อัปเดตล่าสุด 2021-01-20 14:31:12

ตอนที่ 14 TUESDAY-เธอว่าห้องน้ำห้องที่เจ็ดหลังตึกสามมีผีไหม ? : แน่ใจเหรอว่าเธอตายห้องที่เจ็ด ?

       “ห้องน้ำห้องที่เจ็ดใช่ไหมที่รองเล่าว่ามีเด็กนักเรียนติดอยู่จนตาย ?” แกล้งถามไปอย่างนั้นเพราะความจริงแล้วขนมปังจำได้ดี แต่ที่แกล้งถามเพราะอยากดูปฏิกิริยาของส้มหวานที่ปากไม่ยอมบอกว่ากลัวแต่การกระทำและท่าทางนั้นตรงกันข้าม 

       “จะพูดทำไมเนี่ยขนมปัง รีบเข้าห้องน้ำเลยจะได้กลับบ้าน” คนเป็นเพื่อนทำเสียงดุ กำลังจะเดินเข้าห้องน้ำห้องแรกแต่ขนมปังดึงแขนไว้ซะก่อน

       “ไหน ๆ ก็มาแล้ว ฉันจะเข้าห้องเจ็ด ส้มหวานก็ไปเข้าห้องข้าง ๆ กันสิ”

       “จะบ้าเหรอ ห้องน้ำด้านหน้านี้ก็ว่างเยอะแยะ ทำไมต้องไปเข้าห้องเจ็ด” ส้มหวานเบิกตาโพลง มองตรงไปยังห้องน้ำห้องที่เจ็ดที่เปิดประตูอ้าอยู่ ตั้งแต่เธอมาอยู่ที่โรงเรียนนี้เธอไม่เคยเดินไปถึงห้องน้ำห้องที่เจ็ดเลย ต่อให้ห้องอื่นมีคนใช้อยู่เต็มทุกห้อง เหลือแค่ห้องน้ำห้องที่เจ็ดว่าง เธอก็จะยืนรอห้องอื่น ไม่ไปเข้าห้องน้ำห้องที่เจ็ด...ห้องที่ร่ำลือกันมาว่ามีคนตายและดวงวิญญาณของเด็กคนนั้นยังอยู่ที่นี่!

       “ฉันไม่ได้บอกให้เธอเข้าห้องน้ำห้องที่เจ็ดสักหน่อย ฉันจะเข้าเอง ส้มหวานก็แค่ไปเข้าห้องหกที่อยู่ข้าง ๆ  ถ้าเข้าห้องห่าง ๆ กันแล้วเจออะไรขึ้นมาฉันไปช่วยไม่ทันนะ” ขนมปังยังนึกสนุกหลอกเพื่อนจนส้มหวานหน้าซีด รู้ว่าจะรั้งขนมปังยังไงก็คงไม่ได้แล้ว

       “เออ ๆ ตามใจเธอเลย รีบ ๆ เถอะ ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่นาน” ส้มหวานกวาดตามองรอบกายอย่างหวาดระแวง เกาะแขนของขนมปังแน่นขณะเดินไปยังห้องน้ำห้องที่เจ็ดซึ่งอยู่ด้านในสุด เด็กใหม่ชะโงกหน้าไปดู เห็นได้ถึงความแตกต่างของห้องน้ำห้องที่เจ็ดกับอีกหกห้องที่เหลือ มันดูสะอาดเอี่ยมราวกับไม่ค่อยมีคนใช้ เชื่อแน่ว่าคงเป็นเพราะเรื่องเล่าที่เล่ากันมารุ่นต่อรุ่นเป็นแน่ ให้ตายสิ สมัยนี้ยังมีคนเชื่อเรื่องบ้า ๆ แบบนั้นอีกเหรอ

       “งั้นฉันเข้าห้องน้ำก่อนนะ” ส้มหวานจะเดินเข้าห้องน้ำห้องที่หกซึ่งอยู่ติดกับห้องที่เจ็ด ทันใดนั้นขนมปังก็คว้าหมับไปที่แขนของเพื่อนแล้วทำเสียงต่ำหลอกให้ส้มหวานกลัวมากขึ้นอีก

       “ส้มหวาน เธอแน่ใจเหรอว่ามีเด็กตายที่ห้องน้ำห้องที่เจ็ด บางทีความจริงอาจจะตายห้องที่หกแต่คนต้นเรื่องตกใจเล่าผิดเป็นห้องที่เจ็ดก็ได้” เด็กสาวกล่าวพลางกลอกตาไปมา ส้มหวานได้ยินอย่างนั้นก็ตีไหล่เพื่อนอย่างแรงด้วยความหมั่นไส้

       “นี่ก็เล่นไม่เลิกนะ เร็ว ๆ เลย เดี๋ยวลุงภารโรงก็มาปิดประตูขังเราไว้ในนี้นี่หรอก ได้เป็นผีเฝ้าห้องน้ำหลังตึกสามจริง ๆ ละทีนี้ ฉันไม่อยากเป็นตำนานไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเหมือนนักเรียนที่ชื่อชมพู่นะ” ว่าแล้วส้มหวานก็เข้าไปในห้องน้ำห้องที่หก ขณะที่ขนมปังหัวเราะคิก ๆ อย่างชอบใจก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำห้องที่เจ็ด

       ในขณะที่ส้มหวานทำธุระเสร็จแล้วและกำลังจัดการกับกระโปรงของตัวเองอยู่นั้น ขนมปังที่อยู่ห้องข้าง ๆ ก็ตะโกนคุยกับอีกฝ่ายผ่าน

       “ส้มหวาน เธอเสร็จหรือยัง ฉันเสร็จแล้วนะ เดี๋ยวออกไปรอข้างหน้านะ ชักช้าระวัง...ผีหลอก!”

       “ยายขนมปัง!” อีกฝ่ายขึ้นเสียงใส่ ขนลุกวาบขึ้นมาก่อนจะรีบรูดซิปกระโปรงแล้วเปิดประตูออกไป ที่หน้าทางเดินนั้นว่างเปล่า ครั้นเมื่อชะเง้อมองออกไปทางประตูหน้าที่ขนมปังบอกว่าจะออกไปยืนรอก็ไม่เห็นอีกฝ่าย หรือว่าขนมปังจะแอบหนีเธอไปแล้วทิ้งให้เธออยู่ที่นี่คนเดียว ? โอ๊ย...ทำไมถึงทำกันได้นะ!

       ยังไม่ทันที่ส้มหวานจะได้ก้าวเดินออกไป เสียงกดชักโครกก็ดังขึ้นจากห้องน้ำห้องที่เจ็ดจนเธอสะดุ้งเฮือก หันไปมองดูโดยอัตโนมัติ สิ่งที่พบคือประตูห้องน้ำห้องที่เจ็ดปิดประตูอยู่ ซึ่งปกติถ้าไม่มีคนเข้า ประตูมันน่าจะเปิดแง้มไว้แบบห้องอื่น ๆ เด็กสาวตั้งสติ คิดว่าขนมปังต้องแกล้งเธออย่างแน่นอน

       “ขนมปัง...เธอเหรอ ? อย่าเล่นแบบนี้นะ ฉันไม่สนุกด้วย ออกมาได้แล้ว” น้ำเสียงของส้มหวานจริงจังพลางมองตรงไปที่ประตูห้องน้ำห้องที่เจ็ด ซึ่งถึงแม้ไม่ต้องก้มมองลอดช่องว่างระหว่างประตูกับพื้น แต่ถ้ามีคนเข้าอยู่ก็จะเห็นเท้าของคนในนั้นอยู่แน่ ๆ

       ถ้าเธอเห็นเท้าของใครสักคนคงเบาใจกว่านี้...แต่เพราะตอนนี้มันไม่มีเท้าของใครอยู่ในห้องน้ำห้องที่เจ็ด!

       “ใครน่ะ ? ออกมาเดี๋ยวนี้เลย ฉันไม่สนุกนะ!” ส้มหวานเคยสงสัยว่าในหนังสยองขวัญหลาย ๆ เรื่อง เวลาตัวเอกอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากลัวทำไมจึงไม่เลือกที่จะวิ่งหนีไปเสีย จะมัวลังเลอะไรอยู่ มาวันนี้ส้มหวานจึงรู้แล้วว่า ความอยากรู้อยากเห็นนั่นเองที่เป็นตัวฉุดรั้งเอาไว้ เหมือนอย่างที่เธอกำลังเป็นอยู่ในตอนนี้

       เสียงเตือนข้อความไลน์ของส้มหวานดังขึ้น เด็กสาวสะดุ้ง รีบล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากระเป๋ากระโปรงของตัวเองแล้วรีบกดอ่าน มันเป็นข้อความของขนมปัง

       ‘ออกมาจากห้องน้ำหรือยัง ฉันมารออยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนแล้วนะ’

       เมื่ออ่านจบประโยคนั้น ส้มหวานก็ตัวสั่นด้วยความกลัว ขณะที่สายตายังมองตรงไปที่บานประตูห้องน้ำห้องที่เจ็ด แม้จะไม่มีเสียงตอบจาก ‘ใคร’ ที่อยู่ภายในนั้น แต่เสียงเคาะประตูที่ดังเป็นจังหวะช้า ๆ ก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า ‘สิ่งที่อยู่ในนั้น’ กำลังสื่อสารกับส้มหวานอยู่ จากที่เคาะเป็นจังหวะห่าง ๆ เริ่มเคาะเป็นจังหวะแรงและรัวขึ้นเสียจนส้มหวานกรีดร้องแล้ววิ่งออกไปจากห้องน้ำด้วยความกลัวสุดขีด

       “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด...!!!”

       เมื่อส้มหวานวิ่งออกไปจากห้องน้ำแล้ว จึงเหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดดังเช่นเดิม แต่เพียงแค่อึดใจเสียงบานพับขึ้นสนิมของประตูห้องน้ำห้องที่เจ็ดก็ค่อย ๆ ดังขึ้นและถูกเปิดออกอย่างช้า ๆ ก่อนที่ร่างของขนมปังจะค่อย ๆ โผล่ออกมาจากในนั้นแล้วหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจที่แกล้งเพื่อนได้

       โธ่...ส้มหวาน ที่แท้ตัวเองก็เชื่อเรื่องเล่าเป็นตุเป็นตะนั้นเหมือนคนอื่น ๆ นั่นแหละ

       เด็กสาวเดินไปหยุดที่อ่างล้างหน้า จัดการเปิดก๊อกน้ำล้างมือแล้วมองเงาของตัวเองเพื่อสำรวจความเรียบร้อย พลางคิดว่าถ้าเดินออกไปเจอกับส้มหวานจะง้ออีกฝ่ายยังไงดี แต่ส้มหวานคงไม่ได้โกรธอะไรเธอจริงจังนักหรอก มันก็แค่เรื่องล้อเล่นขำ ๆ เท่านั้นเอง

       แต่แล้วขนมปังก็ต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อได้ยินเสียงคนกดชักโครกดังมาจากห้องน้ำห้องที่หก ห้องที่ส้มหวานเพิ่งเข้าเมื่อสักครู่!

       ขนมปังมองผ่านทางกระจกเงาที่สะท้อนประตูห้องน้ำทุกห้องที่เปิดประตูแง้มอยู่ ยกเว้นประตูห้องน้ำห้องที่หกซึ่งยังปิดสนิท คนที่ไม่กลัวอะไรถึงกับต้องกลืนน้ำลายดังเอื๊อกแล้วตั้งสติ เอ่ยถามออกไปอย่างใจดีสู้เสือ

       “ส้มหวานเหรอ ฉันนึกว่าเธอไปแล้วซะอีก ขอโทษที่แกล้งนะ ก็แค่ขำ ๆ น่ะ ไม่โกรธฉันนะ ?”

       ไม่มีเสียงตอบจากอีกฝ่าย แต่แล้วทันใดนั้นขนมปังก็ได้ยินเสียงปิดประตูห้องน้ำอีกทั้งหกห้องที่เหลือเสียงดัง “ปัง!” ขึ้นพร้อมกัน คนที่ยืนอยู่สะดุ้งเฮือก มองตรงไปยังกระจกเงาที่สะท้อนเงาของประตูห้องน้ำทั้งหกห้องที่บัดนี้ปิดสนิท ก่อนที่อยู่ ๆ ประตูห้องน้ำห้องที่เจ็ดจะค่อย ๆ แง้มเปิดออกจนสุด...เพื่อที่จะพบกับความว่างเปล่า

       ใช่...ภายในห้องน้ำว่างเปล่า แต่ทางด้านบนตรงบริเวณช่องหว่างระหว่างห้องน้ำนั้นปรากฏร่างของเด็กสาวในชุดนักเรียนมัธยมปลายนั่งห้อยขาอยู่ต ผมหางม้าของเธอสะบัดไปมาตามแรงศีรษะที่หมุนไปมาเข้ากับจังหวะของขาทั้งสองข้างที่แกว่งซ้ายที...ขวาที ใบหน้าที่ก้มอยู่นั้นทำให้มองไม่เห็นว่าใบหน้าที่แท้จริงของเธอเป็นอย่างไร แต่ขนมปังก็ไม่อยากจะเห็นหรอก เด็กสาวไม่มีแรงแม้แต่จะกรีดเสียงร้องออกมา เรี่ยวแรงที่จะวิ่งยังแทบไม่มีไม่รู้ว่าหายไปไหนหมด ทั้ง ๆ ที่ประตูออกจากห้องน้ำอยู่ใกล้เพียงแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้นแต่ดูเหมือนไกลเสียเหลือเกิน ขนมปังรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มีตรงดิ่งไปยังแสงสว่างสุดท้ายของวันที่อยู่ตรงหน้าประตู แต่แล้วเมื่อร่างไปถึงยังจุดหมาย บานประตูห้องน้ำก็ปิดเสียงดัง “ปัง!” ใส่หน้าของนักเรียนสาวอย่างแรง ขนมปังพยายามดันประตูออกแต่มันกลับเปิดไม่ออกไม่ว่าจะทำอย่างไร มือทั้งสองข้างทุบประตูห้องน้ำเสียงดังปึงปังแล้วตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจนสุดเสียงแต่ทว่าไม่มีเสียงอะไรหลุดลอดออกมาจากลำคอเลยแม้แต่เพียงน้อย

       ทันใดนั้นขนมปังก็รู้สึกว่ามีร่างของใครบางคนมายืนอยู่ข้าง ๆ เด็กสาวตัวแข็งทื่อ เหงื่อไหลไปทั่วทั้งร่างที่สั่นเทา รู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต

       เสียงอันแหบพร่าของ ‘เจ้าของตำนาน’ กระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูของขนมปัง

       “อยากฟังเรื่องของฉันไหมว่าความจริงแล้วมันเป็นยังไง ?”

 

       เสียงคนเกือบสิบคนต่างพากันร้องเรียกหานักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้าที่หายตัวไป หลังได้รับแจ้งจากผู้ปกครองว่าลูกสาวบอกจะกลับบ้านเองแต่สุดท้ายก็ยังกลับไม่ถึงบ้าน สอบถามยามที่หน้าโรงเรียนได้ความว่าเห็นเด็กนักเรียนที่ชื่อขนมปังที่หายไปอยู่กับเพื่อนที่ชื่อส้มหวานเป็นสองคนสุดท้ายในโรงเรียน แต่สุดท้ายส้มหวานก็ขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านไปคนเดียวโดยไม่เห็นขนมปังออกไปด้วย เมื่อเช็กจากกล้องวงจรปิดก็เป็นอย่างที่ยามหนุ่มว่าไว้ และไม่เห็นขนมปังปรากฏตัวว่าออกไปจากโรงเรียนตอนไหน

       “หนูกับขนมปังมาเข้าห้องน้ำด้วยกันค่ะ แต่หนูกลับออกมาก่อนเพราะหนูเจอผี” ส้มหวานพูดไปตามจริงในสิ่งที่ตัวเองพบ โดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าสิ่งที่เธอเจอไม่ใช่ผีสางที่ไหนหรอกแต่เป็นฝีมือของเพื่อนใหม่ที่นึกอยากจะแกล้งเธอต่างหาก แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นคนที่เจอ ‘ของจริง’ ที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้ว!

       “ถ้าอย่างนั้นแยกย้ายกันตามหาในโรงเรียนนี่แหละ คงไม่ได้ออกไปไหนหรอก เพราะถ้าออกไปกล้องวงจรปิดหน้าโรงเรียนก็ต้องเห็น” รองผู้อำนวยการที่ถูกมอบหมายจากผู้อำนวยการที่ตัวอยู่ต่างจังหวัดหันไปบอกกับคนงานและเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ต่างพากันระดมกำลังตามหาเด็กสาวที่ชื่อขนมปังที่อยู่ ๆ ก็หายไปเสียเฉย ๆ อย่างไร้ร่องรอย

       “ลองแยกย้ายกันไปตามหา ยังไงก็ต้องอยู่ในโรงเรียนนี่แหละ”

       “ครับ”

       ทีมงานรับคำก่อนจะแยกย้ายกันไปตามหาบริเวณต่าง ๆ ของโรงเรียน ลุงสมจิตร ที่เป็นภารโรงเดินนำ เต๋า ไปยังทางด้านหนึ่งของโรงเรียน ชายหนุ่มเป็นเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิกู้ภัยที่รู้จักกันดีกับลุงสมจิตร เพราะเวลาว่าง ๆ ลุงสมจิตรก็มักไปช่วยงานกู้ภัยกับมูลนิธิอยู่บ่อย ๆ ลุงสมจิตรแม้จะอายุหกสิบแล้วแต่ยังแข็งแรงยิ่งกว่าคนรุ่นเดียวกัน อาจเพราะออกกำลังกายและดูแลสุขภาพดีมาตั้งแต่ตอนเป็นหนุ่ม ชายชราเคยมีครอบครัวแต่หย่าร้างกันไปเมื่อเกือบสามสิบปีก่อน ไม่มีลูกเต้าเลี้ยงดูจึงต้องดูแลตัวเองทุกอย่าง นั่นอาจเป็นเหตุผลให้ชายชราต้องทำตัวให้แข็งแรงไม่ให้เป็นภาระกับคนอื่น

       “กู้ภัยนี่ต้องทำทุกอย่างเลยเนอะลุง เก็บศพก็ต้องทำ จับงูก็ต้องจับ คนหายก็ต้องมาช่วย เป็นอาชีพแห่งการกุศลที่แท้จริง ตายไปต้องได้ขึ้นสวรรค์แน่ ๆ” ชายหนุ่มที่มาทำงานอาสากู้ภัยได้ร่วมปีบอกกับคนที่อยู่มาก่อน ซึ่งไม่อาจคาดเดาได้ว่าเป็นการบ่นเพราะความเบื่อหรือพยายามหาเหตุผลให้ตัวเองทำงานที่นี่ต่อไปได้อย่างมีความสุข แต่ถ้าฟังจากน้ำเสียงแล้วน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า คืออยากทำต่อแต่ก็เริ่มจะเบื่อแล้วบ้างเหมือนกัน

       “ก็อย่างนี้แหละ ชื่อก็บอกว่าอาสากู้ภัย อะไรที่เป็นภัย อะไรที่ไม่ดี ก็ต้องช่วยทุกอย่าง นี่ถ้าปล่อยกู้ได้คงทำไปแล้ว” ลุงสมจิตรพยายามพูดติดตลกขณะที่เดินนายหนุ่มรุ่นลูกไปตามตึกเรียนที่ปิดไฟมืด แต่จะว่าปิดไฟมืดก็ไม่ถูกนักเพราะมันยังมีไฟนีออนเปิดให้ความสว่างตามทางเดินอยู่บ้าง แต่ก็ในระยะห่าง ๆ กันจนต้องใช้ไฟฉายช่วยดูทาง ขนาดลุงสมจิตรเป็นภารโรงที่นี่มาเกือบสามสิบปี ก็ยังต้องระมัดระวังการเดินในโรงเรียนตอนกลางค่ำกลางคืน เคยสะดุดโต๊ะล้มหัวแตกมาแล้วเพราะความสว่างไม่เพียงพอ เขาเคยเสนอกับผู้อำนวยการว่าให้ติดหลอดไฟเพิ่ม แต่คำตอบคือ “จะติดไปให้เปลืองงบทำไม กลางคืนก็ไม่มีใครมาเดินในโรงเรียนอยู่แล้ว นี่ลุงคิดว่าโรงเรียนมีงบประมาณเหลือเฟือหรือไง” หลังจากนั้นลุงสมจิตรจึงเลิกพูดเรื่องนี้กับทางโรงเรียนอีก

       “แล้วนี่เราจะไปหาที่ไหนลุงสมจิตร ?” เต๋าเอ่ยถามพลางมองรอบกายอย่างหวาดระแวงไม่น้อย เพราะบรรยากาศภายในโรงเรียนในยามกลางคืนนั้นชวนววังเวงเสียเหลือเกิน การเห็นคนตายบ่อย ๆ กับการเห็นผีนั้นความรู้สึกมันไม่เหมือนกันหรอก

       “เดี๋ยวไปดูทางห้องน้ำหลังตึกสามสักหน่อย อันที่จริงลุงก็ไปดูมาสองรอบแล้วนะ แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าอยากจะไปดูอีกสักรอบ” มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายยากเหมือนกันว่าเพราะอะไร ทั้ง ๆ ที่ตอนได้ข่าวว่ามีเด็กหายในโรงเรียน ลุงสมจิตรก็ไปหาดูที่ห้องน้ำตามตึกเรียนทุกตึกมาแล้วรอบหนึ่งก็ไม่พบเจออะไร แต่การ ‘ไม่พบเจออะไร’ ไม่ได้หมายความว่า ‘ไม่มีอะไร’

       “บรรยากาศในโรงเรียนนี่โคตรน่ากลัวเลยนะลุง จ้างผมพันนึงมาเดินสักรอบตอนดึก ๆ ยังต้องคิดแล้วคิดอีก ลุงอยู่ที่นี่คนเดียวตอนกลางคืนได้ยังไง แล้วลุงเคยเจอผีในโรงเรียนไหม? ” ไม่รู้ทำไมเต๋าถึงวกมาคุยเรื่องผีสางทั้ง ๆ ที่มาตามหาคนหาย ลุงสมจิตรได้ยินเช่นนั้นก็หยุดกึกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยจนเต๋าที่เดินตามหลังแทบจะชน  สายตาของชายชรามองตรงไปยังอาคารสุขาหลังตึกสามที่ตั้งอยู่ตรงหน้า ก่อนจะใช้ไฟฉายฉายไปที่ตัวเลข 3 ที่เขียนติดไว้บนตัวอาคารอันแสดงให้รู้ว่าบัดนี้มาถึงที่หมายแล้ว

       “โรงเรียนทุกที่มีประวัติทั้งนั้นแหละ แกเคยได้ยินเรื่องเล่าที่ว่ามีเด็กนักเรียนติดอยู่ในห้องน้ำช่วงปิดเทอมจนตายไหมล่ะ ?” ลุงสมจิตรเอ่ยถามอีกฝ่าย เต๋าพยักหน้ารับแล้วหัวเราะในลำคอ

       “เคยสิลุง เรื่องหลอกเด็กแบบนี้มีเล่าแทบจะทุกโรงเรียนแหละ คงจะเป็นการสร้างเรื่องไม่ให้เด็กไปมั่วสุมในห้องน้ำล่ะมั้ง นี่ลุงกำลังจะบอกว่าที่นี่ก็มีเรื่องเล่าแบบนั้นใช่ไหม ?”

       “จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ แต่อยากจะบอกให้แกรู้ไว้ว่า เรื่องที่เล่า ๆ ต่อกันมาทั้งหมดจากทุกที่ ที่นี่แหละคือออริจินอล” ทันทีที่ลุงสมจิตรพูดจบก็เกิดลมเย็น ๆ โชยพัดเข้ามาทำเอาเต๋าขนลุกซู่ แต่ชายหนุ่มก็ยังแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อนความกลัวเพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงแค่อยากหลอกเล่น

       “ลุงอย่ามาหลอกผมเลยน่า”                                   

       “ไม่ได้หลอก เพราะตอนเกิดเรื่องลุงนี่แหละเพิ่งย้ายมาทำงานที่นี่ หลังจากที่เกิดเรื่องนี้เมื่อสามสิบปีก่อนแต่เรื่องมันกลับถูกเล่ากันปากต่อปากจนผิดเพี้ยนไปกันใหญ่ แกอยากรู้ไหมล่ะว่าความจริงมันเป็นยังไง” ชายชราจ้องเขม็งมาที่ชายหนุ่มซึ่งตอนนี้หน้าถอดสี สายตามองไปยังห้องน้ำตรงหน้าแล้วกลืนน้ำลายดังเอี๊อก ใจหนึ่งอยากตอบปฏิเสธ ถ้าเป็นเวลาและสถานที่อื่นก็คงอยากฟังอยู่หรอก แต่ตอนนี้ ที่นี่ ตรงนี้ คิดดูแล้วไม่น่าจะอยากฟังสักเท่าไหร่ แต่ไม่รู้ทำไมปากเจ้ากรรมดันตอบไปตรงข้ามกับใจคิด

       “มันเป็นยังไงล่ะลุง ?”

       ลุงสมจิตรยิ้มมุมปากก่อนจะเดินอย่างช้า ๆ ตรงไปยังห้องน้ำหลังตึกสามที่เงียบสงัด ฉายไฟฉายไปในห้องน้ำที่แลเห็นว่าถูกแบ่งซอยเป็นห้องเล็ก ๆ เจ็ดห้อง ยามที่ชายชราฉายไฟส่องเข้าไปข้างในนั้นใจของเต๋าเต้นระส่ำเป็นกลองรัว กลัวจะเห็นอะไรโผล่มาโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว

       “เรื่องที่แกเคยฟังก็คงเหมือน ๆ กันนั่นแหละ แต่ความจริงมันมากกว่านั้น...” ชายชราทำเสียงต่ำน่าขนลุก ก่อนจะเริ่มเล่าประวัติอันยาวนานที่โด่งดังไปทั่วทั้งประเทศแต่สุดท้ายการเล่าต่อก็ทำให้ผิดเพี้ยนไปมาก และน้อยคนที่จะรู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น