อัปเดตล่าสุด 2021-01-21 12:09:51

ตอนที่ 21 THURSDAY-บันไดหลอนซ่อนฆาตกรรม : แผนกำจัดตัวปัญหา

       พอใจ ในชุดนางพยาบาลวิ่งหน้าตื่นร้องเรียกหาน้องชายของตัวเองไปทั่วทั้งบ้าน หลังจากกลับมาแล้วพบว่าประตูเปิดอยู่ทั้ง ๆ ที่เธอมั่นใจว่าล็อกไว้อย่างดีแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมพอมีที่ตอนนี้ไม่ใช่คนสมประกอบอีกแล้วหลังประสบอุบัติเหตุเมื่อสองปีก่อนกลับหนีออกจากบ้านไปได้ แต่นั่นยังไม่ใช่เวลาจะมาหาคำตอบ ตอนนี้ต้องตามหาตัวน้องชายก่อน กลัวว่าจะออกไปอาละวาดคนอื่นหรือไปถูกรถชนเอาเสียได้

       “เป็นอะไรไปใจ ?” เสียงของ ย้ง ชายหนุ่มในชุดพนักงานร้านคาร์แคร์ที่เดินถือถุงข้าวแกงกลับเข้ามาในบ้าน เอ่ยถามหญิงคนรักที่กำลังจะวิ่งสวนออกไปข้างนอก

       “เจ้ามีหายไปนะสิ กลับมาก็เจอประตูบ้านเปิดอยู่ ตอนย้งออกไปทำงานปิดบ้านดีหรือเปล่า ?” คนเป็นภรรยาเอ่ยถามพลางรีบใส่รองเท้าแตะทั้งที่ยังไม่ได้ถอดถุงเท้านางพยาบาลออก

       “ก็ปิดตามปกตินะ ลงกลอนด้านนอกไว้อย่างที่ใจสั่งนั่นแหละ” เมื่อพูดจบคนเป็นสามีก็รีบวิ่งไปที่ประตูบ้าน ดูกลอนประตูที่เขาติดเพิ่มไว้ด้านนอก...เปิดประตูจากด้านในยังไงก็เปิดไม่ได้ แล้วทำไมพอมีถึงเปิดประตูออกไปได้ทั้ง ๆ ที่ด้านนอกล็อคกลอนไว้ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก พอมีหนีออกจากบ้านไปได้บ่อยครั้งราวกับมีคนมาปลดล็อกกลอนจากด้านนอกให้ เป็นภาระให้ต้องไปตามหาอีก

       “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวใจไปตามหาน้องก่อนนะ” เป็นการบอกไม่ใช่การขอให้ช่วย เพราะพอมีคือน้องแท้ ๆ ของพอใจ ต่อให้ย้งจะแต่งงานมาเป็นคนในครอบครัวแต่ถ้าว่ากันตามจริงเขาก็คนละสายเลือดและดูท่าจะไม่ชอบใจพอมีสักเท่าไหร่ เมื่อก่อนตอนแต่งงานกันใหม่ ๆ ก็สนิทสนมนั่งกินเบียร์กันประจำ แต่หลังจากที่พอมีประสบอุบัติเหตุมีอาการทางสมองจนพอใจต้องรับน้องมาดูแลเพราะพ่อแม่ก็เสียหมดแล้ว ย้งก็ทำท่ารำคาญ ‘ส่วนเกิน’ ของบ้านอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งพอใจก็เข้าใจ บางทีเขาคงอยากจะอยู่กับเธอตามลำพังตามประสาผัวเมีย แต่นี่ต้องมาคอยดูแลน้องพิการจนแทบไม่มีเวลาส่วนตัว เงินทองที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะเก็บไว้ซื้อบ้านหลังเล็ก ๆ กลับต้องแบ่งมาดูแลน้องชาย ทำให้ต้องทนอยู่ทาวน์เฮ้าส์สองชั้นแคบ ๆ ต่อไป ยังไม่กล้าคิดไปถึงอนาคตว่าถ้ามีลูกขึ้นมาจะทำยังไง เอาไว้ค่อยคิดก็แล้วกัน

       นางพยาบาลสาววิ่งไปตามซอยที่มีคนเดินพลุกพล่าน เจอใครก็ถามว่าเจอชายหนุ่มสติไม่ดีบ้างไหม ส่วนใหญ่ก็ตอบว่าไม่เห็น บางคนก็ชี้ไม้ชี้มือไปทางนั้นทางนี้ตามประสาแก้รำคาญ เคยได้ยินคนด่าให้พอใจได้ยินต่อหน้าว่า “เวรกรรมตามทันมัน ชอบขับรถเสียงดังจนชาวบ้านไม่ได้หลับได้นอน นี่ครอบครัวก็ต้องคอยตามตัวไม่ได้หลับได้นอนเหมือนกัน” แต่พอใจก็ไม่ได้โต้ตอบอะไร เพราะสิ่งที่ชาวบ้านว่ากันนั้นคือเรื่องจริง ที่ผ่านมาเธอก็รับรู้และคอยเตือนน้องชายมาตลอดแต่เขาก็ไม่ฟัง จนสุดท้ายเรื่องราวมาลงเอยที่ประสบอุบัติเหตุจนสมองกระทบกระเทือนอย่างแรง ส่งผลให้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม แม่ที่เคยอยู่กับพอมีก็ตรอมใจเมื่อเห็นลูกชายที่เคยแข็งแรงกลายเป็นคนสติไม่สมประกอบ สุดท้ายก็ตาย ภาระอันหนักอึ้งจึงตกมาอยู่ที่พอใจพี่สาวคนโตที่เพิ่งแต่งงานไปได้ไม่ทันไรก็ต้องถูกพรากความเป็นส่วนตัวเสียแล้ว

       “ไป๊! ลงไปจากรถฉันเดี๋ยวนี้นะไอ้บ้า! บอกให้ลงไป! จะลงไปดี ๆ หรือจะให้ลงไม้ลงมือ!” เสียงของหญิงร่างอ้วนกำลังเตรียมจะใช้ถุงข้าวของที่ซื้อมาฟาดไปที่พอมีซึ่งนั่งคร่อมรถมอเตอร์ไซค์สีแดง มือทั้งสองข้างบิดคันเร่งไปมาราวกับว่ากำลังจะขี่มอเตอร์ไซค์คันนั้นออกไป

       “รถมอเตอร์ไซค์กู! มึงอย่ามายุ่ง!” ชายหนุ่มหันไปตะคอกใส่หญิงร่างอ้วนคนนั้น ดวงตาที่แดงก่ำมองตรงไปยังอีกฝ่ายอย่างตั้งตนเป็นศัตรู พอใจเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งไปจับตัวน้องชาย พอมีสะดุ้งเฮือกหันมอง พอเจอว่าเป็นพอใจก็รีบฟ้อง

       “พี่ใจ...นี่มันรถของมี มีคนขโมยรถมีมา มีจะเอากลับบ้าน” คนน้องบอกแล้วชี้หน้าหญิงเจ้าของมอเตอร์ไซค์ตัวจริง พอใจหน้าเจื่อนรีบหันไปขอโทษขอโพยเจ้าของมอเตอร์ไซค์ตัวจริงแล้วบอกกับน้องชายสติไม่ดีของตัวเอง

       “ขอโทษด้วยนคะ เดี๋ยวจะรีบพาน้องกลับเดี๋ยวนี้เลยค่ะ” พอใจบอกแล้วดึงแขนของน้องชายให้ลุกจากมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ใช่ของตน “...มี กลับบ้าน นี่ไม่ใช่รถของมี รถของมีอยู่ที่บ้าน”

       “ไม่ใช่ นี่รถของมี รถของมีสีแดง มีจะเอากลับบ้าน!” ชายหนุ่มบอกแล้วใช้มือลูบตัวรถมอเตอร์ไซค์สีแดงคันนั้นอย่างหวงแหน ในขณะที่คนเป็นพี่ต้องพยายามเกลี้ยกล่อมคนน้องให้ลงจากรถมอเตอร์ไซค์ให้ได้

       “ไม่ใช่มี รถของมีไม่ใช่คันนี้ กลับบ้านกันนะ เดี๋ยวพี่ซื้อให้ใหม่ คันนี้เก่าแล้ว...นะ กลับบ้านกันเถอะ เดี๋ยวพี่จะซื้อให้ใหม่ เอาคันใหญ่กว่านี้ สวยกว่านี้เลย” เป็นการหลอกน้องชายที่เหมือนกำลังหลอกเด็กอนุบาล ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้พอมีอายุยี่สิบแปดปีแล้วแต่ความคิดความอ่านเหมือนเด็กอมมือ คนน้องได้ยินเช่นนั้นก็หันไปหาพี่สาวของตัวเองแล้วถามย้ำ

       “ซื้อให้จริง ๆ นะพี่ใจ ?” พอมีเขย่าร่างของพี่สาวจนหัวสั่นหัวคลอน พอใจพยักหน้ารับแล้วจึงดึงแขนน้องชายให้ลงมาจากรถมอเตอร์ไซค์ของคนอื่น คราวนี้พอมียอมลงมาอย่างง่ายดาย เจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ตัวจริงรีบเข้าไปประชิดสมบัติของตัวเอง พอใจเห็นเช่นนั้นก็กล่าวขอโทษซ้ำ

       “ขอโทษอีกครั้งนะคะ”

       “รู้ว่าน้องเป็นบ้าก็ขังไว้ดี ๆ สิ ปล่อยให้ออกมาวุ่นวายกับชาวบ้านแบบนี้คนอื่นเค้าเดือดร้อน” หญิงร่างอ้วนบอกอย่างหัวเสีย  กว่าจะกลับบ้านไปทำอาหารเย็นให้ลูกให้ผัวไม่เย็นย่ำกันพอดีหรือไง เสียเวลาจริง ๆ     

       พอใจรีบจูงน้องชายเดินกลับเข้าบ้าน พยายามไม่มองสายตาของคนรอบข้างที่ต่างก็มองมายังสองพี่น้องอย่างตำหนิที่ก่อความวุ่นวาย รู้สึกปวดหัวตึบ ๆ จนบางทีก็อยากจะร้องกรี๊ดออกมาแต่รู้ว่าทำไปก็ไม่มีประโยชน์

       เมื่อกลับมาถึงบ้าน สิ่งที่พบคือย้งกำลังก้ม ๆ เงย ๆ ดูกลอนประตูทางด้านนอกด้วยความสงสัยไม่หาย ชายหนุ่มหันมองตรงไปยังพอมีที่ทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว่าทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน

       “ไอ้มี ใครเปิดประตูให้แก แกออกไปได้ยังไง ?” พี่เขยเอ่ยถามเสียงเข้มในขณะที่คนฟังดูจะไม่ได้สนใจ

       พอมีหยิบเอานิตยสารรถเครื่องที่คนเป็นพี่สาวซื้อให้มาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าพลางชี้ไปที่รถมอเตอร์ไซค์นั่นนั้นคันนี้แล้วบอก “ซื้อคันนี้...พี่ใจจะซื้อคันนี้ให้”

       “ถามไปก็เท่านั้นแหละย้ง เปลี่ยนกลอนประตูใหม่ก็พอ มันอาจจะหลวมหรือเปล่า เขย่าแรง ๆ กลอนก็เลยหลุด อย่าเก็บมาเป็นอารมณ์เลย แค่นี้ก็เครียดจะแย่แล้ว” นางพยาบาลสาวทิ้งตัวนั่งลงอย่างเหนื่อยอ่อนพลางมองน้องชายของตัวเองที่ยังจับจ้องนิตยสารรถเครื่องอย่างสนอกสนใจ เวลาที่พอมีหนีออกจากบ้าน เธอมักจะไปพบเขาอยู่กับมอเตอร์ไซค์ของคนอื่น ชายหนุ่มมักทึกทักว่าเป็นรถของตัวเองบางครั้งก็อาละวาดจนพอใจแทบจะมองหน้าคนในซอยไม่ติดแล้ว หากเห็นว่าน้องชายเริ่มจะอาละวาดก็จำต้องอ้างว่าจะซื้อรถมอเตอร์ไซค์ให้ทั้งที่คงทำแบบนั้นไม่ได้ หนึ่งคือพอมีคงไม่สามารถขี่มอเตอร์ไซค์ได้แล้วเพราะสติสัมปชัญญะไม่ครบถ้วน และอีกอย่างซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลใหญ่นั่นคือไม่มีเงินซื้อ

       “ใจ ผมพูดจริง ๆ นะ เราดูแลไอ้มีไม่ไหวหรอก เราส่งให้ไปอยู่ในที่ที่มีคนดูแล ‘คนแบบนี้’ ได้ดีกว่าเราดีไหม ยอมเสียเงินเป็นรายเดือนเอา อาจจะต้องเพิ่มเงินอีกนิดแต่ก็น่าจะดีกว่าต้องมาดูแลเอง ดูสภาพใจกับผมตอนนี้สิ แทบจะดูไม่ได้แล้ว กลางวันก็ต้องไปทำงาน กลางคืนก็หลับ ๆ ตื่น ๆ คอยเฝ้าไอ้มีที่วันดีคืนดีก็ร้องโวยวายจะออกไปแข่งรถจนชาวบ้านแถวนี้เค้าเกลียดขี้หน้าเรากันหมดแล้วมั้ง...เชื่อย้งสิ เอาไปส่งสถานสงเคราะห์ แล้วเราค่อยไปเยี่ยม เราสองคนก็ต้องมีชีวิตของเรา วันนึงเราก็ต้องมีลูก เราจะดูแลคนพิการแบบนี้ตลอดไปไม่ได้หรอก” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ย้งพูดเรื่องนี้กับภรรยา และก็ไม่ใช่ครั้งแรกอีกเช่นกันที่พอใจปฏิเสธเสียงแข็ง

       “นี่น้องชายของใจนะย้ง ใครจะมาดูแลน้องชายของใจได้ดีเท่าใจเอง ที่สำคัญแม่ก็ฝากฝังน้องไว้กับใจ ใจจะทำกับน้องแบบนั้นไม่ได้หรอก ใจจะดูแลมีจนกว่าจะตายจากกันไปข้าง ถ้าคิดจะเอามีไปไว้สถานสงเคราะห์ ก็รอให้ใจตายก่อนก็แล้วกัน!” หญิงสาวบอกอย่างหัวเสียก่อนจะเดินปึงปังขึ้นบันไดบ้านไป ย้งมองตามแล้วถอนหายใจอย่างระอาเต็มทน เขามองไปทางพอมีที่กำลังนั่งดูนิตยสารรถแข่งแล้วนึกอยากจะเดินไปบีบคอมันให้ตายไปเสีย ตัวปัญหาเสียจริง ทำไมคืนนั้นมันไม่ตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอดนะ รอดมาให้เป็นภาระทำไมวะ!

       แผนการกำจัด ‘ตัวปัญหา’ จึงก่อร่างสร้างตัวขึ้นในสมองของย้ง

       ความอดทนของคนเรามีจุดสิ้นสุด...และเขาจะไม่ทนอีกแล้ว!

 

       กลอนประตูไม่ได้เสีย ไม่ได้เกิดจากการถูกเขย่าแรง ๆ จนกลอนหลุดได้เองหรอก

       แต่เพราะทุกเที่ยงวันย้งจะกลับมาที่บ้าน มาแอบเปิดกลอนประตูออกเพื่อเปิดโอกาสให้พอมีออกไปก่อความวุ่นวาย ด้วยหวังว่าจะใช้มันเป็นเหตุผลให้พอใจยอมเอาน้องชายไปไว้ที่อื่นแต่ก็ไม่สำเร็จสักที ย้งหวังไกลไปถึงให้พอมีวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไปไหนต่อไหน ไปถูกรถชนตายได้ยิ่งดี แต่ก็เหมือนมันจะเป็นคนดวงแข็งเสียกระมัง ต่อให้หายไปไหนต่อไหนก็กลับมาได้ทุกครั้ง บางทีเขาก็นึกอยากเดินเข้าครัวไปหยิบมีดมาปาดคอมันเสียให้รู้แล้วรู้รอด

       “คืนนี้ใจเข้าเวรนะย้ง ดูเจ้ามีด้วยล่ะ คงไม่มีอะไรหรอก ก็ให้อยู่ในห้องนั่นแหละ เอาหนังสือรถไปวางไว้สามสี่เล่มก็ไม่วุ่นวายแล้ว ใจให้น้องกินข้าวปลาเรียบร้อยแล้วด้วย ก็เหมือนทุกครั้ง ถ้ามีอะไรด่วนโทรหาใจแล้วกันนะ” ฝ่ายภรรยาบอกขณะที่กำลังเตรียมจะออกไปรับจ๊อบพิเศษที่โรงพยาบาลเอกชนแถวบ้านเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ย้งที่นั่งดูรายการข่าวค่ำอยู่ทางด้านล่างพยักหน้ารับ ทำเป็นเหมือนทุกครั้งที่พอใจไปเข้าเวรหรือรับจ๊อบแล้วเขาต้องอยู่ดูแลน้องชายที่ไม่ใช่น้องในสายเลือด

       ‘ทำเหมือน’ แต่คราวนี้จะไม่เหมือน!

       ย้งนั่งอยู่อย่างนั้นโดยที่หูไม่ได้ฟังข่าวในโทรทัศน์เลยแม้แต่น้อย ในหัวของเขามีเรื่องราวมากมายที่คิดเรียงลำดับว่าจะทำในคืนนี้ ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นเป็นจังหวะที่เร็วและถี่เสียจนเหมือนหัวใจจะวาย จนเมื่อคิดว่าได้เวลาอันสมควรแล้ว ย้งจึงลุกขึ้นจากโซฟาตัวนุ่มแ เดินขึ้นบันไดบ้านไปอย่างช้า ๆ สายตามองตรงไปยังห้องนอนเล็กทางด้านหลังอันเป็นห้องที่พอใจจัดไว้ให้น้องชาย...น้องชายที่คืนนี้จะไม่อยู่เป็นภาระอีกแล้ว!

       ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ที่หน้าห้องนอนของพอมี ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปข้างในโดยไม่ขออนุญาต สิ่งที่พบคือพอมีนอนหลับคากองหนังสือรถแข่ง ที่ฝาผนังห้องเต็มไปด้วยภาพรถแข่งที่ฉีกออกมาจากหนังสือแปะเต็มไปหมด เจ้าของบ้านนั่งยอง ๆ ข้างร่างชายสติไม่สมประกอบแล้วเขย่าตัวพลางร้องเรียก

       “ไอ้มี ไปดูแข่งรถไหม ?”

       ดั่งเสียงสวรรค์...คนที่กำลังนอนอยู่สะดุ้งตื่นทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘แข่งรถ’ พอมีหันมาพยักหน้ารับแล้วตอบอย่างไม่ต้องคิดมาก การแข่งรถคือสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวชายสติไม่ดีให้อยู่ในโลกใบนี้ 

       “ไป! ไปดูแข่งรถกัน” พอมีบอกอย่างดีใจ อีกฝ่ายตบบ่าเบา ๆ แล้วบอก

       “ถ้าอย่างนั้นรอที่นี่ก่อน เดี๋ยวพี่ลงไปเตรียมข้าวของแป๊บนึง ถ้าเรียกแล้วก็รีบลงไปนะ” ย้งกล่าวก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินลงบันไดไปด้านล่าง แผนการทุกอย่างกำลังจะเป็นไปได้ด้วยดีแบบที่คิดไว้

 

       “ลงมาได้แล้วไอ้มี” เจ้าของบ้านตะโกนเรียกอีกฝ่าย ได้ยินเสียงวิ่งของพอมีดังออกมาจากห้องนอน ไม่ต้องเห็นหน้าก็รู้ว่าดีใจแค่ไหนที่จะได้ไปดูการแข่งรถ ทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่...พอมีกำลังถูกลวงไปตาย!

       ทันใดนั้นเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่ออยู่ดี ๆ ชายหนุ่มสติไม่สมประกอบก็พลาดสะดุดจนตกบันไดบ้านจากชั้นบนลงมาข้างล่างอย่างแรง ร่างของชายหนุ่มนอนแน่นิ่ง หายใจรวยริน ขณะที่ย้งซึ่งยืนอยู่ตรงบันไดขั้นบนสุดยืนปรายตามองลงมาแล้วแสยะยิ้ม ชายหนุ่มล้วงโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กระแอมเสียงเล็กน้อยก่อนจะกดโทรหาหญิงคนรัก เพียงอึดใจพอใจก็รับสาย การแสดงละครบทใหญ่จึงเริ่มขึ้น

       “ใจ...ทำใจดี ๆ ก่อนนะ ไอ้มีตกบันได ไม่รู้ตกได้ยังไง ย้งไปเข้าห้องน้ำแป๊บเดียวออกมาก็เห็นไอ้มีนอนนิ่งแล้ว ตอนนี้ย้งไม่รู้จะทำยังไง...โอเค ๆ ย้งจะไม่แตะต้องตัวไอ้มี ใจรีบให้รถพยาบาลมารับตัวเลยนะ” ย้งทำเป็นละล่ำละลักบอกก่อนจะวางสาย มองตัวปัญหาที่ตอนนี้นอนนิ่งอยู่ทางด้านล่าง เดินลงมานั่งยอง ๆ ข้างร่างของพอมีที่ยังมีลมหายใจรวยริน

       ย้งยิ้ม...เป็นรอยยิ้มที่แสนจะน่ากลัวเสียเหลือเกิน ชายหนุ่มค่อย ๆ เอาผ้าขนหนูผืนเล็กปิดที่จมูกของอีกฝ่ายแล้วกดลงอย่างแรงจนพอมีตาเหลือก ร่างที่ขยับไม่ได้พยายามที่จะดิ้นรนเอาชีวิตรอดไขว่คว้าอากาศหายใจ แต่แล้วสุดท้ายดวงตาของชายสติไม่ดีก็เบิกโพลง จ้องเขม็งตรงมายังใบหน้าของย้งฆาตกรใจโหดก่อนที่จะค่อย ๆ แน่นิ่งไปในที่สุด เมื่อย้งแน่ใจว่าพอมีไม่มีลมหายใจแล้ว เขาจึงรีบเอาผ้าผืนนั้นออกจากจมูกของคนตาย ยืนมองตัวภาระที่บัดนี้จะไม่ใช่ตัวภาระอีกแล้ว!

       “อโหสิกรรมนะไอ้มี นี่กูช่วยมึงให้ไม่ต้องทรมาน ช่วยพี่มึงให้มีชีวิตดีกว่านี้ มึงต้องมาบอกรางวัลที่หนึ่งกูด้วยนะ!”

       จังหวะเดียวกับที่รถหวอดังขึ้นหน้าบ้าน เจ้าของบ้านจึงรีบเปิดประตูออกไปด้วยท่าทีแสร้งตระหนก เกิดความโกลาหลขึ้นทันที ทั้งเจ้าหน้าที่ ทั้งไทยมุง ที่พอได้ยินเสียงหวอก็พากันมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าหน้าที่ช่วยกันกู้ชีวิตของผู้เคราะห์ร้ายกันอย่างสุดความสามารถ ถึงแม้พอใจจะเป็นพยาบาลแต่พอเอาเข้าจริงเมื่อเห็นว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นน้องชายก็ทำอะไรไม่ถูก สติแตกกระเจิงได้แต่โผเข้ากอดสามีแล้วร้องห่มร้องไห้ ถ้าพูดตามตรงพอใจก็พอรู้แล้วว่าน้องชายคงไม่รอด แต่กระนั้นก็ยังแอบหวังว่ามันจะมีปฏิหาริย์...แต่ก็ไม่

       เจ้าหน้าที่หันมาส่ายหน้าให้กับญาติผู้เสียชีวิต ทำเอาพอใจปล่อยโฮสุดเสียง ขณะที่ย้งใช้มือลูบหน้าลูบหลังภรรยาแล้วปลอบ

       “ทำใจดี ๆ ไว้นะใจ ไอ้มีไปสบายแล้ว ไม่ต้องลำบากแล้ว...เฮ้อ ไม่น่าเลยไอ้มี บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าวิ่งลงบันได” ในน้ำเสียงที่ดูเหมือนเสียใจนั้นแต่ในแววตากลับฉายแววระริกดีใจจนเนื้อเต้นที่ต่อไปนี้จะได้มีชีวิตปกติแบบชาวบ้านเขาสักที

       ...อโหสิกรรมนะไอ้มี ที่กูต้องทำแบบนี้ก็เพื่อพี่สาวมึงด้วยเหมือนกัน พี่สาวมึงลำบากกับมึงมาเยอะแล้ว มึงต้องเข้าใจนะว่ามึงคือตัวปัญหา และคนเราเมื่อมีปัญหาก็ต้องแก้ และนี่คือวิธีที่ดีที่สุดแล้วสำหรับมึง!

 

       งานศพของพอมีถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย มีเพียงญาติสนิทแค่สามสี่คนกับเพื่อน ๆ ของพอใจไม่กี่คนเท่านั้น ส่วนเพื่อนฝูงที่เคยรักกันจะเป็นจะตายของพอมีนั้นหายหัวไปตั้งแต่หัวหน้าแก๊งกลายเป็นคนสติไม่สมประกอบ แรก ๆ ก็มาเยี่ยมเยือน มาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ แต่พอนานไปก็ค่อย ๆ หายเงียบ นี่กระมังที่เค้าว่ากันว่ามิตรภาพอะไรก็ไม่ยั่งยืนสู้คนในครอบครัว คนเราเมื่อหมดผลประโยชน์ก็เลิกที่จะมาสนใจ กรณีของพอมีน่าจะเป็นตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุด

       โกศของน้องชายพร้อมภาพถ่ายที่ดูดีที่สุดที่หาได้จากเฟซบุ๊กของพอมีถูกนำไปวางไว้บนหิ้งเหนือทางขึ้นบันไดบ้าน...ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งวางที่ดีเอาเสียเลย เพราะไม่ว่าจะเดินขึ้นหรือลงบ้านก็จะเห็นภาพของพอมีจ้องเขม็งอยู่ตลอดเวลา สำหรับพอใจคงไม่คิดอะไรเพราะนั่นคือน้องชายทั้งคน แต่สำหรับย้งแล้วมันรู้สึกเหมือนหายใจไม่ทั่วท้องยามที่ต้องเดินขึ้นลงบันไดบ้าน...เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะเขาคือฆาตกรที่ฆ่าพอมีน่ะสิ!

       “ย้ายเอารูปกับโกศของไอ้มีไปไว้ในห้องมันได้ไหมใจ เอามาไว้ตรงทางขึ้นลงบันไดแบบนี้ย้งว่ามันแปลก ๆ นะ” ชายหนุ่มเปิดประเด็นขึ้นที่โต๊ะอาหารเย็นในไม่กี่วันต่อมา คนเป็นภรรยาย่นคิ้วแล้วเอ่ยด้วยความสงสัย

       “แปลกยังไงเหรอย้ง ? ที่บ้านเก่าของใจนะ เหนือบันไดนี่มีรูปบรรพบุรุษวางเรียงกันเยอะเลย...ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ นี่ถ้าไม่ขายบ้านไปเสียก่อน คงมีของแม่กับของเจ้ามีไปเพิ่มด้วย แต่นี่พอดีตอนที่แม่เสียเราต้องขายบ้านก็เลยเอากระดูกแม่ไปไว้ที่วัด ทำแบบนี้ใจว่ามันเป็นการเตือนสติดีนะ เวลาจะไปไหนมาไหนจะได้ระลึกถึงความตายว่าความตายมันอยู่ใกล้ตัวเราตลอดเวลา ที่สำคัญวิญญาณของเจ้ามีจะได้คุ้มครองเราด้วย อย่าคิดมากน่า” พอใจบอกกับสามีแล้วตักไข่พะโล้ใส่ในจานของเขา ย้งกลืนน้ำลายลงคออันแห้งผาก แอบเหลือบตามองไปที่เหนือบันไดบ้านผ่านทางช่องว่างระหว่างบันได แลเห็นภาพของพอมีกำลังยิ้ม...แต่เป็นยิ้มที่แสนจะน่ากลัวเสียเหลือเกินสำหรับเขา

       เอาเถอะ ชายหนุ่มตั้งปณิธานกับตัวเองไว้ว่าถ้าได้ย้ายบ้านใหม่เมื่อไหร่ จะไม่มีวันปล่อยให้ภาพกับโกศของไอ้พอมีตั้งอยู่ในบ้านแน่ ๆ จะให้เอาไปไว้ที่วัดกับแม่ยายเสียนั่นละ ไม่เข้าใจพอใจจริงว่าทำไมถึงต้องทำแบบนี้...เกลียดนักไอ้ตัวภาระ! 

       เมื่อก่อน ‘เกลียด’ แต่ตอนนี้เริ่มจะ ‘กลัว’ เข้าเสียแล้ว!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น