหน้าที่เหมือนโจรเพิ่งออกจากคุกพร้อมกับน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตรตะคอกว่า “ตกลงจะขึ้นไม่ขึ้น ?” ทำให้ป๋อมแป๋มต้องยอมจำนนรีบเข้ามานั่งในกระเช้า ขณะที่ฮินหัวเราะคิกคักชอบใจที่แกล้งเพื่อนได้

       “เท่าที่กูจำได้ กูขึ้นชิงช้าสวรรค์ที่งานวัดแถวบ้านล่าสุดตอนอยู่ ม.ต้น มั้ง”

       “โอ๊ย...ไอ้ฮิน มึงไม่ต้องมารำลึกความหลังอะไรให้กูฟังตอนนี้ กูไม่ชอบชิงช้าสวรรค์ เดี๋ยววนมาอีกรอบกูจะขอลง มึงอยากจะอารมณ์สุนทรียังไงก็เรื่องของมึง นั่งไปคนเดียวเลย” ป๋อมแป๋มโวยวายเสียงดัง คนที่นั่งตรงข้ามสังเกตอาการได้ว่าการที่เพื่อนไม่อยากขึ้นชิงช้าสววรค์อาจเป็นเพราะกลัวความสูง เพราะเห็นมือทั้งสองข้างเกาะลูกกรงแน่น สายตาก็มองไปยังเบื้องล่างด้วยความหวาดกลัวแต่เหมือนจะพยายามเก็บอาการ ที่สำคัญเหงื่อมันแตกทั้ง ๆ ที่อากาศข้างบนลมเย็นสบาย

       เห็นแล้วนึกสนุก...ฮินเขย่ากระเช้าที่นั่งอยู่จนแกว่งไปมา อีกฝ่ายร้องลั่นด้วยความตกใจจนคนที่นั่งอยู่ในกระเช้าอื่น ๆ หันมามองว่าเกิดอะไรขึ้น

       “ไอ้เหี้ยฮิน! เดี๋ยวกระเช้าหลุด กูยังไม่อยากตาย!” เป็นการร้องที่โอเวอร์แอ๊คติ้งเกินจริงมาก แต่สำหรับคนกลัวแล้วนี่ไม่ใช่การแสดง มันดูน่ากลัวจริง ๆ

       “โอ๊ย...ที่แท้มึงก็กลัวความสูงเหรอไอ้ป๋อมแป๋ม

       “มึงหยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้ฮิน! ถ้ากูฉี่ราดขึ้นมากูจะเอากางเกงในเปื้อนฉี่ไปยีหัวมึง!” แม้จะกลัวจนฉี่แทบราดจริง ๆ แต่ยังปากดีเหมือนเดิม อีกฝ่ายหัวเราะชอบใจ เมื่อเห็นว่าแกล้งเพื่อนจนพอใจแล้วจึงหยุด

       “เออ ๆ กูหยุดก็ได้ แล้วเดี๋ยวมึงจะกลับบ้านยังไงวะ กูว่า...” ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อ อยู่ ๆ ในท้องของฮินก็เหมือนมีลมตีขึ้นมาจนเกิดเสียงคราก... มันเป็นอาการของคนที่ท้องไส้เริ่มปั่นป่วนซึ่งเจ้าตัวรู้ดี ฉิบหายแล้ว!  สงสัยไปกินอะไรผิดสำแดงที่ร้านข้าวต้มกุ้ยแน่ ๆ “...เดี๋ยวพอถึงข้างล่างแล้วขอลงเลยเหอะ กูปวดท้อง”

       “นั่นไง เวรกรรมีจริงนะมึง ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว!” ได้ทีป๋อมแป๋มหัวเราะชอบใจ มองเพื่อนที่เริ่มนั่งตัวงอหน้าซีด เหงื่อแตก นึกอยากจะวิ่งลงไปกอดเฮียเจ้าของร้านข้าวต้มกุ้ยที่แก้แค้นให้เขาได้

       “มึงอย่าเพิ่งมาพูดถึงบาปบุญคุณโทษในเวลานี้! กูปวดท้อง แล้วทำไมกระเช้าไม่ขยับเลยวะเนี่ย!” คนที่ปวดท้องเริ่มหงุดหงิดเมื่อเห็นว่ากระเช้าที่นั่งอยู่ไม่ขยับเขยื้อนมาเกือบจะห้านาทีแล้ว ทั้ง ๆ ที่อีกแค่สามคิวก็จะถึงตำแหน่งกระเช้าของเขาไปอยู่ด้านล่างสุด

       ฮินเห็นคนงานกำลังวิ่งวุ่นไปทางเครื่องกลทางด้านหลังจึงตะโกนถาม

       “พี่ครับ ขอผมลงก่อนได้ไหม ผมปวดท้อง” ชายหนุ่มบอกเสียงสั่น ไม่กล้าเปล่งเสียงมากเพราะกลัวว่าจะมีสิ่งไม่พึงประสงค์เล็ดลอดออกมา ขณะที่ไอ้ป๋อมแป๋มยังนั่งขำแล้วเอาโทรศัพท์มือถือมาถ่ายคลิปคนปวดท้องเอาไว้

       “รอแป๊บนึงนะน้อง เครื่องมันเป็นอะไรไม่รู้ อยู่ดี ๆ ก็ดับ ช่างกำลังดู” คนงานที่คอยปิดเปิดประตูกระเช้าตอบอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ขณะที่คนปวดท้องอยู่ในกระเช้าร้อน ๆ หนาว ๆ เหมือนคนจะเป็นไข้ ใครเคยปวดท้องคงจะพอเข้าใจความรู้สึกนี้ดี

       “โอ๊ย...ขำโว้ย! คิดจะแกล้งกู โดนเองซะเลย” ป๋อมแป๋มยังหัวเราะไม่หยุด ในขณะที่ฮินมองเพื่อนตาเขียวพลางชี้หน้า

       “มึงแค่จะเอากางเกงในเปื้อนฉี่มายีหัวกู ระวังเถอะ ถ้ากูขี้แตกกูจะเอากาเกงในเปื้อนขี้ไปยีหัวมึง!” ฮินบอกอย่างโมโห พอโมโหมากก็ปวดท้องมากขึ้นจนเหงื่อแตกเหงื่อแตน คนที่นั่งตรงข้ามเริ่มสงสารเพื่อนจึงช่วยหาวิธีผ่อนหนักให้เป็นเบา

       “ไอ้ฮิน มึงใจเย็น ๆ ก่อน เอาอย่างนี้ มึงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หายใจเข้าพุทธ...หายใจออกโธ มันช่วยได้นะโว้ย กูเคยปวดท้องตอนสอบ อาจารย์แม่งก็ไม่ยอมปล่อยจนกว่าจะครบสามสิบนาทีแรก เวลาแต่ละนาทีกว่าจะผ่านไปนานฉิบหาย กูนั่งหายใจเข้าออกยาว ๆ เรื่อย ๆ นี่แหละทำให้พอทุเลา หรือมีอีกวิธีคือมึงตดออกมาเลย อย่างน้อยก็จะได้ช่วยระบายออกมาบ้าง” คนเป็นเพื่อนเสนอความเห็น ฮินกำลังจะลองทำตามแต่ก็รู้ตัวว่าถ้าปล่อยลมออกมามันอาจจะไม่มาแค่ลมในเวลานี้ จึงทำได้แค่นั่งนิ่ง ๆ แล้วสูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ หันมองไปทางด้านล่างที่ช่างกำลังซ่อมเครื่องยนต์ด้วยใจที่ระทึก ดูเหมือนช่างจะทำงานเอ้อระเหยลอยชายมาก ได้แต่ภาวนาให้ซ่อมเสร็จไว ๆ เสียทีก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป เร็วสิโว้ย! กูจะไม่ไหวแล้ว!

       แต้มบุญคงยังพอมี...

       หลังจากนั้นสักสิบนาทีชิงช้าสวรรค์ก็กลับมาใช้ได้ และทันทีที่ประตูกระเช้าเปิดออก ฮินก็วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปที่ห้องน้ำสาธารณะ หวังที่จะไปปลดทุกข์เสียให้สิ้นซาก เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงเรียกว่าปลดทุกข์ เพราะการปวดท้องนี่มันโคตรจะทรมาน แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เพราะแทนที่จะได้เข้าห้องน้ำสมใจปรารถนา แต่ไม่รู้คนนึกครึ้มอกครึ้มใจอะไรมาต่อคิวเข้าห้องน้ำยาวเป็นหางว่างราวกับกำลังจะรอเล่นสวนสนุก ขนทุกเส้นในร่างของฮินลุกตั้งชันยิ่งกว่าเจอผี รู้สึกทั้งร้อนและหนาว อยากจะวิ่งไปแทรกแถวคนหน้าสุดเสียให้รู้แล้วรู้รอดแต่ก็ทำไม่ได้ ทำได้เพียงยืนนิ่งทั้งเหงื่อแตกอยู่อย่างนั้น

       “น้อง ๆ ทางโน้นก็มีห้องน้ำนะ” เหมือนเสียงสวรรค์มาโปรดเมื่อมีชายหนุ่มคนหนึ่งมาสะกิดแล้วชี้ไปอีกทางหนึ่งของงานซึ่งต้องเดินไปอีกไกลไม่น้อย

       ฮินกล่าวขอบคุณแล้วชั่งใจว่าระหว่างยืนรอตรงนี้ต่อไปซึ่งน่าจะอีกเกือบสิบคิวกว่าจะถึงคิวของเขา กับการเดินไปไกลสักหน่อยแต่ได้เข้าห้องน้ำแน่ ๆ จะเอาแบบไหน สุดท้ายฮินจึงเลือกที่จะเดินกึ่งวิ่งตรงไปยังทางนั้น ระหว่างสองข้างทางแทบไม่ได้มองใครหรือมองอะไรเลย เขาต้องใช้สมาธิและความอดทนอดกลั้นในการควบคุมสติ พลันสายตาเหลือบไปเห็นป้ายสุขาอยู่ไม่ไกลแล้วจึงรีบก้าวเท้าไปให้เร็วที่สุด ทันใดนั้นก็มีมือของใครคนหนึ่งมาแตะที่ไหล่จนเขาสะดุ้ง อยากจะหันไปด่าเสียเหลือเกิน การมาแตะต้องร่างกายในเวลานี้เหมือนเป็นการเร่งปฏิกริยาให้ลำไส้บิดตัวแรงขึ้นไปอีก ถ้าขี้แตกขึ้นมาล่ะน่าดู!

       อยากจะด่าแต่ก็ด่าไม่ลง เมื่อเจ้าของมือนั้นคือ...น้องเค้ก!

       “สวัสดีค่ะพี่ฮิน มาทำอะไรตรงนี้คะ ?” หญิงสาวหน้าหวานในชุดเดรสสีชมพูเอ่ยทักทายรุ่นพี่ รุ่นพี่ที่ตามจีบเธอเช้าเย็นจนเริ่มจะใจอ่อนบ้างแล้ว

       “เอ่อ...สวัสดีครับน้องเค้ก คือ...พี่มาลอยกระทงกับไอ้ป๋อมแป๋มมันน่ะ” ชายหนุ่มพยายามทำเสียงให้เป็นปกติ ขณะที่สายตาเหลือบไปมองประตูห้องน้ำด้วยความถวิลหาอย่างเป็นที่สุด แต่จะขอตัวไปก่อนก็ดูจะเป็นการเสียมารยาท น้องเค้กคงอยากทักทายแค่ประเดี๋ยวประด๋าวแล้วก็ไปน่ะแหละ

       แต่ดันไม่เป็นอย่างนั้น!

       ปกติหญิงสาวไม่ใช่คนพูดมาก แต่ไม่รู้วันนี้ผีเจาะปากมาพูดหรือยังไง พูดมากเสียจนฮินอยากเอื้อมมือไปอุดปากให้หยุดแต่ก็ทำไม่ได้ ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ เหงื่อกาฬไหลไปทั่วร่างพลางบ่นในใจ ‘เวลาปกติกูชวนคุยจนคอแห้งก็ถามคำตอบคำ แต่พอวันนี้ในเวลานี้ดันมาชวนคุย โว้ย...นี่มันวันอะไรของกูวะ!’

       “พี่ฮินเป็นอะไรหรือเปล่าคะ สีหน้าไม่ค่อยดีเลย” อีกฝ่ายเอ่ยถามพลางจ้องหน้าของรุ่นพี่ที่ดูไม่ค่อยสู้ดี

       “ปะ...เปล่าครับ พอดีวันนี้อากาศมันร้อนน่ะครับ” เขาก็อ้างไปเรื่อย

       “ร้อนตรงไหนคะพี่ฮิน เค้กว่าอากาศออกจะเย็นสบายเสียอีก นี่พี่ฮินคะ เมื่อบ่ายเค้กไปดูหนังมาด้วยล่ะ หนังสยองขวัญสนุกมาก พี่ฮินดูหรือยังคะ เรื่องรูส่องศพน่ะค่ะ” หญิงสาวถามเสียงใส

       ฮินส่ายหน้า ปวดท้องจนเริ่มคุมสติไม่อยู่ ‘มาส่องศพห่าเหวอะไรตอนนี้ กูอยากจะส่องส้วม กูปวดท้อง!’

       “ยังเลยครับ ตั้งแต่มีโควิดพี่ก็ไม่ได้เข้าโรงหนังเลย”

       “เหรอคะ งั้นเดี๋ยวเค้กเล่าให้ฟังนะคะ มันเป็นเรื่องของสองพี่น้อง...” ยังไม่ทันเล่าต่อ ฮินเห็นว่าถ้าอยู่ฟังคงอีกยาวแน่จึงจำใจต้องเสียมารยาทบอก

       “เอ่อ...น้องเค้กครับ พอดีพี่มีธุระ พี่ขอตัวก่อนนะครับ” พูดเพียงแค่นั้นก็หันหลังจะรีบไปห้องน้ำแต่หญิงสาวเอามือมาดึงแขนของฮินไว้พลางทำเสียงเง้างอน

       “พี่ฮินไม่อยากคุยกับเค้กแล้วเหรอคะ ?”

       คนที่กำลังจะขาดใจหันขวับไปมองหญิงคนนั้นด้วยสายตาเหมือนอยากจะบีบคอให้หยุดพูด ในที่สุดความอดทนก็ขาดผึง ให้เลือกห้องน้ำกับหญิงตอนนี้ กูก็เลือกห้องน้ำโว้ย จะตายอยู่แล้ว!

       “กูปวดขี้ กูจะไปเข้าห้องน้ำ”! พูดจบฮินก็สะบัดแขนออกจากมือของอีกฝ่ายแล้ววิ่งเผ่นแน่บเข้าไปในห้องน้ำ ทิ้งให้น้องเค้กยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ตรงนั้น

       คงไม่ต้องบอกว่าการจีบหญิงครั้งนี้ผลจะเป็นเช่นไรใช่ไหม ?

 

       ชายหนุ่มได้รู้ว่านรกสวรรค์มีจริงโดยไม่ต้องตายกลายเป็นผีก็คราวนี้...

       ฮินเดินออกจากห้องน้ำมาด้วยความรู้สึกเหมือนคนรอดตายอย่างฉิวเฉียด นี่กระมังเค้าถึงเรียกว่าห้องสุขา เพราะเมื่อปลดทุกข์ไปแล้วความสุขก็มาทักทายในทันที ชายหนุ่มมองหาน้องเค้ก รู้สึกผิดที่พูดใส่หน้าหญิงสาวที่ตามจีบมาเกือบสามเดือนไปแบบนั้น แต่มันอดรนทนไม่ไหวจริง ๆ นี่นา เอาไว้ค่อยซื้อดอกไม้สวย ๆ ไปขอโทษก็แล้วกัน หวังว่าน้องเค้กจะเข้าใจว่าคนที่กำลังถูกข้าศึกโจมตีนั้นมันทรมานยังไง

       เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะความคิด เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของป๋อมแป๋มจึงกดรับสาย ยังไม่ทันพูดอะไรอีกฝ่ายก็โวยวายถามขึ้นมาเสียก่อน

       “ไอ้ฮิน มึงตกส้วมตายหรือยังไง ?” 

       “ไอ้บ้า! กูมาเข้าห้องน้ำตั้งไกล แล้วกว่าจะเสร็จอีก นี่มึงอยู่ไหนล่ะ อยู่ตรงที่เดิมหรือเปล่า ?” ที่เดิมที่ฮินหมายถึงคือชิงช้าสวรรค์ เพราะตอนเขาวิ่งออกมาป๋อมแป๋มบอกว่าจะรออยู่ตรงนั้น

       “กูอยู่บนแท็กซี่ แม่โทรมาตามให้ไปเฝ้าบ้าน แม่กูจะไปเล่นไพ่ กูเลยต้องกลับก่อน”

       “เอ้า...ไอ้นี่ นึกจะทิ้งกูก็ทิ้งไปซะเฉย ๆ เนี่ยนะ” อีกฝ่ายบ่นบ้าง นึกว่าจะได้ไปเดินเที่ยวด้วยกันในงานต่อ ไม่ใช่เขาเที่ยวคนเดียวไม่ได้หรอก แต่งานแบบนี้เที่ยวคนเดียวมันกร่อย

       “มึงเป็นเมียกูหรือยังไงวะไอ้ฮิน โตเป็นควายแล้วกลับบ้านเองไม่ได้หรือขอรับ เออ...แค่นี้ก่อนนะ จะถึงบ้านกูแล้ว พรุ่งนี้เจอกันที่มหาวิทยาลัย” พูดจบป๋อมแป๋มก็กดวางสายเสียดื้อ ๆ อีกฝ่ายทำได้แค่ส่ายหน้า เงยหน้ามองทิศทางรอบ ๆ ว่าจะไปทางไหนต่อดี ก่อนจะตัดสินใจว่าไหน ๆ คนเป็นเพื่อนก็กลับบ้านไปแล้ว เขาก็กลับบ้านเลยคงจะดีกว่า

       ชายหนุ่มเดินอ้อมออกไปทางถนนใหญ่ โบกมือเรียกวินมอเตอร์ไซค์ที่แล่นผ่านมาแทนการเรียกแท็กซี่เพราะบ้านของเขาอยู่ไม่ไกลจากบริเวณงานมากนัก นั่งรถแท็กซี่ก็คงเป็นร้อย แต่ถ้านั่งวินมอเตอร์ไซค์กลับอย่างดีก็แค่ห้าสิบบาท ถูกกว่ากันครึ่งต่อครึ่ง ช่วงนี้อะไรประหยัดได้ก็ควรประหยัด แม้จะได้ลาภลอยจากเงินในกระทองมาก็ตาม

       “ไปไหนน้อง ?” วินมอเตอร์ไซค์หนุ่มเปิดหมวกกันน็อกออกมาเอ่ยถามลูกค้า ถ้าจมูกของฮินไม่เพี้ยนเหมือนจะได้กลิ่นเบียร์จาง ๆ ลอยมาจากลมหายใจอีกฝ่าย

       “เลยห้าแยกไปทางซอยแปด เท่าไหร่ครับ ?” ฮินบอกจุดมุ่งหมายเพื่อสอบถามราคาก่อน ช่วงงานเทศกาลแบบนี้วินมอตอร์ไซค์ชอบโก่งราคา พอเห็นว่าคนใช้บริการเยอะก็เล่นตัว บางทีบอกที่ไกล ๆ ก็ไม่ยอมไป

       “เจ็ดสิบแล้วกัน”

       “เจ็ดสิบเลยเหรอพี่ ? ปกติผมนั่งแค่ห้าสิบเองนะ” เมื่อเห็นว่าราคาเริ่มไม่เป็นธรรมฮินจึงท้วงขึ้น ขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้มีทีท่าจะรู้สึกผิดที่ปรับราคาขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

       “เจ็ดสิบนี่แหละราคาปกติน้อง วันนี้คนเยอะ กว่าน้องจะเรียกวินได้สักคันก็รอนานนะ หรือถ้าจะเรียกแท็กซี่ก็ยิ่งยากไปอีกเพราะต้องเดินอ้อมไปทางถนนใหญ่ แถวนี้ทางเจ้าหน้าที่ห้ามรถเข้ามา...ตกลงจะไปไม่ไป ไม่ไปจะได้ไปรับคนอื่น” ดูท่าอีกฝ่ายจะเริ่มไม่พอใจ มือเริ่มเร่งเครื่องมอเตอร์ไซค์ราวกับพร้อมจะไปหากเขาไม่ยอมจ่าย ฮินนึกแล้วก็เห็นว่าจริงอย่างที่วินหนุ่มบอก เพราะตอนนี้ทั้งรถทั้งคนคับคั่ง ถ้าจะรอเรียกวินมอเตอร์ไซค์คันใหม่เห็นทีจะอีกนาน ยอมเสียเงินแพงกว่าเดิมนิดหน่อยแลกกับการเสียเวลาก็แล้วกัน

       “โอเคครับพี่ ไปก็ไป” ตอบตกลงไปในภาวะจำยอม ฮินขึ้นซ้อนท้ายวินมอเตอร์ไซค์แล้วขยับตัวให้เข้าที่ ปกติเวลานั่งวินมอเตอร์ไซค์ฮินจะไม่จับเอวคนขี่ แต่เลือกที่จะจับหลังเบาะมอเตอร์ไซค์แทน ไม่ได้รังเกียจอะไรหรอกแต่กลัวคนขี่มอเตอร์ไซค์บ้าจี้ขึ้นมาจะพารถล้มไปเสีย

       “จับแน่น ๆ นะน้อง พี่จะซิ่ง” ไม่ทันขาดคำ วินมอเตอร์ไซค์หนุ่มก็เร่งเครื่องออกไปอย่างรวดเร็วจนคนซ้อนแทบจะหงายหลัง รถมอเตอร์ไซค์ขี่ฉวัดเฉวียนไปตามซอกเล็กซอกน้อยของบรรดารถยนต์ที่จอดติดอยู่บนถนนทำเอาฮินต้องพยายามทำตัวเล็กและบีบขาให้ลีบเข้ากับตัวมอเตอร์ไซค์ให้ได้มากที่สุด ด้วยความกลัวว่ากว่าจะถึงบ้านอวัยวะจะไม่ครบสามสิบสอง ชายหนุ่มได้แต่ภาวนาขอให้ไปถึงบ้านเร็วที่สุด เริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นมา

       ยังหรอก...นั่นแค่จุดเริ่มต้นของการเสี่ยงตาย

       เมื่ออยู่ ๆ วินมอเตอร์ไซค์ก็หันไปมองมอเตอร์ไซค์อีกคันที่ดูท่าจะไม่ถูกกันเท่าไหร่ อีกฝ่ายที่ไม่สวมหมวกกันน็อกหันมาชี้หน้าวินมอเตอร์ไซค์หนุ่มอย่างอาฆาตแค้นแล้วตะโกนลั่น

       “เฮ้ย...ไอ้เบิร์ด!”

       ไม่พูดพร่ำทำเพลง มอเตอร์ไซค์คันนั้นเร่งเครื่องตามมอเตอร์ไซค์คันที่ฮินซ้อนอยู่ คนที่ถูกไล่ล่านั้นก็ยิ่งบิดรถแรงขึ้น ในขณะที่ฮินเบิกตาโพลงร้องลั่นอย่างกลัวตายเพราะรถมอเตอร์ไซค์ที่เขาโดยสารนั้นวิ่งด้วยความรวดเร็วไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไรทั้งนั้น ทั้ง ๆ ที่ข้างหน้าเป็นไฟแดงแต่วินมอเตอร์ไซค์ก็ขี่ผ่านไปอย่างหน้าตาเฉยเฉียดฉิวกับรถทางไฟเขียวอย่างเส้นยาแดงผ่านแปด

       “พี่...จอด! ผมจะลง! ไม่ไปแล้ว!”

       เสียงของฮินเหมือนเสียงแมลงหวี่แมลงวันที่ไม่มีความหมาย เครื่องมอเตอร์ไซค์ยังคงถูกเร่งเสียงดังและวิ่งอย่างรวดเร็วไปตามท้องถนน ทันใดนั้นมอเตอร์ไซค์คู่อริก็แล่นเข้ามาปาดหน้าพลางล้วงมีดสปาต้าด้ามยาวขึ้นมาชูขึ้นขู่ให้หยุด คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เบิกตาโพลงร้องลั่นดังกว่าเก่าอย่างกลัวตาย

       “เฮ้ยพี่! จอด ๆ  ผมจะลง! ผมจะลงตรงนี้!” แม้จะตะโกนเสียงดังสักเท่าไหร่แต่ดูเหมือนวินมอเตอร์ไซค์หนุ่มจะไม่สนใจ ยังคงเร่งเครื่องหนีคู่อริอย่างกลัวตายทั้ง ๆ ที่คนซ้อนมากลัวตายยิ่งกว่า ฮินหลับตาปี๋ สวดมนต์ทุกบทเท่าที่จะนึกได้ในเวลานั้น เอาเข้าจริงก็นึกอะไรไม่ออกหรอก มีแต่เนื้อเพลงท่อนที่ว่า ‘ฉันจะตาย...ฉันจะตายไหมเอ่ย ?’ ของทาทายังดังก้องในหัวอย่างไม่รู้จักเวล่ำเวลา ชีวิตเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายเสียเหลือเกินในตอนนี้...หรือว่าชีวิตของเขาจะต้องจบลงแล้ว พรุ่งนี้คงได้ขึ้นหน้าหนึ่ง ‘ตายอนาถ นักศึกษาหนุ่มซ้อนวินมอเตอร์ไซค์ โดนมีดสปาต้าฟันหัวขาด เบื้องต้นทราบว่าวินมอเตอร์ไซค์เจอคู่อริจึงขี่มอเตอร์ไซค์ไล่ฟันกัน ผู้โดยสารดวงตกกลายเป็นศพอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่’ โอ๊ย...เวรกรรมอะไรของกูวะเนี่ย!

       อยู่ ๆ มอเตอร์ไซค์ก็ค่อย ๆ ดับลงเสียเฉย ๆ ในขณะที่วินหนุ่มพยายามจะสตาร์ทเครื่องใหม่อีกหนแต่ไม่สำเร็จ เขาหันไปมองทางด้านหลังเห็นมอเตอร์ไซค์ของคู่อริไล่มาติด ๆ ก็ตัดช่องน้อยแต่พอตัวด้วยการทิ้งมอเตอร์ไซค์ลงข้างทางพร้อมลูกค้า ก่อนจะวิ่งหายไปในความมืดของป่าหญ้าข้างทาง ฮินมองซ้ายมองขวาทำอะไรไม่ถูก จนเมื่ออริของอีกฝ่ายจอดมอเตอร์ไซค์เทียบร่างของชายหนุ่มที่ยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ริมถนนสายเปลี่ยว มีดสปาต้าด้ามคมส่องแสงแวววับกับไฟข้างทางแสดงถึงความคมกริบซึ่งถ้าฟันคอของมนุษย์ก็น่าจะขาดได้ไม่ยาก!

       “เฮ้ย! ไอ้เบิร์ดลูกพี่มึงไปไหน ?”  ชายร่างใหญ่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเอาเรื่อง สายตามองมาที่ฮินราวกับว่าถ้าไม่เจอคนชื่อเบิร์ดก็จะเล่นงานเขาแทน

       “ไม่รู้ครับพี่ ผมไม่ใช่ลูกน้องเขา ไม่รู้จักกันพี่ ผมเป็นลูกค้า” ฮินละล่ำละลักบอกพลางยกมือขึ้นสูงอย่างยอมจำนน กลัวจะโดนลูกหลงตายไปเสียก่อน อีกฝ่ายมองฮินตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วใช้มีดสปาต้าชี้หน้า

       “อย่าให้กูรู้ว่ามึงเป็นพวกเดียวกับไอ้เบิร์ดนะ กูตามไปเอามึงตายแน่!” อีกฝ่ายหมายหัวไว้ก่อนจะเร่งเครื่องมอเตอร์ไซค์ออกไป ทิ้งให้ฮินยืนขาสั่นพั่บ ๆ อยู่ตรงนั้น ปวดท้องว่าแย่แล้ว เจอประสบการณ์เกือบตายแย่ยิ่งกว่า ชายหนุ่มเดินโซซัดโซเซออกจากที่ตรงนั้นไม่กล้าเรียกมอเตอร์ไซค์กลับบ้านอีกแล้วคืนนี้

       วันนี้มันวันซวยอะไรของกูวะ!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น