อัปเดตล่าสุด 2020-09-11 19:51:17

ตอนที่ 2 บทที่ 2

บทที่ 2

 

 

               “คุณกำลังเรียนอยู่ หรือไม่ก็เพิ่งจะเรียนจบใช่ไหม?”

               ประโยคคำถามนี้ของปิยภัทร ทำให้หญิงสาวที่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ต้องมุ่นคิ้วตีหน้าสงสัย ก่อนหันมองรอบกายอย่างหวาดระแวง

               ในห้องมีเพียงพ่อและแม่ซึ่งหลับอยู่เท่านั้น เสียงครางเบา ๆ ของเครื่องปรับอากาศขับให้บรรยากาศไม่เงียบเหงาเกินไปนัก แต่ทว่าก็ยังวังเวงด้วยสถานที่และห้วงเวลาอยู่ดี

               “ทำไมคุณคิดแบบนั้น?”

               ไม่ยอมรับในทันที โชคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะเดาหรือกล่าวหยั่งเชิง หากเธอตอบว่าใช่ ก็ย่อมติดกับของเขาได้

               “ข้อมูลจากกระทรวง ICT ระบุว่า คนใช้งานอินเทอร์เน็ตของไทยส่วนใหญ่อายุระหว่าง 15-35 ปี ซึ่งก็ตรงกับที่คุณสามารถสมัครเป็นสมาชิกและใช้งานเว็บบอร์ดนี้ได้อย่างคล่องแคล่วทั้งที่วิธีการสมัครค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน ไม่เหมาะสำหรับคนอายุมาก ส่วนที่คุณเพิ่งจะมาตั้งกระทู้ถามวิธีแก้ปัญหาเอาตอนที่ธุรกิจเป็นหนี้มากมาย ก็แสดงว่าคุณเพิ่งรู้เรื่องนี้ เพราะถ้าหากรู้แต่แรก คุณคงหาวิธีตั้งนานแล้ว นั่นแสดงว่าคุณไม่รู้ข้อมูลธุรกิจของครอบครัวเลย จะมีสักกี่เหตุผลล่ะที่คุณไม่เคยรู้ข้อมูลพวกนี้ นอกจากคุณยังเรียนอยู่ หรือไม่ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แต่ประเด็นหลังผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะหากคุณไม่ได้เกี่ยวข้อง ก็คงไม่ร้อนใจมาตั้งคำถาม และปรารถนาจะได้คำตอบในทันทีแบบนี้”

               ...อัจฉริยะ!

               คำนิยามแรกผุดขึ้นในสมองทันทีที่อ่านข้อความยาวยืดนี้จบ โชมั่นใจว่าตนเองไม่เคยเปิดเผยข้อมูลใด ๆ ในหน้าข้อมูลสมาชิกของเว็บบอร์ด กระทั่งอายุเธอก็ไม่ได้ใส่เอาไว้ แต่เขากลับจับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตและคำถามในกระทู้ของเธอมาคาดเดาด้วยตรรกะซับซ้อน ซึ่งทุกอย่างที่เขากล่าวมาล้วนเป็นข้อเท็จจริงทั้งสิ้น

               ความหวังที่พอมองเห็นราง ๆ บัดนี้เริ่มแจ่มชัด ชายคนนี้อาจช่วยให้เธอและครอบครัวรอดพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายนี้ได้ โชรีบพิมพ์ประโยคสนทนาต่อ

               “ใช่ค่ะ ฉันเพิ่งเรียนจบปริญญาตรี และก็เพิ่งทราบข้อมูลธุรกิจที่พ่อกับแม่ทำกันเพียงสองคนมาโดยตลอด ตอนแรกตั้งใจว่าเรียนจบจะช่วยพวกท่านทำงานเพื่อแบ่งเบาภาระ แต่ไม่คิดเลยว่ายังไม่ทันเริ่มต้นก็เจอปัญหาใหญ่ขนาดนี้เสียแล้ว”

               “ผมขอข้อมูลธุรกิจของคุณเบื้องต้นเท่าที่รู้หน่อย เช่น จำนวนพนักงาน พาหนะ เส้นทางนำเที่ยว โรงแรมร้านอาหารหรือร้านค้าต่าง ๆ ที่ติดต่อเอาไว้ ราคาค่าใช้บริการและผลประกอบการ ถ้ายิ่งมีข้อมูลมากเท่าไหร่ ผมก็จะสามารถวิเคราะห์วางแผนธุรกิจให้ได้มากเท่านั้น ส่งทุกอย่างมาให้ผมที่...”

               ปิยภัทรจบประโยคด้วยอีเมลของตนเอง

               โชไม่รอช้า เธอตั้งใจแต่แรกว่าจะตั้งกระทู้ขอความช่วยเหลือทางอินเทอร์เน็ต เมื่อช่วงตอนกลางวันที่กลับบ้าน หญิงสาวจึงนำข้อมูลต่าง ๆ ที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์มานั่งอ่านศึกษา แม้จะทำให้รู้สึกสะทกสะท้อนใจกับตัวเลขในบัญชีที่มียอดค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ แต่มันคือความเป็นจริงที่เธอจำต้องยอมรับและหาหนทางแก้ปัญหาให้จงได้

               เธอส่งข้อมูลต่าง ๆ ที่เซฟมาจากคอมพิวเตอร์ในสำนักงาน ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้การรับส่งข้อมูลจำนวนมากเช่นนี้ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที หญิงสาวเฝ้ารอด้วยใจระทึก แม้เวลาจะล่วงเลยจนดวงอาทิตย์ใกล้จะส่องแสงแรกของวันใหม่ แต่โชกลับสลัดความง่วงงันทิ้งไปจนสิ้น

               ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง สัญญาณแจ้งเตือนว่ามีอีเมลเข้าก็ดังขึ้นจากโทรศัพท์มือถือ หญิงสาวเปิดหน้าเว็บไซต์ในคอมพิวเตอร์เพื่อดาวน์โหลดเอกสารที่ปิยภัทรส่งให้ และรีบอ่านรายละเอียดทันที

               โชกวาดตาไล่อ่านตัวอักษรทีละบรรทัดช้า ๆ เพื่อพยายามทำความเข้าใจ ข้อมูลหลายอย่างทำให้เธอเบิกตากว้างอย่างตระหนก เช่นเดียวกับหัวใจที่สั่นสะท้านเพราะไม่คาดว่ารูปแบบการทำธุรกิจที่ปิยภัทรเสนอ จะแตกต่างจากธุรกิจนำเที่ยวที่มีอยู่ในปัจจุบันสิ้นเชิงเช่นนี้

               แต่เมื่อดูในช่องผลกำไรจากการคำนวณ หญิงสาวพลันต้องตาลุกวาว เงินจำนวนมหาศาลที่สามารถใช้หนี้ได้หมดในเวลาเพียงไม่กี่เดือนหากทำตามแผนธุรกิจนี้ ทำให้ตาชั่งในหัวโชเริ่มเอนเอียงไปทางฝั่งปิยภัทรทั้งที่ในใจลึก ๆ จะปฏิเสธการทำธุรกิจพิลึกพิลั่นเช่นนี้

               เธอพิมพ์ข้อความลงในช่องสนทนาส่วนตัวของเว็บบอร์ดเพื่อปรึกษาชายหนุ่มด้วยความลังเล

               “แต่... พาทัวร์สถานที่เหล่านี้ มันจะดีเหรอคะ?”

               ปิยภัทรส่งสติกเกอร์อีโมชันคนหัวเราะมา ก่อนพิมพ์ด้วยประโยคยาวยืดเช่นเคย

               “คุณรู้ไหมครับว่าต่างชาติเขามองประเทศเราเป็นอย่างไร พวกเขารู้จักเมืองไทยผ่านสื่อภาพยนตร์หลายเรื่องที่ฉายออกไปทั่วโลก เช่นเรื่อง The beach, Hang over II, Bangkok dangerous ซึ่งถ้าคุณเคยดู ก็จะรู้ว่าแง่มุมของประเทศไทยที่นำเสนอผ่านภาพยนตร์เหล่านี้ เต็มไปด้วยความรุนแรง ยาเสพติด เรื่องเพศ ซึ่งเราไม่อาจปฏิเสธได้เลย ว่าประเทศของเรามีแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบสนองความต้องการเรื่องพวกนี้อยู่จริง ๆ”

               ชายหนุ่มเว้นจังหวะเล็กน้อย

               “ข้อเสียที่สุดของสังคมไทยคืออะไรรู้ไหมครับ? คือคนไทยถูกปลูกฝังให้อยู่ในศีลธรรมอันดีงาม เรื่องไหนผิดศีล ผิดขนบธรรมเนียม ประเพณี เราก็จะมองว่าไม่ควรกระทำ ไม่ถูกต้องเหมาะสม และไม่ยอมรับ แต่ไอ้เรื่องไม่ถูกต้องไม่เหมาะสมนี้ กลับมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง คุณว่ามันย้อนแย้งกันรึเปล่าละ”

               และสุดท้าย คือประโยคที่ทำให้โชต้องคิดหนัก

               “ถ้าคุณอ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์แต่ละวัน คุณจะรู้ว่าประเทศเราเต็มไปด้วยเรื่องเลวร้ายที่เปรียบเสมือนสีที่ดำสนิท หากคุณไม่มีกำลังพอจะเปลี่ยนมันให้เป็นสีขาว คุณก็ต้องเปลี่ยนสีตัวเองให้หม่นลงเป็นสีเทา เพื่อเรียนรู้จะอยู่กับมันให้ได้ ไม่อย่างนั้น... คุณก็อาจโดนทำร้ายอย่างไม่มีทางตอบโต้ได้เลย”

               ราวกับแฝงความรู้สึกบางประการเอาไว้ในประโยคท้ายนี้ โชนิ่งไปสักพัก เธอทบทวนสิ่งที่เขาพูด

               จริงดังเช่นปิยภัทรว่า แม้เธอจะเพิ่งพ้นวัยนักศึกษาเข้าสู่ชีวิตการทำงาน แต่เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง หญิงสาวก็รับรู้ได้จากการแชร์ข่าวในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก หลายเรื่องทำให้หดหู่ สะเทือนใจ ทั้งการทุจริตคอรัปชันของนักการเมือง ข้าราชการ คนรวยคนมีอำนาจทำผิดแล้วไม่ถูกตัดสินโทษตามกฎหมาย หรือเรื่องเลวร้ายอื่น ๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าใช้ชีวิตในสังคมนี้ได้ลำบากเหลือเกิน

               และอีกสิ่งที่ยอมรับ คือสถานที่ท่องเที่ยวอโคจร แม้จะไม่ใช่สถานที่เหมาะสมสำหรับนักท่องเที่ยวทุกประเภท แต่ก็ยังเปิดกันเกลื่อน มีแทบทุกหัวระแหง ทุกเมือง ทุกจังหวัด หากปฏิเสธการมีอยู่ของมัน ก็เท่ากับไม่ยอมรับความเป็นจริงของสังคม

               โชตัดสินใจได้แล้ว

               “ตกลงค่ะ ฉันจะลองทำตามแผนธุรกิจของคุณ ขอบคุณมากนะคะ คุณปิยภัทร” สายตาหญิงสาวมุ่งมั่น “เพื่อเป็นการขอบคุณ ไม่ทราบว่าฉันจะตอบแทนคุณได้อย่างไรบ้างคะ”

               “ถ้าช่วยเหลือคนแล้วต้องเรียกร้องสิ่งตอบแทน นั่นไม่เรียกว่าช่วยหรอกครับ มันคือธุรกิจ” ปิยภัทรเย้า “พอดีผมไม่ได้ทำอาชีพที่ปรึกษาทางธุรกิจเสียด้วย เอาเป็นว่าขอให้คุณประสบความสำเร็จ ล้างหนี้ให้ครอบครัวและกู้ธุรกิจทัวร์ให้กลับมาดีเหมือนเดิมให้ได้แล้วกันนะครับ ผมเอาใจช่วย”

               ราวกับได้รับกำลังใจอันยิ่งใหญ่ ใช่เพียงการช่วยเหลือทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ซ้ำชายหนุ่มยังไม่ปรารถนาสิ่งใดตอบแทน แม้สิ่งที่เขาแสดงความเห็นจะดูเหมือนเป็นคนมองโลกในแง่ลบ แต่สิ่งที่เขากระทำกลับแสดงน้ำใจทำให้โชรู้สึกสงสัยในตัวตนของปิยภัทรเป็นอย่างมาก

               ดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าแล้ว แสงอาทิตย์ชำแรกช่องว่างม่านหน้าต่างมาสร้างความสว่างให้ห้องผู้ป่วยที่มิได้เปิดไฟแม้เพียงสักดวงจนพอมองเห็นองค์ประกอบต่าง ๆ ของห้องได้เต็มสองตา เสียงฝีเท้าและเสียงเปิดประตูของพยาบาลที่ทำหน้าที่ของตนอย่างแข็งขันดังปลุกแม่ของโชที่หลับเต็มตื่นให้ลุกขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับวันใหม่

               โชมองมารดาและยิ้มยินดี

 

 

               เพราะไม่มีบาดแผลฉกรรจ์หรือได้รับอันตรายสาหัส เพียงพักที่โรงพยาบาลหนึ่งคืน แพทย์ก็อนุญาตให้พ่อของโชกลับมาพักฟื้นที่บ้านได้  พนักงานที่รู้ข่าวต่างพากันมารวมตัวรอดูอาการของเจ้านาย รวมถึงบางส่วนเมื่อรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ลังเลที่จะทำงานในบริษัทที่ไร้อนาคตเช่นนี้ต่อ               

               ถือเป็นโอกาสดีที่โชจะได้ทำตามแผนที่วางเอาไว้ หลังส่งพ่อและแม่ขึ้นไปพักบนบ้าน เธอจึงขอเชิญพนักงานทุกคนประชุมทันที

               ห้องประชุมที่ตั้งอยู่ชั้นบนสุดของอาคาร มีโต๊ะประชุมทรงรีตั้งไว้กึ่งกลางเรียงรายด้วยเก้าอี้ซึ่งบัดนี้ถูกจับจองด้วยเหล่าพนักงานตำแหน่งสูง สองฟากติดฝาผนังมีเก้าอี้เสริมอีกด้านละแถวก็แน่นขนัดด้วยพนักงานที่เหลือ โชซึ่งไม่ได้มีตำแหน่งอะไรในบริษัทไม่กล้านั่งตรงหัวโต๊ะ ต้องให้ ‘บรรเจิด’ พนักงานอาวุโสที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อของเธอนั่งเป็นประธานการประชุมวันนี้ ขณะที่เธอนั่งอยู่ด้านข้าง

               “สวัสดีค่ะทุกคน ขออภัยที่โชนัดหมายประชุมด่วนแบบนี้ทั้งที่โชไม่ได้เป็นพนักงานของที่นี่ด้วยซ้ำ และขอบคุณที่ทุกคนมากันพร้อมเพรียงแบบนี้นะคะ” เพราะรู้จักมักคุ้นกับพนักงานดีอยู่แล้ว หญิงสาวจึงต้องการให้บรรยากาศผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดของทุกคนลงไป

               “คุณพ่ออาการเป็นอย่างไรบ้าง” บรรเจิดกล่าวถามอย่างเป็นห่วง

               “อาการปลอดภัยแล้วค่ะ เหลือแค่แผลกับรอยฟกซ้ำ พักอีกสักสองสามวันก็คงดีขึ้น ขอบคุณค่ะคุณอา”

               “คุณโชคะ บริษัทเรากำลังจะเจ๊งใช่ไหมคะ ที่ผ่านมาพี่เห็นยอดจองทัวร์ตั้งแต่ต้นปี ก็คิดไว้อยู่แล้วว่าต้องมีปัญหา แต่ไม่คิดว่าพี่นันกับพี่วรรณจะไปกู้เงินมาเยอะขนาดนี้ ถ้าบริษัทปิดตัว พี่จะไปทำงานที่ไหนล่ะคะ อายุก็ปูนนี้แล้ว”  ‘สุดา’ พนักงานบัญชีหญิงที่อายุอานามไม่แพ้กัน กล่าวด้วยเสียงร้อนรน

               หลังประโยคคำถามนี้ ทุกคนในห้องประชุมก็ส่งเสียงอื้ออึงขึ้น หลายคนเห็นด้วยกับสุดา พลางปริวิตกถึงอนาคตของพวกตน ขณะที่บางคนมองหาลู่ทางเอาไว้ล่วงหน้า ก็แอบสมัครงานที่อื่นไว้แล้ว

               “ที่โชเชิญทุกคนมาวันนี้ก็เพราะเรื่องนี้แหละค่ะ ก่อนอื่นต้องสารภาพเลย ว่าโชก็เพิ่งรู้ปัญหาของบริษัทเหมือนกัน และด้วยประสบการณ์การทำงานเป็นศูนย์ของโช คิดว่าคงไม่สามารถกู้วิกฤตของพวกเราด้วยตัวคนเดียวได้แน่ โชจึงอยากปรึกษาทุกคนว่า ถ้าเราทำตามแผนธุรกิจนี้ มีทางเป็นไปได้ที่จะสามารถทำให้บริษัทกลับมามีผลกำไรเหมือนเดิมหรือเปล่า”

               พูดจบก็กดเปิดไฟล์นำเสนอที่คอมพิวเตอร์ซึ่งตั่งอยู่หน้าตน เครื่องฉายภาพส่องลำแสงกระทบฉากสีขาวที่ทิ้งตัวลงมาจากเพดาน หญิงสาวใช้เวลาช่วงเช้าจนถึงเที่ยง สรุปข้อมูลที่ได้รับจากปิยภัทรให้เข้าใจง่ายที่สุด

               เช่นเดียวกับครั้งแรกที่โชอ่านข้อมูลนี้เมื่อคืน ทุกคนในห้องต่างมีสีหน้าท่าทางและการแสดงออกเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือตกใจ อึ้ง และไม่คาดคิดว่าจะมีวิธีทำธุรกิจในรูปแบบเช่นนี้อยู่ด้วย

               “มันจะเป็นไปได้ยังไงล่ะฮะ มีใครที่ไหนเขาทำกัน” ‘เรืองฤทธิ์’ พนักงานชายใจหญิงที่แต่งหน้าจัดจนหญิงสาวที่นั่งด้านข้างยังอาย จีบปากจีบคอถามด้วยน้ำเสียงเล็กแหลมเกินจริต

               โชใจเย็นพลางยิ้มให้โดยไม่มีสีหน้าท่าทางโกรธเคือง

               “ก็เพราะยังไม่มีใครเคยทำน่ะสิคะ โชถึงมองว่ามันน่าจะเป็นโอกาสที่ดี ถ้าเราเป็นเจ้าแรกที่สามารถทำทัวร์รูปแบบนี้ได้ ก็ย่อมไม่มีคู่แข่ง ผลกำไรก็จะตกเป็นของบริษัทเราเพียงเจ้าเดียวไม่ใช่เหรอคะ”

               บังเกิดเสียงเซ็งแซ่ยิ่งกว่าเดิม ประหนึ่งห้องนี้คือรังนกที่มีฝูงนกส่งเสียงร้องแข่งกันฟังไม่ได้ศัพท์ หลายคนถกเถียงกันหน้าดำคร่ำเครียด ว่าจะมีทางเป็นไปได้ในการทำธุรกิจจริงหรือไม่ เพราะสิ่งที่โชเสนอเป็นเพียงแผนธุรกิจที่ยังไม่เคยมีกรณีศึกษาหรือตัวอย่างให้เห็นเลย

               ผู้อาวุโสที่สุดนั่งครุ่นคิด สายตาจับจ้องที่กราฟแท่งสถิติต่าง ๆ ที่โชทำมา สลับกับมองใบหน้ามุ่งมั่นของเด็กสาว

               “ผมว่าน่าสนใจนะ”

               เพราะเป็นเพียงบัณฑิตหมาด ๆ ไม่มีประสบการณ์ใด ๆ คำพูดของโชจึงไร้ซึ่งน้ำหนักพอจะโน้มน้าวให้พนักงานทุกคนเชื่อ แต่เมื่อเป็นคำพูดของบรรเจิดที่รั้งตำแหน่งผู้จัดการ จึงมีอำนาจพอให้ทุกคนที่ซุบซิบกันเสียงดังต้องหยุดฟัง

               “ทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าสถานที่เหล่านี้มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนไปไม่ขาดสาย ซ้ำค่าใช้จ่ายในการกินการเที่ยวยังสูงกว่าการท่องเที่ยวรูปแบบปกติ ถ้าเราสามารถจัดโปรแกรมทัวร์โดยคำนึงถึง ‘ความสนุก’ บน ‘ความปลอดภัย’  เพราะปกติแล้วแหล่งอโคจรเช่นนี้ มักมีข่าวให้เราเห็นอยู่บ่อย ๆ ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติโดนทำร้าย ก็อาจไปได้สวย...”

               หลายคนเริ่มคิดตาม ต่อให้ไม่ต้องทำงานบริษัทนำเที่ยว พวกเขาก็รู้ดีถึงข้อเท็จจริงนี้อยู่แล้ว ยิ่งเมื่อเห็นตัวเลขเม็ดเงินที่สถานที่ท่องเที่ยวยามราตรีได้รับในภาพรวม ยิ่งสำทับโอกาสความสำเร็จตามแผนธุรกิจนี้มากขึ้นไปอีก

               “หนูโชลองอธิบายแผนนี้ให้พวกเราพอเห็นภาพชัดเจนดูก่อนก็ไม่เสียหายนี่ ไว้เมื่อเห็นข้อดีข้อเสียแล้วค่อยตัดสินใจ ก็คงไม่เสียเวลาพวกเราเท่าไหร่หรอกมั้ง”

               บรรเจิดลอบขยิบตาให้เด็กสาวคราวลูก โชตื้นตันจนน้ำตาแทบปริ่ม แต่หญิงสาวพยายามเก็บอาการ

               เมื่อเห็นเหล่าพนักงานลดท่าทีต่อต้านหรือปฏิเสธทั้งที่ยังไม่ทันฟังรายละเอียดลง โชจึงเปิดไฟล์นำเสนอทีละหน้า พลางอธิบายทุกสิ่งตามแผนที่ปิยภัทรทำมาให้ บางคนพยักหน้าหงึกหงักตาม ขณะที่บางคนประกายตาเริ่มเปลี่ยนไป จากหวาดกลัว วิตกกังวล เป็นมองเห็นแสงแห่งความหวังรำไร

               หากเปรียบวิกฤตที่ประสบเป็นความมืดดำสนิท เมื่อมีแสงสว่างแม้เพียงน้อยถูกจุดขึ้น ก็ทำให้ผู้ตกอยู่ในห้วงอนธการมองเห็นแสงนั้นสว่างสุกใสดุจดั่งแสงอาทิตย์

               พนักงานทุกคนมองเห็นแสงสว่างนั้นพร้อมกัน

 

 

               “ไม่ได้นะ เราไม่ยอมให้โชทำแบบนั้นเด็ดขาดเลย!”

               เสียงตะโกนลั่นจนทุกคนในร้านอาหารหันมองเป็นตาเดียว อาเธอร์ยืนเอามือสองข้างเท้าโต๊ะ ชะโงกหน้าเข้าหาโชที่นั่งฝั่งตรงข้าม

               แต่ไม่ทันได้โวยวายอะไรต่อ ฝ่ามือเรียวของสาวผมสั้นก็ฟาดเข้าที่ศีรษะหนุ่มตี๋อย่างแรงจนหัวแทบคะมำ และทั้งที่ตั้งใจจะหันไปโวยวาย แต่เมื่อเห็นสายตาดุของดาว อาเธอร์ก็ต้องเก็บกลืนคำพูดทั้งหมดไปพลางนั่งลงอย่างไม่เต็มใจนัก

               “จะโวยวายหาเตี่ยแกเหรอ ฉันคิดว่าถ้าโชมีทางเลือก ก็คงไม่อยากทำแบบนี้หรอก แต่เท่าที่ฟังแผนธุรกิจนี่ ฉันว่าก็เข้าท่าดีนะ”

               “โชไม่ได้บึกบึนป่าเถื่อนแบบแกนี่นา จะให้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แบบนี้ พานักท่องเที่ยวไปทัวร์ผับบาร์คาราโอเกะ หรือสถานที่เที่ยวกลางคืนที่อันตรายพรรค์นั้น เกิดโดนลวนลามหรือมีเรื่องไม่คาดฝันอะไรขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ”

               “ไม่ต้องห่วงนะอาเธอร์ ในแผนนี้มีรายละเอียดการรักษาความปลอดภัยทั้งตัวนักท่องเที่ยวและไกด์เขียนเอาไว้แล้ว”

               หญิงสาวพยายามพูดให้เพื่อนสบายใจ ท่าทีเป็นห่วงเป็นใยเกินกว่าสัมพันธภาพของความเป็นเพื่อนของอาเธอร์นั้น โชชินและรับรู้ถึงความรู้สึกของเขามาตั้งแต่ขึ้นมหาวิทยาลัยปีหนึ่งแล้ว แต่หญิงสาวคิดกับเขาเพียงเพื่อน และไม่อยากเสียความสัมพันธ์เช่นนี้ไป จึงมิได้ตอบรับเกินกว่าที่ควรทำ หรือมิได้ปฏิเสธให้ชัดเจนเสียที

               จะมีก็เพียงดาวและชามที่พยายามเตือนสติเพื่อนหนุ่มมิให้คิดหรือทำอะไรเกินเลยไปนัก อาเธอร์คิดเองเออเองว่าคงเพราะอยู่ในวัยเรียน โชจึงยังไม่ได้คิดเรื่องความรัก เมื่อเรียนจบ เขาจึงเดินหน้าลุยเต็มที่จนแสดงท่าทีออกมามากกว่าปกติเช่นนี้

               “แต่ถึงยังไงเราก็เป็นห่วงอยู่ดี เอาอย่างนี้ ให้เราไปเป็นเพื่อนนะ”

               ตามแผนธุรกิจของปิยภัทร เขียนขั้นตอนการทำธุรกิจนำเที่ยวรูปแบบใหม่เอาไว้อย่างละเอียด และดังเช่นที่ธุรกิจประเภทนี้ต้องทำเป็นอย่างแรก คือการติดต่อสถานที่ท่องเที่ยว ร้านค้า ร้านอาหาร แหล่งขายของที่ระลึก เอาไว้ก่อนล่วงหน้า เพื่อพาลูกทัวร์ไปยังสถานที่เหล่านั้น โดยนักท่องเที่ยวจะได้รับส่วนลดหรือโปรโมชันต่าง ๆ เป็นสิ่งแลกเปลี่ยน เมื่อตัดสินใจทำตามแผน โชจึงต้องติดต่อแหล่งท่องเที่ยวยามราตรีเพื่อหาเครือข่ายพันธมิตร

               หญิงสาวลังเลครู่หนึ่ง เธอไม่อยากให้เพื่อนต้องมาลำบากด้วย

               “ให้พวกเราไปด้วยนะ เราก็เป็นห่วงโช”

               ชามที่พูดน้อยที่สุดถึงกับเอ่ยปากเช่นนี้ โชจึงพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้

 

 

               เริ่มต้นในกรุงเทพ

               สถานที่ท่องเที่ยวในเวลากลางคืนของมหานครมีมากมายหลายหลากหลายแหล่งให้เหล่านักท่องราตรีได้เลือกสรรตามแต่รสนิยม ทั้งผับ บาร์ คาราโอเกะ ร้านอาหาร หรือฮาร์ดคอร์อย่างอาบอบนวด ก็มีผุดขึ้นเป็นทิวแถบราวดอกเห็ดบานยามฝนตก

               เหมือนแสงไฟที่ล่อหลอกให้ฝูงแมลงเม่าบินเข้ามาถูกเผาจนมอดไหม้

               อาเธอร์ขับรถพาสามสาวเข้าสู่ถนนรัชดาภิเษกอย่างชำนิชำนาญ เขาก็เป็นดังเช่นวัยรุ่นหลายคน ที่ใช้ชีวิตอย่างอยากรู้อยากลอง แม้ไม่เจนจัดขนาดมาท่องราตรีเป็นประจำ แต่เฉลี่ยแล้วอาเธอร์ก็มาเที่ยวผับย่านนี้เดือนละหนึ่งครั้งเป็นอย่างต่ำ

               แสงไฟหลากสีที่ประดับประดาอยู่ด้านหน้าอาคารใหญ่ ส่องสว่างวูบวาบจนพร่าตา ผู้คนขวักไขว่เดินไปมาจนรถชะลอตัว โชกับดาวที่เคยมาเที่ยวบ้าง ไม่ตื่นเต้นแปลกใจอะไร มีเพียงชามที่พ่อกับแม่เป็นห่วงเป็นพิเศษ จึงไม่อนุญาตให้เที่ยวกลางคืน ตลอดสี่ปีที่เรียนมหาวิทยาลัย หญิงสาวไม่มีโอกาสได้ติดสอยห้อยตามเพื่อนมาเที่ยวเลยสักครั้ง

               “โอ้โห! ทำไมเขาแต่งตัวโป๊กันขนาดนี้ละ” สาวผมหยักศกอุทานสลับครางอย่างตระหนกเป็นระยะ เมื่อเห็นการแต่งกายของหญิงสาวที่นุ่งกางเกงหรือกระโปรงสั้นแค่คืบ เสื้อตัวบางหากไม่คว้านคอลึกลงไปจนแทบไม่อาจบดบังสิ่งอันพึงสงวน ก็เปิดหลังเปิดไหล่อวดผิวขาวผ่อง (หรือกระดำกระด่างในบางคน) ท้าทายสายตาบรรดาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่มองมาอย่างหื่นกระหาย

               รถแล่นเข้าจอดในที่จอดรถ วัยรุ่นชายที่ดูแล้วไม่คล้ายคนไทยเป่านกหวีดเป็นสัญญาณให้รถหยุด และวิ่งมาเปิดประตูฝั่งด้านข้างคนขับที่โชนั่ง พลางผายมือเชิญอย่างสุภาพ

               หญิงสาวค้อมศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณ เธอรู้ดีว่าคงสื่อสารด้วยคำพูดไม่รู้เรื่อง เพราะเมื่อพินิจใบหน้า ก็พอรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนต่างด้าว ไม่เวียดนามก็เมียนมา

               เป็นเรื่องปกติของประเทศ แม้มีกฎหมายเขียนเอาไว้ว่าห้ามคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีบัญญัติเอาไว้ชัดเจนว่ามีงานประเภทใดบ้างที่สงวนเอาไว้ให้เฉพาะคนไทยทำ แต่งานส่วนใหญ่ที่กำหนดล้วนเป็นงานที่ใช้แรงงานหนัก แถมค่าจ้างค่าแรงก็ถูก คนไทยจึงมักไม่นิยมทำ ขณะที่คนต่างด้าวที่ขยันกว่า ทำงานหนักโดยไม่เกี่ยงเรื่องค่าแรง ก็ลักลอบทำงานโดยผิดกฎหมายเช่นนี้เป็นจำนวนมากโดยที่กฎหมายไม่อาจควบคุมจัดการ เพราะเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจพากันรู้เห็นเป็นใจเพื่อแลกกับผลประโยชน์ต่างตอบแทน

               ...เป็นดังเช่นที่ปิยภัทรกล่าวจริง ๆ ว่าสังคมเราเต็มไปด้วยสีดำหรือไม่ก็สีเทา

                ทั้งสี่เดินไหลตามคลื่นมนุษย์ที่มุ่งหน้าไปยังทิศเดียวกัน ในซอยนี้มีสถานบันเทิงประเภทผับบาร์ตั้งอยู่ร่วมสิบร้าน แต่ละร้านล้วนแข่งขันกันทั้งเรื่องการตกแต่งบรรยากาศสถานที่ การคัดเลือกพนักงานทำหน้าที่ดีเจ พนักงานเสิร์ฟ หรือกระทั่งการ์ดหน้าเหี้ยมที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูทางเข้า ร้านที่ดูเหมือนจะได้รับความนิยมจนมีผู้คนยืนรอต่อคิวเพื่อเข้าไปด้านใน คือร้าน ‘เดอะเลิฟเวอร์ บาร์ แอนด์ เลานจ์’ ที่โดดเด่นตั้งแต่การติดไฟสีไว้ที่บันไดทางขึ้นให้กะพริบเปลี่ยนสีได้ตามจังหวะการเหยียบย่ำ ป้ายชื่อทำจากโครเมียมสีเงินแวววับขนาดใหญ่ที่ดีไซน์ตัวอักษรได้สะดุดตา ภายในแบ่งเป็น 3 โซน คือโซนร้านอาหารเพื่อนั่งกินข้าวฟังเพลงสบาย ๆ โซนบาร์ค็อกเทลที่มีบาร์เทนเดอร์ดีกรีรางวัลระดับประเทศคอยบริการเครื่องดื่มสุดพิเศษหลากเมนู และโซนด้านในสุดเหมาะสำหรับขาแดนซ์ที่มีดีเจทั้งหญิงชายคอยเปิดเพลงจังหวะคึกคักสลับกับดนตรีสด

               พวกโชมิได้มาเที่ยว หากแต่นัดพบกับ ‘วิฑูรย์’ นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เจ้าของสถานบันเทิงแห่งนี้เอาไว้แล้ว

               ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในเดอะเลิฟเวอร์ เสียงเพลงจากลำโพงที่ติดตั้งเอาไว้โดยรอบของโซนด้านใน ก็กระหึ่มดังทะลุบานประตูหนาหนักให้พอกระทบโสตประสาทของอาเธอร์ ชายหนุ่มถูกบรรยากาศแสง สี เสียง ปลุกเร้าให้เท้าต้องกระดิกตามจังหวะเพลง สายตากวาดตามองซ้ายขวาอย่างเพลิดเพลิน ลืมจุดประสงค์ที่จะปกป้องหญิงสาวที่แอบชอบไปเสียสิ้น

               โชโทรศัพท์หาบุคคลที่นัดหมาย ไม่ถึงห้านาทีหลังจากวางสาย ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้ารูปปล่อยชาย กับกางเกงยีนส์ขาเดฟที่รัดเสียจนน่ากลัวจะหายใจไม่ออก ก็เดินอาด ๆ มาอย่างไม่รีบร้อนนัก ผมหวีเสยไถด้านข้างเป็นทรงนิยมของวัยรุ่นยุคนี้ จมูกโด่งเป็นสันราวกับมิใช่จมูกแท้ตามธรรมชาติ ริมฝีปากบางเฉียบจนหญิงสาวหลายคนต้องอาย หูข้างซ้ายมีร่องรอยการเจาะแต่บัดนี้ไร้สิ่งใดประดับ แสดงถึงบุคลิกและตัวตนของชายหนุ่มอย่างชัดเจน เมื่อเห็นหญิงสาวหน้าตาดีถึงสามคนยืนรออยู่ เขาก็ยิ้มต้อนรับพลางผายมือเชิญพวกเธอไปที่โซนร้านอาหารโดยไม่แม้แต่จะเหลือบตาแลอาเธอร์

               ทั้งห้านั่งด้านในสุดที่เสียงเพลงไม่ดังรบกวนจนเกินไปนัก โต๊ะไม้ตัวยาววางคั่นระหว่างโซฟา มีหมอนอิงวางด้านหลังสำหรับนั่งพิง กระจกติดฟิล์มมองจากด้านในออกไปเห็นผู้คนเดินขวักไขว่ริมถนนด้านนอกชัดเจน ขณะที่อีกฝั่งกลับมองเห็นภายในร้านในเลือนรางเพื่อมิให้ผู้นั่งกินข้าวอยู่ขัดเขินยามถูกจ้องมอง แสงสีส้มขับบรรยากาศให้อบอุ่นและกระตุ้นให้อยากอาหาร

               เจ้าของร้านกวักมือเรียกบริกรพลางสั่งอาหารโดยไม่จำเป็นต้องกางเมนู

               “ผมสั่งเมนูขึ้นชื่อของร้านเราให้ลองชิมกันนะครับ พวกคุณจะสั่งอะไรเพิ่มเติมก็เชิญเลย”

               วิฑูรย์พูดพลางจับจ้องที่ใบหน้าสวยโฉบเฉี่ยวของโชตาเป็นมัน หญิงสาวปกติเป็นคนมั่นใจในตัวเอง จึงแต่งตัวด้วยเสื้อแขนยาวเปิดไหล่ แม้ดูไม่โป๊เมื่อเทียบกับเหล่านักเที่ยวสาวหลายคนที่เดินผ่านกระจกหน้าร้านไปมา แต่ด้วยการแต่งหน้าโทนนู้ดที่เผยความงามของเครื่องหน้าออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ผมสีน้ำตาลแดงยาวถึงกลางหลัง และแววตาชวนค้นหาคู่นั้น ก็ทำให้หนุ่มเพลย์บอยอย่างวิฑูรย์อดไม่ได้ที่จะมองตาค้าง

               “แฮ่ม! พวกเราคงไม่สั่งอะไรเพิ่มหรอกครับ ไม่หิว คุยจบแล้วก็จะรีบกลับเลย” เป็นอาเธอร์ที่รำคาญสายตานั้นแทนโชที่ไม่ได้คิดหรือรู้สึกอะไรเป็นพิเศษ จนดาวที่นั่งด้านข้างอดไม่ได้ที่จะเอามือหยิกต้นขาเขาใต้โต๊ะ

               วิฑูรย์ฟังเข้าหูซ้ายแล้วย้ายออกหูขวาอย่างไม่ใส่ใจ ดวงตาแพรวพราวของชายหนุ่มยังไม่ถอนจากใบหน้าของโช จนหญิงสาวที่ถูกจ้องเริ่มรู้สึกประหม่า แต่กระนั้นด้วยจุดมุ่งหมายที่มาพบเขาในวันนี้ ก็ทำให้โชรีบเข้าประเด็น

               “ขอบคุณคุณวิฑูรย์มากเลยนะคะ ที่สละเวลามาพบดิฉัน”

               “ไม่ต้องคงต้องคุณก็ได้ เรียก ‘พี่ฑูรย์’ เถอะครับน้องโช”

               คราวนี้เป็นดาวที่กัดฟันกรอดอย่างสะกดกลั้น ชามเอามือแตะแขนเพื่อนเบา ๆ ให้อดทน

               “ขออนุญาตเรียกคุณวิฑูรย์ดีกว่าค่ะ เราเพิ่งเจอกันครั้งแรก โชไม่กล้าตีสนิทขนาดนั้น” หญิงสาวสงวนท่าที แต่เช่นนี้กลับทำให้นักธุรกิจหนุ่มยิ่งพึงใจในตัวเธอมากขึ้นไปอีก “ตามที่เกริ่นไปเมื่อตอนโทรหาคุณวิฑูรย์น่ะค่ะ โชอยากให้คุณพิจารณาแผนธุรกิจนี้ เพื่อขอสนับสนุนโปรโมชันหรือการรับรองเป็นพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่โชจะพามาเที่ยวที่เดอะเลิฟเวอร์”

               เพราะฟังข้อมูลคร่าว ๆ ทางโทรศัพท์แล้ว วิฑูรย์จึงพลิกเอกสารที่หญิงสาวเตรียมมาให้ผ่าน ๆ เท่านั้น

               ครั้งแรกที่นักธุรกิจหนุ่มคุยกับโช เขา ตั้งใจจะวางสายเพราะคิดว่าเป็นพวกมิจฉาชีพ หรือคนโทรมาขายประกัน แต่เพียงประโยคเดียวของโชที่พูดขึ้นมา ทำให้เขาสนใจในตัวหญิงสาวคนนี้ทันที

            “คุณอยากให้เดอะเลิฟเวอร์ดังไปทั่วโลกไหมคะ?”

               ตลอดชีวิตการทำธุรกิจ ชายหนุ่มลงทุนในหลากหลายผลิตภัณฑ์ ทั้งเปิดผับบาร์ ร้านอาหาร นำเข้าเครื่องสำอาง เสื้อผ้า และอื่น ๆ อีกมากมาย รายรับในแต่ละเดือน พอจะยกระดับเขาให้ถูกเรียกว่า “เศรษฐี” ได้ไม่ยาก

               แต่ไม่เคยมีสักครั้งเลย ที่เขาจะคิดถึง ‘การมีชื่อเสียงระดับโลก’

               “ปกติเดอะเลิฟเวอร์ก็เป็นผับดังอันดับหนึ่งของรัชดา มีคนมาเที่ยวเป็นพัน ๆ ต่อคืน ทำกำไรให้ผมมหาศาลอยู่แล้ว ผมไม่เห็นความจำเป็นต้องร่วมธุรกิจกับคุณเลยนี่ครับ”

               แม้จะสนใจในรูปร่างหน้าตาหญิงสาว แต่เรื่องธุรกิจก็ส่วนธุรกิจ เขาไม่อาจปล่อยให้อารมณ์เข้ามาครอบงำจนทำให้ตัวเองเสียผลประโยชน์ได้

               “เพราะเดอะเลิฟเวอร์เป็นผับอับดับหนึ่งในกรุงเทพน่ะสิคะ โชถึงสนใจทำธุรกิจด้วย และคิดว่าคุณก็น่าจะสนใจเช่นกัน”

               หญิงสาวพยายามถ่ายทอดบทพูดที่ซ้อมมาตามคำแนะนำของปิยภัทรประโยคต่อประโยค

               ใช่เพียงแผนธุรกิจเท่านั้น บุรุษลึกลับที่เธอรู้จักเพียงตัวตนบนโลกออนไลน์ ยังแนะนำสถานบันเทิงต่าง ๆ ให้เธอ รวมถึงเทคนิคการเจรจาทางธุรกิจให้อีกด้วย ประโยคคำถามที่ทำให้วิฑูรย์สนใจในตัวเธอ ก็เป็นประโยคที่เขาขีดเส้นใต้เอาไว้ว่า ‘ต้องพูด’

               หากเรียงลำดับความต้องการของมนุษย์ ทุกผู้ย่อมมีความต้องการพื้นฐานคือปัจจัยสี่เป็นอันดับแรก ต่อมาคือความต้องการความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต เช่น อาชีพมั่นคง ฐานะร่ำรวย และที่เหนือไปกว่าสองระดับนั้น คือความต้องการการเป็นที่ยอมรับและชื่อเสียงเกียรติยศ

               ประโยคของโชนี้สามารถกระตุ้นความปรารถนาขั้นสูงในใจของวิฑูรย์ได้อย่างชะงัด

               “คุณประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงนักธุรกิจของประเทศไทยอยู่แล้ว แต่คุณลองคิดภาพดูสิคะ ว่าถ้าเดอะเลิฟเวอร์มีชื่ออยู่ในนิตยสารท่องเที่ยวของต่างประเทศ ได้รับการแนะนำว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดหากเดินทางมาที่ประเทศไทย ผลที่ตามมาคืออะไร”

               ทันทีที่โชพูดจบ วิฑูรย์ก็วาดภาพในหัวตาม เขาเห็นร้านอาหารกึ่งผับของตน มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลกันมาเที่ยว มีการขยายพื้นที่จนใหญ่กว่าเดิมอีกหลายเท่า มีบริการและการจัดพื้นที่รองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวเพิ่มอีกหลายส่วน หน้าของเขาปรากฏอยู่ในภาพข่าวทั้งโทรทัศน์ เว็บไซต์ นิตยสารและหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ

               เจ้าของร้านนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาสี่คู่มองที่วิฑูรย์อย่างลุ้นระทึก โชลอบกำมือแน่นใต้โต๊ะ แม้สีหน้าแววตาหญิงสาวจะแสดงออกซึ่งความเด็ดเดี่ยวมั่นใจ แต่ใครจะรู้ว่าภายในใจเธอตื่นเต้นและกังวลกับคำตอบที่จะได้รับเพียงใด

               “ผมต้องการเครื่องยืนยัน ว่าหากทำตามแผนของคุณ กำไรที่ผมได้รับจะต้องไม่ลดลง”

               นักธุรกิจย่อมคำนึงถึงผลกำไรขาดทุนเป็นอันดับแรกอยู่วันยังค่ำ แม้ประโยคนี้จะแสดงให้เห็นว่าวิฑูรย์สนใจในสิ่งที่โชพูด แต่เขาก็ไม่บ้าจี้พอที่จะทำตามข้อเสนอของเธอทั้งหมดโดยไม่มีหลักประกันอะไรรองรับ

               โชเองที่ต้องเป็นฝ่ายลังเล หญิงสาวไม่มีสิ่งใดพอจะเป็นประกันให้วิฑูรย์ได้หากธุรกิจที่คุยกันวันนี้ไม่ประสบความสำเร็จ หรือต่อให้เธอมี โชก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถชดใช้ให้เขาได้เพียงพอ

               ช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจดำเนินไปเพียงครู่ แต่ราวกับยาวนานนับชั่วโมง วิฑูรย์จ้องมองดวงตาสับสนของโชอย่างหยั่งเชิง อันที่จริงชายหนุ่มเกือบตกลงทำธุรกิจร่วมกับหญิงสาวแล้ว หากแต่เขาถามเพื่อประเมินท่าทีของเธอเพื่อสร้างความมั่นใจในตัวเองเท่านั้น

               “ตกลงค่ะ ฉันยินดีทำสัญญาเพื่อประกันรายได้ของคุณ”

               วิฑูรย์เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เขาไม่ได้ต้องการถึงเพียงนี้ หากแต่หญิงสาวกลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากถึงเรื่องสัญญาอันเป็นข้อผูกมัดขึ้นมาเสียเอง

               “เดี๋ยวดิฉันกลับไปร่างสัญญามา และจะส่งให้คุณพิจารณานะคะ ถ้าคุณตกลง เราก็เริ่มคุยรายละเอียดส่วนที่เหลือกันต่อ”

               เสียงหึ ๆ ดังในลำคอ โชเป็นคนน่าสนใจจริง ๆ เสียด้วย

               วิฑูรย์เปลี่ยนท่าทีจากพึงใจเธอเพียงรูปลักษณ์ มาเป็นนับถือต่อความกล้าบ้าบิ่นของหญิงสาว ความปรารถนาต่อเรือนร่างดังเช่นเมื่อแรกพบมลายไป เหลือเพียงความชอบใจในบุคลิกท่าทางและความสามารถในการเจรจาธุรกิจ

               หากแต่นั่นคือสิ่งที่วิฑูรย์คิดเองเออเองทั้งสิ้น...

               อันที่จริงโชมิได้ใจกล้าและสามารถตัดสินใจได้อย่างเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ เธอล้วนทำตามคำแนะนำของปิยภัทรทั้งสิ้น

               หญิงสาวให้อาเธอร์ที่ไม่เป็นที่สนใจของวิฑูรย์มากนัก ถือโทรศัพท์มือถือของตนเอาไว้ ประโยคสนทนาถูกพิมพ์ผ่านช่องสนทนาส่วนตัวกับปิยภัทร เมื่อวิฑูรย์พูดอะไรมา เพื่อนหนุ่มก็พิมพ์บทสนทนาแบบย่อ ๆ ให้ผู้แนะนำเข้าใจ เพื่อให้ปิยภัทรเลือกประโยคตอบโต้ที่สามารถนำการสนทนาครั้งนี้ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ได้

               โชลอบมองบทสนทนาที่ปิยภัทรพิมพ์แนะนำกลับมา และพูดตามอย่างคล่องแคล่วราวกับซ้อมมาแล้วนับสิบนับร้อยรอบ หญิงสาวที่ประสบการณ์ธุรกิจเป็นศูนย์ ย่อมไม่สามารถรับมือกับนักธุรกิจมากเล่ห์อย่างวิฑูรย์ได้

               และการแนะนำให้ ‘ทำสัญญา’ ก็ทำให้เป้าหมายของการเจรจาธุรกิจในวันนี้บรรลุได้สำเร็จ

              

 

               ช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์นับแต่เริ่มดำเนินการตามแผนธุรกิจ โชเดินสายเจรจากับผู้ประกอบการหลายราย บางรายปฏิเสธทันทีเพราะความคิดของเธอประหลาดเกินไป ในขณะที่บางรายกล้าได้กล้าเสีย และไม่เห็นว่าธุรกิจตนจะเสียหายอะไร ก็ตกลงร่วมเป็นพันธมิตรกับเที่ยวไทยทัวร์จนตอนนี้มีหลายสิบร้านค้า ผับ บาร์ คาราโอเกะ ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่โชบันทึกเอาไว้

               และเพราะเธอไปแจ้งความกับตำรวจ พร้อมนำรูปถ่ายของพ่อที่โดนทำร้ายและใบรับรองแพทย์ไปเป็นหลักฐาน ว่าครอบครัวเธอถูกทวงหนี้โหด ทำให้ตำรวจเพิ่มกำลังสายตรวจคอยแวะเวียนมาตรวจสอบหน้าบริษัทเธอมากขึ้น เจ้าหนี้นอกระบบที่ตั้งใจคุกคามจึงไม่กล้าส่งคนมาทำร้ายพ่อกับแม่ของเธออีก ในขณะที่เจ้าหนี้หลายรายที่มิได้ใช้ความรุนแรง แต่มีหลักฐานการกู้เงินมาขู่ โชก็เจรจาขอผัดผ่อนไปก่อนเพื่อรอผลจากการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เธอทุ่มสุดตัวโดยเอาอนาคตของตัวเองและครอบครัวเป็นเดิมพันนี้

               หญิงสาวมอบหมายให้พนักงานฝ่ายการตลาดทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ชุดใหม่ทันที

               เพราะความรวดเร็วของสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทำให้ไม่จำเป็นต้องเสียค่าโฆษณาเพื่อแพร่ภาพทางโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร หากแต่กลับสามารถเผยแพร่ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายผ่านเว็บไซต์ต่าง ๆ เช่น ยูทูป เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ฯลฯ เธอที่เรียนสาขาการท่องเที่ยวมา รู้ถึงเทคนิคการประชาสัมพันธ์ในหลากรูปแบบ เพื่อดึง ‘เสน่ห์’ ของสถานที่ท่องเที่ยวให้สามารถดึงดูดความสนใจของนักท่องอินเทอร์เน็ตได้เป็นอย่างดี

               คลิปวีดีโอความสนุกสนานของผู้คนมากมายท่ามกลางเสียงดนตรีคึกคัก เครื่องดื่มสีอำพันย้อมอารมณ์ให้เพลิดเพลินจนปลดปล่อยลีลาท่าทางไปตามจังหวะเพลง เมนูอาหารที่ปรุงรสและจัดแต่งอย่างพิถีพิถัน แสง สี เสียง และเรือนร่างโค้งเว้าของอิสตรี กับความกำยำแข็งแกร่งของบุรุษ กระตุ้น ‘สัญชาตญาณ’ ที่ถูกกักเก็บของมนุษย์ให้ตื่นขึ้น

               คำโฆษณาเชิญชวนท่องเที่ยว โดยมีการประกันความปลอดภัยทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน รวมถึงโปรโมชันต่าง ๆ มากมายที่จะได้รับจากการนำเที่ยว ทั้งส่วนลดค่าอาหารเครื่องดื่ม พื้นที่ที่ถูกจัดสรรไว้ให้เป็นพิเศษ และการบริการในรูปแบบต่าง ๆ ที่ปลุกเร้าอารมณ์ของนักท่องราตรีทุกเชื้อชาติ ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลกและกลายเป็นกระแสไวรัล[1]ในชั่วข้ามคืน

               หลังจากนั้นสองวัน โชที่นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในสำนักงานตั้งแต่ช่วงบ่ายจนถึงดึกดื่น ก็ฟุบหลับคาโต๊ะทำงานอย่างไม่ตั้งใจ หญิงสาวที่เหนื่อยล้ารู้สึกมึนงงกระทั่งในห้วงนิทรายังเหมือนเธอเดินอยู่ในเขาวงกตที่มีทางแยกมากมายแต่ไม่รู้จะไปทางไหนดี ในฝันนั้นเหมือนมีหมอกหนากางกั้น บดบังทัศนวิสัยให้มองเห็นหนทางเบื้องหน้าได้เพียงแค่คืบ เส้นทางทุกสายล้วนน่าสะพรึงกลัวราวกับมีผีห่าซาตานรออยู่ ณ ปลายทาง

               ไม่ทันได้ตื่นตระหนกตกใจไปกว่านั้น เสียงแจ้งเตือนว่ามีอีเมลเข้าก็กระชากโชให้หลุดจากฝันร้าย เธอทะลึ่งตัวพรวดขึ้นมาอย่างมึนงง ก่อนสะบัดศีรษะไปมาไล่ความง่วงงุน มือปัดป่ายหาโทรศัพท์มือถือเพื่อเปิดดูอีเมลนั้น

               และทันทีที่เห็นข้อความ ดวงตาที่แทบลืมไม่ขึ้น พลันดีดผึงก่อนเบิกอ้าค้างอยู่เช่นนั้น

               “สำ.. สำเร็จแล้ว!”

               จดหมายอิเลกทรอนิกส์ที่ระบุชื่อผู้ส่ง ‘Mr.Danial Inniwa’ ซึ่งถูกส่งมาจากอีกซีกโลก เพื่อแจ้งความประสงค์ ‘จอง’ ทัวร์ราตรีของเธอเป็นรายแรก

               และหากเธอรู้ว่า ในเว็บไซต์บริษัทที่มีระบบจองทัวร์อัตโนมัติ ลูกค้าชาวอเมริกันคนนี้มิใช่รายแรก หากแต่เป็นรายที่ 20 ซึ่งหลังจากนายแดเนียล ในอนาคตอันใกล้นี้จะมีผู้จองทัวร์อีกนับสิบนับร้อยราย เสียงกรี๊ดของเธอคงดังลั่นจนคนที่เดินไปเดินมาหน้าอาคารได้ยินกันถ้วนทั่วเป็นแน่

 

.....................................................

 

[1] ไวรัลมาร์เก็ตติ้ง (Viral Marketing) หรือ กลยุทธ์การตลาดแบบไวรัส คือการสร้างกระแสในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือกระแสแบบปากต่อปาก (Buzz Marketing) การใช้ไวรัลมาร์เก็ตติ้ง ข้อดีคือสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว สร้างกระแสได้แบบไฟลามทุ่งในเวลาอันรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย โดยแทบไม่ต้องโฆษณาสินค้าในสื่อหลักเหมือนสมัยก่อน เปรียบได้กับการระบาดของไวรัส

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น