อัปเดตล่าสุด 2021-02-06 10:39:55

ตอนที่ 6 บทที่ 6

บทที่ 6

 

               เคร่งขรึม

               ดุดัน

               น่าหวาดกลัว

               หลายคำนิยามผุดขึ้นในหัวโชทันทีที่เห็นชายกลางคนผมสีดอกเลาในชุดสูทสีดำเดินก้าวฉับ ๆ ขึ้นบันไดมาด้วยท่าทีโกรธเกรี้ยว สีหน้าถมึงทึงกับแววตาคมปลาบคู่นั้น จ้องมองตรงมาราวกับจะมองทะลุให้ถึงความคิดของเธอจนโชอดสะท้านใจไม่ได้

               “เด็กพวกนี้เป็นใคร”

               ผู้ถามเปลี่ยนเป้าหมาย จนหญิงกลางคนที่ยืนข้างกายโชสะดุ้งเฮือก หน้าซีดเป็นไก่ต้มเมื่อถูกจ้อง ราวกับอาจารย์ฝ่ายปกครองกำลังจับผิดนักเรียนเกเรอยู่

               “เอ่อ... เด็กพวกนี้ ปะ เป็นเพื่อนของตาปลื้มค่ะคุณ”

               “เหลวไหล! มันจะมีเพื่อนได้ยังไง ก็ในเมื่อ...” ไม่ทันจบประโยค ก็เก็บกลืนถ้อยคำที่พลั้งหลุดปากไป แต่กระนั้นพวกโชก็เข้าใจในสิ่งที่ชายเจ้าของบ้านต้องการพูดต่อได้ดี

               ก็ในเมื่อ ปิยภัทรไม่ได้ออกจากห้องมาเจ็ดปีแล้ว

               “ขอโทษค่ะ ดิฉันเป็น...”

               “ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้!”

               โชอ้าปากค้างราวกับถูกง้างเอาไว้เช่นนั้นไม่อาจหุบได้ ดวงตาเบิกกว้างมองหน้าชายกลางคนอย่างประหลาดใจที่สุด เธอที่ตั้งใจจะบอกเล่าวีรกรรมลูกชายของเขา เพื่อให้ชายผู้นี้รู้ถึงสิ่งที่ปิยภัทรทำทั้งที่อยู่แต่ในห้องมิได้ออกมาเลย เผื่อจะได้รู้สึกยอมรับในตัวลูกชายขึ้นมาบ้าง แต่เขากลับไม่ให้โอกาสแม้เพียงแนะนำตัว

               “หรือต้องให้ฉันเรียกตำรวจมาลากคอพวกเธอไปข้อหาบุกรุก”

               หญิงสาวกัดฟันกรอด ถึงตอนนี้เธอรู้ซึ้งแก่ใจดีแล้ว ว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปิยภัทรมีอาการฮิคิโคโมริ เพราะมีพ่อแบบนี้นี่เอง

               “เอ่อ พวกหนูจ๊ะ ป้าว่าพวกหนูกลับไปก่อนดีกว่านะ” หญิงกลางคนพูดแบบกระซิบกระซาบ

               แต่ไม่จำเป็นต้องบอก ทั้งหมดก็เข้าใจสถานการณ์ได้ดี โชหันมองบานประตูห้องของปิยภัทรที่ปิดสนิทนั้นครู่หนึ่ง ก่อนเดินผ่านร่างชายกลางคนไปโดยไม่แม้แต่จะค้อมกายแสดงความเคารพ ขณะที่เพื่อนทั้งสามเดินตามไปด้วยท่าทางหวาด ๆ

               เป็นจังหวะเดียวกับชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดสูทสีเดียวราวกับถอดแบบจากชายกลางคน เดินขึ้นบันไดมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยเสมือนไม่ได้ยินเสียงตะโกนก้องของเจ้าของบ้าน

               เขาหยุดยืนที่บันไดขั้นสุดท้าย และยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นราวไม่รับรู้ว่าพวกโชประสงค์จะออกจากบ้านเดี๋ยวนี้

               สายตาคมกริบของชายผมสั้นที่หวีเสยและจัดทรงอย่างเนี้ยบ กราดมองใบหน้าของกลุ่มคนแปลกหน้าทีละคน โชอดรู้สึกหวาดหวั่นไม่ได้เมื่อมองสบดวงตาสีนิลคู่นั้น ริมฝีปากหยักลึกของเขาเม้มเป็นเส้นตรงส่งใบหน้าเย่อหยิ่งจนเหมือนตั้งตนอยู่เหนือพวกเธอในที

               โชสูดลมหายใจเข้าปอด ก่อนสบสายตาชายคนนั้นและกล่าวเสียงดังเพียงพอให้คนในห้องได้ยิน

               “วันนี้พวกฉันคงต้องขอตัวกลับก่อน รบกวนขอทางด้วยค่ะ”

               เขายืนนิ่งครู่หนึ่งเหมือนไม่ได้ยิน ก่อนเดินขึ้นบันไดตัดผ่านกลุ่มโชที่ยืนกระจุกตัวรวมกันอยู่ตรงนั้นจนทั้งหมดต้องหลีกทางให้ อาเธอร์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างแค้นเคือง พลางคิดในใจว่าหากเจอหมอนี่ข้างนอก มิแคล้วได้ฟาดปากกันให้คว่ำไปข้างแน่ ๆ

               บรรยากาศกดดันด้านหลัง ทำให้ทั้งสี่รีบจ้ำพรวดออกจากบ้าน ท่ามกลางสายตาตระหนกของเหล่าแม่บ้านที่ยืนจับกลุ่มกันอยู่ที่ห้องรับแขก แม้บ้านหลังนี้จะใหญ่โต หรูหราและน่าอยู่เพียงใด แต่สภาพจิตใจของเจ้าของบ้านที่คับแคบและเห็นแก่หน้าตาชื่อเสียงของตนเองมากกว่าชีวิตของลูก หากโชมิได้รับการช่วยเหลือจนรู้สึกติดค้างในหนี้บุญคุณ ชาตินี้ก็อย่าหวังว่าจะให้เธอมาเหยียบที่บ้านนี้อีกเลย

 

 

               “ไอ้เวรเอ๊ย! ถ้าไม่ติดว่าเราบุกรุกเข้าไปในบ้านมัน เดินชนฉันแบบนั้นได้ลงไปนอนกองกับพื้นแน่”

               อาเธอร์ตะคอกเสียงเหี้ยม มือกำพวงมาลัยแน่นอย่างเจ็บแค้น ที่โดนไล่จากบ้านยังไม่โกรธเท่าโดนชายอีกคนเดินชนอย่างไม่สนใจ

               “ปราปต์ ถาวรเสริม” เสียงเล็ก ๆ ของชามดังเรียกความสนใจทุกคนในรถ โชหันมองพลางตีหน้าไม่เข้าใจ

               “ผู้ชายคนนั้น ชื่อปราปต์ เป็นลูกชายคนโตของนายเชิดศักดิ์ ถาวรเสริม เจ้าของธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์รายใหญ่ของประเทศ”

               “รู้ได้ยังไงน่ะชาม” ดาวที่นั่งแผ่หลาอย่างหมดแรงถามอย่างไม่เข้าใจอีกคน

               “เราเห็นป้ายชื่อบ้านติดเอาไว้ตรงประตูรั้วน่ะ เลยลองเสิร์ชหาดู ก็พบว่าเป็นนามสกุลของนักธุรกิจใหญ่ รูปจากกูเกิลมีเต็มไปหมด เลยรู้ชื่อของสองคนนั่น”

               พูดพลางยื่นโทรศัพท์ให้เพื่อนดู แสงจากหน้าจอสว่างเรื่อในความมืดของรถ โชคว้าโทรศัพท์มาถือก่อนไล่สายตาดูข้อมูลเจ้าของบ้านหลังที่เธอเพิ่งถูกไล่ออกมา บริษัท ‘มัลติมีเดีย เทค (มหาชน) จำกัด’ คือบริษัทที่ไม่มีใครในแวดวงธุรกิจไม่รู้จัก เพราะเป็นผู้นำด้านไอทีของประเทศที่สร้างรายได้จน ‘เชิดศักดิ์ ถาวรเสริม’ ประธานกรรมการบริษัทร่ำรวยติดโผผู้มีรายได้สูงสุด 10 อันดับของประเทศ

               ทุกรูปที่แสดงในเว็บไซต์ค้นหา ไม่มีสักรูปที่จะเห็นรอยยิ้มของเชิดศักดิ์และปราปต์ ราวกับทั้งสองสวมหน้ากากหน้านิ่งเอาไว้ หรือกลัวว่าหากยิ้มแล้วจะป่วยเป็นโรคร้ายแรงอย่างไรอย่างนั้น

               ดาวเบะปากอย่างหมั่นไส้

               “ไฮโซแล้วไงฟะ รวยขนาดนั้นแต่เลี้ยงลูกให้ดีมีชีวิตเหมือน ‘คนปกติ’ ไม่ได้ คนหาเช้ากินค่ำแต่เลี้ยงลูกด้วยความรัก ความอบอุ่น ยังจะน่านับถือซะกว่าอีก”

               “โอ้โห! นาน ๆ ทีแกกับฉันจะมีความคิดตรงกัน มากอดทีสิ”

               อาเธอร์มองกระจกหลังด้วยดวงตาเป็นประกาย ก่อนต้องรีบดึงสายตากลับมามองถนนเมื่อเห็นสายตาดุราวเสือของดาวมองตอบกลับมา

               ชามค้นหาข้อมูลต่อ และรายงานให้เพื่อนประดุจนักเล่าข่าวในรายการข่าวทางโทรทัศน์ “เชิดศักดิ์มีลูกชายสองคน คนโตคือปราปต์ เรียนจบปริญญาโทเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากอังกฤษ ตอนนี้ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการบริษัท ขณะที่คนเล็กตอนนี้กำลังเรียนอยู่ที่อังกฤษ”

               ทุกคนในรถหันมองชามอย่างไม่เข้าใจ

               “เรียนอยู่ที่อังกฤษ? ก็เขาขังตัวเองอยู่ในห้องนี่นา” อาเธอร์งุนงงกับเนื้อหาข่าวที่ดาวเล่า มันย้อนแย้งกับสิ่งที่พวกเขาเห็นกับตาเมื่อครู่

               “พวกเขาเป็นนักธุรกิจมีชื่อเสียงระดับประเทศ หากสังคมรู้ว่าลูกชายป่วยเป็นโรคประหลาด คงส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของบริษัท ก็เลยต้องให้ข่าวไปแบบนั้นและปล่อยให้คุณปลื้มขังตัวเองอยู่ในห้องโดยไม่ให้ใครเข้าไปวุ่นวายที่บ้าน เหมือนที่พวกเราโดนไล่ตะเพิดมาเพราะกลัวล่วงรู้ความจริงแล้วเอาไปเล่าต่อไงละ”

               ชามกล่าวด้วยเสียงเครือ หญิงสาวแม้เสพเรื่องราวข่าวสารต่าง ๆ มากมายเพื่อเป็นวัตถุดิบในการเขียนนิยาย ทว่าเธอกลับไม่ชินกับความรุนแรงและปัญหาในครอบครัวเสียที

               แสงวาววับของไฟทางและแสงจากไฟหน้ารถตัดผ่านความมืดยามค่ำคืนจนภายในรถวูบไหวด้วยเส้นแสงไม่เป็นจังหวะ ทว่าโชกลับจ้องภาพใบหน้าชายกลางคนบนหน้าจอโทรศัพท์นิ่งราวกับห้วงคำนึงถูกดึงเอาไว้ที่รูปเหล่านั้นจนสิ้น

               บังเกิดความรู้สึกอึดอัดจนหนึบหน่วงที่หัวใจ เธอเกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่เปี่ยมด้วยความรักใคร่ พ่อแม่ดูแลเธอเป็นอย่างดีถึงขนาดแม้มีหนี้สินมากมาย ก็ยังส่งเสียให้เธอเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังและไม่เคยปล่อยให้เธอลำบาก หญิงสาวจำภาพสมัยเด็กได้ดี เธอที่วิ่งเล่นอยู่หน้าบ้าน สะดุดหกล้มจนเข่าครูดไปกับพื้นเนื้อถลอกเปิดส่งเลือดซิบ เสียงร้องจ้าฉุดร่างพ่อกับแม่ที่ง่วนกับงานอยู่ในออฟฟิศให้กระโจนพรวดออกมาดู เมื่อเห็นเธอนั่งร้องไห้อยู่ที่พื้น ก็ปรี่มาอุ้มพลางปลอบโยนด้วยความเป็นห่วง สีหน้าและแววตาของพ่อแม่กังวลราวกับอยากให้บาดแผลและความเจ็บนั้นมาตกอยู่กับพวกท่านเสียเอง

               ส่วนปลื้ม เธอจินตนาการไม่ถูกเลยว่าเขาจะได้รับความรักจากคนเป็นพ่อสักนิดหรือไม่ เขาในวัยเด็กจะรู้สึก ‘ขาด’ ความอบอุ่นที่ควรได้รับเพียงใด หากเขาหกล้ม พ่อจะอุ้มเขาขึ้นมาปลอบเหมือนพ่อกับแม่เธอไหม

นึกเท่านี้โชก็ใจหายจนมือกำขยุ้มอกเสื้อข้างซ้ายอย่างไม่ตั้งใจ

               “วันนี้พวกฉันคงต้องขอตัวกลับก่อน รบกวนขอทางด้วยค่ะ”

               ประโยคที่โชพูดก่อนออกจากบ้าน แม้เหมือนพูดกับชายชื่อปราปต์ แต่คำว่า ‘วันนี้’ ที่ขึ้นต้นประโยค เธอตั้งใจส่งผ่านให้ปลื้มที่อยู่ในห้องรับรู้ว่า เธอจะกลับไปที่บ้านนั้นอีกครั้งในวันหน้า เพื่อช่วยเหลือเขาให้กลับมาใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติอีกครั้งให้ได้

               หญิงสาวปฏิญาณกับตนเองอย่างมุ่งมั่น

 

 

               บังเกิดความเงียบงันเสมือนสรรพเสียงในบ้านหลังใหญ่ถูกกลืนหายไปจนสิ้น หากแววตาของเชิดศักดิ์มีอานุภาพเพียงพอต่อการสังหาร ‘อัมพร’ ภรรยาของเขาคงหัวใจหยุดเต้นไปหลายครั้งแล้ว

               “คือ... เด็กพวกนั้นบอกว่าได้รับความช่วยเหลือจากตาปลื้มทางอินเทอร์เน็ตจนช่วยครอบครัวปลดหนี้เป็นสิบล้านได้น่ะค่ะ ฉันจึงตกใจและให้พวกเขาเข้ามาในบ้าน เพราะคิดว่าอาจมีทางช่วยตาปลื้มให้ออกจากห้องได้”

               “ช่วย? มันจะไปช่วยใครเขาได้ ลำพังตัวเองยังแก้โรคประสาทไม่ได้เลย พวกสิบแปดมงกุฎละไม่ว่า ผมสั่งห้ามเลยนะ ไม่ให้พวกนั้นเข้ามาในบ้านอีก”

               เสียงกระโชกของสามีทำให้หญิงกลางคนสะดุ้ง ใช่เพียงเจ้านายเท่านั้น เหล่าแม่บ้านที่เงี่ยหูฟังจากชั้นล่างก็สะดุ้งโหยงไปตาม ๆ กัน คงมีเพียงลูกชายคนโตที่ยืนเบื้องหลังพ่อเท่านั้น ที่ยืนนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใด

               กระทั่งเชิดศักดิ์กระแทกเท้าเดินเข้าไปในห้องและปิดประตูเสียงดังปัง ปราปต์จึงเดินเข้าหามารดาก่อนกุมมือเธอขึ้นมาและพูดเสียงเรียบ

               “ถึงเด็กพวกนั้นจะไม่ใช่สิบแปดมงกุฎ แต่คุณแม่ทำตามที่คุณพ่อพูดเถอะครับ”

               แม้ท่าทีจะแสดงความเป็นห่วงเป็นใย แต่คำพูดกลับเห็นคล้อยไปในทำนองเดียวกับผู้เป็นพ่อ อัมพรชักมือกลับอย่างแง่งอน ก่อนเดินเลี่ยงลงไปชั้นล่างเพราะไม่ต้องการอยู่ในห้องเพียงลำพังกับสามีที่ยังเปี่ยมด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธ

               ปราปต์ถอนใจเบา ๆ ก่อนเหลือบมองไปที่ประตูห้องน้องชาย แม้ไม่รับรู้ความเคลื่อนไหวในห้อง แต่เขาเชื่อว่าทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังตนและพ่อจะกลับมาถึงบ้าน ปลื้มรับรู้ทั้งสิ้น

               ดวงตาคมคู่นั้นจ้องค้างที่บานประตูราวกับจะเพ่งทะลุให้เห็นผู้ที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน

 

 

               ในห้องมืดมิดและเงียบงัน เสียงครางหึ่งของเครื่องคอมพิวเตอร์ดังผสานเสียงเดินเป็นจังหวะของเข็มนาฬิกาแขวนผนัง ผู้นั่งอยู่หน้าจอหายใจเข้าออกหนักหน่วงดังฟืดฟาด ดวงตาหลังแว่นวาวโรจน์ปะทุด้วยความโกรธจนอยากระบายด้วยการทำลายข้าวของทุกอย่างรอบตัว

               เขากำลังสะกดกลั้น

               ปลื้มเพ่งหน้าจอที่ฉายภาพพื้นหลังเป็นสีดำสนิท ดำเหมือนจิตใจของมนุษย์ทุกผู้ ไม่เว้นกระทั่งพ่อบังเกิดเกล้าและพี่ชายร่วมสายเลือด มนุษย์ทุกคนคือก้อนเนื้อที่ปรุงปั้นจากความเลวร้าย ชั่วช้า น่าขยะแขยง ประตูบานใหญ่ที่ปิดกั้นเขาไว้จากสิ่งมีชีวิตแสนเลวร้ายนั้น คือเกราะป้องกันเพียงอย่างเดียวที่ช่วยให้เขามีชีวิตสืบไปได้

               ผู้หญิงคนนั้น... จากที่คิดว่าเป็นเหมือนหนูทดลองที่เขาโปรยข้อความที่เก็บเล็กผสมน้อยจากการเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ บนโลกออนไลน์ แม้จะผิดหรือถูก ก็ไม่ใช่สาระสำคัญเพราะเขาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อผลการทดลองนั้นสักนิด เคราะห์ดีที่คำแนะนำสั่ว ๆ ของตนดันได้ผลลัพธ์ที่เกินคาด เธอเอาไปทำตามและประสบความสำเร็จทางธุรกิจ เหมือนเช่นอีกหลายคนที่เขาเคยให้คำแนะนำไปทั้งที่ตนไม่เคยแม้แต่จะทำงานในตำแหน่งหน้าที่ใดของธุรกิจเลยสักครั้ง

               มือสองข้างกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในอุ้งมือส่งเลือดซึมไหลออกมา ฟันบดเบียดเสียงดังกรอด เขาไม่คิดว่าเรื่องจะเลยเถิดมาจนกระทั่งคนในบ้านรู้ในสิ่งที่ตนทำ เสียงตะคอกของพ่อทำให้หัวใจเต้นรัวประหนึ่งกลองเพล เสียงนั้นดังก้องในโสตประสาทซ้ำไปซ้ำมา แม้อยากจะลบให้หายไปมันก็ไม่ยอมออกจากสมองไปเสียที

               ภาพของโชที่เขาค้นหาจากสื่อออนไลน์ถูกปริ๊นท์ออกมาเป็นแผ่นกระดาษ ไม่ใช่เรื่องยากในการค้นหารูปในสักคน เมื่อยุคนี้สมัยนี้ผู้คนมักนิยมโพสต์รูปกิจกรรมชีวิตผ่านโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก โชเองก็มิได้แตกต่างจากผู้อื่น ในภาพเป็นรูปหญิงสาวในชุดเสื้อยืดแขนกุดกางเกงขาสั้นแบกเป้ใบโตที่ใหญ่จนน่าสงสัยว่าร่างเล็กนั้นรับน้ำหนักได้อย่างไร รอยยิ้มกว้างจนตาหยีนั้นเข้ากับดวงอาทิตย์กลมโตจากด้านหลัง การถ่ายภาพย้อนแสงเช่นนี้แม้ทำให้มองเห็นใบหน้าไม่ชัดนัก แต่ทว่ากลับให้อารมณ์ความรู้สึกประหลาดเสียยิ่งกว่ามองภาพถ่ายชัด ๆ เสียอีก

               แต่อารมณ์ทั้งมวลที่ภาพนั้นแสดงต่อทุกคนยามได้มอง กลับไม่มีแม้เศษเสี้ยวความรู้สึกในใจของปลื้ม เขามีเพียงความโกรธเกรี้ยวและเกลียดชังผู้หญิงคนนี้ คัดเตอร์ถูกถือในมือมั่น ก่อนลงมือกรีดลากบนใบหน้าหญิงสาวเกิดเป็นรอยปริแยกบนแผ่นกระดาษ เขากรีดลึกจนคมมีดชำแรกเนื้อไม้ของโต๊ะเป็นรอยเท่าที่ปรากฏบนแผ่นกระดาษ

               ยิ่งกรีด ดวงตายิ่งเบิกโพลง ประหนึ่งการลงมือกับภาพหญิงสาวคือการระบายความแค้นคั่งกับเธอโดยตรง

               ‘ฉึก!’ ปลื้มปักคัตเตอร์เต็มแรงจนใบมีดทะลุแผ่นกระดาษฝังลงไปในเนื้อไม้ ก่อนด้ามที่ตั้งค้างอยู่จะสั่นไหวประหนึ่งต้นไม้ต้องลม ถึงตอนนี้ภาพรอยยิ้มที่สว่างสดใสมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงใบหน้าแหว่งวิ่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเท่านั้น

               น้ำตาพรั่งพรูออกมาอย่างไม่รู้ตัว ปลื้มซบหน้าฟุบลงกับโต๊ะก่อนปล่อยโฮสะอึกสะอื้นอย่างไม่อาจควบคุม

 

 

               ทัวร์ราตรีประสบผลสำเร็จและฮอตฮิตติดลมบนจนยอดจองยาวไปจนถึงสิ้นปี บริษัทเที่ยวไทยทัวร์ต้องเปิดรับสมัครพนักงานหลายอัตรา โดยเฉพาะผู้นำเที่ยวซึ่งเน้นคุณสมบัติการเป็น ‘เอนเตอร์เทนเนอร์’ และ ‘คอแข็ง’ มาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งเพียงประชาสัมพันธ์ออกไป ก็มีผู้สนใจแห่มาสมัครกันอย่างมากมาย

               โชเองก็มิได้นั่งในตำแหน่งผู้บริหารคอยชี้นิ้วสั่งการแต่เพียงอย่างเดียว พ่อกับแม่สอนเธอเสมอว่าการบริหารธุรกิจให้ดำเนินไปได้ดีนั้น ต้องเรียนรู้และเข้าใจในระบบงานทุกส่วน ดังนั้นนอกจากงานในออฟฟิศแล้ว การออกภาคสนามอย่างการทำหน้าที่ไกด์ โชก็ต้องทดลองปฏิบัติด้วยตัวเองเช่นกัน

               สาขาวิชาที่หญิงสาวเรียนจบมานั้น สามารถยื่นหนังสือต่อกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อขอบัตรมัคคุเทศก์ได้เลยโดยไม่ต้องสอบ โชทดลองงานจากการนำเที่ยวในกรุงเทพฯ เพราะสะดวกในการเดินทางไปกลับบริษัท โดยสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยม คือเกาะรัตนโกสินทร์ที่มีทั้งพระราชวัง วัดวาอาราม ปูชนียสถาน และร้านอาหารเลิศรสอัดแน่นอยู่เต็มไปหมด เรียกได้ว่าเที่ยววันเดียวไม่พอ ต้องขอต่ออีกสองสามวันถึงจะเก็บความประทับใจกลับประเทศไปได้เต็มที่

               “This is the The Phya Thai Palace. It was built in the reign of King Rama V as his summer residence, and rests on what was once an area of rice paddies that lay along the Phya Thai canal. The most distinctive part of the palace is the high tower of the Phiman Chakri Hall, whose dome-topped peak would hail the Royal Standard of Thailand whenever the King came to visit.” (นี่คือพระราชวังพญาไท สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นที่ประทับพักร้อนที่ทุ่งนาริมคลองพญาไท ที่เห็นได้ชัดเจนคือหอคอยสูงของพระที่นั่งพิมานจักรี ในอดีตยอดโดมส่วนบนสุดจะชักธงมหาราชเวลาที่พระมหากษัตริย์เสด็จมาประทับค่ะ)”

               โชอธิบายขณะเดินนำเหล่าลูกทัวร์ชาวตะวันตกที่หันซ้ายขวามองภาพตระการตาของพระราชวังเก่าอย่างตื่นเต้น

               อาคารสีเหลืองครีมก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตกอย่างวิจิตร รอบบริเวณประกอบด้วยสิ่งปลูกสร้างหลายอย่าง อาทิ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน พระที่นั่งพิมานจักรี สวนจัดแต่งแบบเรขาคณิตประดับด้วยศาลาและรูปปั้นหินอ่อนแบบโรมันตามที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก

               เสียงชัตเตอร์ดังระรัว ธรรมชาติของนักท่องเที่ยวที่มักเก็บภาพความประทับใจไว้ในรูปแบบภาพถ่าย สถานที่สวยงามซ้ำยังอยู่ในเมืองหลวง มิต้องดั้นด้นเดินทางไปไกลถึงต่างจังหวัด

               งานไกด์แม้จะต้องใช้ความรู้ทั้งประวัติศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ ยังต้องมีความพร้อมทั้งร่างกายจิตใจ เพราะการขึ้นรถลงเรือเดินตากแดดตากลม และต้องควบคุมเหล่านักท่องเที่ยวนับสิบคนให้อยู่ในสายตามิให้ทำอะไรไม่เหมาะสมทั้งต่อสถานที่และคนไทย หากเป็นหญิงรักสวยรักงามหรือปรารถนาความเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศระหว่างทำงาน คงไม่อาจทำงานประเภทนี้ได้

               โชมิใช่ผู้หญิงเช่นนั้น

               หญิงสาวเป็นประเภทขาลุย ถึงไหนถึงกัน แบกเป้ขึ้นเขาลงห้วย เดินตากแดดที่ชายหาดหรือดำน้ำดูปะการัง ล้วนเป็นกิจกรรมที่เธอชื่นชอบทั้งสิ้น ความงามแท้จริงของธรรมชาติที่ไม่อาจเสพได้แค่จากเพียงภาพถ่าย เมื่อหญิงสาวไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ก็รู้สึกประทับใจและปรารถนาจะย้อนกลับไปอีกครั้งหากมีโอกาส

               ยิ่งเมื่อได้เป็นตัวแทนคนไทย ถ่ายทอดเรื่องราวในประวัติศาสตร์ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ยิ่งทำให้โชอดภาคภูมิใจไม่ได้ หญิงสาวมีรอยยิ้มร่าเริง ตอบคำถามอย่างฉะฉานไม่เคอะเขิน จนลูกทัวร์หลายรายต่างหลงเสน่ห์และประทับใจในการมาเที่ยวเมืองไทยครั้งนี้

               ระหว่างปล่อยให้เหล่านักท่องเที่ยวเดินชมรอบบริเวณเพื่อถ่ายรูป เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือที่ตั้งไว้เฉพาะ ทำให้ไม่ต้องดูหน้าจอก็รู้ว่าพ่อของเธอโทรมา

               “ค่ะพ่อ”

               “มีคนโทรหาลูกที่เบอร์บริษัท บอกว่าชื่ออัมพร เป็นแม่ของ... ปิยภัทร”

               โชเบิกตากว้าง หญิงสาวคาดเดาไปต่าง ๆ นานาว่าหญิงกลางคนที่พบในคืนนั้นมีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่า ถึงรีบติดต่อเธอหลังจากเพิ่งผ่านพ้นเหตุการณ์ตึงเครียดเมื่อสองคืนก่อน

               “เขาว่ายังไงบ้างคะพ่อ มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่า”

               แน่นอนว่านันทวัฒน์รู้อยู่แล้ว ว่าลูกสาวตามหาผู้มีพระคุณเพื่อหวังตอบแทนเขา และเรื่องหลังจากที่ไปบ้านปิยภัทรมา โชก็เล่าให้เขาฟังทั้งหมดเช่นกัน

               “เขาบอกว่าอยากคุยกับลูกน่ะ แต่ไม่มีเบอร์จึงหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเพราะรู้จักบริษัทของเรา ก็เลยโทรเข้ามาที่บริษัท พ่อบอกว่าลูกกำลังทำงานอยู่ เขาเลยทิ้งเบอร์โทรศัพท์เอาไว้และบอกว่าถ้าลูกสะดวกเมื่อไหร่ รบกวนโทรหาเขาด้วย”

               เพราะพกสมุดเล่มเล็กและดินสอติดตัวเสมอขณะทำงาน โชจึงจดเบอร์โทรที่บิดาบอกอย่างรีบเร่ง

               “ขอบคุณค่ะพ่อ”

               นิ้วกดปุ่มวางสาย ก่อนกดหมายเลขโทรศัพท์ของอัมพรด้วยใจระทึก หญิงสาวอยากรู้ถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่ายจนไม่อาจรอให้ถึงเวลาเลิกงานได้

               “สวัสดีค่ะ คุณอัมพรใช่ไหมคะ หนูโชค่ะ”

               เสียงอุทานเบา ๆ อย่างดีใจดังจากปลายสาย ดูท่าอีกฝ่ายก็คงรอโทรศัพท์เธออย่างกระวนกระวายใจเช่นกัน

               “ป้าจะโทรมาขอโทษเรื่องเมื่อวานซืนน่ะจ้ะ”

               “อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ หนูไม่ได้โกรธอะไร แค่ตกใจนิดหน่อยที่พ่อคุณปลื้มเขาดุขนาดนั้น” โชพยายามเลือกคำที่คิดว่าสุภาพที่สุดในการนิยามถึงสามีของคู่สนทนา

               “และมีเรื่องอยากถามหนู คือว่า...” เว้นจังหวะครู่หนึ่งจนโชใจเต้นโครมครามอย่างคาดหวัง “วันพรุ่งนี้สามีกับลูกชายป้าจะไปประชุมที่โคราชสองวัน ป้าอยากรู้ว่าหนูยังอยากช่วยตาปลื้มอยู่ไหมจ๊ะ”

               ราวได้ยินเสียงพลุระเบิดในใจ หากควบคุมตัวเองไม่อยู่โชคงร้อง ‘เยส’ ไปแล้ว

               “อยากค่ะ หนูอยากช่วยคุณปลื้ม พรุ่งนี้คุณป้าสะดวกให้หนูเข้าไปหากี่โมงดีคะ”

               โชฟังคำตอบพลางบันทึกในสมอง ที่ตั้งใจว่าจะกลับไปบ้านหลังนั้นอีกเพราะได้ให้คำมั่นเอาไว้ในประโยคสุดท้ายนั่นแล้ว หญิงสาวไม่คิดว่าจะได้รับโอกาสรวดเร็วขนาดนี้ ทันทีที่วางสายจากอัมพร โชก็กดโทรศัพท์หาเพื่อนทั้งสามคนทันที

               เธอพยายามควบคุมอารมณ์มิให้ตื่นเต้นจนทำหน้าที่นำเที่ยวตลอดครึ่งวันที่เหลือผิดพลาด

 

 

               รถตู้คันหรูแล่นออกจากบ้านถาวรเสริมตั้งแต่เช้าตรู่ สายตาคมของชายเจ้าของบ้านมองผ่านกระจกหลังเห็นประตูรั้วอัตโนมัติค่อย ๆ เลื่อนปิด ก่อนสายตานั้นจะเลื่อนมาจับจ้องที่แท็บเล็ตในมือเพื่อมิให้เวลาระหว่างการเดินทางต้องสูญเปล่า ปราปต์ที่นั่งอยู่เบาะด้านหลังมองทิวทัศน์คุ้นตาผ่านกระจกรถ แนวกำแพงของบ้านตนยาวเสียจนกว่ารถจะแล่นพ้นก็กินเวลานานนับนาที รถเก๋งคันหนึ่งจอดอยู่ชิดกำแพง ดูท่าคงเป็นรถของคนนอกหมู่บ้านที่ขับเข้ามาและยังหาบ้านเป้าหมายที่ต้องการไปไม่เจอ

               ชายหนุ่มมองรถคันนั้นครู่หนึ่งจนลับสายตา ก่อนกางหนังสือวิชาการภาษาต่างประเทศในมืออ่านต่อจากจุดที่อ่านค้างเอาไว้

               สี่คนในรถที่กลั้นใจพร้อมกันอย่างไม่นัดหมาย ระบายลมหายใจออกมาพรวดเดียวหลังรถตู้ของเชิดศักดิ์และปราปต์แล่นผ่านไป

               “ฟู่” ดูเหมือนอาเธอร์จะเป่าลมออกมาจนหมดปอด ภาพความน่ากลัวของชายกลางคนที่ไล่ตะเพิดเขาเมื่อสองวันก่อนยังคงฝังใจ หากถูกจับได้ว่าพวกเขามาแอบรอเพื่อลอบเข้าไปในบ้านนั้นอีกครั้ง คงมิแคล้วถูกเรียกตำรวจมาลากคอไปเข้าตะรางฐานบุกรุกแน่นอน

               โชนัดหมายกับเพื่อนสนิททั้งสามและมารวมตัวกันที่บ้านของตน แอคคอร์ดสีดำของอาเธอร์นั้นพวกเธอไม่แน่ใจว่าเชิดศักดิ์และปราปต์จะจดจำได้หรือเปล่า จึงเปลี่ยนมาใช้รถของโชแทน

               และหลังจากรถตู้ของเชิดศักดิ์ขับออกไปครู่หนึ่ง แม่บ้านร่างท้วมที่โชจำได้ว่าเป็นคนเปิดประตูให้เมื่อครั้งก่อน ก็โผล่มายืนด้านหลังประตูรั้วพลางกวักมือเรียกพวกเธอ

               “รีบไปเถอะ” โชเร่งเร้า

               ทั้งสี่ลงจากรถอย่างระแวดระวัง อาเธอร์เหลียวหลังตลอดเวลาเพราะกลัวรถตู้คันนั้นจะแล่นย้อนกลับมา จนกระทั่งเข้ามาในเขตบ้านได้ ก็พบอัมพรยืนรอท่าอยู่ด้วยอาการหวาดวิตก

               “ป้าต้องรบกวนพวกหนูแล้วละ”

               โชกุมมือหญิงกลางคนไว้ก่อนส่งรอยยิ้มสร้างความเชื่อมั่นให้อัมพร

               “หนูจะทำทุกทางเพื่อช่วยคุณปลื้มให้ได้ค่ะ คุณป้าไม่ต้องเป็นห่วง”

               แม้ไม่รู้ว่า ‘ทุกอย่าง’ ที่โชพูด หมายถึงอะไรบ้าง รวมถึงเมื่อคิดว่ากระทั่งตนที่เป็นแม่บังเกิดเกล้ายังไม่สามารถทำให้ปลื้มออกมาจากห้องได้ หญิงกลางคนควรไม่แน่ใจว่าเด็กพวกนี้จะทำอะไรได้มากกว่าที่เธอทำมาทั้งหมดหรือไม่

 แต่เพียงเห็นแววตามุ่งมั่นกับคำยืนยันเจตนารมณ์ชัดเจน อัมพรกลับรู้สึกว่าคำพูดของโชสร้างความเชื่อมั่นให้เธอได้อย่างน่าประหลาด

               และแม้คนรับใช้ในบ้านจะถือคำสั่งเชิดศักดิ์ประดุจประกาศิต หากทว่าทุกคนต่างรู้สึกสงสารและอยากให้ปลื้มกลับมาใช้ชีวิตได้ดังเช่นปกติ จึงไม่มีใครทำตัวเป็นปากหอยปากปูคาบเรื่องที่โชและเพื่อนย้อนกลับมาที่บ้านนี้ไปบอกชายเจ้าของบ้าน

               โชตามอัมพรขึ้นไปบนชั้นสองของบ้านโดยให้เพื่อนทั้งสามยืนรออยู่ที่ชั้นล่าง ประตูห้องของปลื้มยังคงปิดเอาไว้เช่นเดิม มีเพียงความเงียบงันราวกับในห้องนั้นไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต แต่ทุกคนรู้ดีว่าเจ้าของห้องยังคงดำเนินชีวิตสืบไปโดยไม่ปรารถนาจะออกมาเห็นแสงเดือนแสงตะวันภายนอก

               ราวกับต้องการพันธนาการตนเองไว้ในที่จองจำจวบจนวันตาย

               แผนการต่าง ๆ ถูกตระเตรียมไว้ตั้งแต่ปรึกษากับกลุ่มเพื่อนทางโทรศัพท์แบบประชุมสายเมื่อคืน โชที่รู้ว่าวันนี้จะได้กลับมาที่บ้านนี้อีกครั้งรีบโทรหาชาม ดาว และอาเธอร์ เพื่อระดมสมองหาหนทางช่วยเหลือปลื้ม ไอเดียมากมายถูกจดไว้เป็นข้อ ๆ ในสมุดเพื่อหวังจะใช้ช่วงเวลาสองวันนี้ให้เป็นประโยชน์ที่สุด

               คลังข้อมูลมีชีวิตอย่างชาม หาข้อมูลมากมายเกี่ยวกับโรคฮิคิโคโมริเพื่ออธิบายถึงที่มา สาเหตุการเกิดอาการ และแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

               “การเกิดอาการฮิคิโคโมริอธิบายได้ด้วยหลายทฤษฎี ทางสังคมวิทยาเชื่อว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างกฎระเบียบของสังคมขึ้น ถ้ามีผู้ละเมิดกฎจนทำให้บุคคลเกิดการยอมรับไม่ได้ ก็จะหลีกหนีต่อสังคม ทางจิตวิทยาอธิบายว่าเป็นบุคลิกภาพแบบหลีกหนี จะอ่อนไหวง่ายต่อการถูกประเมินในทางลบ จนไม่กล้าเผชิญหน้าต่อผู้อื่น ส่วนทางการแพทย์อธิบายว่า อาการแบบนี้อยู่ในกลุ่มโรค PDDs เป็นกลุ่มโรคที่ผู้ป่วยมีพัฒนาการผิดปกติหลายด้าน ซึ่งจากการศึกษาในภาพรวมพบว่า ไม่ว่าจะทฤษฎีไหน ก็ล้วนมีองค์ประกอบจากสังคมแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมที่ใกล้ตัวที่สุด ก็คือสังคมครอบครัวทั้งสิ้น”

               การสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อวานน่าจะเป็นการพูดต่อเนื่องที่มากที่สุดของหญิงสาวพูดน้อยคนนี้

               “ทางแก้ที่ดีที่สุดควรเริ่มจากครอบครัว แต่อย่างที่เรารู้ว่าสภาพครอบครัวของคุณปลื้มกลับทำให้เขายิ่งแย่ลง ดังนั้นหากเราพาเขาออกมาจากจุดที่กดดันเขามากที่สุด ก็คือบ้านของเขาเองนั้น น่าจะทำให้เขาลดความเครียดและกดดันลง”

               “แล้วจะมีทางไหนที่จะลากเขาออกจากห้องได้ละ ก็ในเมื่อแม่เขาเคยเล่าว่า พอพังประตูเข้าไป เขาก็คลุ้มคลั่งทันที”

               ดาวที่รับฟังข้อมูลยาวเหยียดเริ่มปวดแก่นกะโหลก สาวผมสั้นไม่ชอบคิดอะไรซับซ้อนมากนัก

               “เจรจา!”

               โชเริ่มแผนแรกตามที่ตกลงกับเพื่อนไว้

               เพราะที่นี่ไม่ใช่บ้านของเธอ อีกทั้งพวกเธอก็ยังไม่รู้จักมักคุ้นกับปลื้มหรือครอบครัวเขาดีพอ การใช้ไม้แข็งเลยตั้งแต่แรกคงไม่ใช่แผนการที่ดีแน่ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ก่อนเคาะประตูเบา ๆ

               “สวัสดีค่ะคุณปลื้ม ฉันโชนะคะ”

               เธอกลั้นหายใจอย่างรอคอย การสนทนาเมื่อครั้งที่ผ่านมาจบลงด้วยการขว้างปาสิ่งของกระแทกประตูและตะโกนขับไล่

               แต่หลายวินาทีต่อมา กลับไม่มีเสียงใดดังขึ้นราวกับผู้ที่อยู่ในห้องไม่รับรู้ถึงการมาเยือนเป็นหนที่สองของเธอ

               “ไม่ต้องห่วงนะคะ นอกจากฉันกับคุณแม่ของคุณแล้ว ไม่มีใครอยู่ในบ้านนี้อีก” เธอบอกข้อมูลเพื่อเพิ่มความสบายใจให้เขา “ฉันอยากคุยกับคุณและอยากให้คุณได้รับการรักษาที่ถูกต้องจากแพทย์ ฉันเชื่อว่าคุณจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างได้ปกติอีกครั้งหนึ่ง หากคุณยอมออกมาคุยกับฉัน... ข้างนอกห้อง”

               เงียบงัน เสมือนคุยกับอากาศธาตุ โชเอาหูแนบบานประตูเพื่อเงี่ยฟังเสียงภายในห้อง ทว่ากลับไม่มีสรรพเสียงใดทั้งสิ้น

               หันไปมองสบหญิงกลางคนที่มองมาอย่างตั้งความหวัง เธอรู้อยู่แล้วว่าปลื้มที่ใช้ชีวิตอยู่ในห้องมานานถึงเจ็ดปี คงไม่ยอมออกมาจากห้องง่าย ๆ เพียงเพราะคำพูดของคนแปลกหน้าเช่นเธอหรอก หญิงสาวจึงไม่ยอมแพ้ และเริ่มรุกต่อด้วยแผนที่สอง

               “คุณรู้ไหมคะ คุณพ่อของคุณแม้ดูภายนอกจะดุ จะเข้มงวดกับคุณมาก แต่หลังจากที่คุณหมกตัวอยู่ในห้อง ท่านก็เสียใจจนล้มป่วย ตอนนี้ท่านเป็นโรคหัวใจ อาการจะกำเริบหากมีอารมณ์โศกเศร้าเสียใจ ซึ่งแน่นอนว่าการที่ลูกชายไม่สามารถมีชีวิตได้แบบปกติดังเช่นลูกของคนอื่น ก็ยิ่งทำให้ท่านเศร้ามากขึ้นทุกวัน จนอาการทรุดหนักลง จนเมื่อเช้าคุณปราปต์ต้องพาท่านไปรักษาที่โรงพยาบาล”

               อัมพรขึงตามองโชอย่างตระหนก หญิงสาวค้อมศีรษะทำหน้าสำนึกผิด ทว่าบทละครที่ดำเนินไปแล้ว จำต้องเล่นต่อไปให้จบ มิเช่นนั้นอาจถูกจับได้ว่าโกหก

               “แล้วท่านก็ไม่ได้ลืมหรือตัดขาดจากคุณเลยนะคะ งานที่บริษัท ท่านก็กันตำแหน่งรองประธานกรรมการเอาไว้เพื่อรอวันที่คุณจะกลับไปเรียนหนังสือและจบมารับตำแหน่ง ตอนนี้คุณปราปต์ทำงานหนักเป็นสองเท่าในส่วนของคุณด้วย คุณไม่สงสารคุณพ่อกับพี่ชายบ้างเลยเหรอคะ”

               แน่นอนว่าบทละครนี้ถูกเขียนโดยชามที่ปรารถนาจะเป็นนักเขียนนิยาย สาวพูดน้อยมีงานอดิเรกคือเขียนนิยายลงอินเทอร์เน็ต และหวังว่าสักวันหนึ่งเธอจะมีผลงานเป็นเล่มดั่งเช่นนักเขียนหลายคนที่เธอปวารณาตัวเป็นแฟนคลับบ้าง

               แต่แม้จะซ้อมพูดมาอย่างดีนับสิบเที่ยว และแม้สิ่งที่พูดจะฟังดูสมเหตุสมผลไม่มีจุดผิดพลาดหรือช่องโหว่ใดให้จับได้ว่าโกหก ผู้อยู่หลังบานประตูก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใด ๆ ทั้งสิ้น

               ขนาดพ่อป่วย ยังไม่สนใจจะดูดำดูดี คิดถึงตอนที่พ่อเธอโดนทำร้าย โชตื่นตระหนกและเป็นห่วงจนแทบทำอะไรไม่ถูก หญิงสาวกัดฟันกรอดเมื่อปลื้มอาการหนักกว่าที่เธอคิด

               1 2 3… โชนับหนึ่งถึงสิบ เพื่อให้ใจเย็นลง เธอจะโกรธเพื่อให้เสียแผนไม่ได้

               หากเจรจาไม่สัมฤทธิ์ผล แผนขั้นต่อมาก็คือการทำให้ปลื้มอยู่ในห้องอย่างไม่สงบสุข

               แผนนี้ถูกเสนอโดยอาเธอร์ อันที่จริงโชและเพื่อนอีกสองคนไม่เห็นด้วย แต่ในเมื่อเรื่องดำเนินถึงขั้นนี้ แถมเวลาที่จะทำตามแผนก็มีแค่สองวัน โชไม่อาจรีรอได้

               หญิงสาวค้อมกายเดินผ่านร่างหญิงเจ้าของบ้าน ก่อนวิ่งตื๋อออกจากบ้านไปยืนที่สนามหญ้า ไม้พุ่มตัดแต่งทรงเรขาคณิตสลับรูปปั้นเทวดาตะวันตกตัวจ้อยส่งให้สนามหญ้าข้างบ้านดูร่มรื่นจนน่าปูเสื่อปิกนิก แต่วินาทีนี้ความร่มรื่นใดก็ไม่อาจคลายอารมณ์ความรู้สึกร้อนรนของโชไปได้ หญิงสาวยื่นมั่นในตำแหน่งที่ตรงกับห้องนอนของปลื้ม

               ม่านกางขึงปิดกั้นบานหน้าต่างมิให้มองเห็นภายใน ไม่มีแสงไฟเสมือนไม่มีผู้อยู่ในห้องทั้งที่ห้องควรอับแสงจากประตูหน้าต่างที่ปิดเอาไว้ตลอดเวลา

               หญิงสาวหลุบตาลงกราดมองไปรอบสนามหญ้า และทันทีที่เห็นหินก้อนเหมาะมือ เธอก็ก้มลงหยิบมันมาถือมั่นในมือ ก่อนตั้งท่าราวนักเบสบอล

               “ทนได้ให้มันรู้ไปสิ!”

               โชคำรามลั่นในใจ ก่อนเขวี้ยงหินก้อนเล็กใส่กระจกด้วยความแรงที่คะเนแล้วว่าไม่ทำให้กระจกแตก

               ‘แก๊ง!’ เสียงหินกระทบกระจกดังน่าหวาดเสียว บานกระจกสั่นเกิดเป็นรอยจุดด้วยความสกปรกของก้อนหินเปื้อนดิน

               โชชะเง้อชะแง้มองเพื่อหวังจะเห็นม่านที่กางขึงถูกเลิกออก

               แต่ก็ต้องผิดหวัง เมื่อคนในห้องไม่ได้สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย หญิงสาวแค่นคำรามก่อนเดินไปรอบสนามหญ้ารวบรวมหินก้อนเล็กก้อนน้อยมากองไว้เป็นกลุ่ม โชระดมเขวี้ยงหินทั้งหมดเข้าใส่หน้าต่างห้องนอนของปลื้ม เกิดเสียงดังก๊องแก๊งต่อเนื่องราวบรรเลงดนตรี คนรับใช้ที่ถูกสั่งให้ออกจากบ้านและไปรวมกันที่โรงรถ ผลุบศีรษะออกมามองด้วยความใคร่รู้ และเมื่อเห็นสิ่งที่โชกำลังทำอยู่ ทั้งหมดก็ต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจ

               เช่นเดียวกับหญิงเจ้าของบ้านที่เอามือทาบอก เพราะไม่คิดว่าหญิงสาวจะเล่นลูกไม้ ‘ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก’ แบบนี้

               แดดแรงไม่อาจทำอะไรโชได้ ขึ้นเหนือล่องใต้ปีนเขาดำน้ำล้วนเป็นกิจกรรมกลางแจ้งทั้งสิ้น หญิงสาวมิใคร่บำรุงรักษาผิวพรรณและใบหน้าเฉกเช่นผู้หญิงวัยเดียวกันทั่วไป แค่ตากแดดสักชั่วโมงสองชั่วโมงเพื่อก่อกวนปลื้มเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องยากเย็นสำหรับเธออยู่แล้ว

 

 

               นับจากแดดแรงจนถึงแดดร่ม นับจากแผนแรกจนถึงแผนที่ยี่สิบห้า

               ก็ยังไม่อาจลากปลื้มออกมาจากห้องได้

               ชายหญิงนั่งแผ่หลาบนโซฟาในห้องรับแขกของบ้านถาวรเสริม มีอัมพรคอยสั่งการให้คนรับใช้จัดหายาดม ยาหม่อง และอาหารเครื่องดื่มมาเติมพลังให้พวกโชไม่ขาด

               “ดื้ออะไรขนาดนี้วะ เป็นลูกเป็นหลานจะตบให้หัวทิ่มเลย” อาเธอร์สบถ แต่ก็ต้องรีบเอามือปิดปากเมื่อนึกขึ้นได้ว่า ‘แม่’ ของคนที่ถูกพูดถึง นั่งหัวโด่อยู่ตรงหน้า

               แต่อัมพรมิได้ว่าอะไร หญิงสาวมีเพียงความร้อนใจราวกับความคาดหวังของเธอคือลมที่เป่าเข้าไปในลูกโป่งจนพองโต ก่อนจะปล่อยมันออกช้า ๆ จนลูกโป่งแฟ่บลงเรื่อย ๆ จนลมใกล้หมด จนถึงตอนนี้ที่ดวงตะวันแตะขอบฟ้า ความหวังของเธอก็เหลือเพียงเศษเสี้ยวของลมในลูกโป่ง

               ดาวแม้เข้มแข็งกว่าคนอื่นทั้งร่างกายและจิตใจ ก็ยังเหนื่อยจนต้องเป่าลมฟู่จากปากต่อเนื่อง เธอคิดถึงแผนการต่าง ๆ ที่ทำมาตลอดทั้งวัน อย่างเช่นการขนชุดเครื่องเสียงขนาดใหญ่มาตั้งหน้าห้องปลื้มและเปิดเพลงโดยเร่งลำโพงให้เสียงดังที่สุดจนผนังและบานประตูสะเทือน กระทั่งพวกเธออยู่ข้างนอกบ้านยังได้ยินเสียงดังจนแก้วหูแทบเต้นระบำ

               แต่ปลื้มกลับไม่สะทกสะท้านราวกับโสตประสาทเขาไม่ทำงาน

               หรือกระทั่งยกเตาถ่านที่อุตส่าห์ให้อาเธอร์ขับรถไปซื้อจากร้านของชำขนาดใหญ่ มาก่อเตาให้ควันลอยคลุ้งเข้าไปไปในประตูแมวจนเชื่อว่าในห้องอบอวลไปด้วยควันขโมง พวกเธอก็ไม่ได้ยินเสียงสำลักของปลื้มเลยสักนิด

               จนโชพานคิดไปว่าเขาอาจกลั้นใจไม่สูดอากาศเข้าปอดจนขาดใจตายไปแล้วก็ได้

               แต่เงาไหววูบที่ปรากฏหลังม่านหน้าต่างเมื่อเธอมองจากภายนอก ก็ทำให้รู้ว่าปลื้มยังคงมีชีวิตอยู่ และยังคงอยู่ในห้องนั้นโดยไม่ปรารถนาจะออกมาแม้ถูกก่อกวนอย่างหนักหน่วงเพียงใดก็ตาม

               แม้ตลอดชีวิตโชจะพบเจอเรื่องราวมากมายอันเป็นบททดสอบ ไม่ว่าจะเป็นการท่องหนังสือสอบ การทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ว่าตนเองเหมาะกับเส้นทางในสายอาชีพที่เลือกเดิน การขึ้นเหนือสุดและลงใต้สุดของประเทศ เดินทางเป็นระยะทางรวมหลายพันกิโลเมตรในช่วงเวลา 4 ปีที่เรียนมหาวิทยาลัย จนกระทั่งพบกับเรื่องเลวร้ายที่สุดอย่างการรู้ว่าครอบครัวเป็นหนี้ร่วมสิบล้านบาท แต่เธอก็สามารถผ่านทุกเหตุการณ์มาได้

               แต่กับบททดสอบตรงหน้านี้ โชกลับเริ่มรู้สึกท้อ เพราะที่ผ่านมาหญิงสาวไม่เคยพบคนที่มีอาการทางจิตในรูปแบบประหลาดพิสดารเช่นนี้มาก่อน

               ทุกคนนั่งนิ่งอย่างใช้ความคิด ความพยายามทั้งหมดที่ทำมาตลอดวันดูเหมือนจะสูญเปล่า เหลืออีกเพียงวันพรุ่งนี้วันเดียวเท่านั้นที่เป็นโอกาสให้โชได้หาทางตอบแทนบุญคุณของปลื้ม เธอคิดย้อนกลับไปถึงชีวิตที่พลิกผันเพราะได้รับคำแนะนำของเขา จนทำให้ครอบครัวกลับมามีความสุขอีกครั้ง

               แต่เธอกลับช่วยให้เขามีความสุขไม่ได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจจนโชต้องกำหมัดแน่น

               “เราอาจจำเป็นต้อง ‘ฆ่า’ ปิยภัทร”

               เสียงใสของชามเรียกใบหน้าทุกคนในห้องรับแขกให้กระตุกหันมามองเป็นตาเดียว อัมพรอ้าปากค้างอย่างตระหนกพลางคิดว่าเธอได้ยินอะไรผิดไป เช่นเดียวกับเพื่อนทั้งสามคนที่มุ่นคิ้วมองชามอย่างตกตะลึงในคำพูด

               “มะ หมายความว่ายังไงน่ะชาม” ดาวละล่ำละลักถามเพื่อน ปกติสาวพูดน้อยไม่ใช่คนชอบล้อเล่นเหมือนตน คำพูดของเธอมีน้ำหนักแห่งการ ‘เอาจริง’ แฝงอยู่

               โชดูเหมือนจะยังมีสติอยู่ จึงเขยิบกายมานั่งใกล้กับชาม และกล่าวถามอย่างคาดหวัง

               “มีแผนอะไรดี ๆ แล้วใช่ไหม”

               ชามยิ้มอ่อนโยน ก่อนบอกแผนการที่ทำให้ทุกคนเหมือนเป่าเส้นผมที่ปกลงมาบังภูเขาเสียจนมิดออกจนมองเห็นเขาลูกใหญ่ตรงหน้าได้เต็มตา

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น