อัปเดตล่าสุด 2021-01-21 12:45:43

ตอนที่ 22 THURSDAY-บันไดหลอนซ่อนฆาตกรรม : มึงเชื่อเรื่องผีไหม ?

       พอใจไม่ชอบให้มีโทรทัศน์ในห้องนอน เธอคิดว่าห้องนอนควรเป็นห้องที่เงียบและไร้สิ่งรบกวนการพักผ่อน โทรทัศน์จึงถูกตั้งไว้ที่ชั้นล่างของบ้าน ถ้าใครจะดูก็ไปดูข้างล่าง ถ้าขึ้นห้องนอนคือต้องนอนเท่านั้น โทรศัพท์ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเล่น บ่อยครั้งที่ย้งถูกภรรยาดุเพราะแอบเปิดดูยูทูปบนเตียงนอน ดังนั้นถ้าย้งจะดูโทรทัศน์หรือเล่นโทรศัพท์นาน ๆ เขาจะต้องลงมาที่ห้องรับแขกด้านล่าง...ซึ่งก็เรียกว่าห้องรับแขกให้ดูหรู ๆ ไปอย่างนั้นแหละ เพราะที่จริงมันก็คือห้องยาว ๆ ที่เป็นทั้งห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องกินข้าว เผลอ ๆ บางวันก็เป็นห้องนอนด้วยในวันที่ดูโทรทัศน์เพลินจนหลับไปตรงนั้นยันเช้า

       คืนนี้ก็เช่นกัน ย้งนอนดูถ่ายทอดสดฟุตบอลอยู่บนโซฟา ในขณะที่พอใจขึ้นไปนอนแล้วเพราะเหนื่อยมาหลายวัน ไม่รู้ว่าชายหนุ่มเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียง ตุบ...ตุบ...ตุบ ดังมาจากทางบันไดบ้าน ย้งสะดุ้งเฮือกหันไปมองยังที่มาของเสียงโดยอัตโนมัติ สิ่งที่พบทำเอาเขาตาค้างแทบไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือความจริง เพราะบัดนี้ที่บันไดขั้นล่างสุดนั้นมีร่างของพอมีนอนขดตัวอยู่ในสภาพเดียวกับวันที่ตกบันไดลงมาเสียชีวิต นั่นว่าน่าสะพรึงแล้วแต่ยังเทียบไม่ได้กับตอนที่ร่างของพอมีค่อย ๆ ขยับตัวขึ้นมาราวกับมีชีวิตใหม่ เสียงกระดูกหักดังกร็อบ...กร็อบ ดังสะท้านเข้าไปในหัวใจของฆาตกรใจโหด ตัวของย้งแข็งทื่อราวกับมีคนมาจับมัดรั้งไว้ มีเพียงดวงตาทั้งสองข้างกลิ้งกลอกไปมาได้เท่านั้น

       พอมีค่อย ๆ คลานขึ้นบันไดไปอย่างช้า ๆ เสียงกระดูกยังคงลั่นประสานกับเสียงปีนขึ้นบันไดที่ดังเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะยามที่ร่างลงน้ำหนักบนแผ่นไม้ ครั้นเมื่อปีนขึ้นไปถึงบันไดขั้นบนสุด พอมีก็กลิ้งตกลงบันไดมาอย่างรวดเร็วเกิดเสียง ตุบ...ตุบ...ตุบ ก่อนที่พอมีจะลงมานอนขดตัวอยู่ตรงที่เดิม ตำแหน่งเดิมกับวันที่เสียชีวิต

       ยังไม่จบแค่นั้น...

       พอมีค่อย ๆ ขยับตัวขึ้นมาราวกับมีชีวิตใหม่ เสียงกระดูกหักดังกร็อบ...กร็อบ ขณะค่อย ๆ คลานขึ้นบันไดไปอย่างช้า ๆ อีกครั้ง แล้วทุกอย่างก็เป็นเช่นเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในขณะที่ย้งทำได้แค่มอง ตัวสั่นสะท้านราวกับกำลังยืนอยู่บนยอดเขาอันหนาวเหน็บ จะส่งเสียงร้องก็ไม่มีเสียงออกมาแม้แต่น้อย สิ่งที่ดวงวิญญาณของพอมีแสดงให้ฆาตกรเห็นเพื่อย้ำชัดว่าที่เขาต้องจบชีวิตลงเพราะความชั่วของพี่เขยของตัวเอง!

       ตุบ...ตุบ...ตุบ

       ร่างของพอมีกลิ้งหล่นลงมาที่บันไดขั้นล่างสุดไม่อาจนับได้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว แต่คราวนี้ต่างจากครั้งอื่นเพราะพอมีหันมาทางพี่เขยของตัวเองพลางถลึงตาใส่ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินตรงมาหาอย่างช้า ๆ ในสภาพร่างที่บิดเบี้ยวราวกับกระดูกถูกจับหักเป็นเสี่ยง ๆ ย้งเบิกตาโพลง พยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการลึกลับแต่ไม่สามารถทำได้ ร่างของพอมีเดินตรงเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ใกล้เสียจนใบหน้าแทบจะชิดอยู่แล้ว ฆาตกรที่สังหารหลับตาปี๋ ไม่เคยกลัวอะไรอย่างนี้มาก่อนในชีวิต

       ไป! ออกไปนะ! ออกไป!

       “ย้ง! ย้ง! ทำไมไม่ขึ้นไปนอนข้างบน ?”

       เสียงของพอใจเป็นเหมือนดั่งกรรไกรด้ามคมที่ตัดเอาพันธนการที่ตรึงร่างของชายหนุ่มไว้ให้หลุดออก ย้งสะดุ้งเฮือก หอบหายใจเหนื่อยเหมือนคนที่เพิ่งโผล่พ้นขึ้นมาจากแม่น้ำลึกที่เย็นเยียบ เหงื่อไหลโซมกายจนเสื้อยืดสีขาวเปียกชุ่ม พอใจมองชายคนรักด้วยความสงสัยก่อนจะเดินไปกดรีโมทแอร์ให้ทำงานแล้วเอ่ยน้ำเสียงดุ

       “จะตีห้าแล้ว เดี๋ยวใจจะต้องไปทำงานแล้วนะ วันนี้ไม่ได้ทำข้าวเช้าไว้ให้นะ มีข้าวกล่องแช่แข็งในตู้เย็น เอามาอุ่นกินไปก่อน...แล้วนี่เป็นอะไร ทำหน้าตาตื่นเหมือนเห็นผี แล้วทนนอนร้อน ๆ จนเหงื่อแตกขนาดนี้ได้ยังไง พิลึกคน” หญิงสาวพูดจบก็เดินไปหยิบกระเป๋าของตัวเองขึ้นมาตรวจดูข้าวของว่าครบดี ขณะที่ย้งนั่งนิ่ง มองตรงไปที่บันไดบ้านด้วยความหวาดกลัว ไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นเรื่องจริงหรือความฝัน ถ้ามันเป็นความฝันก็คงเป็นความฝันที่เหมือนจริงเสียเหลือเกิน เหมือนจนเขารู้สึกเหมือนตัวเองยังถูกบางสิ่งพันธนาการไว้ไม่หลุดพ้นดี เสียงของพอมีตกบันได เสียงกระดูกลั่นยังดังชัดในหัว

       ทันทีที่ประตูบ้านปิดลง ความเงียบก็เข้ามาครอบงำ ย้งตั้งสติ รีบวิ่งขึ้นไปบนห้องนอนของตัวเองโดยไม่มองรูปของพอมีที่อยู่ตรงเหนือบันได แต่ถึงจะไม่ได้มองเขาก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงอีกฝ่ายหัวเราะไล่หลังตามมา พยายามบอกตัวเองว่าไม่จริง มันไม่ใช่ความจริงหรอก เขาคิดไปเอง

       โดยหารู้ไม่ว่า...บัดนี้วิญญาณของพอมีกำลังนั่งแกว่งขาไปมาอยู่ที่ราวบันได สายตามองตรงไปยังประตูห้องนอนของพี่เขยที่หายเข้าไปด้วยความกลัว

       นี่แค่เริ่มต้น...ยังมีสิ่งที่ ‘ฆาตกร’ ใจชั่ว ต้องเจอและชดใช้อีกเยอะ!

 

       ปกติแล้วย้งจะออกจากบ้านประมาณแปดโมงเช้าเพราะที่ทำงานอยู่แค่หน้าปากซอยเท่านั้น แต่วันนี้หลังจากขึ้นไปบนห้อง เขาก็ตัดสินใจเข้าห้องน้ำอาบน้ำแต่งตัวแล้วออกจากบ้านทันที ชายหนุ่มไปฝากท้องไว้กับร้านขายกาแฟโบราณที่อยู่ตรงข้ามที่ทำงาน สั่งกาแฟดำเข้ม ๆ มากินพร้อมกับปาท่องโก๋สองตัว เรื่องที่เกิดขึ้นยังแจ่มชัดและเกิดคำถามมากมายที่ยังไม่กล้าหาคำตอบเพรากลัวว่ามันจะ ‘เป็นความจริง’ ทั้งที่ก็อยากจะให้เป็นเพียงความฝันหรือคิดมากไปเอง

       “เฮ้ย...มานั่งเหม่ออะไรคนเดียว ?” เสียงของ ไอ้บาส เพื่อนร่วมงานเอ่ยทักทายพร้อมทั้งแตะที่ไหล่เบา ๆ แต่ย้งกลับสะดุ้งเฮือกจนเกินจริงไปมาก คนถูกทักใจหายวาบหันมาโวยใส่เพื่อน

       “ไอ้เหี้ย กูตกใจหมด!”

       “เอ้า...วันนี้ทำไมกลายเป็นพ่อขวัญอ่อนไปได้ ?” คนเป็นเพื่อนหัวเราะก่อนจะนั่งลงข้างย้ง หันไปสั่งของกินกับเฮียเจ้าของร้านด้วยความสนิทสนม “...เหมือนเดิมเฮีย” เหมือนเดิมที่ไอ้บาสหมายถึงคือกาแฟโบราณกับไข่ลวกสองฟอง

       “รอแป๊บ” เฮียเจ้าของร้านตอบกลับ คนสั่งจึงหันมาคุยกับเพื่อนที่มีสีหน้าอิดโรยอย่างเห็นได้ชัดราวกับอดหลับอดนอนมาทั้งคืน

       “แล้วนี่เป็นอะไรไปวะ หน้าเหมือนคนไม่ได้นอน อย่าบอกนะว่าทำการบ้านหนัก” คิดว่าจะแซวเล่นตามประสาแต่อีกฝ่ายดูจะไม่มีอารมณ์ร่วมด้วยเสียเลย ย้งหายใจยาว ๆ อย่างคนคิดหนักว่าจะเล่าดีหรือไม่ กลัวว่าถ้าเล่าไปจะถูกหาว่าเพ้อเจ้อ แต่ถ้าไม่เล่ามันก็รู้สึกอึดอัดและคงไม่สบายใจตลอดวันเป็นแน่ สุดท้ายจึงเลือกที่จะเล่าในส่วนที่เล่าได้ ส่วนที่เล่าไม่ได้ก็จะถูกเก็บไว้เป็นความลับจนวันตาย

       “มึงเชื่อเรื่องผีไหม ?”

       คำถามของย้งทำเอาไอ้บาสสะอึก ชายหนุ่มหันมองเพื่อนด้วยสีหน้าสงสัยเพราะร้อยวันพันปีย้งไม่เคยพูดเรื่องผีสางกับเขาเลย

       “นึกยังไงถามวะ อย่าบอกนะว่าไปเจอมา ?” คนเป็นเพื่อนถามกลับ ย้งพยักหน้าเบา ๆ อย่างยอมรับ ไอ้บาสเห็นเช่นนั้นก็รีบขยับเข้ามาใกล้เพื่อนแล้วถามด้วยความสนใจ

       “เล่ามาสิ อะไรยังไง ?”

       คนถูกถามถอนหายใจยาว ๆ อีกรอบ กำลังเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเองเพื่อที่จะเล่าให้เพื่อนฟังด้วยความหวังที่ว่าจะมีคนให้ได้ระบาย ถึงแม้จะช่วยได้หรือไม่ก็ไม่เป็นไร

       “มึงก็รู้ใช่ไหมว่าไอ้มีเพิ่งตกบันไดตายไป เมื่อคืนตอนที่กูเผลอหลับไปหน้าโทรทัศน์ กูเหมือนจะเห็นวิญญาณของไอ้มีว่ะ มันเหมือนจะมาตกบันไดซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้กูเห็น กูไม่รู้ว่าทำไมต้องเป็นกู” เป็นการถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แก่ใจว่าเพราะอะไร แต่ถ้าเล่าออกไปคุกคงรออยู่ไม่ไกล ถึงจะเป็นเพื่อนสนิทกันแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไว้ใจได้ ความลับก็คือความลับ ยิ่งเรื่องความลับในคืนนั้นยิ่งไม่ควรบอกกับใครทั้งนั้น

       “มึงเกิดวันอะไรไอ้ย้ง ?” เป็นคำถามที่ทำให้ย้งต้องย่นคิ้วด้วยความสงสัยแต่ก็ยอมตอบออกไป

       “วันพฤหัสฯ ทำไมวะ ?”

       “ฉิบหายแล้ว! เค้าว่ากันว่าคนเกิดวันพฤหัสบดีจะมีจิตสื่อสารกับบันไดบ้านที่เคยมีประวัติ นี่มึงเกิดวันพฤหัสฯ แล้วที่บันไดบ้านมึงก็มีคนตาย ถ้ามึงจะเห็นวิญญาณของไอ้มีก็ไม่น่าแปลก เรื่องแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะโว้ย กูเกิดวันเสาร์ เค้าว่ากันว่าถ้าไปมองศาลพระภูมิอาจจะเจอวิญญาณก็ได้ แล้วตอนกูขับรถผ่านตามศาลพระภูมิกูแม่งก็ชอบเห็นอะไรแปลก ๆ เรื่อยเลย บางทีวิญญาณของไอ้มีมันอาจจะมาขอส่วนบุญจากมึงก็ได้ มึงก็ไปทำบุญให้มันหน่อย นิมนต์พระมาทำบุญบ้านด้วยก็ดี วิญญาณคนตายโหงบางทียังวนเวียนกับที่ที่ตัวเองตายแล้วก็ทำสิ่งที่ทำให้ตายซ้ำ ๆ มึงลองปรึกษาพอใจดูสิ เค้าเป็นพี่น้องกันอาจจะหาทางช่วยปลดปล่อยดวงวิญญาณได้” จากที่คิดว่าจะแค่ระบายย้งกลับได้รับความรู้ใหม่จากเพื่อนร่วมงาน เขาไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนเลยว่าคนเกิดวันไหนจะมีจิตสื่อสารกับเรื่องลี้ลับหรือสถานที่แบบไหน และมันก็ช่างบังเอิญเสียเหลือเกินที่เขาเกิดวันพฤหัสบดีแล้วดันมีจิตสื่อสารกับบันไดที่มีประวัติ

       ประวัติที่มีคนตาย...ตายเพราะฝีมือของเขา!

 

       ย้งนั่งเขี่ยข้าวผัดกุนเชียงในจานไปมา ขณะที่พอใจนั่งกินข้าวพลางดูโทรศัพท์มือถือไปด้วย หญิงสาวเงยหน้ามองเห็นชายคนรักนั่งเหม่อจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

       “ไม่อร่อยเหรอย้ง ใจก็ผัดเหมือนเดิมนะ หรือจะเอาน้ำปลาพริกเพิ่มไหม เดี๋ยวใจไปทำให้” หญิงสาวทำท่าจะลุกขึ้นไปทำพริกน้ำปลาให้ชายคนรักแต่ชายหนุ่มร้องห้ามไว้เสียก่อน

       “ไม่ต้องหรอกใจ อร่อยแล้วแหละ แต่พอดีย้งมีเรื่องอะไรต้องคิดนิดหน่อยน่ะ” ชายหนุ่มบอก กำลังจะหาจังหวะพูดเรื่องสิ่งที่เขาเจอกับภรรยา แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ของหญิงสาวก็ดังขึ้นขัดจังหวะ พอใจรีบคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นรับ เสียงสัญญาณบอกว่าแบตเตอรี่กำลังจะหมดพอใจจึงหันไปบอกย้งที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม

       “ย้ง แบตมือถือของใจจะหมด ขึ้นไปเอาที่ชาร์ตแบตบนห้องให้ใจหน่อยได้ไหม...เร็วสิ ใจจะคุยธุระสำคัญ” หญิงสาวรีบบอกแล้วคุยกับปลายสายที่เป็นหัวหน้างาน ย้งมองขึ้นไปทางบันไดบ้านที่มืดสลัว อยากจะตอบปฏิเสธแต่ไม่รู้จะใช้เหตุผลอะไร เขากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก ถ้าไม่จำเป็นไม่อยากจะก้าวขึ้นบันไดตอนกลางคืนเลย มันเหมือนมีใครอยู่ตรงนั้น...ตรงหัวบันไดบ้าน!

       “เร็วสิย้ง” ฝ่ายภรรยาหันมาเร่งสามีที่ยังพิรี้พิไร ย้งจำต้องลุกขึ้นจากเก้าอี้ ไปหยุดยืนที่บันไดขั้นล่างสุดแล้วเงยหน้าขึ้นมองบันไดบ้านที่วันนี้น่ากลัวเสียเหลือเกิน น่ากลัวที่สุดตั้งแต่อยู่บ้านหลังนี้มา ชายหนุ่มหันไปมองหน้าภรรยาเป็นเชิงว่าไม่ขึ้นไปได้ไหม แต่พอใจถลึงตาใส่แล้วทำปากขมุบขมิบบอกว่าให้รีบขึ้นไป ย้งจึงจำใจต้องก้าวเท้าขึ้นบันไดบ้านอย่างช้า ๆ ทุกครั้งที่ย่างก้าวมันรู้สึกเย็นฝ่าเท้าจนขนลุกวาบ แต่ทว่าร่างกายกลับร้อนจนเหงื่อแตกเหมือนคนเป็นไข้ ยิ่งพอก้าวขึ้นไปในความมืดที่พ้นแสงไฟจากข้างล่างแล้ว มันยิ่งเหมือนมีสายตาของพอมีกำลังจ้องมองเขาอยู่ เมื่อคิดได้ว่าถ้าโอ้เอ้ความกลัวก็จะยิ่งเท่าทวี ชายหนุ่มจึงรีบวิ่งขึ้นบันได เปิดประตูเข้าไปในห้องนอนคว้าที่ชาร์ตโทรศัพท์ที่อยู่บนหัวเตียงขึ้นมา ทำใจสักสามวินาทีก่อนจะเปิดประตูห้องนอนออก หมายว่าจะรีบวิ่งลงบันไดไปให้เร็วที่สุดโดยไม่เหลือบตาไปมองภาพของพอมีที่ตั้งไว้บนหิ้งเหนือบันได

       ทันใดนั้นย้งก็ต้องสะดุ้ง เมื่ออยู่ ๆ ห้องนอนของพอมีที่ปิดประตูอยู่นั้นค่อย ๆ แง้มออกเองอย่างช้า ๆ  เสียงบานพับประตูดังในความเงียบชวนขนลุกขวัญกระเจิง พี่เขยหันไปมองยังที่มาของเสียงโดยอัตโนมัติทั้ง ๆ ที่ไม่อยากมองสักนิด พบร่างของพอมีนั่งก้มหน้าเปิดนิตยสารรถแข่งอย่างช้า ๆ ทีละหน้าแล้วหัวเราะเบา ๆ ในลำคออย่างน่าสะพรึง ก่อนจะหันขวับมาหาอีกฝ่ายในสภาพหันมาแต่ศีรษะแต่ลำคอยังคงตั้งนิ่งแล้วชี้หน้าเขาด้วยความอาฆาตพลางประกาศกร้าว

       “มึงฆ่ากู!”

       ย้งเบิกตาโพลงร้องโวยวายเสียงดังลั่นขณะวิ่งลงจากบ้านไปอย่างไม่คิดชีวิต พอใจที่เพิ่งคุยงานกับหัวหน้าเสร็จเรื่องจะให้ไปขึ้นเวรแทนถึงกับสะดุ้งเฮือก หันไปเห็นร่างของสามีวิ่งล้มลุกคลุกคลานมาจากบันไดก็เอ่ยถามด้วยความตกใจ

       “ย้ง...เป็นอะไร ? เกิดอะไรขึ้น ?!”

       “ใจ! ผีหลอก...ผีหลอก!” คราวนี้ไม่มีฟอร์มอะไรแล้ว ชายหนุ่มละล่ำละลักบอกจนแทบไม่เป็นภาษา ตรงเข้าไปเขย่าร่างของภรรยาจนหัวสั่นหัวคลอน ขณะที่พอใจพยายามจับตัวของสามีไว้แล้วบอกให้เขาตั้งสติ

       “ย้ง...ใจเย็น ๆ ก่อน ใจอยู่ตรงนี้แล้ว มันมีอะไร ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ เล่า ใจฟังไม่รู้เรื่อง” หญิงสาวจ้องไปที่สามี ไม่เคยเห็นเขามีทีท่าแบบนี้มาก่อน สัมผัสได้ถึงไอความหวาดกลัวที่ระอุมาจากร่างของชายคนรักได้อย่างดี ย้งพยายามตั้งสติแต่ก็ทำได้ยากเย็นเสียเหลือเกิน อยากจะบอกเล่าทุกอย่างแต่ปากกับใจมันไม่ประสานกันขึ้นมาเสียเฉย ๆ สิ่งที่เขาพูดออกไปฟังไม่เป็นภาษาจนพอใจต้องลุกขึ้นจับตัวสามีให้นั่งลง พยายามลูบหน้าลูบหลังเขาให้ใจเย็น การไปคาดคั้นอีกฝ่ายในเวลานี้มันสูญเปล่า บางอย่างต้องให้เวลา

       “ย้งเห็น...เห็นผีไอ้มีในห้องของมัน! เมื่อคืนย้งก็เห็นมันมากลิ้งตกบันไดซ้ำไปซ้ำมาทั้งคืนเลย ย้งพูดจริง ๆ นะใจ ไอ้มีมันมาหลอกย้ง!” ชายหนุ่มบอกเท่าที่จะสามารถเรียบเรียงคำพูดได้ ขณะที่คนฟังย่นคิ้วไม่เข้าใจ

       “อะไรนะ ? เจ้ามีน่ะเหรอ น้องมันเสียไปแล้ว ป่านนี้คงไปสู่สุคติแล้ว ย้งคิดมากไปหรือเปล่า ?”

       “ไม่นะใจ ย้งไม่ได้คิดมากไปเอง ย้งเห็นไอ้มีอยู่ในห้องจริง ๆ มันยังอยู่ที่นี่ มันยังไม่ไปไหน!” ชายหนุ่มยืนยันเสียงหนักแน่นในขณะที่พอใจยังย่นคิ้วแล้วเงยหน้ามองไปยังชั้นสองของบ้าน ไม่ได้กลัวในสิ่งที่ย้งบอก แต่สงสัยมากกว่าว่าทำไมพอมียังอยู่และมาปรากฏตัวให้พี่เขยเห็น

       หญิงสาวคว้าแขนของสามีแล้วดึงตัวเขาจะให้ขึ้นไปข้างบน ย้งเห็นดังนั้นจึงร้องโวยวายขึ้นมา

       “ใจจะพาย้งไปไหน ?”

       “ก็ไปที่ห้องของเจ้ามีน่ะสิ ไปดูให้เห็นกับตาเลยว่าน้องมันยังอยู่ จะได้ถามว่าทำไมไม่ไปผุดไปเกิด มีอะไรค้างคาให้สะสางให้หรือต้องการอะไร” ไม่ใช่เพียงแค่พูดแต่พอใจพยายามดึงรั้งร่างของสามีจะให้ขึ้นไปข้างบนบ้านจริง ๆ ขณะที่ย้งพยายามรั้งตัวเองไว้กับหัวบันได สภาพเหมือนเด็กที่กำลังถูกผู้ปกครองดึงตัวให้ไปโรงเรียนแต่ไม่ยอมไป

       “ไม่ไป...ย้งไม่ขึ้นไป...ย้งกลัว”

       “ถ้าไม่ไปก็กลัวอยู่ตรงนี้แหละ งั้นเดี๋ยวใจขึ้นไปดูเองก็ได้” หญิงสาวว่าแล้วเดินขึ้นบันไดบ้านไปอย่างไม่กลัวเกรง ในขณะที่สามียืนนิ่งไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง ได้ยินเสียงหญิงคนรักเปิดประตูห้องนอนของพอมีก่อนจะตะโกนลงมาด้วยน้ำเสียงขัดใจเสียเหลือเกิน

       “มันมีอะไรที่ไหนล่ะย้ง ก็มีแต่ข้าวของของเจ้ามี ขึ้นมาดูสิ” หญิงสาวเอ่ยชวนชายคนรักที่เพิ่งโวยวายว่าเจอผีน้องชายให้ขึ้นมาดูกับตา แน่นอนว่า...ย้งไม่ขึ้นไป

       พอใจรู้แน่ว่าย้งคงไม่ขึ้นมา เธอจึงเดินลงไปข้างล่างแล้วมองหน้าชายคนรัก พยายามพูดด้วยน้ำเสียงปกติทั้งที่หงุดหงิดอยู่ไม่น้อยที่อยู่ ๆ เขาก็เอาเรื่องผีสางมาพูด

       “ย้ง...เป็นอะไรไป มันไม่มีอะไรสักหน่อย ถ้าเจ้ามีมาจริง ๆ ทำไมใจไม่เห็น ใจเป็นพี่สาว ถ้าเจ้ามีต้องการอะไรก็ต้องมาหาใจสิ จะไปหาย้งทำไม...นอกเสียจากย้งไปทำอะไรให้เจ้ามี ?” คำถามของภรรยาทำให้ย้งสะดุ้ง รีบปฏิเสธทันควัน

       “ย้งจะไปทำอะไรให้ไอ้มี บางทีไอ้มีอาจจะแค่อยากมาหลอกย้งเฉย ๆ ก็ได้ ไอ้บาสมันบอกว่าคนเกิดวันพฤหัสฯ จะมีจิตสื่อสารกับบันไดที่เคยมีคนตาย แล้วนี่ย้งก็เกิดวันพฤหัสฯ บางทีจิตอาจจะตรงกับไอ้มี มันก็เลยมาหา” เขาบอกตามที่เพื่อนบอก ย้งเชื่อในเรื่องพวกนั้นในขณะที่พอใจดูเหมือนจะไม่เชื่อนัก

       “ใจก็เกิดวันพฤหัสฯ แต่ไม่เห็นจะเจอะไรเลย ความเชื่ออะไรก็ไม่รู้ ไร้สาระ”

       “ใจ...ย้งว่าเราย้ายบ้านกันเถอะ ย้งอยู่ที่นี่อีกไม่ได้แล้ว ย้งกลัว” ชายหนุ่มบอกแล้วกลอกตามองรอบข้างอย่างหวาดระแวง

       “พูดเป็นเล่นน่าย้ง จะย้ายบ้านไม่ใช่แค่ย้ายโต๊ะเก้าอี้นะ ที่สำคัญเราต้องหาเงินไปมัดจำบ้านอีกตั้งเท่าไหร่ ตอนนี้การเงินบ้านเราเป็นยังไงย้งก็รู้ เอาอย่างนี้ ถ้าย้งไม่สบายใจ เดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปตักบาตรให้เจ้ามีมันก็ได้ น้องมันไม่ได้อยากมาหลอกหรอก อาจจะแค่คิดถึงย้งก็ได้มั้ง” หญิงสาวพูดอย่างไม่ได้หนักใจอะไร คิดว่าเรื่องที่ย้งพูดนั้นเป็นเพราะเขาคิดไปเอง เธอกลับไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว อาหารทุกอย่างเย็นชืดหมดแล้วแต่ก็ขี้เกียจเอาไปอุ่นใหม่ กินมันแบบนี้นั่นแหละ เธอไม่ใช่คนเรื่องมากอยู่แล้ว

       ย้งทำได้แค่ถอนหายใจยาว ๆ ไม่รู้จะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร ในวันที่พอใจอยู่ด้วยเขาก็ยังพออุ่นใจ แต่หากวันไหนเธอไปเข้าเวรแล้วเขาต้องอยู่บ้านคนเดียวตอนกลางคืนจะทำอย่างไร เป็นเรื่องที่ทำให้คิดหนักเสียเหลือเกิน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น