อัปเดตล่าสุด 2021-01-20 17:26:39

ตอนที่ 17 WEDNESDAY-ไปงานศพ...เพื่อเป็นศพ! : เอาพวงหรีดของแกคืนไป!

       เสียงเคาะกระจกที่นั่งข้างคนขับดังขึ้น ซีเปียสะดุ้งหันมอง เห็นเป็นชายแก่ยืนถือไฟฉายอยู่จ้องเขม็งมายังเธอราวกับต้องการสนทนาด้วย ซีเปียเลื่อนกระจกลงแล้วอีกฝ่ายก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

       “คุณ มางานศพยายดมเหรอครับ ?” ชายชราเอ่ยถามพลางเอาไฟฉายส่องหน้าแขก ชีเปียหรี่ตาแล้วยกมือขึ้นบังแสงไฟ ความที่ยังใจเต้นแรงจากเหตุการณ์เมื่อสักครู่ไม่อย่างนั้นอาจมีด่ากันบ้าง เอาไฟฉายมาส่องหน้าแบบนี้ทำไม ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย

       “เอ่อ...ค่ะ” หญิงสาวตอบ อีกฝ่ายพยักหน้ารับก่อนจะลดไฟฉายที่ส่องหน้าของหญิงสาวต่างถิ่นลง

       “อยู่ศาลาโน้นเลยครับ มีศาลาเดียว คราวหลังจะจอดรถก็ดูดี ๆ ก่อนนะคุณ นี่อีกนิดเดียวก็จะชนโกศคนตายแล้ว” ชายชราบอกแล้วเดินหายไปอีกทางหนึ่ง ทิ้งให้ซีเปียทำหน้าฉงน โกศคนตายตรงไหนไม่เห็นมีเลย แต่ครั้นพอเธอลงจากรถจะไปเปิดกระโปรงหลังเพื่อเอาพวงหรีดไปไว้อาลัยให้ ยายดม หญิงสาวก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นว่าทางด้านข้างรถที่เธอจอดนั้นเรียงรายไปด้วยโกศคนตายเป็นแถวยาว นี่ถ้าเธอจอดรถเฉียงไปอีกนิดเดียวมีหวังได้ชนโกศคนตายพังแน่ แต่จะโทษเธออย่างเดียวก็ไม่ถูกเพราะในวัดมืดเสียขนาดนี้ น่าจะติดไฟให้สว่างสักหน่อย

       ซีเปียหยิบพวงหรีดที่ทำมาจากดอกไม้สดออกมาถือไว้ สายตามองตรงไปยังศาลาสวดศพที่อยู่ไม่ไกลจากบริเวฯที่รถจอดอยู่ ตอนแรกเธอว่าจะซื้อพวงหรีดที่ทำจากผ้าขนหนูมาให้เผื่อว่าจะได้ใช้ประโยชน์ต่อ แต่เคยอ่านเจอจากในอินเทอร์เน็ตว่าเอาเข้าจริงแล้วผ้าขนหนูในพวงหรีดมักจะเป็นผ้าขนหนูคุณภาพต่ำที่ใช้งานไม่ได้เรื่อง ซ้ำบางร้านยังตัดผ้าขนหนูครึ่งเดียวจนเมื่อนำออกมาแล้วใช้งานได้เพียงนำมาเป็นผ้าเช็ดโต๊ะเท่านรั้น ซีเปียจึงเลือกที่จะใช้พวงหรีดดอกไม้สด คิดแล้วก็เพลีย ธุรกิจเกี่ยวกับคนตายยังโกงกินกันเลยเนอะมนุษย์เรา

       ถ้าไม่จำเป็นซีเปียไม่อยากจะไปงานศพใครทั้งนั้น เธอไม่ชอบความสลดหดหู่ ไม่ชอบนั่งฟังเสียงพระสวด ไม่ชอบนั่งมองรูปหน้าศพ ไม่ชอบโลงศพ ไม่ชอบทุกอย่างที่เกี่ยวกับงานศพ และไม่รู้เป็นอะไรหากไปงานศพทีไร เธอมักจะกลับบ้านไปแล้วรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเสมอ เคยมีคนบอกไว้ว่าคนเกิดวันพุธไม่จำเป็นอย่าไปงานศพเพราะมักมีจิตสื่อสารกับคนตายในงานศพ เธอไม่รู้หรอกว่ามันจริงไหมแต่ถ้าเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง

       แต่งานนี้เลี่ยงไม่ได้เพราะคนที่ทำให้หญิงชราต้องเข้าไปนอนในโลงคือ พาคุป คู่หมั้นของเธอเองที่ตอนนี้ยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

       โลงศพไม้ธรรรมดาตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้พลาสติกที่ดูก็รู้ว่าผ่านการใช้งานมานักต่อนัก ไฟกะพริบหลากสีสันถูกนำมาตกแต่งรอบโลงศพและดอกไม้จนราวกับว่างานศพนี้เป็นงานคริสต์มาสที่เต็มไปด้วยความรื่นเริง มีพวงหรีดตั้งอยู่สองพวง พวงหนึ่งทำมาจากผ้าขนหนูแบบที่ซีเปียตั้งใจจะซื้อมาแต่แรก อีกพวงหนึ่งทำมาจากช้อนสแตนเลสที่เรียงกันเป็นรูปหางนกยูง แบบนี้น่าจะได้ใช้ประโยชน์หลังจากงานศพเสร็จ ซีเปียเดินถือพวงหรีดดอกไม้สดอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เข้าไปในศาลาสวดศพที่มีสภาพเก่าไม่ต่างจากส่วนอื่นของวัด ไม่รู้คนไหนเป็นญาติโกโหติกาของคนตายเพราะเธอมาแบบไม่รู้จักใคร จนเมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่งดูท่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเธอที่สวมเสื้อผ้าลูกไม้สีดำกับผ้าถุงแบบบ้าน ๆ เดินมารับพวงหรีดไปแล้วเอ่ยถาม

       “ไหว้ยายดมหรือยังคะ ?”

       “เอ่อ...ยังค่ะ” คนที่เพิ่งมาถึงบอก หญิงคนนั้นจึงเดินไปส่งพวงหรีดให้ผู้ชายอีกคนที่คงจะเป็นสามี ก่อนจะนั่งลงแล้วคลานไปตรงหน้าโลงศพของผู้เสียชีวิต จัดการจุดธูปหนึ่งดอกส่งให้กับซีเปีย ขณะที่หญิงสาวเข้าไปนั่งลงตรงหน้าโลงศพของผู้เสียชีวิต ประนมมือขึ้นเพื่อจะขออโหสิกรรมแทนพาคุปคู่หมั้นของตัวเองที่ไม่สามารถมาที่นี่ได้

       แต่ยังไม่ทันจะได้ขอขมาอะไร อยู่ดี ๆ ก็เหมือนมีมือของใครบางคนปัดมือของเธออย่างแรงจนธูปในมือหล่นลงบนพื้น โดยสัญชาตญาณซีเปียเงยหน้าขึ้นมองที่โลงศพทันที สิ่งที่เห็นทำเอาเธอตาค้างเพราะบัดนี้มีร่างของยายดมยืนจังก้าอยู่บนโลงศพพลางชี้นิ้วมายังแขกแปลกหน้าของงานศพตัวเอง

       “คุณ...คุณมาจากไหน ?” เสียงของหญิงสาวคนที่จุดธูปให้เอ่ยถามซีเปียจนเธอสะดุ้ง มองที่มือของตัวเองซึ่งยังถือธูปไว้ ไม่ได้ถูกใครปัดหล่นอย่างในภวังค์ความคิดเมื่อสักครู่ ซีเปียรีบเอื้อมมือไปปักธูปแล้วแอบเหลือบตามองโลงศพของคนตายซึ่งไม่ได้มีอะไรผิดปกติ ก่อนจะหันไปทวนคำถามอีกฝ่ายเพราะไม่ทันได้ยิน

       “เมื่อกี้คุณถามฉันว่ายังไงนะคะ ?”

       “ฉันถามว่าคุณมาจากไหนคะ ไม่เคยเห็นหน้า” ตามประสาคนต่างจังหวัดการถามจึงถามตรง ๆ อย่างไม่อ้อมค้อม คนถูกถามอึกอักเล็กน้อยก่อนจะล้วงมือไปในกระเป๋ายี่ห้อหรู หยิบเอาซองกระดาษที่ภายในมีเงินสดจำนวหนึ่งส่งให้กับผู้หญิงคนนั้นซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นลูกสาวของยายดมผู้เสียชีวิต

       “ฉันชื่อซีเปียนะคะ เป็นคู่หมั้นของพาคุปคนที่ขับรถชนคุณยาย ตอนนี้พาคุปรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเดินทางมาเองไม่ได้ ฉันเลยเป็นตัวแทนมาแสดงความเสียใจแทนค่ะ ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ ถ้ามีอะไรที่ทางเราช่วยได้ขอให้ทางญาติของยายดมบอกได้เลยนะคะ นี่เป็นเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ขอช่วยทำบุญค่ะ” ซีเปียยื่นซองกระดาษให้อีกฝ่าย หมายว่าถ้าอีกฝ่ายรับซองแล้วเธอจะขอตัวกลับทันทีเพราะกลัวว่าถ้ากลับดึกกว่านี้จะหลงทางไปเสีย

       แต่เรื่องไม่ได้เป็นอย่างนั้น...

       หญิงสาวคนที่มาต้อนรับแขกแปลกหน้าได้ยินเช่นนั้นก็ลุกผึงขึ้น ใบหน้าที่เป็นมิตรแปรเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวโกรธทันที เธอปัดซองในมือของซีเปียออกอย่างรังเกียจก่อนจะเดินไปหาสามีที่กำลังจะเอาพวงหรีดดอกไม้สดที่สวยที่สุดในศาลาขึ้นตั้งบนขาตั้ง หญิงสาวกระชากพวกหรีดมาถือไว้ก่อนจะเดินกลับมาหาซีเปียแล้วขว้างพวงหรีดคืน ในขณะที่คนเอามาให้ตกใจอ้าปากค้างไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

       “เอาของของคุณคืนไปให้หมด! ฉันไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น แล้วก็รีบออกไปจากที่นี่...ไป๊!” หญิงสาวแผดเสียงใส่อย่างเกรี้ยวโกรธจนคนเป็นสามีต้องมาดึงแขนไว้ แต่กระนั้นก็หันมาพูดกับซีเปียอย่างไม่ญาติดี

       “ไปซะ พวกเราไม่ต้อนรับคนที่ขับรถชนยายดม รู้ว่าเมาแล้วยังขับรถอีก มันน่าจะตายแทนยายดมไปเสีย คนดี ๆ กลับต้องมาตายเพราะคนเลว ๆ อย่างพวกคุณ สวะสังคม!” ว่าจะไม่ด่าแต่ก็อดไม่ได้

       “แต่ฉันไม่ใช่คนชนนะคะ ฉันเป็นแค่คู่หมั้นของพาคุป ที่มานี่ฉันก็มาแสดงความเสียใจ พูดดี ๆ กันก็ได้ ที่สำคัญคนผิดน่าจะเป็นทางฝั่งคุณมากกว่าที่เอาข้าวมาตากไว้บนถนนหลวงแล้วยังวิ่งมาขวางรถอีก กล้องหน้ารถก็มี ฉันไม่เรียกร้องค่าเสียหายก็บุญเท่าไหร่แล้ว!” ซีเปียเริ่มมีน้ำโห เธอไม่ใช่คนทำให้เกิดเรื่องทำไมญาติพี่น้องของคนตายถึงต้องมาพูดราวกับเธอเป็นฆาตกร และเธอก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่จะยืนรับคำด่าว่าและการกระทำที่ต่ำ ๆ แบบนี้ได้ ถ้าเธอเป็นคนขับรถชนเองก็ว่าไปอย่าง ที่สำคัญพาคุปก็ไม่ใช่คนผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ทางนั้นก็มีส่วนผิด ถึงแม้ว่าพาคุปจะเมาก็เถอะ

       “พวกคนรวยอย่างพวกคุณไม่มีทางเข้าใจคนจน ๆ แบบพวกฉันหรอก อธิบายไปก็เหมือนเป่าสากกะเบือ คุณไม่ใช่ฝ่ายที่สูญเสียก็พูดได้สิ ลองคนที่ตายเป็นคนของคุณ คุณก็คงไม่มาพูดดีแบบนี้หรอก ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ! ออกไปจากงานศพแม่ของฉัน!” หญิงสาวเอ่ยไล่ซีเปียทำราวกับอีกฝ่ายเป็นหมูเป็นหมา ซีเปียคิดจะด่าสวนกลับแต่เมื่อมองรอบข้างแล้วพบว่าคนในศาลาต่างมองมาที่เธออย่างตำหนิ คงไม่มีใครเข้าข้างฝั่งที่ขับรถชนคนตายหรอก เธอหัวเดียวกระเทียมลีบ ครั้นจะทำเก่งกล้าสามารถแบบนางเอกในละครก็คงไม่ใช่เรื่อง ซีเปียจึงตัดสินใจลุกผึงขึ้นจากตรงที่ที่นั่งอยู่ หยิบซองเงินมาเพราะในเมื่อไม่อยากได้ก็จะเอาคืน ส่วนพวงหรีดนั้นเธอไม่เอากลับไปให้เหนื่อยเปล่าหรอก ถ้าไม่เอาก็ทิ้งไว้อย่างนั้นนั่นแหละ!

       เหมือนมีไฟร้อนสุมอยู่ในทรวงอกขณะที่เดินกลับไปยังรถของตัวเอง มันเป็นความรู้สึกเหมือนถูกหมาหมู่รุม ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้เธอจะไม่บากหน้ามาให้เสียเวลา รอไปสู้กันในชั้นศาลก็แล้วกันว่าใครจะผิดกว่ากันระหว่างชาวบ้านที่เอาข้าวมาตากบนถนนหลวงกีดขวางทางจราจรแล้ววิ่งมาขวางหน้ารถเอง กับคนเมาแล้วขับรถชนคนตาย...เอ่อ ที่จริงก็รู้แหละว่าเมาแล้วขับชนคนตายน่าจะผิดกว่า แต่ก็ไม่น่าจะผิดร้อยเปอร์เซ็นต์นี่นา ซีเปียคิดว่าถ้าหาทนายเก่ง ๆ มาสู้อาจจะพอสู้ได้เพราะมีหลักฐานเป็นกล้องหน้ารถชัดเจน

       หญิงสาวเข้านั่งประจำที่ พยายามตั้งสติก่อนสตาร์ทเครื่อง กำลังจะถอยรถออกด้วยความระมัดระวังเพราะกลัวจะไปชนโกศคนตายที่ตั้งเรียงรายอยู่ในความมืด แต่แล้วเธอก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นร่างของ ‘ใครบางคน’ วิ่งผ่านกล้องหลังรถไปอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนมองแทบไม่ทันแต่มั่นใจว่าเห็น หัวใจของซีเปียเต้นระส่ำ มองกระจกหลังอีกครั้งให้แน่ใจว่ามีใครอยู่ทางด้านหลังรถหรือเปล่า กลัวว่าถอยหลังแล้วไปชนใครเข้าจะเป็นเรื่องขึ้นมาอีก แค่เรื่องของพาคุปคนเดียวก็ยุ่งจะแย่แล้ว ไม่อยากจะสร้างคดีใหม่ขึ้นมาอีก ซึ่งเมื่อมองกระจกหลังก็พบแค่ความว่างเปล่า มองที่หน้าจอจากกล้องหลังรถก็ไม่เห็นใคร มีแต่ความมืดและโกศคนตายซึ่งเธอก็คงไม่อาจหาญเปิดประตูรถลงไปดูในเวลานี้ เธอว่าที่นี่มันแปลก ๆ แปลกตั้งแต่ ‘สิ่งที่เธอเห็น’ ในงานศพของยายดมแล้วแต่พยายามไม่คิดมาก เพราะแค่นี้ก็ปวดหัวตุบ ๆ จนอยากจะซัดพาราซักสองสามเม็ดแล้วเข้านอนเสียให้รู้แล้วรู้รอด

       หญิงสาวขับรถออกจากวัดด้วยความรู้สึกอัดอั้น อยากจะโทรไประบายกับใครสักคนเหลือเกิน ถ้าพาคุปไม่ได้แอดมิดอยู่ที่โรงพยาบาลเขาคงเป็นคนแรกที่เธอเลือกจะโทรไปคุยเพื่อระบายเหมือนที่เคยทำมาตลอดห้าปีที่คบหากัน แต่ตอนนี้เขาคงไม่มีแรงจะมาฟังหรอก ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นต้นเหตุทำให้เธอต้องมาซวยโดนด่าไปด้วย นี่ถ้าพิกลพิการไปไม่รู้จะอยากแต่งงานด้วยอีกหรือเปล่า ไอ้รักน่ะรักแต่จะให้มาตามล้างตามเช็ดคนพิการเธอคงไม่ทำ ชีวิตยังมีอะไรอีกหลายอย่างให้ทำให้คิดจะมาจบชีวิตที่ผู้ชายคนเดียวมันก็ไม่ใช่

       “ฮัลโหล...ยายฟ้า แกว่างอยู่หรือเปล่า ?”

       หวยจึงไปตกที่เพื่อนสนิทต้องมาฟังซีเปียบ่นแทน ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้อิดออดอะไร ค่อนข้างชินเสียมากกว่า เพราะเวลาที่ ฟ้า อยากเม้าท์เรื่องชาวบ้านก็เลือกที่จะโทรหาซีเปียเป็นคนแรกเหมือนกัน

       “ว่าไงแก คุยได้”

       “นี่ ฉันมางานศพยายคนที่พาคุปขับรถชนแล้วนะ แกรู้ไหมว่าฉันเจอกับอะไร ?” คนเป็นเพื่อนเอ่ยถาม คาดหวังคำตอบว่าคงจะเป็น ‘ไม่รู้’ แต่ผิดคาด 

       “ถ้าให้ฉันเดา ทางนั้นคงจะโยนพวงหรีดของแกคืนแล้วไล่ตะเพิดแกกลับมาแน่”

       “เฮ้ย...รู้ได้ยังไง ?” ซีเปียเอ่ยถามอย่างไม่อยากจะเชื่อในขณะที่สายตามองตรงไปยังถนนเส้นเปลี่ยวเบื้องหน้าที่มืดสนิทไม่มีแม้แต่ไฟข้างทาง นี่ถ้าไม่ได้จีพีเอสคงจะขับหลงไปไหนต่อไหนแล้ว สองข้างทางเป็นทุ่งนากว้าง ๆ สุดลูกหูลูกตาไม่เห็นบ้านคนในละแวกนี้เลย ไม่น่าเชื่อว่าแถวนี้อยู่ห่างออกมาจากในเมืองแค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่มันเหมือนหลุดออกมาอีกโลกหนึ่งอย่างไรอย่างนั้นเลย

       “แหม...ถ้าเค้าพูดดีกับแก มาต้อนรับแกอย่างดี แกจะโทรมาระบายกับฉันเหรอ” ปลายสายหัวเราะเบา ๆ อย่างรู้นิสัยเพื่อนดี อีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับ...จริงของนาง

       “ฉันนี่แทบจะทนไม่ไหว อยากจะอาละวาดให้งานศพพังไปเลย แต่ก็หัวเดียวกระเทียมลีบ กลัวจะถูกยำจนกลายเป็นศพตามยายคนนั้นไป อุตส่าห์ขับรถเอาพวงหรีดไปให้ ใส่ซองไปอีกต่างหาก แล้วอันที่จริงก็ผิดด้วยกันทั้งคู่ จะมาโทษพาคุปอย่างเดียวก็ไม่ถูก” ในขณะที่ซีเปียกำลังคุยกับเพื่อนรักอยู่นั้น สายตาที่มองตรงไปยังถนนตรงหน้าก็เห็นมีข้าวเปลือกตากอยู่เต็มถนนทั้ง ๆ ที่ตอนมาไม่เห็นมี หญิงสาวหักพวงมาลัยหลบ ใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ถ้าเกิดขับรถเหยียบข้าวที่ตากไว้ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้เธอเข้าใจความรู้สึกของพาคุปแล้วที่ตกใจเวลาขับรถอยู่เพลิน ๆ แล้วเห็นมีอะไรมาขวางถนนหลวงเช่นนี้ ถนนมีไว้ให้รถวิ่ง ไม่ใช่เอาไว้มาใช้ตากของส่วนตัวแบบนี้นะ

       “ดีแล้วแก อย่าไปอาละวาดเลย ยังไงทางฝ่ายนั้นเค้าก็สูญเสียมากกว่า” คนเป็นเพื่อนปราม ขณะที่ซีเปียยังใจหายใจคว่ำกับเหตุการณ์เมื่อครู่ จากอาการตกใจเริ่มเปลี่ยนเป็นโมโหขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

       “น่าจะแกล้งโยนไฟแช็คลงไปให้ไฟไหม้ข้าวให้หมด!” เธอสบถออกมาอย่างหัวเสีย สายตายังมองตรงไปบนถนนตรงหน้าขณะที่กำลังคุยกับเพื่อนอยู่ด้วย

       “บ่นอะไรของแกเนี่ยยายซีเปีย ถ้าไม่มีอะไรแล้วเดี๋ยวฉันไปทำธุระแป๊บนะ ไว้ค่อยโทรมาเม้าท์ใหม่” คนเป็นเพื่อนตัดบทสนทนาเพราะถึงคิวต้องจ่ายเงินค่าข้าวของในรถเข็นแล้วจึงกล่าวลาแล้วกดวางสาย

       ซีเปียเหยียบคันเร่งไปบนท้องถนนตรงหน้า ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าท้องถนนมันยาวกว่าปกติทั้งที่ตอนขามาก็ไม่ไกลแบบนี้ หรืออาจจะเป็นเพราะมันมืดด้วยกระมัง

       แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อไฟหน้ารถสาดส่องไปบนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยข้าวเปลือกที่ตากไว้ นั่นยังไม่น่าตกใจเท่าการที่เห็นหญิงชราคนหนึ่งนั่งยอง ๆ ก้มหน้าอยู่กลางถนน จังหวะเดียวกับที่หญิงชราคนนั้นหันมาทางซีเปียก่อนจะลุกขึ้นแล้ววิ่งตรงเข้าหารถอย่างรวดเร็ว คนที่ขับรถอยู่กรีดร้องแล้วเหยียบเบรกจนล้อปัดเกือบทรงตัวไว้ไม่ได้ เพียงพริบตาทุกอย่างก็หยุดนิ่ง ได้ยินเสียงลมหายใจของซีเปียดังฟืดฟาดด้วยความตกใจ เธอตั้งสติแล้วค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น มองไปยังหน้ารถที่บัดนี้ว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่หน้ารถ ไม่มีข้าวเปลือกที่ตากอยู่ ไม่มี...ไม่มีอะไรเลย

       แค่นี้ซีเปียก็รู้แล้วว้ามันไม่ปกติ และไม่มีเหตุผลให้เธอต้องอยู่ตรงนี้ต่อไป หญิงสาวรีบเหยียบคันเร่งออกจากถนนเส้นระทึกขวัญในขณะที่เฝ้าถามตัวเองว่าสิ่งที่พบเจอนั้นมันคืออะไร ถ้าตาไม่ฝาดเธอว่าหญิงชราที่นั่งยอง ๆ ขวางทางรถนั้นคือคนคนเดียวกับที่อยู่ในภาพหน้าศพในศาลาวัด

       ผี...นี่เธอเจอผีจริง ๆ ใช่ไหม ?!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น