อัปเดตล่าสุด 2021-02-12 20:39:28

ตอนที่ 8 บทที่ 8

บทที่ 8

 

 

               “ผมต้องบอกคุณพ่อครับ”

               ปราปต์กล่าวเสียงแข็งกับมารดา ปกติเขามิใช่คนฉุนเฉียวหรืออารมณ์ร้อนจนแสดงท่าทีก้าวร้าวต่อผู้ใหญ่เช่นนี้ แต่เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ทั้งที่ควรหยุดยั้งคนแปลกหน้ามิให้พาตัวน้องชายเขาออกจากบ้านได้แล้วแท้ ๆ แต่เพียงคำขู่ของผู้หญิงผมหยักศกคนนั้น เขากลับต้องปล่อยให้ปลื้มถูกเอาตัวไปโดยไม่อาจทัดทานได้

               อาจเพราะสะกิดใจในคำพูดสุดท้ายก่อนเด็กหนุ่มสาวสี่คนนั้นจะออกจากบ้าน

               “วันนี้พวกฉันคงต้องขอตัวกลับก่อน”

               ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นมุ่งมั่นจนปราปต์คาดเดาว่า คำว่า ‘วันนี้’ ของเธอ ย่อมหมายถึงการมาที่บ้านของเขาอีกใน ‘วันหน้า’

               ปราปต์อ้างกับเชิดศักดิ์ว่ามีธุระสำคัญกับลูกค้ารายใหม่จนต้องรีบกลับมาที่กรุงเทพก่อน ชายหนุ่มให้คนขับรถรีบบึ่งพาเขามาที่บริษัท ก่อนขับรถกลับบ้านอย่างรีบเร่งด้วยสังหรณ์ประหลาดในใจ และก็เป็นดังคาด เพราะทันทีที่รถของเขากำลังจะเลี้ยวเข้าบ้าน ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่รถของเด็กสี่คนนั้นขับสวนออกมาพอดี

               ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทั้งสี่ย้อนกลับมาที่บ้านได้อย่างไร หากผู้มีอำนาจสูงสุดในบ้านยามตนและพ่อไม่อยู่ ไม่ให้ความร่วมมือด้วย

               “แม่ปล่อยให้ตาปลื้มไปกับใครก็ไม่รู้ได้ยังไง ถ้าพวกนั้นมีเจตนาไม่ดีต่อน้อง ต่อบริษัทของเรา ไม่แย่หรอกเหรอครับ”

               แม้เป็นมารดา ทว่าด้วยการเลี้ยงลูกแบบตามใจ อีกทั้งปราปต์ยังได้รับถ่ายทอดบุคลิกจากสามีของเธอมาแทบทุกกระเบียดนิ้ว ทำให้หญิงกลางคนไม่กล้าแสดงท่าทีเด็ดขาดในความคิดและการกระทำของตน อัมพรจึงทำเพียงใช้น้ำเย็นเข้าลูบเพราะหวั่นเกรงว่าปราปต์จะโทรศัพท์หาเชิดศักดิ์เสียเดี๋ยวนี้

               “เด็กพวกนั้นไว้ใจได้จ้ะลูก ปลื้มเคยช่วยหนูผู้หญิงผมยาวคนนั้นเอาไว้จนครอบครัวเขาปลดหนี้ได้เป็นสิบล้าน”

               จากนั้นอัมพรจึงเริ่มเล่ารายละเอียดทั้งหมดที่ไม่มีใครสักคนในบ้านหลังนี้จะล่วงรู้ถึงวีรกรรมดีที่ปลื้มสร้างเอาไว้ น้ำเสียงติดจะภูมิใจเพราะถึงแม้ปลื้มจะมีอาการทางจิตเภท แต่ยังสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ด้วยมันสมองอันชาญฉลาด

               ปราปต์รับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไร

               “แต่ถึงอย่างนั้น อาการของนายปลื้มก็ไม่ใช่จะรักษาด้วยวิธีมั่ว ๆ ได้ ถ้าเกิดเด็กพวกนั้นทำให้อาการนายปลื้มแย่ลง คุณแม่ไม่กลัวเหรอครับ”

               อัมพรนิ่งไปพักหนึ่ง จริงอยู่ว่าเธอคาดหวังกับโชและเพื่อนมาก เพราะรับรู้ถึงความตั้งใจและเจตนาดี แต่เธอเองก็ลืมคิดไปว่าหลังจากสามารถทำให้ปลื้มออกมาจากห้องได้แล้ว ขั้นตอนวิธีการรักษาของโชจะเป็นเช่นไร

               แต่เมื่อคิดถึงห้วงเวลาเจ็ดปีที่ผ่านมา กระทั่งเธอผู้เป็นแม่ยังไม่สามารถช่วยให้ปลื้มออกจากห้องได้เลย ในขณะที่เด็กพวกนั้นกลับทำสำเร็จเพียงการมาบ้านหลังนี้เป็นหนที่สองเท่านั้น คิดเช่นนี้ก็เกิดความมั่นใจโดยไร้เหตุผลขึ้นจนเธอตัดสินใจแน่วแน่

               ผู้เป็นแม่ลุกยืน เป็นครั้งแรกที่เธอ ‘กล้า’ ออกคำสั่งกับลูกชายนับแต่เขาเรียนจบและเข้าทำงานที่บริษัทของพ่อ

               “หากปราปต์ยังเห็นว่าแม่เป็นแม่อยู่ละก็ อย่าบอกเรื่องตาปลื้มให้พ่อเขารู้ ปล่อยให้เขาเข้าใจว่าปลื้มยังอยู่ในห้องแบบนี้ก่อน ส่วนเรื่องเด็กพวกนั้น แม่จะเป็นคนติดต่อและติดตามการรักษาเอง ว่าอาการตาปลื้มดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน ถือซะว่าเป็นคำขอร้องเพียงเรื่องเดียวของแม่ที่ไม่เคยขออะไรจากลูกเลยก็แล้วกัน”

               ชายหนุ่มมองใบหน้าเอาจริงเอาจังของแม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน คำพูดที่ตั้งใจจะพูดพลันถูกเก็บกลืนลงคอ ริมฝีปากหยักลึกนั้นเม้มอย่างตัดสินใจ

               ก่อนพยักหน้าครั้งหนึ่ง

               “ก็ได้ครับ”

               พูดจบก็ลุกจากโซฟาเดินขึ้นห้องไปอย่างเงียบเชียบไร้ซึ่งคำพูดใดอีก อัมพรระบายลมหายใจหนักหน่วงหลังตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ใจประหวัดคิดไปถึงลูกชายคนเล็กที่เติบโตมาภายใต้ปีกของเธอที่กางโอบอุ้มเขาเอาไว้จนกลายเป็นคนอ่อนแอผิดแผกจากพี่ชายที่แข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยว

               ปลื้มจะเป็นอย่างไรบ้าง...

               หญิงกลางคนกดโทรศัพท์หาเด็กสาวที่เธอฝากความหวังเอาไว้ทันที

 

 

               ด้วยความอ่อนเพลียบวกฤทธิ์ของยา ทำให้ปลื้มหลับไปหลายชั่วโมง เมื่อตื่นมาก็พบว่าดวงอาทิตย์แตะขอบฟ้าเป็นเวลาโพล้เพล้เสียแล้ว

               หน้าต่างถูกปิดงับเอาไว้ให้จากภายนอกแต่มิได้ลงกลอนจนเผยออ้าออกมาเล็กน้อย ปลื้มที่งัวเงียเห็นเช่นนั้นก็ลุกไปปิดเพราะเกรงจะเป็นช่องทางให้มีผู้เข้ามาในห้องได้อีกทางนอกเหนือจากประตู

               ประตู... จริงสิ ต่อให้ปิดหน้าต่างแน่นหนาเพียงใด แต่ประตูที่ไม่มีกลอน ซ้ำลูกบิดยังเสียเช่นนี้ ต่อให้ไม่ปรารถนาให้ใครเข้ามา ก็ไม่อาจห้ามปรามได้ ครั้นจะเอาโต๊ะหรือเตียงไปวางกั้น ก็ไม่เป็นผลต่อบานประตูที่เปิดออกทางด้านนอก

               บนโต๊ะมีถาดอาหารซึ่งประกอบด้วยข้าวสวยหอมมะลิ น้ำพริกกะปิ ผักสดหลายชนิด ต้มจืดเต้าหู้หมูสับ และทับทิมกรอบมะพร้าวกะทิ ขณะที่เขาหลับอยู่ ชายชราคงเข้ามาเก็บถาดอาหารมื้อเช้าและเปลี่ยนนำอาหารมื้อนี้มาวางไว้ให้แทน

                เขาเป็นใครกัน?

               แม้ไม่รู้ถึงตัวตนของเจ้าของบ้าน รวมถึงไม่รู้ว่าตอนนี้ตนอยู่ที่ไหน แต่จากท่าทีของชายชราที่ดูแลเขาเป็นอย่างดีก็ทำให้ปลื้มวางใจจนกินอาหารมื้อเย็นแบบไม่กังวลดังเช่นเมื่อเช้า รสชาติอาหารยังคงอร่อยถูกปากจนเขากินเกลี้ยงไม่เหลือแม้ข้าวสักเม็ดติดจาน

                หลังกินอิ่ม ปกติเมื่อครั้งอยู่บ้านโลกของชายหนุ่มคือการท่องอินเทอร์เน็ต แต่ที่นี่ไม่มีคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ มีเพียงตู้หนังสือที่อัดแน่นด้วยหนังสือมากมายจนไม่เหลือที่ว่างตั้งอยู่อันเป็นสิ่งบันเทิงอย่างเดียวที่เขาพอใช้ฆ่าเวลาได้เท่านั้น

                ปลื้มหยิบหนังสือ ‘ปรับชีวิตให้คิดบวก’ มาอ่าน ปกติแล้วนอกจากความรู้ทางวิชาการ ชายหนุ่มแทบไม่ชายตาแลบทความอื่นในอินเทอร์เน็ตเลย เพราะคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพหรือตัวตนที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครเห็น ให้เป็นแบบอื่น ถึงอย่างไร ปิยภัทรในโลกออนไลน์ก็ได้รับการยกย่องนับถือจากทุกคนอยู่แล้ว

               แต่เพียงพลิกอ่านได้แค่ไม่กี่หน้า ความคิดของปลื้มก็เริ่มเปลี่ยนไป

               จากโลกในมุมมองที่เขาเคยมองเห็น กลับแปรเปลี่ยนเป็นโลกอีกใบที่ปลื้มไม่เคยรู้จักมาก่อน ข้อคิด ทัศนคติ ที่ได้รับจากหนังสือเล่มนี้ทำให้การมองทุกเรื่องรอบตัวในแง่ลบเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย ปลื้มที่หลับเต็มตื่นยังตาสว่าง แม้พระอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้าไปหลายชั่วโมงแล้ว แต่เขายังไม่ง่วงจนใช้เวลากว่าครึ่งค่อนคืนกับการเสพหนังสือหลายเล่มจากชั้น

               โดยไม่รู้เลยว่า หนังสือทั้งหมดที่แฝงไว้ด้วยแนวคิดเชิงบวกและแง่มุมดี ๆ ของการใช้ชีวิตนี้ เป็นหนังสือที่โชซื้อมาใส่ไว้แทนนิยายและหนังสือการ์ตูนของเจ้าของห้องเพื่อให้ปลื้มใช้เวลาว่างกับการปรับเปลี่ยนความคิดและทัศนคติของตัวเอง

                หากโชรู้ว่าปลื้มอ่านหนังสือที่เธอเตรียมไว้ให้จริง ๆ คงดีใจจนยิ้มไม่หุบ

 

 

               เสียงนกหลากชนิดร้องดังราวแข่งขันประชันความไพเราะ ปลื้มที่ปกตินอนหลับสนิทไม่มีเสียงใดรบกวนเพราะบ้านตนมิได้ปลูกพืชพันธุ์ยืนต้นใดให้มีนกมาทำรังหรือเกาะกิ่งก้านส่งเสียงได้เช่นนี้ ถูกรบกวนจนทนไม่ไหวต้องตื่นขึ้นมาเสียตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า

                แต่ไม่ง่วงงัวเงีย อาจเพราะเมื่อวานเขานอนหลับพักผ่อนเกินกว่าจำนวนชั่วโมงที่มนุษย์ควรนอนในแต่ละวัน หรือเพราะมิได้ใช้สมองครุ่นคิดคำนวณวางแผนดังเช่นเมื่อครั้งมีอีกตัวตนในโลกอินเทอร์เน็ต  จึงทำให้สมองโล่งปลอดโปร่ง ปลื้มลุกขึ้นบิดขี้เกียจ ก่อนเงี่ยหูฟังสรรพเสียงในบ้าน

                บ้านของเขามีห้องน้ำภายในห้องนอน ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนที่ขังตัวเองในเรื่องการอาบน้ำแปรงฟัน แต่บ้านไม้หลังเล็กนี้ไม่ใช่ เขาที่เมื่อคืนหลับไปโดยมิได้แปรงฟันรู้สึกถึงความหมักหมมในปากจนไม่กล้าพ่นลมหายใจใส่มือเพื่อพิสูจน์กลิ่น

               ห้องน้ำอยู่ด้านนอก...

               ปลื้มกลืนน้ำลายเอื้อกก่อนเดินอย่างลังเลไปหยุดยืนเบื้องหน้าบานประตูห้อง เสียงนกยังคงร้องดังน่ารำคาญ เขาหงุดหงิดที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ให้ต้องคิดต้องตัดสินใจอย่างยากเย็นเช่นนี้

               มือเอื้อมจับลูกบิด ความเย็นเยียบของโลหะแล่นปราดเข้าสู่สมองจนแทบหดมือกลับ แม้มิได้เย็นจากเครื่องปรับอากาศ แต่ภายนอกที่อุดมไปด้วยต้นไม้นานาก็ทำให้อุณหภูมิโดยรอบลดลงจนขนอ่อนทั่วร่างลุกชัน

                มือกำลูกบิดค้างไว้อย่างนั้น แม้อากาศจะเย็น แต่เหงื่อกลับผุดที่ขมับ ปลื้มหายใจกระชั้นถี่เพราะกลัวว่าหากเปิดประตูไปแล้วจะพบกับใครสักคนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ อาจเป็นลุงคนเมื่อวานหรือคนอื่นที่เขาไม่เคยเจอ

               ทำใจอยู่นานกว่าจะกล้าเปิดประตูออกช้า ๆ หน้าแนบกับช่องว่างบานประตูไปกวาดตามองโดยรอบ ไฟเปิดสว่างเอาไว้แล้วเป็นสัญญาณว่ามีผู้ตื่นก่อนตน แต่ไม่มีเสียงใดในบ้านดังบอกว่ามีใครอยู่

               ปลื้มแทรกตัวออกจากประตูพลางลงน้ำหนักเท้าเบา ๆ เพื่อมิให้เกิดเสียง บ้านชั้นเดียวหลังนี้ไม่ใหญ่นัก จากตำแหน่งห้องที่ตนพักอาศัย มองทะลุช่องประตูก็เห็นเป็นห้องครัวและห้องน้ำอยู่ใกล้กัน แม้ไม่มีแปรงสีฟัน แต่อย่างน้อยแค่ได้ล้างหน้าบ้วนปากก็ยังดี

                แต่ไม่ทันเดินถึงห้องน้ำ สองขาก็พลันหยุดนิ่งเมื่อเห็นสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ

                ปลื้มยืนจ้องเสื้อผ้าที่พับไว้อย่างประณีต และแปรงสีฟันที่ยังไม่แกะจากแพ็คพลาสติก

                “ตื่นเร็วเพราะรำคาญเสียงนกใช่ไหม แรก ๆ ก็แบบนี้แหละ แต่อยู่ไปสักพักก็ชิน” เสียงชายชราดังขึ้นจากด้านหลัง ปลื้มสะดุ้งเฮือกแต่ไม่กล้าหันหลับไปมอง “ของบนโต๊ะนั่น ของพ่อหนุ่มนะ อาบน้ำอาบท่าซะสิ อยู่ในชุดนั้นตั้งแต่เมื่อวานซืนแล้วนี่”

                ได้ยินเพียงเสียงเดินและเสียงแกรกกรากที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าชายเจ้าของบ้านกำลังทำอะไร แผ่นหลังปลื้มเย็นเยียบเมื่อต้องเผชิญกับคนแปลกหน้าในระยะประชิดโดยไม่มีประตูกั้นดังเช่นอดีตที่ผ่านมา

               “ลุงออกไปรดน้ำต้นไม้มา รดตอนเช้า ๆ ก่อนแดดออกแรง น้ำจะซึมลงดินได้พอดีโดยไม่แห้งเสียก่อน ส่วนตอนเย็นหรือกลางคืนนี่รดไม่ได้นะ เพราะต้นไม้ไม่สังเคราะห์แสง ถ้าพ่อหนุ่มอยากเดินออกไปดูสวนของลุงก็ไปได้เลย ตอนนี้อากาศกำลังดีและไม่มีคน เพราะกว่าคนงานจะมาเก็บผักก็ช่วงเย็นโน่น”

               ไม่สนใจว่าผู้ฟังจะตอบรับหรือปฏิเสธ ชายชรายังคงพูดฝ่ายเดียวอย่างอารมณ์ดี “เดี๋ยวลุงจะไปตลาดหาซื้อของมาทำกับข้าว พ่อหนุ่มอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม?”

               ถ้อยคำจุกอยู่ที่ปาก เสื้อผ้าและแปรงสีฟันที่ชายชราเตรียมไว้ให้ ทำให้ชายหนุ่มซาบซึ้งในการดูแล อีกทั้งความคิดของเขาที่มีต่อผู้อื่นก็แปรเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจากการอ่านหนังสือเมื่อวาน ทำให้เขาคลายความหวาดกลัวต่อชายเจ้าของบ้านลง ทว่าอาการทางจิตที่หยั่งรากลึกมานานย่อมไม่อาจหายไปได้โดยง่าย

                สุดท้ายหลังรวบรวมความกล้า เขาจึงเปล่งประโยคแผ่วเบาออกไป

                “มะ... ไม่ครับ”

                เพียงเท่านี้ก่อนหยิบเสื้อผ้าและแปรงสีฟันวิ่งเข้าห้องน้ำไป

                โชคชัยเลิกคิ้วแปลกใจเพราะไม่คิดว่าจะได้ยินประโยคโต้ตอบจากปลื้ม ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ

 

 

                เป็นดังเช่นที่ชายเจ้าของบ้านกล่าว แม้แสงอาทิตย์จะสว่างพอให้มองเห็นบรรยากาศโดยรอบได้ชัดเจนแล้ว แต่สวนแห่งนี้ก็ยังไม่มีคนงานคนใดมาเดินเพ่นพ่านให้เขาต้องหวาดกลัวดังเช่นที่เห็นเมื่อวาน ปลื้มเคยอ่านเจอข้อมูลว่าการเก็บผลิตผลทางการเกษตรควรเก็บในช่วงเวลาเย็น เพราะพืชได้สังเคราะห์แสงจนดึงเอาธาตุอาหารต่าง ๆ มาใช้ได้เต็มที่ หากเก็บตอนเช้า คุณค่าทางโภชนาการจะลดลงเพราะพืชจะคายก๊าซหลายชนิดรวมถึงไนโตรเจนซึ่งเป็นส่วนประกอบของโปรตีนออกมา

                เพราะรู้ว่าต่อให้อยู่ในห้องก็ไม่สามารถปิดกั้นคนภายนอกที่อยากเปิดประตูเข้ามาหาเขาได้ การออกมาเดินเล่นในสวนจึงมีค่าไม่ต่างกัน ปลื้มที่อาบน้ำแต่งตั้งเสร็จแล้ว ชะโงกหน้าผ่านบานหน้าต่างออกมาสอดสายตาส่องมองโดยรอบ พบว่าในสวนไม่มีคนดังที่ชายชราบอก

               เหมือนมีแรงดึงดูด กว่าสิบปีนับตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก เขาแทบไม่เคยได้ไปเที่ยวในสถานที่ธรรมชาติอย่างป่าเขา น้ำตก หรือทะเล เพราะพ่อทำงานยุ่งตลอดเวลา อย่างดีก็ไปห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์สโตร์กับแม่ในวันหยุดเท่านั้น ภาพสีสันสดใสของพืชพรรณ ผลไม้มากมายที่ห้อยย้อยตามกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่รายรอบสวน ล้วนชักชวนให้ปลื้มอยากออกมาสัมผัสบรรยากาศนั้นด้วยตัวเอง

               ภาพที่เห็นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เทียบไม่ได้กับภาพของจริงที่เห็นจากสองตา

               สองขาก้าวเดินไปรอบ ๆ อย่างไม่อาจควบคุม เขาปรารถนาจะเห็นพืชผักที่แม้กินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแต่ไม่เคยเห็นตอนที่มันยังอยู่ในผืนดิน เขาปรารถนาจะสัมผัสใบ ดอก ผล ของต้นไม้นานา เขาปรารถนาจะลิ้มรสชาติผลไม้สดที่เด็ดจากต้น ราวกับย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างช่างแปลกใหม่และสร้างประสบการณ์ที่ปลื้มไม่เคยรู้ไม่เคยลอง

               มองซ้ายขวาไม่เห็นเจ้าของสวนกลับมา ชายหนุ่มที่ยืนใต้ต้นมะม่วงเห็นผลห้อยย้อยลงมาในระดับความสูงที่พอกระโดดคว้าถึง ก็ออกแรงส่งตัวสูงฉวยมะม่วงเขียวเสวยมาได้ลูกหนึ่ง เขาที่ปกติมีคนดูแลปอกมะม่วงเป็นชิ้นจัดใส่จานพร้อมน้ำจิ้มให้ตลอด กัดกร้วมมะม่วงทั้งเปลือกก่อนใช้ฟันแทะเพียงเนื้อ รสชาติหวานมันและกลิ่นหอมของผลไม้สดนั้นอร่อยกว่าที่เคยกินเป็นไหน ๆ

               ไม่ทันที่ความอิ่มเอมจะอาบย้อมหัวใจให้รู้สึกเป็นสุขได้นานนัก สีหน้าและแววตาที่คลายความวิตกกังวลทั้งมวลพลันแปรเปลี่ยนเป็นปลื้มคนเดิม อาการหวาดกลัวผสานความโกรธเกรี้ยวกลับคืนมาอีกครา เพียงเห็นร่างบอบบางของหญิงสาวที่สมองจดจำใบหน้าแม่นยำ เดินเข้ามาในสวนพร้อมหอบหิ้วถุงพลาสติกพะรุงพะรัง

               “แก...”

               ปลื้มกัดฟันกรอด แม้เขาจะหวาดกลัวต่อมนุษย์ทุกคน แต่สำหรับผู้หญิงคนนี้ ความโกรธกลับอยู่เหนือความกลัวจนเขาเขวี้ยงมะม่วงที่ถูกกัดจนเหลือเพียงเนื้อติดเมล็ดทิ้ง สองเท้าก้าวพรวดเหยียบย่ำแปลงพืชเสียหายโดยไม่สนใจ ตรงเข้าหาโชที่ไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มจะตื่นเช้าและกล้าออกจากห้องมาอยู่ในสวนเช่นนี้

               ทันทีที่เห็นปลื้ม โชหยุดเดินและเบิกตากว้างอย่างตระหนก ยิ่งเห็นท่าทีฉุนเฉียวเสมือนพายุคลั่ง ถุงใส่อาหารและหนังสือที่เตรียมมาก็พลันหลุดจากมือ

               ปลื้มเข้าประชิดโชโดยไม่ให้หญิงสาวตั้งตัว สองมือบีบหมับเข้าที่ไหล่ก่อนดันร่างเธอไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่จนหญิงสาวจุกต้องร้องโอยออกมา

               “เพราะแกคนเดียว เพราะแก ชีวิตฉันถึงพังพินาศแบบนี้”

               ถ้อยคำมากมายระบายออกมา มีทั้งคำก่นด่า สาปแช่ง และคำหยาบคายที่โชไม่คิดว่าจะได้ยิน หญิงสาวตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นสีหน้าเดือดดาลที่แสดงอารมณ์ความรู้สึกว่าเขาสามารถฉีกร่างเธอเป็นชิ้น ๆ ได้

               “เดี๋ยวค่ะ! ใจเย็นก่อน”

               เพราะร่างถูกเขย่า ทำให้เสียงที่เปล่งออกมาฟังแทบไม่เป็นภาษา แผ่นหลังเธอร้อนผ่าวเมื่อถูกดึงและผลักกลับไปกระแทกซ้ำ ๆ โชพยายามแข็งขืนต้านแรง แต่หญิงสาวไม่คิดว่าคนเก็บตัวอยู่แต่ในห้องที่แทบจะไม่ได้ออกกำลังกาย จะมีเรี่ยวแรงมากมายเพียงนี้

               “แกทำลายฉัน แกทำให้ตัวตนของฉันหายไป นังปีศาจ!” ปลื้มควบคุมสติตัวเองไม่อยู่แล้ว แม้จะได้รับยาและสมองผ่อนคลายจากบรรยากาศและสิ่งต่าง ๆ ที่เธอพยายามทำให้ แต่ความโกรธที่เธอพยายามดึงเขาออกมาจากโลกอินเทอร์เน็ต จนไม่อาจสวมบทบาทเป็นปิยภัทร ตัวตนที่เขาภาคภูมิ ก็ทำให้ผู้หญิงตรงหน้าคือผู้ทำลายชีวิตตนจนสมควรได้รับการตอบแทนอย่างสาสม

               “คุณปลื้ม! ฉันบอกให้คุณใจเย็นก่อน”

               เมื่อพูดดี ๆ ไม่รู้เรื่อง โชจึงตะคอกเสียงดังพลางง้างหมัดหมายชกเข้าใส่ปลื้ม ท่าทีแข็งกร้าวของเธอทำให้ภาพความทรงจำเมื่อครั้งถูกกลั่นแกล้งจนประสบอุบัติเหตุเข้าโรงพยาบาลหวนกลับมาฉายในสมองอีกครา ปลื้มชะงักพลางตัวสั่นเทิ้มจนมือที่บีบไหล่ของโชคลายลง

               สบโอกาสให้โชผลักเขาจนหลังหงายหลังล้มก้นกระแทกพื้น

               ปลื้มที่คลายโทสะ กลับถูกความกลัวเข้าแทรกจิตใจ แม้คนตรงหน้าจะเป็นเป็นผู้หญิง แต่ท่าทางของเธอมิได้อ่อนแอบอบบาง หนำซ้ำยังเคยทำร้ายเขาจนสลบ ชายหนุ่มที่เพิ่งคิดขึ้นมาได้เตรียมกระถดตัวถอยหนีไปกับพื้น

               แต่สิ่งที่โชทำกลับรั้งร่างเขาไว้มิให้ถอยห่างได้ดั่งใจ

               หญิงสาวนั่งคุกเข่า มือสองข้างวางไว้บนหน้าขา สีหน้าแววตาสงบไม่มีทีท่าคุกคาม

               “ฉันขอโทษที่ใช้อุบายต่าง ๆ ทำให้คุณออกจากห้อง ฉันขอโทษที่ตัดไฟจนทำให้คุณเล่นบทปิยภัทรไม่ได้ และฉันขอโทษที่ถือวิสาสะพาตัวคุณมาที่นี่โดยที่คุณไม่เต็มใจ แต่ฉันขอยืนยันว่าทุกสิ่งที่ทำไป เพียงเพราะฉันอยากตอบแทนที่คุณมอบชีวิตใหม่ให้ฉัน ให้กับครอบครัวของฉัน ต่อให้คุณจะโกรธจะเกลียดหรือเห็นฉันเป็นตัวอะไรในสายตา ฉันก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้คุณหายจากโรคฮิคิโคโมริให้ได้”

               และเมื่อพูดจบ โชก็ก้มศีรษะลงแนบพื้น เป็นสัญลักษณ์แห่งการ ‘ขอบคุณ’ ดั่งเช่นที่พูดจริง ๆ มิได้เพียงใช้คำกล่าวอ้างโน้มน้าวจิตใจเขา

               ปลื้มตัวแข็งทื่อเป็นก้อนหิน ทุกถ้อยคำของหญิงสาวกระแทกโสตประสาทราวค้อนด้ามใหญ่ฟาดเข้าใส่หัว แม้คำขอโทษและขอบคุณจะทำให้ความโกรธเกลียดทุเลาลง ทว่าสิ่งที่ทำให้ปลื้มรู้สึกประหลาดใจที่สุดในชีวิต จนต้องมองร่างตรงหน้าตาค้างไม่กะพริบ กลับเป็น ‘ชื่อ’ ที่เธอเรียกเขาต่างหาก

               ปลื้ม...

               เธอเรียกเขาว่าปลื้ม มิใช่ปิยภัทรเหมือนครั้งแรกที่มาที่บ้าน เธอขอบคุณ ชื่นชมในสิ่งที่เขาทำ มิใช่ขอบคุณตัวตนสมมติบนโลกออนไลน์

               เพราะที่ผ่านมาเขาอยู่ใต้เงาของพี่ชายมาโดยตลอด สิ่งที่ทำไม่เคยได้รับคำชื่นชมจากใคร กระทั่งพ่อบังเกิดเกล้ายังไม่เคยเห็นคุณค่าและเห็นเขาอยู่ในสายตา เมื่อมีผู้ยอมรับแม้เป็นคนที่ไม่เคยรู้จัก กลับทำให้ปลื้มตื้นตันจนน้ำตาพานเอ่อรื้นที่สองตา

               “ฉัน...” แม้มีคำพูดมากมายอยากกล่าวตอบ แต่ถ้อยคำทั้งมวลกลับจุกอยู่ที่คอไม่อาจเปล่งผ่านริมฝีปากออกมาได้ ปลื้มสีหน้าเหยเกราวกับห้วงอารมณ์สับสนวุ่นวายตีกันอยู่ภายในจิตใจ

               ใจหนึ่งโกรธเกลียดและปรารถนากลับไปมีตัวตนเป็นปิยภัทรเพื่อยินดีและภาคภูมิกับคำชื่นชมยกย่องในโลกออนไลน์

               อีกใจ กลับโหยหาตัวตนที่เลือนหาย

               เขานั่งร้องไห้โฮเป็นเด็กอยู่กับพื้นเช่นนั้น ไร้อาการบ้าคลั่งและความปรารถนาจะทำร้ายโชไปจนสิ้น โชคชัยที่เพิ่งกลับมาถึงสวนแม้ตกใจกับภาพที่เห็น แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าช่วยเหลือโชอีกแล้ว

 

 

               เชิดศักดิ์กลับถึงบ้านช่วงเย็น ฤดูหนาวเช่นนี้ฟ้ามืดเร็วกว่าปกติ เพียงหกโมงไฟทางก็เปิดสว่างแล้ว เช่นเดียวกับไฟบ้านที่เปิดทุกดวงทั้งภายนอกและภายใน ดวงตาคมกริบของชายกลางคนจ้องเขม็งไปที่บานหน้าต่างห้องลูกชายคนเล็ก ซึ่งแม้กางม่านกั้นมิให้เห็นด้านใน แต่ก็ยังเห็นเงาเคลื่อนไหวบ่งบอกให้รู้ว่ามีคนอยู่ในห้อง

               เพียงครู่เดียวเท่านั้น เขาก็ละความสนใจจากห้องปลื้ม ก่อนก้าวลงจากรถตู้เมื่อคนขับรถกดปุ่มเปิดประตูอัตโนมัติให้ สองขาก้าวฉับ ๆ เข้ามาในบ้านด้วยท่าทีกระฉับกระเฉงเกินอายุ อัมพรที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องรับแขกเห็นสามีก็ลุกขึ้นมารับเสื้อสูท

               “กินข้าวมารึยังคะ วันนี้มีพะแนงเนื้อกับสะเดาน้ำปลาหวาน”

               “ผมยังไม่หิว เดี๋ยวขอทำงานก่อนพักหนึ่ง ค่อยลงมากิน คุณกินก่อนเลย”

               ผู้เป็นภรรยาพยักหน้าครั้งหนึ่ง เธอชินเสียแล้วกับการกินมื้อเย็นคนเดียว เพราะปกติน้อยครั้งในแต่ละเดือนที่เชิดศักดิ์จะกลับบ้านก่อนพระอาทิตย์ตกดิน

               แต่แล้วหญิงกลางคนพลันต้องหน้าซีดลงกะทันหัน เมื่อเห็นลูกชายคนโตเดินลงมาจากชั้นบน ปราปต์ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเทากับกางเกงสแล็คสีดำเดินลงบันไดมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ จนอัมพรคาดเดาไม่ได้ว่าความลับที่เธอและลูกชายตกลงกันไว้ เขาจะยอมรับฟังคำขอของเธอหรือไม่

               “จะออกไปไหนเหรอ” เชิดศักดิ์กล่าวถามอย่างสงสัย ปกติลูกชายมิใช่คนเที่ยวเตร่ เมื่อกลับถึงบ้านก็ไม่นิยมออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงดังเช่นคนวัยหนุ่มทั่วไปกระทำกัน

               “ผมนัดคุยงานกับเพื่อนไว้น่ะครับ พอดีเพื่อนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรมประชุมทางไกลแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เราขายอยู่ ถ้าดีผมว่าจะดีลกับผู้ผลิตเพื่อให้เราเป็นตัวแทนนำเข้ามาขายในไทย”

               ผู้เป็นพ่อพยักหน้ารับรู้ มิได้กล่าวซักไซ้อะไรอีก

               สองร่างเดินสวนกันขึ้นบันได ปราปต์เอี้ยวตัวหลบและหยุดยืนเล็กน้อยรอให้เชิดศักดิ์เดินผ่านไป อัมพรมองพลางลุ้นระทึกว่าจะมีถ้อยคำใดหลุดจากปากของปราปต์หรือไม่

               แต่ไม่มี... ลูกชายของเธอทำดังที่พูดจริง ๆ เขามิได้แพร่งพรายบอกความลับเรื่องปลื้มให้เชิดศักดิ์รู้

               หญิงกลางคนเป่าปากอย่างโล่งอก

               แต่โล่งใจได้เพียงครู่ สายตาเธอยังคงมองแผ่นหลังสามีที่เดินขึ้นไปถึงชั้นสองของบ้าน หน้าห้องปลื้มมีจำเนียร แม่บ้านยืนถือถาดอาหารรอท่าอยู่

               เชิดศักดิ์หยุดยืนก่อนมองเข้าไปด้านในสุด

               “คุณปลื้มคะ อาหารเย็นค่ะ”

               เหงื่อผุดพรายที่ขมับแม่บ้านสูงวัย ละครฉากสำคัญนี้เธอได้รับคำสั่งจากอัมพรให้แสดงเมื่อเชิดศักดิ์กลับถึงบ้าน ช่วงกลางวันเธอซักซ้อมอยู่หลายครั้งทั้งที่เป็นเพียงการนำอาหารมาให้ปลื้มผ่านทางช่องประตูแมวดังเช่นที่เคยทำเป็นปกติทุกวัน ต่างไปก็เพียงวันนี้ผู้ที่อยู่ในห้องมิใช่ปลื้ม หากแต่เป็นสังข์ คนขับรถที่ต้องสวมบทบาทชายเจ้าของห้อง เพื่อแสดงให้ผู้เป็นนายรู้ว่ายังมีคนอยู่ในห้องนี้

               ถาดอาหารถูกสอดผ่านประตูเล็ก บานพับสวิงปิดประตูกลับมาส่งเสียงเอียดอาด ผสานเสียงเดินลงส้นดังพอให้ชายเจ้าของบ้านได้ยิน และตามมาด้วยเสียงถาดอาหารถูกยกจนจานช้อนกระทบกันดังแกร๊งกร๊าง

               ดวงตาคมปลาบจ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนกลับมาที่ประตูห้องตนเอง และเปิดประตูเข้าไปด้านในโดยไม่ติดใจอะไร

               เสียงสุดท้ายที่ได้ยินก่อนเปิดประตูห้องทำงาน คือเสียงสตาร์ทรถของปราปต์ที่ขับออกจากบ้านไปอย่างรีบเร่ง

 

 

               คนสวนชายหญิงสี่คนเดินรดน้ำใส่แปลงพืชอย่างใจเย็น เพราะแดดไม่แรงในฤดูนี้ทำให้พืชผักงามเป็นพิเศษ สีสันสดใสของมันหากนำมาผสมรวมในจานสลัด คงดูน่ากินไม่น้อย

               กิจกรรมการทำสวนดำเนินไปภายนอก ส่วนภายในบ้านของโชคชัย ก็มีกิจกรรมการ ‘รักษา’ ที่ดำเนินอยู่

               นายแพทย์วุฒิเดชนั่งบนเก้าอี้ตรงหน้าปลื้มที่นั่งบนเตียง เขารีบบึ่งรถมาที่สวนโชคชัยทันทีที่โชโทรศัพท์ไปหาและเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง เพราะตนเองก็สนใจในอาการของปลื้มอยู่แล้ว จึงปวารณาตนเองเป็นแพทย์ประจำตัวของชายหนุ่มไปโดยปริยาย

                ท่าทางของชายปลื้มเหมือนลูกโป่งที่ถูกปล่อยลมจนลีบแฟบ ไหล่สองข้างห่อลงจนหลังงุ้ม ไม่มีสง่าราศีแม้แต่น้อย ดวงตาสองข้างหลุบต่ำไม่กล้ามองหน้าแพทย์รุ่นพ่อ

               “ตอนนี้คุณรู้สึกยังไงครับ” จิตแพทย์เอ่ยถาม น้ำเสียงสบายไม่กดดัน ท่าทีไม่เร่งเร้าเอาคำตอบ คือบุคลิกของแพทย์ผู้รักษาโรคทางจิตเวชที่ชวนให้ผู้ถูกถามรู้สึกผ่อนคลาย

               แต่ทว่าปลื้มกลับไม่ตอบคำถาม เขานั่งนิ่งเสมือนอยู่ในห้องเพียงลำพัง ทั้งที่มีวุฒิเดช โช และโชคชัยอยู่รายล้อม

               “ผมรู้ข้อมูลของคุณทั้งหมดแล้ว อันที่จริงคุณไม่ได้เจ็บป่วยหรือผิดปกติอะไร เพียงแค่มีภาวะทางอารมณ์และการมองโลก มองสิ่งรอบตัว ในทางลบเท่านั้น คุณอยากเปลี่ยนมุมมองของตัวเองเพื่อทำให้ตัวคุณสามารถกลับไปเรียนหนังสือ ไปทำงาน ไปใช้ชีวิตเหมือนอย่างคนอื่น ๆ บ้างไหมละครับ ถ้าคุณต้องการ ผมก็มีทางช่วย”

               คำพูดนี้ของจิตแพทย์ ทำให้ปลื้มเงยหน้ามองสบดวงตาชายตรงหน้าช้า ๆ

               เขาที่ถูกตราหน้าว่าเป็นคนป่วยทางประสาทจากพ่อของตัวเอง กลับได้รับการยืนยันจากแพทย์ว่าตนมิได้ป่วย คำพูดนี้สลายพันธนาการในจิตใจของตนเองไปได้เปลาะหนึ่ง

               “ผม... ยะ อยาก” พูดตะกุกตะกักอย่างไม่มั่นใจ แต่วุฒิเดชก็รับรู้ได้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ปรารถนาอยากกลับไปเป็นคนปกติอีกครั้ง

               “หากคุณทานยาที่ผมจัดให้ตามเวลาอย่างต่อเนื่อง อ่านหนังสือที่หนูโชหามาให้บ้างเมื่ออยากอ่าน ออกไปเดินเล่นดูพืชผักผลหมากรากไม้ หรือหากนึกสนุกก็ช่วยรดน้ำใส่ปุ๋ยมัน ผมรับประกันว่าคุณจะต้องกลับมามองโลกในแง่ดีได้เหมือนเดิมในไม่ช้า”

               ยาที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ใส่ในซองเขียนเวลาในการกินเอาไว้อย่างชัดเจน จิตแพทย์หันมาสบตากับชายเจ้าของบ้าน “สวนคุณโชคชัยบรรยากาศร่มรื่นดีนะครับ ถ้าได้กินผักจากสวนนี่ผมคงหนุ่มขึ้นอีกหลายปี ฮะ ๆ ๆ”

               “งั้นเชิญคุณหมอข้างนอกเลยครับ เดี๋ยวผมให้คนงานคัดแบบงาม ๆ ใส่ถุงไว้ให้ และขอร้องตรงนี้เลยนะครับ ว่าห้ามจ่ายเงิน เอาไว้ถ้าอร่อยจนติดใจจะสั่งซื้อทีหลังอันนั้นผมไม่ว่า”

               คุยกันอย่างถูกคอ โชคชัยเดินนำวุฒิเดชออกนอกห้อง จนเมื่อทั้งคู่ออกจากห้องไปแล้ว ก็เหลือเพียงปลื้มและโชเท่านั้น

               หญิงสาวมองร่างผู้มีพระคุณด้วยแววตาหลากอารมณ์ ในชีวิตเธอพานพบผู้คนหลายหลาก กลับไม่คิดว่าจะได้เจอคนที่ผ่านเรื่องราวเลวร้ายมามากมาย จนกลายเป็นโรคฮิคิโคโมริดังเช่นปลื้ม อาการที่เห็นกับตา รับรู้ได้กับตัวเอง ยิ่งทำให้ความคิดแรกที่เพียงแค่อยากตอบแทนบุญคุณ กลายเป็นความปรารถนาช่วยเหลือเขาให้หายให้ได้

               โชเดินมานั่งบนเก้าอี้แทนที่จิตแพทย์ ถึงตอนนี้ปลื้มไม่มีทีท่าหวาดกลัวเธอจนต้องถอยหนีแล้ว

               “เรื่องที่ฉันพาคุณออกมาจากบ้าน ได้รับการยินยอมจากคุณแม่ของคุณแล้ว แต่คุณพ่อของคุณยังไม่รู้ คุณ... จะให้ฉันบอกความจริงกับท่านหรือเปล่าคะ”

               “ไม่ต้อง!” ปลื้มตอบกลับโดยไม่ต้องคิด แม้ไม่สบสายตาโช แต่สีหน้าอาการฮึดฮัดขึ้นมาทันทีนั้น บอกให้รู้ว่าเขาไม่ต้องการให้พ่อรับรู้เรื่องของตนเลยสักนิด

               “ก็ได้ค่ะ ฉันจะไม่บอกเรื่องนี้กับใครอีก ส่วนที่นี่คือสวนของลุงโชคชัย อยู่ในจังหวัดปทุมธานี ลุงท่านก็เปรียบเหมือนญาติผู้ใหญ่ของฉันอีกคน และท่านยินดีให้คุณอยู่ที่นี่ได้นานเท่าที่คุณอยากอยู่ ถ้าคุณขาดเหลืออะไร หรือต้องการอะไร บอกฉันได้นะคะ”

               พูดจบก็ยื่นนามบัตรที่มีชื่อสกุล และเบอร์โทรศัพท์มาให้

               แม้ปลื้มไม่มีโทรศัพท์มือถือ แต่บ้านหลังนี้มีโทรศัพท์บ้านอยู่เครื่องหนึ่งตั้งในห้องรับแขกด้านหน้า ปลื้มสามารถโทรหาเธอได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

               “เรามาทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการดีกว่านะคะ ฉันรู้จักคุณแล้ว คุณปลื้ม ปิยภัทร ถาวรเสริม ส่วนตัวฉัน คิดว่าคุณคงหาข้อมูลจนรู้จักดีพอ แต่ขอแนะนำตัวอีกครั้ง ฉันชื่อโช ชานัสตา ไพศาลเอี่ยมสกุล อายุ 22 ปี เรียนจบการโรงแรมและการท่องเที่ยวจากมหาวิทยาลัยไทยนครงานอดิเรกที่กลายมาเป็นงานประจำคือการท่องเที่ยว ฉันชอบธรรมชาติทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นป่าเขา น้ำตก ทะเล ถ้าคุณได้ไปเที่ยว ไปเห็นมันกับตา คุณจะหลงรักมันเหมือนที่ฉันหลงรักจนถอนตัวไม่ขึ้นแน่นอน”

               เธอพูดโดยไม่สนใจว่าปลื้มอยากฟังหรือไม่ เพราะคิดว่าการสนทนาเช่นนี้จะช่วยให้เขาคลายความหวาดระแวงและเลิกมองเธอเหมือนคนแปลกหน้าหรือศัตรูเสียที

               “บ้านฉันเปิดบริษัททัวร์ เอาไว้ถ้าคุณอยากไปเที่ยว ฉันจะรับรองคุณแบบลูกค้าวีไอพีเลยค่ะ”

               “ฉัน... ผะ ผมจะนอน”

               เพราะไม่คุ้นชินกับการปฏิสัมพันธ์กับใครนัก คำพูดจึงตะกุกตะกักและใช้สรรพนามอย่างผิด ๆ ถูก ๆ ทว่าประโยคที่ปลื้มพูดกับโชนั้นก็บ่งบอกจุดมุ่งหมายของเขาได้เป็นอย่างดี

               เขาต้องการอยู่เพียงลำพัง...

               ประกายตาวิบวับของโชหม่นลงวูบหนึ่ง แต่เพียงครู่หญิงสาวก็กลับมาเป็นสาวสดใสดังเดิม

               “งั้น อย่าลืมกินยาตามเวลานะคะ วันนี้ฉันกลับก่อน แล้วฉันจะมาบ่อย ๆ อย่าลืมนะคะ ถ้าคุณต้องการอะไรโทรหาฉันทันที บ๊ายบายค่ะ”

               โชคว้ากระเป๋าสะพายจากโต๊ะมาคล้องไหล่ โบกมือให้ปลื้มที่ไม่แม้แต่จะช้อนตาขึ้นมามอง ดวงตาจับจ้องที่ใบหน้าครึ้มไปด้วยหนวดเครานั้นครู่หนึ่ง พลางคิดในใจว่าหากมาครั้งหน้าเธอจะไม่ลืมซื้อมีดโกนหนวดกับกรรไกรสำหรับตัดผมมาให้เขาด้วย

               หญิงสาวยิ้มและให้กำลังใจตัวเอง อย่างน้อยเขาก็พูดกับเธอด้วยถ้อยคำปกติแล้ว

               การรักษาคืบหน้าไปอีกขั้น

 

 

               ปราปต์จอดรถริมฟุตปาธเยื้องกับอาคารสามชั้นอันเป็นที่ตั้งของบริษัทเที่ยวไทยทัวร์ บีเอ็มดับเบิลยูสีดำสนิทกลืนไปกับความมืดของบรรยากาศยามห้วงราตรีสยายปีกห่มคลุมทุกสรรพสิ่ง สายตาคมกริบของชายหนุ่มผมสั้นจับจ้องที่ประตูหน้าบริษัท เฝ้ามองความเคลื่อนไหวของคนที่ผ่านเข้าออก

               เขารอคอยการปรากฏตัวของโช

               เพราะรับปากมารดาแล้วว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับบิดา ทว่าจะปล่อยให้ปลื้มถูกพาตัวไปโดยไม่รับรู้ข่าวคราวความเคลื่อนไหว คนที่รู้ความจริงเช่นตนก็คงนิ่งเฉยไม่ได้ เขาจำต้องรู้ให้ได้ว่าปลื้มอยู่ที่ไหน ได้รับการรักษาอย่างไร และมีใครคนอื่นนอกจากกลุ่มเด็กสี่คนนี้ รู้ความลับที่ถาวรเสริมปิดบังต่อสังคมมาโดยตลอดหรือเปล่า

               กว่าชั่วโมงผ่านไป พนักงานทยอยออกจากบริษัททีละคน จนกระทั่งไฟด้านหน้าและบนชั้นต่าง ๆ ดับลงจนหมด เป็นสัญญาณว่าไม่มีใครอยู่ในสำนักงานอีก ปราปต์จึงเดาะลิ้นอย่างหงุดหงิดก่อนขับรถออกไป

               เขาคว้าน้ำเหลว โชไม่ได้อยู่ที่บริษัท

               ด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ชายหนุ่มไม่ต้องการกลับบ้านเพื่อเผชิญหน้ากับพ่อจนอาจส่อพิรุธให้สังเกตได้ เขารู้ดีว่าบิดาสายตาเฉียบคมและช่างสังเกตมากเพียงใด ยิ่งโดยปกติเขามิใช่คนช่างโกหก หากพลาดพลั้งอะไรไป อาจทำให้เรื่องแดงจนกระทบถึงมารดาได้

               ปราปต์เลี้ยวรถเข้าห้างสรรพสินค้า ปกติวิสัยตนมิใช่คนชอบการเดินห้าง แต่ก็เจียดเวลาเดือนละครั้งสำหรับการเลือกซื้อหนังสือวิชาการต่างประเทศเพิ่มเติมความรู้ เพราะแม้ข่าวสารในยุคปัจจุบันจะสามารถเสพได้จากสื่อออนไลน์ แต่เขายังคงชมชอบการเสพเรื่องราวผ่านกระดาษดังเดิมอยู่

               ด้วยรูปร่างสูงและมีกล้ามเนื้อแบบนักกีฬา เมื่ออยู่ในชุดภูมิฐาน ประกอบกับเครื่องหน้าที่นิยามด้วยคำสั้น ๆ ได้ว่า ‘หล่อ’ ปราปต์จึงดูดีราวนายแบบหลุดมาจากนิตยสาร จนสาวน้อยสาวใหญ่ที่เดินสวนเป็นต้องเหลียวคอแทบเคล็ด

               เขามิได้ชายตาแลผู้ใด และมิได้ประเมินค่าตัวเองในแง่บวกเรื่องรูปร่างหน้าตา ชีวิตเขามุ่งมั่นทุ่มเทกับการทำงานเสียจนแทบไม่มีเวลาสร้างความสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามรายใด แม้จะมีหญิงสาวพร้อมมอบกายถวายความรักให้นับจำนวนไม่ถ้วนก็ตาม

               ร้านหนังสือชื่อดังมีหนังสือหลากประเภทหลายภาษา ปราปต์ชอบความรู้สึกในการ ‘เลือก’ หนังสือทีละเล่มจากการพิจารณาชื่อเรื่อง ดูหน้าปก อ่านคำโปรย คำนำ และเปิดอ่านเนื้อหาผ่านสายตาเร็ว ๆ แม้จะใช้เวลานานในทุกครั้งที่มา แต่นี่คือความสุขและการผ่อนคลายจากการทำงานเพียงหนึ่งเดียวที่เขาโปรดปราน

               กว่าครึ่งชั่วโมง กับหนังสือสามเล่มในมือ เขามองนาฬิกาข้อมือเห็นเป็นเวลาสามทุ่ม ดึกขนาดนี้กว่าจะกลับถึงบ้าน พ่อและแม่คงเข้าห้องแล้วทั้งคู่ เขาโล่งใจที่เลี่ยงการเผชิญหน้าได้

               และขณะกำลังเดินไปจ่ายเงิน หญิงสาวร่างเล็กที่แบกหนังสือกว่าสิบเล่มวางเรียงซ้อนกันบนท่อนแขน ทำให้มองไม่เห็นทางข้างหน้า ก็ชนเข้ากับเขาจนหนังสือทั้งหมดร่วงกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น

               เธอละล่ำละลักกล่าวคำขอโทษ ก่อนก้มลงเก็บหนังสือมือเป็นระวิง ปราปต์พ่นลมหายใจหงุดหงิดเบา ๆ แต่ก็มิวายย่อกายลงไปช่วยเก็บด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ หนังสือทั้งหมดคือนิยายหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นแนวรักโรแมนติก แนวสืบสวนสอบสวน สยองขวัญ กระทั่งวรรณกรรมเยาวชนที่ดูแล้วน่าจะไม่เหมาะสำหรับเธอที่ผ่านพ้นวัยเยาวชนมาแล้วก็ตาม

               ทันทีที่ยื่นหนังสือหนังสือให้ ตาที่สบประสานกัน ก็ทำให้ชายหนุ่มบีบหนังสือไว้แน่นไม่ปล่อยให้หญิงสาวดึงไปได้ง่าย ๆ

               “คุณ!” เป็นเธอที่โพล่งคำอุทานออกมาก่อนอย่างตกใจ

               สีหน้าปราปต์เคร่งขรึม ขณะที่อีกฝ่ายสีหน้าซีดเผือด เธอลุกขึ้นพรวดพราดโดยไม่สนใจหนังสือทั้งหมดที่ยังกองอยู่กับพื้น แต่ไม่ทันได้ก้าวออกจากร้าน มือของปราปต์กับดึงรั้งท่อนแขนเธอไว้พลางออกแรงดึงไม่ยอมให้หนีไปได้โดยง่าย

               “น้องชายฉันอยู่ไหน”

               หญิงสาวเม้มปากเป็นสระอิ ผมหยักศกยาวประบ่าสะบัดเป็นจังหวะตามการส่ายหน้า

               “ฉันไม่รู้ค่ะ”

               “จะไม่รู้ได้ยังไง ก็เธอกับเพื่อนไม่ใช่เหรอ ที่พาตัวน้องฉันไปจากบ้าน” เขาขึ้นเสียงจนคนในร้านหันมามอง

               เมื่อรู้สึกตัวก็ลดความดังของเสียงลง ก่อนดึงแขนหญิงสาวจนร่างเธอถลาตามเขามาอย่างเสียไม่ได้

               “ถ้าเธอไม่บอกว่าน้องฉันอยู่ไหน ก็อย่าหวังว่าคืนนี้จะได้กลับบ้านเลย”

               ชาม หญิงสาวผู้รักการอ่านนิยายเป็นชีวิตจิตใจ พร่ำบ่นกับตัวเองในใจว่าเธอเลือกวันมาซื้อหนังสือได้เลวร้ายที่สุดในชีวิต

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น