อัปเดตล่าสุด 2021-01-20 18:07:53

ตอนที่ 19 WEDNESDAY-ไปงานศพ...เพื่อเป็นศพ! : ความจริงที่ถูกซ่อน

       ซีเปียจอดรถอยู่ที่หน้าบ้านราวสิบนาที เธอยังไม่กล้าเข้าบ้านของตัวเองในเวลานี้ เพราะบ้านทั้งหลังมันมืดและเงียบ...เงียบเสียจนรู้สึกวังเวงราวกับอยู่กลางป่าช้า เธอจะรอให้ยายฟ้ามาถึงก่อนจึงค่อยเข้าไปในบ้าน

       เคยมีคนบอกไว้ว่า ‘กลัวที่ไหนก็กลัวได้ แต่ห้ามกลัวบ้านของตัวเอง’ ซึ่งเมื่อก่อนซีเปียอาจจะทำได้ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ในขณะที่หญิงสาวกำลังจะกดเบอร์โทรของฟ้าเพื่อเร่งอีกฝ่าย เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นสวนขึ้นมาเสียก่อน หญิงสาวมองเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแล้วลังเลว่าจะกดรับดีหรือไม่ กลัวว่าจะมีคนโทรมาขายนั่นขายนี่แล้วจะด่าให้วางสายแทบไม่ทัน...มันไม่ใช่เวลา!

       แต่ไม่ใช่อย่างที่ซีเปียระแวง เพราะมันน่าตกใจกว่านั้น...มาก

       “สวัสดีค่ะ ญาติคุณพาคุปใช่ไหมคะ ?” เสียงละล่ำละลักจากปลายสายเอ่ยถามเจ้าของเบอร์

       “ใช่ค่ะ มีอะไรเหรอคะ ?”

       “คือ...เอ่อ...คุณพาคุปเสียชีวิตแล้วค่ะ ยังไงให้ญาติรีบมาที่โรงพยาบาลด่วนเลยนะคะ เพราะว่าสภาพศพของคุณพาคุปค่อนข้างพิสดาร ซึ่งทางเราก็ยังไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นแบบนั้นได้ยังไง”

       แค่รู้ว่าพาคุปตาย ซีเปียก็เหมือนหูอื้ออึงพูดอะไรไม่ออก ยิ่งได้ยินประโยคที่บอกว่า ‘สภาพศพค่อนข้างพิสดาร’ ไม่รู้อะไรทำให้เธอมั่นใจว่ามันต้องเกี่ยวกับหญิงชราที่เขาขับรถชนตายแน่ ๆ หญิงชราที่ชื่อยายดม!

       ยังไม่ทันจะได้พูดคุยอะไรต่อ ซีเปียก็ถึงกับอ้าปากค้างจนต้องปล่อยโทรศัพท์มือถือลงกับพื้น เพราะบัดนี้หมู่บ้านของเธอกลับกลายเป็นทุ่งนาไกลสุดลูกหูลูกตา พื้นถนนตรงหน้านั้นมีแต่ข้าวเปลือกตากอยู่จนแทบมองไม่เห็นพื้นถนน ที่น่าสะพรึงที่สุดคือร่างของยายดมที่กำลังนั่งยอง ๆ อยู่กลางกองข้าวเปลือก หญิงชราค่อย ๆ หันหน้ามามองหญิงสาวในสภาพใบหน้ายุบ และภายในส่วนที่ยุบเป็นแอ่งนั้นก็เต็มไปด้วยรวงข้าวที่กำลังชูช่อสะบัดตามแรงลม หญิงชราค่อย ๆ ยืนขึ้นแล้วหันมาทางซีเปียที่นั่งเบิกตาโพลง

       ภาพความทรงจำวันนั้นแล่นเข้ามาในสมองทันทีอย่างไม่ได้รับเชิญ...

 

       รถของพาคุปแล่นไปบนท้องถนนที่รอบข้างแลดูสว่างไสวด้วยแสงแดดยามบ่าย ชายหนุ่มค่อนข้างเมาหลังจากไปสังสรรค์กับเพื่อนที่บ้านย่านชานเมือง สายตามองตรงไปเบื้องหน้าซึ่งเป็นท้องถนนที่ว่างเปล่าไม่มีรถสักคันแล่นสวนมา เสียงเพลงแนวเมทัลร็อคถูกเปิดจนดังกระหึ่มยิ่งเพิ่มความคึกคะนองให้พาคุปเหยียบคันเร่งจนเกือบมิดแบบที่ไม่สามารถขับรถด้วยความเร็วแบบนี้ได้ในเมืองหลวง

       เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะความสุนทรี ชายหนุ่มเหลือบตามองเห็นเป็นเบอร์ของซีเปียก็ถอนหายใจอย่างระอา เจ้าหล่อนโทรหาเขาแทบจะทุกครึ่งชั่วโมงจนเพื่อนในวงเหล้าหาว่าเขาเป็นลูกแหง่ สุดท้ายจึงตัดสินใจเลิกรับสาย ถ้าจะให้นับมิสคอลตอนนี้น่าจะเกือบยี่สิบสายได้แล้ว และถ้าสายนี้ไม่รับอีกก็ไม่รู้จะต้องทนฟังเสียงเรียกเข้าอีกนานเท่าไหร่ รับมันเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยแล้วกัน

       “มีอะไรเนี่ยเปีย โทรมาอยู่ได้” ว่าจะไม่หงุดหงิดแต่ก็ทำไม่ได้ ใครไม่เจออย่างเขาคงไม่เข้าใจหรอก

       “ทำไมไม่รับสาย นึกว่าตายไปแล้ว!” ไม่ใช่แต่พาคุปหรอกที่หัวเสีย ซีเปียเองก็หงุดหงิดแทบเป็นบ้า ทั้งโมโหและเป็นห่วง

       “ก็กินเหล้าอยู่ จะโทรมาเช็กอะไรทุกสิบนาที นี่ยังไม่ได้แต่งงานกันยังขนาดนี้ ถ้าแต่งแล้วไม่ตามติดเป็นแม่เลยหรือไง!” ชายหนุ่มใส่อารมณ์ขณะที่เหยียบคันเร่งจนมิด สายตามองตรงไปบนท้องถนนเบื้องหน้าที่ว่างเปล่า

       “พูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง จะถอนหมั้นเลยไหมล่ะ ? อย่ามาท้านะ!” ฝ่ายหญิงก็ไม่ลดราวาศอก เวลานั้นเหมือนไฟเจอกับไฟ

       “ไม่ท้าโว้ย! แต่งงานเอาเมีย ไม่ได้เอาแม่”

       ทันใดนั้นจากท้องถนนตรงหน้าที่เคยว่างเปล่าพาคุปกลับเห็นข้าวเปลือกตากอยู่เกือบเต็มพื้นที่ถนน ชายหนุ่มสะดุ้งจะเหยียบเบรกแต่ก็ไม่ทันแล้ว รถของเขาเหยียบไปบนกองข้าวเปลือกอย่างไม่ได้ตั้งใจ นั่นยังไม่น่าตกใจเท่าเห็นร่างของหญิงชราคนหนึ่งที่มาตั้งซุ้มนอนเฝ้าข้าวของตัวเองที่ริมถนนดันวิ่งเข้ามาขวางทางเพื่อห้ามไม่ให้รถของพาคุปเหยียบข้าวเปลือกของตนจนเสียหาย รถที่แล่นมาเร็วเมื่อเจอกับหญิงชราที่โผล่มาอย่างไม่ดูตาม้าตาเรือ รถของชายหนุ่มจึงชนเข้าอย่างแรงจนร่างของหญิงชราติดไปกับใต้ท้องรถ ก่อนจะกลิ้งออกมาตามแรงเบรก

       พาคุปหอบหายใจแรงด้วยความตกใจ หัวใจเต้นโครมราวกับจะทะลุออกมาจากหน้าอก เขานั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยรถ มองไปยังเบื้องหน้าที่ว่างเปล่า ได้ยินเสียงร้องของซีเปียดังมาจากในโทรศัพท์ที่เปิดสปีกเกอร์โฟนไว้

       “พาคุป! เกิดอะไรขึ้น ? ฮัลโหล...พาคุป! พาคุป!”

       “เปีย...ผมขับรถชนคน” ชายหนุ่มตอบเสียงสั่น ไม่รู้จะทำยังไงต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่เขาขับรถชนคน

       “อะไรนะ แล้ว...ตายไหม ?” คู่หมั้นสาวเอ่ยถาม เธอไม่อยากให้มีเรื่องขึ้นหน้าหนึ่งก่อนแต่งงานซึ่งก็เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน

       “ไม่รู้...ผมไม่รู้” คนที่ขับรถชนบอก สายตามองตรงไปด้านหน้ารถเห็นร่างของหญิงชรานอนคว่ำอยู่กลางถนนที่เต็มไปด้วยข้าวเปลือก

       “มีคนเห็นไหม ?” ซีเปียเอ่ยถามเสียงสั่น

       “ไม่รู้...ผมไม่รู้ ผมจะทำยังไงดี ผมไม่ได้ตั้งใจ ยายแก่นั่นวิ่งมาตัดหน้ารถผมเอง คงเป็นพวกชาวนาที่มาเฝ้าข้าวที่ตากไว้บนถนน...โธ่เว้ย! ถนนหลวงแท้ ๆ มาทำแบบนี้ได้ยังไง ใครจะไปเห็นวะ เฮ้ย! เค้ายังไม่ตาย!” พลันสายตาของพาคุปเห็นร่างของยายแก่ขยับตัว กำลังจะตัดสินใจลงไปดูแต่ได้ยินเสียงของซีเปียเสียก่อน

       “เหยียบให้ตายไปเลย แถวนั้นไม่มีกล้องหรอก นี่ถ้ามันรอดแล้วมาแจ้งจับคุณจะทำยังไง ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลอีก แล้วถ้ามันเรียกค่าเสียหายจะเอาที่ไหนไปจ่าย เงินเอาไปจ่ายค่าเตรียมจัดงานแต่งหมดแล้ว ยิ่งถ้ารับผิดแล้วมันไปตายที่โรงพยาบาล ทีนี้เรื่องใหญ่เลย ตัดไฟแต่ต้นลมเถอะ เหยียบมันให้ตายแล้วรีบหนีออกมา!” หญิงสาวเร่งเสียงดังเพื่อยืนยันเจตนาว่าต้องการให้เขาทำแบบนั้นจริงๆ เธอเคยได้ยินข่าวรถประสบอุบัติเหตุจากการที่มีชาวนาเอาข้าวไปตากบนถนนหลวง นี่แหละจะได้หลาบจำว่าถนนมีไว้ให้รถวิ่ง ไม่ใช่มีไว้หาประโยชน์ส่วนตัว ถ้าจะผิดก็ผิดด้วยกันทั้งคู่ แต่เลือกที่จะให้ฝ่ายนั้นผิดคนเดียวดีกว่า

       “เอาอย่างนั้นเหรอ ?” สารภาพตามตรงว่าตอนนั้นพาคุปก็สติแตกจนทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายเขาก็ยอมเชื่อหญิงคนรักด้วยการเร่งเครื่องแล้วเหยียบคันเร่งให้ล้อรถเหยียบไปบนร่างของหญิงชราที่ยังหายใจ รถของพาคุปลากร่างของยายดมไปในสภาพใบหน้าครูดกับพื้นถนนอย่างแรงจนใบหน้าของหญิงชราแทบจะไม่เหลืออะไร กลายเป็นหลุมลึกชวนน่าสะพรึงก่อนจะขาดใจตายทันที

       ในขณะที่เขากำลังจะเร่งเครื่องหนี เสียงชาวบ้านแถวนั้นที่เห็นเหตุการณ์ก็วิ่งกรูกันมาที่รถของฆาตกรเพื่อที่จะจับตัวชายเจ้าของรถ นั่นทำให้พาคุปตกใจหนักกว่าเก่า หักพวงมาลัยหลบชาวบ้านจนรถพุ่งชนกับเสาไฟฟ้าอย่างแรง แล้วทุกอย่างก็ดับวูบ

       ดับแบบยังมีลมหายใจหนึ่ง...และดับแบบไร้ลมหายใจอีกหนึ่ง!

 

       ฟ้าร้อนใจไม่น้อยที่โทรหาเพื่อนสาวไม่ติดไม่ว่าจะโทรซ้ำอีกกี่ครั้งก็ตาม ใจคอเริ่มไม่ดีว่าเมื่อคิดว่าอาจจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับอีกฝ่าย นี่เธออุตส่าห์อัญเชิญพระพุทธรูปที่บ้านตัวเองมาที่บ้านของซีเปีย เพราะรู้ว่าซีเปียเพิ่งซื้อบ้านใหม่ยังไม่มีพระพุทธรูปไว้เป็นที่พึ่งทางใจ หญิงสาวขับรถเข้ามาในหมู่บ้านที่เงียบเชียบยามดึก ในขณะที่มือก็ยังกดโทรศัพท์โทรหาเพื่อนอย่างร้อนใจ แต่ครั้นเมื่อใกล้ถึงบ้านของซีเปียแล้วเห็นรถเก๋งของเพื่อนจอดอยู่ก็เบาใจ อย่างน้องยายเปียก็กลับมาถึงบ้านแล้ว บางทีอาจจะเหนื่อยจนเผลอหลับไปก็ได้

       คนเป็นเพื่อนจอดรถตัวเองใกล้ ๆ คันของเพื่อน หันไปยกมือไหว้พระพุทธรูปที่วางอยู่ตรงเบาะข้าง ๆ แล้วอุ้มขึ้นมาถือไหว้ ก่อนจะเดินไปกดกริ่งเพื่อเรียกซีเปียที่อยู่ในบ้าน แต่แล้วหญิงสาวก็ต้องชะงัก หันไปมองที่รถของเพื่อนซึ่งเปิดไฟในรถไว้อย่างผิดวิสัย แรกทีเดียวคิดว่าอาจจะปิดประตูไม่แน่นหรือเปล่า...แต่ก็ไม่ใช่

       สิ่งที่เธอเห็นคือร่างของซีเปียในสภาพใบหน้ายุบหายไปครึ่งหนึ่ง ดวงตาทั้งสองข้างถลนออกจากเบ้าชวนสังเวช ที่ใบหน้านั้นมีต้นข้าวที่กำลังออกช่อแทงขึ้นมาราวกับกะโหลกของมนุษย์เป็นกระถางต้นไม้ชั้นดี ปากที่อ้ากว้างนั้นเต็มไปด้วยข้าวเปลือกยัดอยู่เต็มจนล้น มือทั้งสองข้างหงิกงอแสดงให้เห็นถึงความทุกข์ทรมานก่อนที่จะตาย

       พระพุทธรูปในมือของฟ้าหล่นลงพื้นอย่างคนไม่มีแรงจะถือไว้

       เธอมาช้าไป...ช้าไปแล้วจริง ๆ

       “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด...!!!”

 

จบบริบูรณ์

 

 

       พออ่านเรื่องนี้จบ ผมนึกถึงตัวเองที่เคยขับรถไปต่างจังหวัดแล้วเห็นข้าวเปลือกตากบนถนนจนบางทีเกือบเบรกไม่ทัน เห็นมีข่าวเคยสัมภาษณ์ชาวบ้านถามว่าทำไมต้องเอาข้าวมาตากบนถนน มีเหตุผลหลากหลายเช่น ไม่ต้องเสียค่าที่ ไม่ต้องปรับหน้าดินเพื่อตากข้าว บนถนนสะอาดกว่าพื้นดิน ถนนมันร้อนตากข้าวแห้งไว ฯลฯ ซึ่งความจริงแล้วก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะถนนเป็นของสาธารณะ มีไว้ให้ยานพาหนะขับขี่สัญจร แต่กระนั้นชาวบ้านบางคนก็น่าสงสาร ข้าวก็ขายได้ราคาต่ำ บางคนเช่านาทำมาหากิน ถ้าต้องเสียเงินไปเช่าพื้นที่ตากข้าว ไปปรับหน้าดิน ได้เงินมาก็คงไม่พอใช้ มีหวังอดตายเหมือนกัน แต่ผมคิดว่ามันมีทางออกที่ดีกว่านั้น นั่นคือน่าจะให้แต่ละชุมชนปรึกษากัน อาจะหาที่ส่วนกลางเช่นลานวัด สนามในโรงเรียน แล้วแบ่งสัดส่วนแบ่งเวลากันไปตากข้าว ส่วนคนขับรถขับถนนก็ควรขับด้วยความระมัดระวัง ถ้ามันเลี่ยงได้ก็เลี่ยงกันสักหน่อย เชื่อว่าน้ำใจของเพื่อนมนุษย์นั้นคือสิ่งจำเป็นในการอาศัยอยู่ร่วมกันในสังคม ถ้ามันไม่เหนือบ่ากว่าแรงจนเกินไปก็ควรถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

       “ฟิชแอนด์ชิปส์ได้แล้วครับอาจารย์ ผมเอาน้ำเปล่ามาให้ด้วยครับ”

       พนักงานหนุ่มมีน้ำใจ ผมวางหนังสือลงแล้วยิ้มให้อีกฝ่าย น้ำใจของเพื่อนมนุษย์นั้นคือสิ่งจำเป็นในการอาศัยอยู่ร่วมกันในสังคมจริง ๆ

       “ขอบใจมาก”

       พนักงานหนุ่มก้มตัวเล็ก ๆ แล้วยิ้มตอบ ก่อนจะเดินกลับไปทำงานของตัวเอง กลิ่นฟิชแอนด์ชิปส์หอมจนอดใจแทบไม่ไหว ผมหยิบเลมอนหั่นซีกออกมาบีบลงบนเนื้อปลาทอดกรอบ ก่อนจะใช้มีดตัดเนื้อปลาออกเป็นชิ้นพอดีคำ ป้ายด้วยทาร์ทาร์ซอสสูตรพิเศษของทางร้าน เมื่อเข้าปากแล้วมันช่างให้ความรู้สึกอร่อยเสียจนลืมความพะอืดพะอมของผัดกะเพราเนื้อเด็กที่จิตนาการจากในหนังสือไปจนหมดสิ้น

       ผมยกน้ำเปล่าขึ้นดื่มเพื่อล้างปาก ทำจิตใจให้สบายก่อนจะหยิบหนังสือที่อ่านทิ้งไว้ขึ้นมาอ่านต่อ เรื่องต่อไปเป็นเรื่องของคนที่เกิดวันพฤหัสบดี ที่ว่ากันว่าจะมีจิตสื่อสารกับบันไดบ้าน

       เรื่องสั้นเรื่องนี้มีชื่อว่า...

       บันไดหลอนซ่อนฆาตกรรม!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น