อัปเดตล่าสุด 2021-01-20 13:07:10

ตอนที่ 12 TUESDAY-เธอว่าห้องน้ำห้องที่เจ็ดหลังตึกสามมีผีไหม ? : ห้องน้ำตรงนั้นมีประวัติ

       เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนน่าโมโห การต้องมาอยู่ในสังคมใหม่ ๆ โดยที่ยังไม่คุ้นชินนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับขนมปัง เธอยังรู้สึกคิดถึงโรงเรียนเก่า เพื่อนเก่า สังคมเก่า ๆ ทุกอย่างมันกะทันหันเกินไปที่ทำให้ต้องย้ายมาเรียนที่นี่ บางทีเธอก็โทษพ่อกับแม่ที่ไปก่อเรื่องก่อราวจนต้องพาเธอย้ายหนีเจ้าหนี้มาโดยที่เธอไม่เต็มใจเลยสักนิด แต่ก็อย่างว่า เธอจะไปมีสิทธิ์อะไรในการใช้ชีวิต ตราบใดที่ยังแบมือขอเงินพ่อแม่ ท่านสั่งอะไรก็ต้องทำแบบนั้น

       ขนมปังนั่งเงียบ ๆ อยู่ที่ม้าหินอ่อนตรงมุมหนึ่งของโรงเรียน มองภาพนักเรียนคนอื่น ๆ เริ่มทยอยกลับบ้านกันแล้ว บางส่วนรอรถประจำทางอยู่ที่ด้านหน้าโรงเรียน บางกลุ่มก็เล่นบาสเก็ตบอลอยู่ที่สนามกลางแจ้งพลางส่งเสียงหัวเราะดังระรื่น บางคนก็จับกลุ่มนั่งคุยกันตามมุมต่าง ๆ ขนมปังคิดถึงตัวเองตอนอยู่ที่โรงเรียนเก่า ถ้าเป็นตอนนี้เธอคงกำลังนั่งคุยกับเพื่อนพลางกินลูกชิ้นทอดเจ้าประจำระหว่างรอพ่อมารับ ซึ่งปกติเธอก็แทบจะต้องอยู่เป็นนักเรียนคนสุดท้ายที่มีผู้ปกครองมารับกลับบ้าน พอย้ายมาที่นี่แม้ทุกสิ่งจะเปลี่ยนไปแต่เธอเชื่อแน่ว่าสิ่งหนึ่งที่เหมือนเดิมคือพ่อจะมารับเธอช้า ขนมปังเคยขอพ่อกลับบ้านเองแต่ไม่ได้รับนุญาตเพราะเห็นว่าเธอยังเด็กเกินไป ที่จริงเรียนอยู่ชั้นม.5 นี่ไม่เด็กแล้วนะ แต่ก็อย่างว่า ในสายตาของพ่อแม่ลูกก็เป็นเด็กเสมอนั่นแหละ

       “อ้าว...ยังไม่กลับอีกเหรอขนมปัง” เสียงของส้มหวานเอ่ยทักมาจากทางด้านหลัง คนที่นั่งอยู่ก่อนสะดุ้งเล็กน้อยแล้วหันมอง เห็นส้มหวานเดินมากับเพื่อนผู้หญิงอีกคนซึ่งขนมปังจำชื่อยังไม่ได้ รู้แต่ว่าเป็นรองหัวหน้าห้อง อันที่จริงเธอไม่เคยรู้จักชื่อเล่นของอีกคนเลยเสียมากกว่าเพราะทุกคนเรียกเธอคนนั้นว่า รอง เรียกสั้นเสียจนไม่รู้ว่ารองอะไร...รองหัวหน้า รองเท้า หรืออะไร ?

       “ยังเลย รอพ่อมารับน่ะ คงเย็น ๆ เลย” ขนมปังบอก ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ รองก็วางกระเป๋าลงที่เก้าอี้ม้าหินอ่อนตัวที่ว่างอยู่ ก่อนจะนั่งลงแล้วเอ่ยถามเพื่อนใหม่ทันที

       “เออ...นี่ขนมปัง ทำไมเธอถึงย้ายมาที่นี่กลางเทอมแบบนี้ล่ะ ถูกไล่ออกมาจากโรงเรียนเก่าเหรอ ปกติโรงเรียนเราพวกที่ย้ายมากลางเทอมคือพวกที่มีปัญหาจากโรงเรียนก่า มีเรื่องทะเลาะตบตี บางคนท้องแล้วไปคลอดถึงได้กลับมาเรียนต่อ โรงเรียนเอกชนก็งี้ ยัดเงินได้” ฟังจากคำถามแล้วก็พอจะรู้ว่ารองเป็นคนอย่างไร ส้มหวานได้ยินเช่นนั้นจึงตีไหล่เพื่อนแล้วทำเสียงเอ็ด

       “ยายรอง! นี่เธอไปถามอะไรแบบนั้น ขนมปังเค้าก็ต้องมีเหตุผลของเค้าสิ”

       ตอนนี้ขนมปังเริ่มมั่นใจแล้วว่า ‘รอง’ ที่ว่าไม่น่าจะใช่รองหัวหน้า น่าจะเป็น ‘รองเท้า’ มากกว่า!

       “เปล่า ฉันไม่ได้ถูกไล่ออก แต่พอดีพ่อกับแม่ของฉันต้องย้ายมาทำงานที่นี่ด่วนน่ะ ฉันเลยต้องย้ายตามมา ไม่มีใครอยากย้ายโรงเรียนกลางเทอมหรอกนะ มันยากทั้งเรื่องเรียนที่ต้องเรียนตามคนอื่นให้ทัน เพราะแต่ละโรงเรียนก็เรียนไม่เหมือนกัน ที่สำคัญมันยากที่ต้องปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่ที่...ไม่ค่อยมีมารยาท” ไม่อยากจะด่าตรง ๆ นักแต่ก็อดที่จะแขวะไม่ได้ อย่างที่บอกว่าขนมปังไม่ใช่คนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีนัก โดยเฉพาะกับเพื่อนใหม่ที่พูดจาไม่ค่อยเข้าหู

       “อูย...งั้นเดี๋ยวฉันไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ ฝากกระเป๋าด้วย” รองทำหน้าเสียแล้วหันไปมองหน้าส้มหวานก่อนจะรีบเดินออกไป ส้มหวานแก้ตัวแทนเพื่อนทันที

       “ขนมปังอย่าไปถือสายายรองเลยนะ มันปากไม่ดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ฉันเป็นเพื่อนยายรองมาตั้งแต่ ม.1 เชื่อไหมว่าตั้งแต่ม.1 ยัน ม.5 ยายรองก็เป็นได้แค่รองหัวหน้า ไม่เคยได้เป็นหัวหน้าห้องสักที จนเพื่อน ๆ พากันเรียกว่ารองหัวหน้า จนสุดท้ายเหลือแค่รอง ทั้ง ๆ ที่ความจริงมันชื่อบี แต่พากันเรียกว่ารองจนลืมชื่อเล่นจริง ๆ ไปแล้ว นี่ก็ได้แต่ภาวนาว่าเวลาขึ้น ม.6 อย่าเป็นหัวหน้าห้องนะ ไม่อย่างนั้นจะเรียกรองอีกไม่ได้แล้ว วุ่นวาย” ส้มหวานพยายามพูดเล่นเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ดูจากสีหน้าของขนมปังแล้วมันคงไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ ส้มหวานจึงเปลี่ยนเรื่องคุย “…เออ แล้วนี่บ้านของขนมปังอยู่ที่ไหน เราไปส่งให้เอาไหม เรามีมอเตอร์ไซค์”

       “บ้านอยู่แถวถนนสายหลังตรงตลาดน่ะ ขอบใจนะที่จะไปส่ง แต่ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวพ่อฉันก็มาแล้ว” เด็กใหม่ปฏิเสธ ไม่สะดวกใจที่จะให้เพื่อนใหม่รู้จักบ้าน ส้มหวานได้ยินคำตอบเช่นนั้นก็พยักหน้ารับ

       “งั้นเดี๋ยวฉันนั่งรอเป็นเพื่อนแล้วกัน ปกติฉันก็นั่งรอเป็นเพื่อนยายรองทุกวันอยู่แล้ว บ้านของยายรองอยู่ไกลอีกอำเภอนึงน่ะ กว่าแม่จะมารับก็โน่น...แทบจะเป็นคนสุดท้ายของโรงเรียน นั่งรอด้วยกันหลาย ๆ คนสนุกดี เออ...ถ้ามีเรียนอะไรตรงไหนตามไม่ทันถามฉันได้นะ ถึงฉันไม่ค่อยเก่งแต่ก็ไม่เคยสอบตก” เพื่อนใหม่เสนอความช่วยเหลือ ขนมปังพยักหน้ารับ จากการเรียนวันแรกทำให้เธอได้รู้ว่าระบบการเรียนของโรงเรียนรัฐบาลที่จากมากับโรงเรียนเอกชนมันแตกต่างกันพอสมควรทีเดียว การผูกมิตรไว้ย่อมดีกว่าสร้างศัตรู เธอจะพยายามลืมความทรงจำแรกที่ไม่ดีระหว่างเธอกับรองไปเสียให้หมด ถือซะว่าไม่เคยได้ยินคำถามที่ไร้มารยาทเมื่อสักครู่ก็แล้วกัน

       “มาแล้ว ๆ” เสียงของรองดังมาก่อนตัว เธอวิ่งตรงเข้ามาที่ม้านั่งแล้วนั่งลงพลางยิ้มแห้ง ๆ ให้กับเพื่อนใหม่ ซึ่งขนมปังก็ยิ้มแห้ง ๆ ตอบเหมือนกัน

       “แล้วนี่รีบวิ่งมาทำไมยายรอง เดี๋ยวหกล้มหัวคะมำขึ้นมาฉันไม่ช่วยนะ” ส้มหวานส่ายหน้าอย่างระอาใจ เพราะรองเคยวิ่งสะดุดขาตัวเองล้มจนกระโปรงคลุมหัวมาแล้ว โชคดีที่เป็นโรงเรียนหญิงล้วน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องอายไปสามวันสามคืนเพราะวันนั้นรองดันใส่กางเกงในแบบจีสตริงมาโรงเรียน!

       “โอ๊ย...แกก็รู้ว่าห้องน้ำทางด้านหลังตึกสามมันเป็นยังไง เงียบอย่างกับป่าช้า นี่ถ้าไม่ปวดมากฉันยอมวิ่งอ้อมไปเข้าทางตึกหนึ่งดีกว่า นี่ก็รีบแทบแย่ ไม่มีนักเรียนคนอื่นเลย อันที่จริงโรงเรียนน่าจะทุบห้องน้ำนี้ทิ้งไปได้แล้วนะ น่ากลัวจะตาย” รองบอกแล้วทำท่าขนลุกขนพอง คนที่นั่งฟังอยู่อีกคนย่นคิ้วด้วยความสงสัย อดที่จะเอ่ยถามไม่ได้

       “มันมีอะไรเหรอ...ห้องน้ำหลังตึกสาม ?”

       “ไม่มีอะไรหรอก เรื่องเล่ากันมาตั้งแต่สมัยไหนแล้วก็ไม่รู้ ก็ยังเล่าต่อกันมาจนวันนี้ แค่เรื่องหลอกเด็กน่ะ” ส้มหวานรีบขัดคอ ไม่อยากให้เด็กใหม่รู้ประวัติที่จริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ ‘ว่ากันว่า’ ก็คือว่ากันว่า...ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าเป็นความจริง

       “ไม่มีอะไรที่ไหนล่ะ นี่ ๆ ฉันจะเล่าให้เธอฟังนะขนมปัง ถ้าไม่จำเป็นอย่าไปเข้าห้องน้ำหลังตึกสามคนเดียวนะ ห้องน้ำตรงนั้นน่ะมีประวัติ” รองทำเสียงตื่นเต้นที่กำลังจะได้เล่า ‘เรื่องนั้น’ แม้ว่าจะเคยเล่าให้ใครต่อใครฟังมาแล้วตั้งแต่ ม.1 ยัน ม.5 เล่าราวกับว่าได้อยู่ในเหตุการณ์ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ฟังมาจากรุ่นพี่ไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น ที่น่าแปลกกว่านั้นคือไม่ว่าจะผ่านไปกี่รุ่นก็ยังมีคนเชื่อ และห้องน้ำหลังตึกสามก็ยังเป็นที่หวาดกลัวของนักเรียนเกือบทุกคนในโรงเรียนนี้

       “เรื่องมันมีอยู่ว่า วันนั้นเป็นวันสอบวันสุดท้าย...”

       . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

       เสียงกริ่งบอกสิ้นสุดเวลาสอบวิชาสุดท้ายดังขึ้น เป็นสัญญาณว่าการร่ำเรียนมาอย่างหนักตลอดหนึ่งปีการศึกษาได้จบสิ้นลงแล้ว แม้ว่าจะมีนักเรียนบางคนยังหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างคิดไม่ตกว่ากระดาษคำตอบที่ส่งไปนั้นจะกลายเป็นหายนะในวันประกาศผลสอบหรือไม่ก็ตาม แต่ในเมื่อทำไปแล้วจะกลับไปแก้ไขอะไรก็ไม่ได้ ก็ขอเชื่อในคำที่ว่า ‘สิ่งที่ทำไปแล้วดีเสมอ’ ในแบบที่เคยเห็นคนโพสต์คำคมในเฟสบุ๊ก แม้สิ่งที่ว่าดีนั้นอาจหมายถึง D ซึ่งเป็นเกรดก็ตาม

       “สอบวิชาสุดท้ายเสร็จแล้ว ขอให้ทุกคนมีความสุขและพักผ่อนให้เต็มที่ในช่วงปิดเทอมใหญ่ และเตรียมพร้อมในการขึ้นเป็นนักเรียนมัธยมห้าในปีการศึกษาหน้า...ถ้าไม่สอบตกจนต้องซ้ำชั้นนะ” ครูรุ่นแม่บอกด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงก่อนจะหันไปพยักหน้าให้หัวหน้าห้องเป็นเชิงบอกให้ทุกคนกลับบ้านได้

       “นักเรียนกราบ”

       “ขอบคุณค่ะ” นักเรียนในห้องกล่าวราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกกรอกข้อมูลไว้โดยอัตโนมัติ เพียงไม่กี่วินาทีหลังทำความเคารพอาจารย์ประจำชั้นที่ในอนาคตจะไม่ใช่อาจารย์ประจำชั้นอีกแล้ว เพราะเมื่อขึ้นชั้นใหม่ก็จะถูกจัดห้องใหม่ตามเกรด และแต่ละห้องก็จะมีอาจารย์ประจำชั้นคนใหม่มาดูแล พลันเสียงเจี้ยวจ๊าวก็ดังขึ้นราวกับนกกระจอกแตกรัง บางคนชวนกันไปฉลองที่นั่นที่นี่ บางคนคุยเรื่องข้อสอบที่เพิ่งทำไปว่าตอบเหมือนกันไหม บางคนก็อวดว่าปิดเทอมใหญ่ที่บ้านจะพาไปเที่ยวที่ไหน มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขเสียเหลือเกินที่จะได้นอนตื่นสาย ไม่ต้องมีการบ้านที่แสนจะน่าเบื่อ...อย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาหนึ่ง

       “ปิดเทอมแกจะไปเที่ยวไหนชมพู่ ?” ไข่มุก เอ่ยถามเพื่อนสนิทขณะที่พากันเดินลงจากตึกเรียน คนถูกถามส่ายหน้าแล้วตอบ

       “ไม่ได้ไปเที่ยวหรอก ที่บ้านจะส่งฉันไปอยู่กับป้าที่ชลบุรี ไปช่วยงานป้าหาค่าขนมน่ะ ดีเหมือนกัน อยู่บ้านก็เบื่อ ๆ ไม่มีใครอยู่เลย พ่อก็ไปทำงานต่างจังหวัด นาน ๆ กลับมาที ส่วนแม่ก็อยู่แต่บ่อน ฉันน่ะอยากมาโรงเรียนทุกวันเลย ไม่เหงาดี” ชมพู่ บอกเสียงอ่อย เธอไม่ได้สร้างภาพ เธอชอบมาโรงเรียนมากกว่าอยู่บ้านจริง ๆ  บ้านที่เป็นเพียงแค่สถานที่ที่ชื่อว่า ‘บ้าน’ แต่ไม่มีความอบอุ่นแบบ ‘บ้าน’ จริง ๆ ที่ควรจะมี

       “เฮ้ย...เธอมาเที่ยวมาเล่นบ้านฉันก็ได้นะ มานอนค้างหลาย ๆ วันก็ได้” คนเป็นเพื่อนแตะบ่าของชมพู่เบา ๆ เพื่อปลอบโยนด้วยความเข้าใจและรับรู้ปัญหาทางบ้านของเพื่อนมาตลอด แต่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไงเพราะตัวเองก็ยังเป็นแค่เด็กนักเรียนชั้น ม.4 จะไปแก้ปัญหาของผู้ใหญ่ได้ยังไง ทำได้เพียงแค่รับฟังและให้กำลังใจกันก็เท่านั้น

       “ขอบใจนะไข่มุก ไว้ฉันไปชลบุรีจะเก็บเปลือกหอยมาฝาก”

       “ดีเลย ฉันชอบเปลือกหอย เคยมีแต่คนเก็บมาฝาก แต่ที่จริงฉันอยากได้ไปเก็บเองสักครั้ง เกิดมายังไม่เคยเห็นทะเลจริง ๆ เลย” คนเป็นเพื่อนบอกตามประสาเด็กต่างจังหวัดที่อยู่ห่างไกลจากทะเล ที่เคยเห็นทะเลก็มีแต่ทะเลหมอกนี่แหละ ทะเลจริง ๆ เคยเห็นแต่ในโทรทัศน์และในอินเทอร์เน็ต ตั้งปณิธานว่าสักวันจะต้องไปทะเลให้ได้ อยากไปชิมน้ำทะเลว่าเค็มแบบที่ใคร ๆ บอกไหม

       ชมพู่พยักหน้ารับเป็นเชิงให้สัญญาว่าถ้าเธอไปที่ชลบุรีจะเก็บเปลือกหอยมาฝากเพื่อนให้ได้

       “เธอกลับบ้านเถอะไข่มุก เดี๋ยวฉันว่าจะนั่งเล่นที่โรงเรียนต่อสักพักแล้วค่อยกลับบ้าน กลับไปตอนนี้ก็ไม่มีใครอยู่บ้าน ไม่รู้จะทำอะไร” ชมพู่บอก เธอคิดว่าการนั่งอยู่ที่โรงเรียนมองดูนักเรียนคนอื่น ๆ กลับบ้านกันทีละคนสองคนยังมีความสุขกว่าการกลับไปอยู่บ้านที่เงียบเหงาเพียงลำพังเสียอีก

       “อยู่คนเดียวได้แน่นะชมพู่ ให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนไหม ?” อีกฝ่ายเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงเพราะเห็นว่าช่วงนี้ชมพู่ไม่ค่อยร่างเริงเหมือนก่อน เธอรู้ว่าเพื่อนมีปัญหาทางบ้านแต่ก็ไม่กล้าถามอะไรมาก ถึงจะเป็นเพื่อนสนิทกันแต่ต่างก็ต้องมีพื้นที่ส่วนตัวให้แก่กันและกัน ถ้าชมพู่ไม่อยากเล่าเธอก็ไม่ซักไซ้

       “สบายมาก เธอรีบกลับบ้านเถอะ บ้านเธออยู่ไกล กว่าจะไปถึงก็มืดค่ำแล้ว ไม่ต้องห่วงฉันหรอกน่า เอาไว้คืนนี้ฉันจะโทรไปคุยด้วยนะ” ชมพู่ดันหลังเพื่อนให้กลับบ้าน ไม่อยากให้ตัวเองเป็นภาระให้อีกฝ่ายต้องมาเป็นห่วง

       “โอเค ๆ งั้นฉันกลับก่อน ยังไงเธอก็อย่ากลับบ้านค่ำนักล่ะ รู้หรือเปล่าว่าโรงเรียนทุกที่มี...ผี!” คนเป็นเพื่อนทำเสียงต่ำขู่ชมพู่ ดีที่เธอไม่ใช่คนกลัวผีจึงทำได้แค่หัวเราะแล้วตีไหล่เพื่อนเบา ๆ

       “ไม่ต้องมาหลอกฉันเลยยายไข่มุก ฉันไม่กลัวผงผีอะไรนั่นหรอก รีบกลับบ้านได้แล้ว...ไป๊”

       “ไล่จริงเชียว งั้นฉันกลับจริง ๆ แล้วนะ ขอให้ช่วงปิดเทอมเป็นช่วงเวลาที่ดีนะชมพู่ หวังว่าขึ้น ม.5 เราจะได้อยู่ห้องเดียวกันอีก ซึ่งมันก็น่าจะเป็นอย่างนั้นเพราะฉันลอกโพยที่เธอส่งมาให้เกือบหมดเลยนี่นา...อุ๊บส์!” ไข่มุกแสร้งเอามือปิดปากในขณะที่ชมพู่เบิกตาโพลงก่อนจะหันมองรอบข้างว่ามีคนได้ยินหรือไม่ ถ้ามีคนได้ยินแล้วไปบอกอาจารย์มีหวังถูกปรับตกทั้งคู่ ต้องมาตามแก้กันอีก

       “ยายไข่มุก!”

       ชมพู่ยกมือขึ้นจะตีเพื่อนแต่ไข่มุกวิ่งแจ้นไปแล้ว อีกฝ่ายหันมายิ้มให้เพื่อนรักพลางโบกมือลาอย่างร่าเริง...โดยไม่เคยรู้เลยว่าวันนั้นจะเป็นวันสุดท้ายที่ได้เจอกัน...แบบมีชีวิต!

               

       ที่โรงเรียนเวลานี้ช่างเหมือนคนละโลกกับโรงเรียนในเวลาปกติ รอบข้างเงียบเชียบไม่มีเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวของเหล่านักเรียนคุยกันแบบที่เคยเป็น ชมพู่นั่งอยู่ตรงโต๊ะม้าหินอ่อนกำลังใช้มือดึงนิ้วของตัวเองทีละนิ้วจนเกิดเสียงดัง “กร็อบ...กร็อบ” เป็นนิสัยที่แก้ไม่หายเสียที พยายามจะเลิกนิสัยแบบนี้แพราะผู้ใหญ่บอกว่ามันไม่มีมารยาทแต่พอเผลอทีไรก็อดไม่ได้ ชอบดึงนิ้วตัวเองเล่นแบบนี้ ชมพู่มองนักเรียนคนเกือบสุดท้ายเดินออกไปจากนอกประตูรั้วโรงเรียนแล้วใจหาย นี่เธอเป็นคนสุดท้ายจริง ๆ ใช่ไหม และตอนนี้มันก็คงถึงเวลาที่เธอจะต้องกลับบ้านของตัวเองแล้วสินะ เธอตัดสินใจเก็บข้าวของที่วางอยู่บนโต๊ะม้าหินอ่อนใส่ลงในกระเป๋านักเรียน กำลังจะลุกขึ้นออกมาจากที่ตรงงนั้น พลันนึกขึ้นได้ว่าเธอปวดปัสสาวะมาพักหนึ่งแล้วแต่กลั้นไว้เพราะขี้เกียจไปเข้าห้องน้ำ แต่นี่จะต้องเดินทางกลับบ้านแล้ว นั่งรถสองแถวอีกราวครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงบ้าน ถ้าปวดปัสสาวะมากกว่านี้ระหว่างทางจะลำบาก แวะไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ใกล้ที่สุดก่อนกลับดีกว่า

       และห้องน้ำที่ว่านั้นคือ...ห้องน้ำหลังตึกสาม

       ห้องน้ำหลังตึกสามนั้นอยู่ติดกับกำแพงรั้วหลังโรงเรียน ซึ่งถ้ามองไปจากบนตึกสามจะเห็นทุ่งนาที่ไกลสุดลูกหูลูกตา โลเคชั่นเหมาะกับการปีนรั้วหนีออกไปนอกโรงเรียนเป็นอย่างมากถ้าไม่มีเหล็กแหลมเป็นปราการกั้นไว้ แต่จะว่าไปถึงไม่มีเหล็กแหลมชมพู่ก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องปีนรั้วหนีเรียนออกไปข้างนอกหรอก เด็กสาวเดินอย่างช้า ๆ ไปที่ห้องน้ำซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียวขนาดยาว ตั้งอยู่ห่างจากตึกสามไปพอสมควร เมื่อเปิดประตูหน้าอาคารสุขาเข้าไปจะพบกับห้องน้ำที่ถูกแบ่งซอยเป็นห้องเล็ก ๆ อีกเจ็ดห้อง ถ้าเป็นเวลาปกติคงเห็นนักเรียนสาว ๆ มายืนแต่งองค์ทรงเครื่องอยู่ทางกระจกบานยาวที่ติดอยู่เต็มฝาผนังเหนืออ่างล่างหน้า แต่ในเวลานี้มันเงียบเชียบเสียจนชมพู่ขนลุก ได้ยินเสียงหยดน้ำที่ไหลออกจากก๊อกลงในอ่างดังเป็นจังหวะห่าง ๆ ชมพู่มองตรงไปยังห้องน้ำที่เปิดประตูอ้าไว้อย่างไม่เป็นระเบียบก่อนจะเดินไล่ดูห้องน้ำแต่ละห้องว่าห้องไหนสะอาดที่สุด เด็กสาวเดินไปหยุดที่ห้องน้ำห้องสุดท้ายที่ดูจะเข้าท่าที่สุดแล้ว พลันรู้สึกเหมือนมีสายตาของใครจับจ้องจนต้องหันมองไปทางประตูหน้าสุดที่เปิดอ้าอยู่ แต่ก็ไม่พบใครนอกจากความว่างเปล่า ท้องฟ้าภายนอกกลายเป็นสีส้มอมแดงสาดแสงเข้ามาทางช่องลมจนทำให้บรรยากาศตอนนี้ดูอึมครึมพิกล

       “ยังไงเธอก็อย่ากลับบ้านค่ำนักล่ะ รู้หรือเปล่าว่าโรงเรียนทุกที่มี...ผี!”

       เสียงของไข่มุกที่พูดขู่ไว้ก่อนกลับบ้านดังขึ้นมาในความทรงจำ ชมพู่ที่ปากบอกว่าไม่เชื่อเรื่องพวกนั้นตอนนี้กลับขนลุกขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ เมื่อคิดได้ว่ายิ่งโอ้เอ้ยิ่งน่ากลัว เด็กสาวจึงรีบเข้าห้องน้ำไปจัดการธุระส่วนตัว เมื่อจัดการเสร็จแล้วจึงตรวจดูความเรียบร้อยของกระโปรงนักเรียน กำลังจะเปิดประตูออกจากห้องน้ำห้องที่เจ็ด พลันได้ยินเสียง ปัง! เด็กสาวสะดุ้งแล้วเอ่ยถามออกไปในความสลัวยามเย็นย่ำ

       “ใครคะ ?”

       ไม่มีเสียงตอบจากคนที่ทำให้เกิดเสียงปิดประตูนั้น ชมพู่พยายามตั้งสติก่อนจะค่อย ๆ แง้มประตูห้องน้ำอย่างช้า ๆ เสียงบานพับที่ฝืดสนิมตามกาลเวลาส่งเสียงดังแอ๊ดทำให้รู้สึกเสียววาบไปถึงขั้วหัวใจ ในจังหวะที่เด็กสาวมองออกไปยังทางเดินที่ทอดยาวหน้าห้องน้ำทั้งหกห้องที่เหลือนั้นหัวใจก็เต้นระส่ำ นึกถึงภาพผีผู้หญิงผมยาวยาวยืนอยู่ตรงกลางทางเดินยิ่งน่าขนลุก ถ้าเธอเจอแบบนั้นจะทำยังไงดี

       เดชะบุญที่ไม่เจอและไม่มีอะไรต้องกลัว...

       ชมพู่ส่ายหัวเบา ๆ ให้ความฟุ้งซ่านของตัวเองก่อนจะเดินไปที่อ่างล้างมือ จัดการล้างมือแล้วตรวจดูความเรียบร้อยของร่างกายตัวเองอีกครั้ง เคยรีบจนลืมรูดซิปข้างกระโปรงแล้วขึ้นสองแถวจนถูกเด็กเทคนิคแซวแทบจะเอาหน้าซุกแผ่นดินหนีมาแล้ว หลังจากนั้นเธอจึงตรวจดูซิปกระโปรงให้เรียบร้อยเสมอหลังเข้าห้องน้ำเสร็จ ไม่อยากขายขี้หน้าแบบวันนั้นอีกแล้ว

       เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ชมพู่จึงเดินออกไปตรงประตูทางเข้าห้องน้ำที่จำได้ว่าตอนเข้ามามันเปิดอยู่ เสียงดังปังเมื่อสักครู่ลมคงพัดมาจนทำให้ประตูปิดเสียกระมัง แต่ครั้นพอชมพู่จะเปิดมันกลับเปิดไม่ออก  เหมือนประตูถูกใช้แม่กุญแจล็อกจากด้านนอกเพราะเมื่อเขย่าจะได้ยินเสียงดัง...กึก...กึก...กึก เป็นจังหวะ ชมพู่เริ่มใจคอไม่ดี เขย่าประตูแรงขึ้นพร้อมกับส่งเสียงร้อง

       “มีใครอยู่ข้างนอกไหมคะ หนูติดอยู่ในห้องน้ำค่ะ มีใครได้ยินไหม ?” เด็กสาวร้องถามด้วยน้ำเสียงปกติแล้วออกแรงใช้มือสองข้างเขย่าประตูไปมา ครั้นพอมีแต่ความเงียบ ชมพู่ก็เริ่มใจคอไม่ดี จากแค่เขย่าประตูตอนนี้เปลี่ยนเป็นทุบตีและถีบพลางตะโกนร้องเสียงดังลั่นด้วยความอกสั่นขวัญแขวน “ใครก็ได้ช่วยด้วย! หนูติดอยู่ในนี้ค่ะ ช่วยด้วย...ช่วยด้วย!”

       และแล้วเสียงตะโกนนั้นก็ค่อย ๆ แผ่วลง

       แผ่วจนเบา...เบาเสียจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจ...เบาเสียจนเหลือแต่ความเงียบในที่สุด ไม่ได้ยินเสียงสัญญาณชีวิตในห้องน้ำแห่งนั้นอีก!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น