อัปเดตล่าสุด 2020-07-13 10:00:13

ตอนที่ 34 บทที่ 12 ประสาทแดก (2)

บทที่ 12 :

ประสาทแดก (2/3)

 

              น้ำเย็นไม่อาจช่วยบรรเทาความหวั่นกลัวของเธอลงได้...

              แม้สติจะได้กลับคืนมาครึ่งหนึ่ง แต่สมาธิก็ยังกวัดแกว่งอยู่กับความสงสัยที่ยังคงคุกคาม เป็นแรงสังหรณ์แก่เธออยู่ เมื่อน้ำหนึ่งแก้วไม่พอ นุดาจึงถือเหยือกน้ำเย็นเดินมาวางลงบนโต๊ะตัวเล็ก ข้างโซฟาที่ฌาดากำลังนั่งเอนหลัง

              “โรงแรมนี่บรรยากาศไม่ดีเลย พักกันสักคืน พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับกรุงเทพฯ กันนะ”

              “พี่ดา...” คนเรียกเสียงสั่น ก้มตาหลุบมองหน้าตักอย่างไร้ความหมาย “บางที...สิ่งที่มันเกิดขึ้นกับฉัน ทุกสิ่งเลยในตอนนี้...มันทำให้ฉันเหนื่อย...พี่รู้มั้ย...ความไม่เข้าใจว่าทำไมฉันต้องเจอกับเรื่องแปลกๆ พวกนั้น มันทำให้ฉันมองไม่เห็นความสุขกับการมีชีวิต”

              “เอิง...แกเหนื่อยเกินไป ฉันว่าวงการนี้แกอย่ากลับมาทำอีกเลยนะ”

              “อะไรนะ?”

              ไม่รู้ว่าพลังเหลือจากไหน ยกวงหน้าของเธอ ขึ้นมองนุดาผู้ซึ่งกำลังยืนพูดอยู่ตรงหน้า

              “แกต้องพักรักษาตัวก่อนนะเอิง ไม่อย่างนั้นแกนั่นแหละจะแย่เอา”

              “พี่พูดตลกอะไรของพี่ ฉันบอกว่าฉันไม่มีความสุข ฉันเหนื่อย แต่ฉันไม่ได้เกลียดมัน แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นกับฉัน ฉันไม่ได้กลัวมันด้วยซ้ำ ฉันแค่อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของฉันต่างหาก!”

              “แล้วแกจะอยากรู้ไปเพื่ออะไร! แกก็เห็นคุณรวิชญ์เมื่อกี้นี้ไม่ใช่เหรอ ทันทีที่แกลงจากรถได้ เขาแทบไม่เสียเวลาอยู่ดูแกอาละวาดเลยด้วยซ้ำ!”

              “นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันอยากรู้ ฉันว่าคุณวิชญ์ต้องอยู่เบื้องหลังเรื่องบ้าๆ พวกนี้แน่ๆ!”

              “ห๊ะ?” นุดาขมวดคิ้วจนใบหน้ายุ่งเหยิง ก่อนแค่นเสียงหัวเราะออกมาร่าลั่น แม้ว่านั่นจะไม่ได้เกิดจากอารมณ์ขันเลยสักนิด “แกประสาทแดกไปแล้วจริงๆ ยัยบ้าเอ๊ย! ก่อนหน้านี้ก็เห็นฉันเป็นแม่เล้างั้นเหรอ! เฮอะ ตาวุฒิเล่าให้ฉันฟัง ฉันงี้อยากจะลงไปขำที่พื้น แต่มันก็ขำไม่ออก! เพราะถ้าแกประสาทแดกจริงๆ ละก็ ฉันต้องพาแกไปรักษากับหมอคนใหม่!!”

              “พี่ดา! จะมีคนที่โคตรซวยขนาดไหนกันห๊ะ? ที่มาทำธุรกิจบนพื้นที่ที่มีเบาะแสสืบเนื่องกันได้ถึงขนาดนี้!”

              “เบาะแส? สืบเนื่อง? ปัญญาอ่อนอะไรยะ แกคนเดียวนั่นแหละที่รู้ที่เห็น มีคนอื่นที่ไหนเขาเป็นบ้าไปกับแกเล่า!”

              “แล้วที่พี่เจอมาล่ะ! ที่พี่บอกฉันว่าพี่เจอ มันหมายความว่าไง!”

              นุดาพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ราวกับคำถามนั้น ได้ผ่านการหาคำตอบแก่ตัวเองมาแล้วเรียบร้อย

              “เอาจริงๆ นะเอิง ฉันเองก็มั่นใจว่าเรื่องนั้น มันเกิดขึ้นกับฉันจริงๆ”

              “เห็นมั้ยล่ะ! แล้วพี่ยังจะบอกว่าโรงแรมของเขา...”

              “แต่ฉันไม่มั่นใจอยู่อย่างนึง” นุดาแทรกเสียงตัดเสียงโวยวายของอีกคน “ฉันไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ฉันเห็นในตอนนั้น มันเป็นความฝัน...หรือความจริงแน่...”

              ฌาดาไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำตอบแบบนั้นจากนุดา และทำได้เพียงยืนอึ้งกับเหตุผลของอีกคน

              “และความไม่มั่นใจนั่นแหละ ทำให้ฉันไม่กล้าพอที่จะไปรับแกที่โรงแรมนั่น”

              “แล้วพี่ไม่คิดจะหาคำตอบกับเรื่องนั้นเลยเหรอ?”

              “ไม่” นุดาตอบกลับทันที “สิ่งไหนที่ทำให้ฉันกลัว ฉันควรจะเลี่ยง ไม่ใช่เสือกตัวเข้าไปรับรู้เพื่อหาเรื่องเดือดร้อน”

              แม้ได้ฟังเหตุผลเช่นนั้น แต่ฌาดาไม่อาจยอมรับได้ เพราะเธอเองมีเหตุผลที่จะค้นหาความจริงในเรื่องนี้ และเมื่อถึงจุดนี้แล้ว...เธอตัดสินใจที่จะบอกเรื่องบางเรื่องกับนุดา

              “พี่ดา ฉันมีความจำเป็นที่จะต้องรู้เรื่องเด็กนักเรียนคนนั้น”

              “เด็กนักเรียนคนนั้น?” นุดาย่นคิ้ว ฟ้องความไม่เข้าใจ “แกพูดถึงใคร?”

              “เกวลิน”

              “ใครวะ เกวลิน? ฉันไม่เคยได้ยินแกพูดถึงชื่อนี้เลย”

              ฌาดาอดรู้สึกโหวงเหวงขึ้นมาในใจมิได้ เมื่อนึกถึงเพื่อนเก่า

              “ฉันเองก็เกือบจะลืมมันไปแล้ว”

              “แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับโรงแรมของคุณรวิชญ์?”

              “โรงเรียนเก่าฉัน อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมของเขา ที่ศาลายา”

              นุดานิ่งงันขณะฟัง เหมือนล่วงรู้ว่าเรื่องนี้ยังมีคำอธิบายอีกมากมาย หล่อนจึงถอยลงไปนั่งที่โซฟาอีกตัวด้านหลัง ระหว่างนั้น...ฌาดาทิ้งน้ำตาลงสู่ผิวแก้ม บอกเล่าเรื่องราวในอดีตด้วยความเจ็บปวด

              “ฉันเป็นเพื่อนกับเกวลิน เพื่อนที่เคยรักกันมาก แต่ต้องผิดใจกันเพราะผู้ชายคนหนึ่ง” หญิงสาวยกมือขึ้นป้องใบหน้า มิได้เจตนาจะอำพรางน้ำตา แต่มันละอายเหลือเกินเมื่อพูดถึงมันอีกครั้ง “เกวลินคบกับแฟนฉัน แต่ก็แค่ช่วงเวลาสั้นๆ...สั้นจนน่าใจหาย...แทนที่ฉันจะสะใจ ฉันกลับสมเพชมากกว่า ยิ่งเมื่อรู้ว่าแฟนฉันมันไปติดผู้หญิงคนใหม่ที่โต๊ะสนุ๊ก ฉันยิ่งดีใจที่เห็นตัวเองพ้นมาจากคนเหี้ยๆ แบบนั้น”

              “แล้ว...มันเกิดอะไรต่อจากนั้นล่ะ?”

              “เกวลินรบเร้าอยากจะรู้ว่าแฟนหายไปไหน แฟนเก่าฉันมันไม่ยอมมาเรียนหลายวัน ฉันรู้ว่ามันต้องไปอยู่ที่โต๊ะสนุ๊กนั่นแหละ เพราะมันเคยไปที่นั่นบ่อยๆ ตั้งแต่ตอนที่ยังคบกับฉันอยู่ มันมีรุ่นพี่ที่สนิทอยู่ที่นั่น”

              “แล้วเธอก็บอกเกวลินให้ไปที่นั่นเหรอ?”

              ฌาดาพยักหน้าทั้งน้ำตา

              “อือ...”

              “แล้วมันเกิดอะไรขึ้น”

              นั่นเป็นคำถามที่ส่งผลให้ฌาดาส่ายหน้าเร็วๆ อย่างคนขวัญเสีย

              “ฉันไม่รู้อะไรอีกเลย มันไปที่นั่นคนเดียว แล้วมันก็หายไป มันหายไปไม่กลับมาอีกเลย!!”

              นุดานั่งอึ้ง...อย่างคาดไม่ถึงกับเรื่องที่ได้ฟัง

              “ม...มันหมายความว่าไง?”

              “ฉันพยายามตามหามันหลังจากที่มันหายไป ไม่มาเรียนหลายวัน ขณะที่แฟนเก่าฉันมันกลับมาเรียน มันบอกฉันว่ามันไม่รู้เรื่องที่เกวลินหายไป ทีแรกฉันก็ไม่เชื่อ แต่พี่ดา...ฉันว่าฉันรู้จักแฟนฉันดี มันไม่โกหกกับเรื่องแค่นั้นหรอก บทมันจะทิ้งใครมันก็ไม่เคยหลอก มันจะไปก็ไปเลย เหี้ยแบบไม่มีอะไรกั้น”

              “แล้วแกก็ตามหาเพื่อนไม่เจอ?”

              “ฉันไปตามที่บ้านเกวลิน แต่พวกเขาย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด ฉันไม่รู้ว่าที่ไหน เพราะพ่อกับแม่ของเกวลินประสบอุบัติเหตุ ญาติพี่น้องคงรับไปดูแล ฉันไม่รู้ว่าอีเกมันย้ายไปอยู่กับพ่อกับแม่มันหรือเปล่า”

              “แล้วไง?” ถึงจุดนี้นุดาเริ่มถอนใจหนักหน่วง เหมือนยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก “ถ้าแกไม่แน่ใจว่ายัยเกวลินอะไรนั่นย้ายไปอยู่ที่อื่นหรือเปล่า แทนที่แกจะไปสืบที่อยู่ที่ต่างจังหวัด แล้วแกเสือกมาสืบหาบ้าบออะไรในโรงแรมของคุณรวิชญ์เขาห๊ะ?”

              “ลืมไปแล้วเหรอพี่ดา...ฉันบอกว่าโรงแรมที่ศาลายา อยู่ใกล้โรงเรียนเก่าฉันมากเลย”

              นุดาชะงักนิ่งไปอีกหน...คราวนี้เริ่มเห็น ‘ต้นทาง’ ของแรงสังหรณ์

              “อีเกต้องเดินผ่านโรงแรมแห่งนั้น ซึ่งตอนนั้นมันเป็นแค่บ้านร้าง...แล้วเรื่องที่คุณรวิชญ์เล่าว่า...เคยเกิดเหตุการณ์กับเด็กนักเรียนหญิงม.ปลาย...ที่นั่น...”

              นุดายังคงนิ่งงันราวกับสติเลื่อนลอยไปจากตนเองเสียแล้ว

              ขณะที่อีกคนเริ่มจะคลุ้มคลั่ง ด้วยน้ำตาอาบหน้า

              “แล้วจู่ๆ คุณรวิชญ์ก็พูดอะไรออกมาให้ฉันกลัว!! เขาพูดเหมือนกับว่านักเรียนหญิงคนนั้นไม่ได้ตายที่ศาลายา แต่ถูกพาไปทำให้ตายที่อื่น!! แล้วพี่รู้มั้ย ที่ฉันบอกว่าฉันเห็นพี่จับนักเรียนคนนึงมาที่นี่ นักเรียนคนนั้นที่ฉันเห็น คือยัยเก! มันคืออีเกวลินยังไงเล่า!!”

              นุดาทิ้งริมฝีปากล่างลงอย่างไม่คาดฝัน...หล่อนไม่คาดฝันจริงๆ กับสิ่งที่ได้ยิน

              “บ้า...แกมัน...บ้าไปแล้ว”

              “มันมองขึ้นมาหาฉัน...” ฌาดาละล่ำละลักพูด น้ำตาไหลอาบเป็นทาง “มันมองขึ้นมาหาฉันด้วย แล้วมันก็ร้องขอความช่วยเหลือ...”

              ติ๊ง ติ๊ง...

              สัญญาณแจ้งเตือนสมาร์ทโฟนดังขึ้น มันเป็นข้อความที่เบียดแทรกบรรยากาศแห่งความตึงเครียดของผู้หญิงต่างวัยสองคน

              ฌาดาใช้เวลาร่วมนาที กว่าจะหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูแถบแจ้งเตือน กระทั่งนุดาเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของหญิงสาว

              “เอิง...มีอะไร?”

              “พี่ดา...” ฌาดาหยุดสะอื้น ขณะที่สายตายังจับจ้องข้อความบนหน้าจอ ดวงตาไม่กะพริบ “ก่อนหน้าที่พี่จะมารับ ฉันคุยกับแฟนคลับคนนึงในกล่องข้อความ เขาเป็นแฟนตัวยงในเพจ ที่เคยมีตติ้งกับฉันหลายครั้ง”

              “แกคุยอะไรกับแฟนคลับคนนั้น?”

              “ฉันเล่าเรื่องเกวลินให้เขาฟัง...” ฌาดาเสียงแหบแทบจะหายกลับลงไปในลำคอ “แล้วตอนนี้ เขาก็ส่งข้อความมาบอกฉัน...ว่าเขารู้ที่อยู่พ่อกับแม่ของเกวลินแล้ว...”

              สมาร์ทโฟนหล่นจากมือ สติเริ่มกลับมาพร้อมแสงสว่างในความคิดที่เคลื่อนเข้ามาช้าๆ

              “ฉันต้องไปเจอพ่อกับแม่ของอีเก ฉันต้อง...” ฌาดายกหน้าขึ้นมองไปทางที่นุดานั่งอยู่ ทว่าคำพูดที่ยังไม่หลุดออกมาจนครบ ว่า ‘ฉันจะต้องรู้ความจริงให้ได้’ มันถูกหยุดลงไว้แค่นั้น

              เมื่อฌาดามองไม่เห็นนุดาซึ่งควรจะนั่งอยู่บนโซฟาตรงหน้า...อย่างที่เคยเป็น

              แต่กลับเห็นอีกคนปรากฏตัวใกล้เข้ามา...จากอีกทิศทางหนึ่ง

              และทันทีที่ได้เห็น...สติสัมปชัญญะของฌาดา...ก็ถูกทำให้พรากไป!

 

Writer Talk :

ประสาทแดกจนได้เรื่องแล้วววว! นุดาคือใครกันแน่ แล้วหล่อนทำอะไรกับฌาดา ตอนต่อไปไม่อยากให้พลาดครับ!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น