อัปเดตล่าสุด 2021-01-20 14:45:35

ตอนที่ 15 TUESDAY-เธอว่าห้องน้ำห้องที่เจ็ดหลังตึกสามมีผีไหม ? : ผีบังตา

       ชมพู่ส่ายหัวเบา ๆ ให้ความฟุ้งซ่านของตัวเองก่อนจะเดินไปที่อ่างล้างมือ จัดการล้างมือแล้วตรวจดูความเรียบร้อยของร่างกายตัวเองอีกครั้ง เคยรีบจนลืมรูดซิปข้างกระโปรงแล้วขึ้นสองแถวจนถูกเด็กเทคนิคแซวแทบจะเอาหน้าซุกแผ่นดินหนีมาแล้ว หลังจากนั้นเธอจึงตรวจดูซิปกระโปรงให้เรียบร้อยเสมอหลังเข้าห้องน้ำเสร็จ ไม่อยากขายขี้หน้าแบบวันนั้นอีกแล้ว

       เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ชมพู่จึงเดินออกไปตรงประตูทางเข้าห้องน้ำที่จำได้ว่าตอนเข้ามามันเปิดอยู่ เสียงดังปังเมื่อสักครู่ลมคงพัดมาจนทำให้ประตูปิดเสียกระมัง แต่ครั้นพอชมพู่จะเปิดมันกลับเปิดไม่ออก  เหมือนประตูถูกใช้แม่กุญแจล็อกจากด้านนอกเพราะเมื่อเขย่าจะได้ยินเสียงดัง...กึก...กึก...กึก เป็นจังหวะ ชมพู่เริ่มใจคอไม่ดี เขย่าประตูแรงขึ้นพร้อมกับส่งเสียงร้อง

       “มีใครอยู่ข้างนอกไหมคะ หนูติดอยู่ในห้องน้ำค่ะ มีใครได้ยินไหม ?” เด็กสาวร้องถามด้วยน้ำเสียงปกติแล้วออกแรงใช้มือสองข้างเขย่าประตูไปมา ครั้นพอมีแต่ความเงียบ ชมพู่ก็เริ่มใจคอไม่ดี จากแค่เขย่าประตูตอนนี้เปลี่ยนเป็นทุบตีและถีบพลางตะโกนร้องเสียงดังลั่นด้วยความอกสั่นขวัญแขวน “ใครก็ได้ช่วยด้วย! หนูติดอยู่ในนี้ค่ะ ช่วยด้วย...ช่วยด้วย!”

       และแล้วเสียงตะโกนนั้นก็ค่อย ๆ แผ่วลง

       แผ่วจนเบา...เบาเสียจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจ...เบาเสียจนเหลือแต่ความเงียบในที่สุด ไม่ได้ยินเสียงสัญญาณชีวิตในห้องน้ำแห่งนั้นอีก!

       ทันใดนั้นเสียงไขกุญแจก็ดังขึ้นในความเงียบของรัตติกาล ชมพู่ที่ใกล้หมดแรงรีบรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายประคองตัวเองให้ลุกขึ้นยืน จังหวะเดียวกับที่ประตูห้องน้ำถูกเปิดออกโดย ยามกร ที่ยังหนุ่มยังแน่น เขามองเด็กสาวด้วยความตกใจแล้วเอ่ยถาม

       “เอ้า! น้อง ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ นี่ถ้าผมไม่มาเดินตรวจความเรียบร้อยคงไม่ได้เจอน้องนะเนี่ย” ว่าแล้วยามกรก็ประคองร่างของเด็กสาวที่ดูหมดเรี่ยวแรงออกมานั่งสูดอากาศตรงมานั่งที่อยู่ริมรั้ว เสื้อนักเรียนของชมพู่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ใบหน้าของเด็กสาวซีดเผือดจนน่าเป็นห่วง

       “หนูเข้าห้องน้ำอยู่ค่ะ แล้วพอจะออกจากห้องน้ำประตูมันก็ล็อก” เธอบอกด้วยน้ำเสียงแหบพร่า อยากได้น้ำเย็น ๆ สักแก้วเหลือเกิน

       “ขอโทษที พี่นึกว่าไม่มีใครอยู่ในห้องน้ำแล้ว ก็เลยต้องล็อกประตูตามกฏของโรงเรียน เดี๋ยวมีคนจากข้างนอกปีนเข้ามามั่วสุมน่ะ แล้วนี่เป็นยังไงบ้าง ไปโรงพยาบาลไหม ?” ยามกรเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง พยายามเอามือตัวเองพัดวีให้เด็กสาวทั้งที่ไม่ช่วยอะไรสักเท่าไหร่ อีกฝ่ายส่ายหน้าปฏิเสธ

       “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวพักสักหน่อยก็คงดีขึ้น”

       “ป่านนี้ที่บ้านเป็นห่วงแย่แล้วมั้ง...ไป ๆ เดี๋ยวพี่ไปส่งที่บ้าน” ว่าแล้วยามหนุ่มก็ประคองร่างของชมพู่ออกมาจากที่นั่น พาเด็กสาวไปส่งที่บ้านจนเรียบร้อย

       เรื่องราวน่าจะจบลงแต่เพียงเท่านั้น...แต่ก็ไม่

       ชมพู่รู้สึกซาบซึ้งใจที่ยามกรช่วยเธอไว้ในวันนั้น ในขณะที่พ่อแม่ที่ลูกสาวหายไปครึ่งค่อนคืนกลับไม่สนใจไม่คิดจะตามหาเลยด้วยซ้ำ ก่อนที่เด็กสาวจะต้องไปอยู่กับป้าที่ชลบุรีช่วงปิดเทอมเธอจึงซื้อขนมมาให้ยามกรที่โรงเรียนเพื่อเป็นการขอบคุณที่เขาช่วยเธอ ยามกรที่กำลังกวาดใบไม้อยู่ที่ลานหน้าโรงเรียนเมื่อเห็นว่าเด็กสาวมาที่โรงเรียนก็ยิ้มรับแล้วทักทาย

       “อ้าวน้อง...เป็นยังไงบ้าง หายตกใจหรือยัง ?” ยามหนุ่มทักทายอย่างเป็นมิตร ชมพู่พยักหน้ารับ แอบมองอีกฝ่ายแล้วใจเต้นแรง ยามกรนั้นถ้าเดาไม่ผิดอายุน่าจะแค่ยี่สิบปลาย ๆ เท่านั้น ใบหน้าของเขาคมเข้มและดูเป็นคนใจดี ร่างกายกำยำที่ยามถอดเสื้อออกนั้นแลเห็นกล้ามเป็นมัด ๆ ดูมีเสน่ห์เสียจนแทบละสายตาไม่ได้ แต่กระนั้นชมพู่ก็ต้องหลบตาหันไปมองทางอื่น

       “หายแล้วค่ะ พอดีพรุ่งนี้หนูจะไปอยู่กับป้าที่ชลบุรีช่วงปิดเทอม เลยเอาขนมมาขอบคุณที่เมื่อวันก่อนช่วยหนูออกมาจากห้องน้ำ ถ้าไม่ได้ยามกรหนูต้องแย่แน่” เด็กสาวยื่นถุงขนมที่ซื้อมาจากตลาดให้อีกฝ่าย ยามกรยิ้มแล้วโบกไม้โบกมือไปมา

       “โอย...ไม่ต้องก็ได้ อันที่จริงมันเป็นความผิดของผมเองด้วยที่ไม่ตรวจดูให้ถี่ถ้วนก่อนจะล็อกประตู นี่ถ้าเรื่องรู้ไปถึง ผอ. มีหวังผมโดนไล่ออกแน่”

       “รับไปเถอะค่ะ หนูตั้งใจซื้อมาขอบคุณยามกรจริง ๆ” เด็กสาวคะยั้นคะยอจนสุดท้ายยามกรต้องรับถุงขนมไป แม้จะพยายามห้ามสายตาของตัวเองแล้วแต่ทว่าชมพู่ไม่อาจละสายตาจากหน้าท้องอันเป็นลอนของยามกรได้เลย ซึ่งยามหนุ่มก็มองเห็น เขาเองก็ไม่ใช่คนอินโนเซ้นส์ ยามกรแอบยิ้มแล้วเอ่ยชวนเด็กสาว

       “ซื้อขนมมาเยอะแยะเลย ผมกินคนเดียวไม่หมดหรอก ไปกินด้วยกันไหม ?” เป็นการเอ่ยชวนพร้อมกับส่งสายตาหวานให้ชมพู่ เด็กสาวอึ้งไปเล็กน้อย โต้เถียงกับตัวเองในใจว่าจะตอบรับดีไหม แม้ความดีงามจะบอกว่าไม่ควรอยู่กับชายแปลกหน้าสองต่อสอง แต่อีกใจกลับรบเร้าให้ตอบรับ ไม่ปฏิเสธว่าพึงใจยามกรอยู่เหมือนกัน

       ไป...ไม่ไป...ไป...ไม่ไป

       “ก็ได้ค่ะ แต่แค่แป๊บเดียวนะคะ” เด็กสาวกล่าวแล้วเดินตามร่างสูงใหญ่ของยามกรตรงไปทางด้านหลังโรงเรียนอันเป็นห้องพักของยามกร

       และการชวนกินขนมในครั้งนั้นก็ไม่ใช่แค่การกินขนมธรรมดา แต่กลับมีความสัมพันธ์เกินเลยลึกซึ้งด้วยอารมณ์อันเร่าร้อนจากวัยพุ่งพล่านที่ยากจะหักห้ามความรู้สึกของตัวเอง และเรื่องก็ไม่ได้จบลงแค่นั้น...ยามกรที่ดูภายนอกแล้วน่าจะเป็นคนดีแต่แท้จริงแล้วกลับมีรสนิยมทางเพศที่รุนแรง เขาตบตีชมพู่อย่างทารุณขณะมีเพศสัมพันธ์ มันรุนแรงเสียจนเขาพลั้งมือบีอคอของเด็กสาวจนตาย!

       ด้วยความตกใจที่พลั้งมือไปด้วยอารมณ์ ยามกรเอาศพของเด็กสาวไปเก็บไว้ในห้องน้ำห้องสุดท้ายของอาคารสุขาหลังตึกสาม ก่อนจะล็อกแม่กุญแจทางประตูด้านนอกแล้วหายตัวหนีความผิดไป ในขณะที่ผู้ปกครองของชมูพู่คิดว่าลูกสาวเดินทางไปหาป้าที่ชลบุรีแล้ว ส่วนป้าก็คิดว่าผู้ปกครองของชมพู่เปลี่ยนใจไม่ยอมให้ลูกสาวมาช่วยงาน ต่างคนต่างยุ่งจนไม่รู้เลยว่าชมพู่หายตัวไปและถูกฆ่าตายไปแล้ว

       กว่าจะพบศพของชมพู่ก็ตอนที่ศพส่งกลิ่นเหม็นเน่าลอยออกไปจนคุณครูเวรได้กลิ่นและแจ้งตำรวจให้เข้ามาตรวจดู สิ่งที่พบคือร่างของชมพู่ในสภาพขึ้นอืด ส่วนยามกรที่หนีไปต่างจังหวัดแต่สุดท้ายก็ถูกจับจนได้ ก่อนที่จะผูกคอตายในห้องขังในเวลาต่อมา มีข่าวร่ำลือกันว่า ก่อนที่ยามกรจะตายมีทีท่าเหมือนคนเสียสติ บอกว่ามีวิญญาณเด็กสาวที่เขาสังหารตามมาหลอกหลอน

       แม้โรงเรียนจะพยายามปิดข่าวนี้สักแค่ไหน แต่สุดท้ายเรื่องที่มีเด็กสาวตายในห้องน้ำห้องที่เจ็ดหลังตึกสามนั้นก็แพร่สะพัดไปทั่ว เรื่องเล่าจากปากต่อปากเริ่มผิดเพี้ยน จากที่ร่ำลือกันในจังหวัด เริ่มลามไปยังจังหวัดใกล้เคียง ลามไปยังจังหวัดอื่น ๆ จนสุดท้ายก็กลายเป็นเรื่องที่ว่ามีเด็กติดในห้องน้ำตอนปิดเทอมเพราะยามล็อกประตูไว้ มาเจออีกทีก็ตอนที่เปิดเทอมและเด็กอยู่ในสภาพแห้งเหลือแต่กระดูกเพราะขาดน้ำขาดอาหาร

       เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องเล่าในตำนานของโรงเรียน

       ทั้ง ๆ ที่ความจริงไม่ใช่แบบนั้นเลย...ไม่ใช่เลย!

       . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

       จากที่ตอนแรกอากาศร้อน ๆ อยู่ดี ๆ เต๋าก็รู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งร่างราวกับมีคนเอาน้ำแข็งมาลูบไล้ตามผิวหนัง ยิ่งเมื่อมองไปยังห้องน้ำหญิงหลังตึกสามตรงหน้าที่ตั้งทะมึนอยู่ในความสลัวยามราตรีนั้น ทำให้ยิ่งทวีความกลัวมากขึ้นไปอีก ตึกแถวที่ตั้งอยู่ริมกำแพงหลังโรงเรียนนั้นเพิ่มความอึดอัดและอึมครึมให้กับบริเวณนั้นอย่างบอกไม่ถูก เท่าที่เขารู้มา...ตึกแถวตรงนั้นก็ถูกทิ้งร้างเหมือนกัน ไม่อาจคาดเดาได้ว่าที่ถูกทิ้งร้างเพราะมีคนได้เจอกับ ‘อะไร’ จนทนอยู่ต่อไปไม่ได้หรือเปล่า

       “จริงเหรอลุง ไม่ใช่เรื่องมาอำผมเล่นนะ” เต๋าถามทั้ง ๆ ที่ใจก็เชื่อไปแล้ว อีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ แล้วสอดส่ายสายตาไปทั่วบริเวณเพื่อมองหาเด็กสาวที่ชื่อขนมปัง

       “ก็ไม่ได้บังคับให้เชื่อนะ”

       “เอ่อ...แล้วลุงเคยเจอไหม ?” เป็นคำถามที่ไม่น่าถามเลยสักนิด ทั้งที่ใจก็แสนกลัวแต่ปากก็ช่างไวเสียเหลือเกิน

       “ถ้าถามว่าเคยเจอตรง ๆ ไหมก็ตอบได้ว่าไม่เคย แต่ถ้าความรู้สึกว่าเจอละก็...มีหลายครั้งเลยล่ะ อย่างเช่นวันดีคืนดีก็ได้ยินเสียงคนกดชักโครกในห้องน้ำหญิงหลังตึกสาม ทั้ง ๆ ที่ตอนหัวค่ำมาล็อกประตูห้องน้ำแล้ว ไม่มีทางที่ใครจะอยู่ในนั้นได้ หรือบางทีก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าลอยออกมาจากในห้องน้ำ กลิ่นที่กู้ภัยอย่างเราคุ้นชิน กลิ่นเน่าของศพ ตอนดึก ๆ เวลาลุงเดินตรวจความเรียบร้อยผ่านมาทางนี้ ก็รู้สึกเหมือนมีคนแอบมองผ่านทางช่องลมของห้องน้ำแต่ลุงก็แกล้งทำเป็นไม่สนใจ คิดเสียว่าต่างคนต่างอยู่ เวลาทำบุญก็อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ ลุงก็ยังสงสัยว่าทำไมป่านนี้เขายังไม่ไปผุดไปเกิดอีก แต่ในเมื่อต้องอยู่ด้วยกันก็ขอแค่ต่างคนต่างอยู่ ยิ่งลุงเป็นคนเกิดวันอังคารด้วย เค้าว่ากันว่าคนเกิดวันอังคารจะมีจิตสื่อสารกับห้องน้ำที่มีประวัติไม่ดี” เป็นการพูดเหมือนต้องการย้ำว่าที่ห้องน้ำแห่งนี้ยังมีดวงวิญญาณของเด็กสาวที่ถูกฆ่าทิ้งอยู่ เต๋าได้ยินเช่นนั้นก็ขนลุกซู่ เดินประชิดตัวภารโรงของโรงเรียน ไม่กล้าบอกว่าตัวเองก็เกิดวันอังคารเหมือนกัน คนวันอังคารเจอกับคนวันอังคาร จิตคงจะสื่อสารกับดวงวิญญาณในห้องน้ำได้ง่ายเป็นเท่าทวีเสียกระมัง เต๋าอยากจะออกไปจากที่ตรงนี้เสียเหลือเกิน ตอนนี้อยากจะย้อนเวลากลับไปบอกแม่ให้เลื่อนเกิดไปอีกวันแทน ไม่อยากเป็นคนเกิดวันอังคารแล้ว!

       “ตรงนี้ไม่มีหรอกลุง ไปกันเถอะ ผมชักกลัว ๆ ยังไงบอกไม่ถูก” จากทีท่าของเต๋าแล้วคงไม่ใช่แค่ ‘ชักกลัว ๆ บอกไม่ถูก’ หรอก แต่น่าจะเป็นกำลัง ‘กลัวมากจนฉี่แทบจะราดแล้ว’ ต่างหาก

       “แต่ลุงรู้สึกว่าเด็กที่ชื่อขนมปังอยู่แถวนี้นะ” ลุงสมจิตรบอกแล้วกวาดตามองหาเด็กสาวที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย แสงจากไฟฉายยังส่องเข้าไปในห้องน้ำที่ว่างเปล่า...แต่ลางสังหรณ์มันบอกว่าไม่ว่างเปล่า

       “ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง ?” เสียงของอีกกลุ่มที่แยกย้ายกันตามหาเด็กสาวที่ชื่อขนมปังร้องถามมาจากทางอีกด้านของโรงเรียน เต๋าสะดุ้งเฮือก แต่กลับรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเมื่ออีกกลุ่มกำลังเดินมาสมทบ อย่างน้อยตอนนี้ก็มีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกหลายคน ไม่ใช่แค่เขากับลุงสมจิตรแค่สองคนเท่านั้น

       “ยังเลย แต่ผมว่าต้องอยู่ในโรงเรียนนี่แหละ” ลุงสมจิตรบอกอย่างมั่นใจ

       “นี่ก็หาจนทั่วแล้วนะ หรือบางทีเด็กจะไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนจริง ๆ” รองผู้อำนวยการเอ่ยขึ้นอย่างไม่มั่นใจนัก แม้จะเช็กจากกล้องวงจรปิดหน้าประตูโรงเรียนดีแล้วก็ตามว่าหลังจากที่เด็กสาวชื่อส้มหวานขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป ก็ไม่มีนักเรียนคนไหนออกไปจากโรงเรียนอีก และโรงเรียนก็มีทางเข้าออกทางเดียว อีกทางที่จะออกไปได้คือต้องปีนรั้วออกไป ซึ่งรั้วของโรงเรียนก็สูงกว่าสองเมตร ซ้ำยังมีเหล็กแหลมเป็นปราการอีก การที่จะปีนออกไปไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จะเรียกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายก็คงไม่ถูกนัก เรียกว่าทำไม่ได้เลยน่าจะเหมาะกว่า เพราะถ้าปีนไปอาจพลาดถูกเหล็กเสียบตายก่อนที่จะได้ออกไปจากโรงเรียนก็ได้

       “ลองพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดูดีไหมครับท่านรอง บางทีอาจมีอะไรบังตาเพราะเด็กไปลบหลู่อะไรเข้า เด็กคนนี้เป็นเด็กใหม่เพิ่งย้ายมา คงยังไม่รู้ว่าโรงเรียนเราเคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น” แม้ยามกรจะไม่ได้บอกรายละเอียดอะไร แต่รองผู้อำนวยการที่แม้จะเพิ่งย้ายมาไม่กี่ปีก็เข้าใจได้ เพราะเรื่องในอดีตยังเป็นที่พูดถึงกันอยู่จากครูอาจารย์ที่นี่เพียงแต่พยายามปิดบังไม่ให้เด็กนักเรียนรู้ ไม่อย่างนั้นจะพากันกลัวไปเสียหมด ทางด้านกู้ภัยคนอื่นก็รู้เรื่องนี้ดีเพราะเล่ากันมาปากต่อปากจากกู้ภัยคนเก่า ๆ บางคนอยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้นด้วยซ้ำ...วันที่เจอศพของเด็กสาวเน่าอืดอยู่ในห้องน้ำห้องที่เจ็ดหลังตึกสาม

       “ก็ไม่มีอะไรเสียหายนะ ลองทำดูก็ได้ นี่เราก็พยายามหากันเต็มที่แล้ว” รองผู้อำนวยการบอก แม้จะรู้ว่าถ้าผู้อำนวยการรู้เรื่องต้องโดนด่าเป็นแน่แท้ เพราะผู้อำนวยการเป็นคนหัวสมัยใหม่และเพิ่งย้ายมาได้แค่ปีเดียวเท่านั้น แม้จะมีคนเล่าเรื่องในอดีตให้ฟังก็ไม่ฟังและไม่ยอมเชื่อ น่าจะให้เจอเองสักที!

       หลังจากนั้นลุงสมจิตรก็ไปเตรียมธูปเทียนมาจุดขอขมาดวงวิญญาณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในโรงเรียนบริเวณที่กลางแจ้ง เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงแยกย้ายกันตามหาอีกครั้ง

       ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ...

       ภายในห้องน้ำห้องที่เจ็ดหลังตึกสามที่ก่อนหน้านี้คนนับสิบคนตามหามาแล้วไม่ต่ำกว่าห้ารอบ กลับพบร่างของเด็กสาวที่ชื่อขนมปังนั่งสลบอยู่ในนั้น เด็กสาวถูกนำตัวออกมาปฐมพยาบาลจนฟื้นคืนสติ ก่อนที่เธอจะเอาแต่พร่ำเพ้อพูดซ้ำ ๆ ว่า “เชื่อแล้วว่าห้องน้ำมีผี ฉันเชื่อแล้ว!”

 

       เรื่องที่เด็กใหม่หายตัวไปดังกระฉ่อนไปทั่วโรงเรียน ปากต่อปากเล่าเรื่องจากเพียงน้อยนิดจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต บ้างก็ว่าขนมปังอยากเรียกร้องความสนใจเองบ้างละ บ้างก็ว่าแอบนัดผู้ชายมาเจอกันในห้องน้ำแล้วทะเลาะกันเลยถูกขังไว้ในห้องน้ำบ้างละ แต่เรื่องที่ถูกพูดกันหนาหูที่สุดคือเรื่องผีบังตา ซึ่งคงเกิดจากการขุดคุ้ยข่าวจากอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องน้ำหลังตึกสามเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนขึ้นมา แน่นอนว่าตอนนี้ห้องน้ำหลังตึกสามจึงเงียบร้างราวกับป่าช้า แม้นักเรียนจะอยากเข้าห้องน้ำสักแค่ไหนก็ยอมที่จะเดินไกลอีกนิดเพื่อไปเข้าห้องน้ำหลังตึกหนึ่งกับตึกสองแทนจะดีกว่า

       “เป็นไงล่ะ อยากไม่เชื่อว่าห้องน้ำหลังตึกสามมีผี” รองปากยื่นปากยาวเม้าท์กับกลุ่มเพื่อนที่กำลังจับกลุ่มคุยเรื่องขนมปังที่ตอนนี้ยังไม่มาเรียนอีกเลยตั้งแต่วันเกิดเรื่อง ส้มหวานที่นั่งอยู่จึงเอ่ยขึ้น

       “แต่เรื่องจริงมันก็ไม่ตรงกับที่เธอเล่านะยายรอง ที่ว่าเด็กคนนั้นถูกขังจนตายน่ะ”

       รองหน้าเสียเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังยักไหล่เบา ๆ

       “แต่ก็มีเด็กตายจริง ๆ ไหมล่ะ ? แล้วนี่เธอจะไปปกป้องยายเด็กใหม่นั่นทำไม ทั้ง ๆ ที่ยายขนมปังก็หลอกผีเธอจนกลัวหัวแทบโกร๋น ป่านนี้คงย้ายกลับไปที่เรียนเก่าแล้วมั้ง สมน้ำหน้า” รองเป้ปาก ไม่ชอบหน้าของขนมปังตั้งแต่พูดหักหน้าวันนั้นแล้ว เป็นเด็กใหม่อย่ามาทำเหนือกว่าเด็กเก่าย่ะ!

       “ฮัลโหล...มีใครกำลังพูดถึงฉันไหมเอ่ย ?” เสียงของขนมปังดังมาก่อนตัว เพื่อน ๆ ที่กำลังจับกลุ่มคุยกันหันไปตามเสียงพูด เห็นเป็นขนมปังยืนยิ้มอยู่ตรงนั้นก่อนที่จะเดินตรงเข้ามานั่งร่วมวงกับเพื่อน ๆ โดยไม่ต้องมีใครเชิญ คนที่ปากดีที่สุดเงียบสนิททันที นี่ละที่เค้าเรียกกันว่าเป็นคนเก่งแต่ลับหลัง ส่วนต่อหน้านั้น...ละไว้ในฐานที่เข้าใจ

       “อ้าว...ขนมปัง เป็นยังไงบ้าง นี่ฉันว่าจะไปเยี่ยมเธออยู่เลย ออกจากโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อไหร่ ?” ส้มหวานเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ลืมเรื่องที่อีกฝ่ายแกล้งหลอกผีไปเสียสนิท เธอเชื่อว่าขนมปังคงได้รับบทเรียนกับการลบหลู่สิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาแล้ว

       “ออกมาเมื่อเย็นวานน่ะ ขอบใจนะส้มลิ้ม” เด็กสาวบอกแล้วยิ้มให้ ขณะที่ส้มหวานย่นคิ้วแล้วเอ่ยถาม

       “เดี๋ยวนะ เธอเรียกฉันว่ายังไงนะขนมปัง ?”

       “ก็ส้มลิ้มไง” เด็กสาวทวนคำตอบอีกครั้ง

       “ขนมปัง ฉันชื่อส้มหวานนะ ไม่ใช่ส้มลิ้ม” เจ้าของชื่อท้วงแล้วมองหน้าของอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจ ขนมปังหัวเราะเบา ๆ พลางยกไหล่ขึ้นแล้วตอบ

       “เอ้า...เหรอ โทษที ฉันคงจำผิดน่ะ”

       “นี่คงถูกผีชมพู่ในห้องน้ำหลอกจนสติเพี้ยนไปแล้วมั้ง บอกแล้วว่ามีผีจริง ๆ ก็ไม่เชื่อ” รองเอ่ยขึ้นพึมพำแล้วปรายตามองอีกฝ่ายอย่างผิดหวังหน่อย ๆ นึกว่าขนมปังจะสติแตกจนเป็นบ้าไปแล้ว นางจะได้เป็นตำนานของโรงเรียนเรื่องใหม่ต่อไป

       “อ้อ...คนนี้ใช่ไหมที่เอาเรื่องเล่าของฉัน...เอ้ย! เรื่องของชมพู่ไปเล่าต่อ ๆ กันทั้งที่รู้ไม่จริง” ขนมปังหันมองรองตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะเอ่ยถาม “...อยากรู้ความจริงไหมล่ะว่าเรื่องจริง ๆ เป็นยังไง ?”

       แม้ไม่มีการตอบรับเป็นคำพูด แต่ทุกคนก็ต่างหันมามองขนมปังเป็นตาเดียว เด็กสาวเอามือดึงนิ้วของตัวเองทีละนิ้วเสียงดัง “กร็อบ...กร็อบ” จนครบทั้งสิบนิ้วก่อนจะยิ้ม เป็นยิ้มที่แสนจะเยือกเย็น และสายตาที่มองเพื่อน ๆ นั้นก็ไม่เหมือนสายตาของขนมปังคนเดิม

       “เรื่องจริง ๆ มันมีอยู่ว่า...”

       ตำนานตัวจริงที่บัดนี้อยู่ในร่างของขนมปังเริ่มเล่าเรื่องราวของตัวเองให้รุ่นน้องได้ฟัง

       เธอจะยังคงเป็นตำนานของที่นี่ต่อไป...อีกนานแสนนาน

       ตำนานตัวจริง!

 

จบบริบูรณ์

 

 

       เมื่ออ่านเรื่องนี้จบ ผมพลันฉุกคิดถึงเรื่องเล่าที่โรงเรียนมัธยมเก่าซึ่งคล้ายกับเรื่องเล่าที่รองเล่าให้ขนมปังฟัง เรื่องที่เกี่ยวกับเด็กนักเรียนหญิงไปเข้าห้องน้ำก่อนจะปิดเทอม แล้วยามไม่รู้ว่ามีเด็กอยู่ในนั้นจึงล็อกประตูข้างนอกไว้ ทำให้เด็กนักเรียนตายในห้องน้ำ เรื่องเล่าแบบนี้มีเกือบทุกที่ ทุกรุ่น โดยไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือไม่จริง บางคนก็คิดแบบขนมปังคือเป็นเรื่องหลอกเด็ก แต่บางคนก็เชื่อ ซึ่งตำนานแต่ละที่จะเป็นเพียงเรื่องแต่งหรือเรื่องจริงก็ไม่มีใครรู้ แต่ถึงไม่เชื่อก็ไม่ควรลบหลู่เพราะไม่มีใครรู้ว่าถ้ามันเป็นเรื่องจริงแล้วเจ้าของตำนานไม่พอใจจะเกิดอะไรขึ้น อาจจะเจอดีแบบขนมปังก็ได้

       ผมยกกาแฟขึ้นจิบอีกครั้ง เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาเพราะเมื่อเที่ยงยังไม่ได้กินอะไร คงจะต้องสั่งอะไรมากินสักหน่อยเพราะกว่าจะอ่านเรื่องสั้น 7 คืนจองเมรุ จบเล่มก็น่าจะอีกเป็นชั่วโมง ผมไม่ชอบอ่านหนังสือเร็ว ชอบอ่านช้า ๆ ค่อย ๆ ซึมซับทุกตัวอักษร จินตนาการไปกับบรรยากาศในเรื่อง ตีความในประโยคสนทนาของตัวละครที่คนแต่งอาจจะสอดแทรกแง่คิดต่าง ๆ ไว้ มันทำให้การอ่านหนังสือนิยายสนุกขึ้นเป็นเท่าทวี

       “น้องครับ” ผมกวักมือเรียกพนักงานที่เดินผ่านมา เปิดเมนูเลือกอาหารง่าย ๆ ที่จะสั่งมากินระหว่างอ่านหนังสือ...แน่นอนว่าไม่ใช่ข้าวผัดกะเพรา “ขอฟิชแอนด์ชิปส์ที่นึงครับ”

       “ได้ครับ รอสักครู่นะครับอาจารย์”

       พนักงานหนุ่มที่คุ้นเคยกันดีรับออเดอร์แล้วยิ้มให้ก่อนจะเดินออกไป ผมจึงหยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้ขึ้นมาอ่านต่อ กว่าอาหารที่สั่งไว้จะมาถึงผมอาจอ่านจบอีกเรื่องก็ได้ ซึ่งเรื่องต่อมาเป็นเรื่องของคนเกิดวันพุธ ที่ว่ากันว่าจะมีจิตสื่อสารกับงานศพ บางทีงานศพอาจไม่ได้จบที่การเผา แต่อาจจะมีการตามมาทวงแค้นก็ได้ใครจะรู้

       เรื่องสั้นที่มีชื่อว่า...

       ไปงานศพ...เพื่อเป็นศพ!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น