อัปเดตล่าสุด 2020-07-27 09:25:56

ตอนที่ 33 บทที่ 12 ประสาทแดก (1)

บทที่ 12 :

ประสาทแดก (1/3)

 

            บรรยากาศค่อนข้างอึมครึม ทุกลมหายใจของคนทั้งสองเต็มไปด้วยความสับสนและอึดอัดเต็มที...

              “ฉันขอโทษคุณอีกครั้งนะคะ”

              คงเป็นคำเดียวที่เหมาะสมและอยากจะพูดมากที่สุดในช่วงเวลาแบบนี้ ฌาดาค่อนข้างกังวลเมื่อเห็นรวิชญ์นั่งเงียบแบบนั้น ระหว่างที่เขากำลังขับรถฝ่าพายุฝนไปส่งเธอถึงโรงแรมที่นัดหมาย

              จนได้ยินเสียงลมหายใจถูกระบายออกช้าๆ ตามมาด้วยคำถามที่ไม่ได้ทำให้บรรยากาศในห้องโดยสารดีขึ้น

              “ผมไม่แน่ใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างคุณกับที่พักของผม และไม่ใช่คุณที่อยากจะรู้ความจริง ผมเองก็เหมือนกัน”

              ฌาดาไม่มีคำตอบให้กับคำถามของเขา เธอทำได้เพียงทอดสายตามองออกไปนอกรถ ทั้งที่ทัศนียภาพแทบมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากม่านฝนสีเทา

              “อะไรก็ตามที่ทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ ผมขอโทษด้วยนะครับ”

              “คะ?” หญิงสาวหันไปมองคนพูด เธอไม่เข้าใจความหมายของคำขอโทษนั้น “คุณมาขอโทษฉันทำไมคะ?”

              “คุณจะตำหนิผมก็ได้นะครับ แต่ผมมีความจำเป็นที่จะต้องบอกคุณ”

              รวิชญ์เบี่ยงหน้ามามองเธอเล็กน้อย เงาฝนอาบไล้ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขา เพียงแวบเดียวเท่านั้นที่เธอเห็น ก่อนที่เขาหันกลับไปมองทางข้างหน้า พร้อมกับคำพูดประโยคต่อมาที่ทำเอาเธอชะงักอึ้ง

              “ผมขออนุญาตยกเลิกการจ้างงานกับคุณ ขอโทษด้วยนะครับ”

              ฌาดาไม่แปลกใจกับการตัดสินใจของเขา เพียงแต่ตกใจมากกว่าที่เขาเป็นฝ่ายยกเลิกแผนโปรโมทนี้ขึ้นมาเอง แทนที่จะเป็นเธอ

              “ถ้าฉันทำให้กิจการของคุณเดือดร้อน ฉันขอ...”

              “ไม่ครับ ไม่เลย” รวิชญ์สวนตอบทันที “ไม่ต้องกังวลว่าจะรู้สึกผิด คุณทำหน้าที่ของคุณได้ดีมากแล้ว กิจการที่ศาลายาดีขึ้นเพราะคุณแท้ๆ เลยครับ แต่ว่า...ผมไม่อยากให้ชื่อเสียงที่ผมจะได้รับ ต้องแลกกับความตึงเครียดของคุณ ผมมองไม่เห็นความสุขจากงานที่คุณเคยบอกว่าคุณรักมันอีกเลย ตั้งแต่คุณมาทำงานให้ผม”

              เธออยากปฏิเสธว่ามันไม่ใช่ความผิดของเขา แต่เธอกลับหาเหตุผลมายืนยันความเชื่อนั้นไม่ได้ แม้ว่าเธอจะไม่ต้องการให้ชายหนุ่มรู้สึกไม่ดีกับกิจการของตนเอง แต่เธอก็ปฏิเสธไม่ได้อีกนั่นละว่า...กิจการของเขานำพาเหตุวิปริตชวนหลอนมารบกวนจิตใจเธออย่างยากที่จะพ้น

              “คุณรวิชญ์คะ เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ใช่มั้ย?”

              ครู่หนึ่งหลังจากคำถามนั้นเผยไป ฌาดาได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ของรวิชญ์

              “คุณเป็นคนคิดมากเกินไปจริงๆ ด้วย” รวิชญ์ผินหน้ามาส่งยิ้มให้เธอเล็กน้อย ก่อนพูดขึ้นอีกว่า “ผมค่อนข้างเสียดายที่ไม่ได้ร่วมงานกับคุณ มากกว่าจะโกรธนะครับ”

              “แต่คุณอาจจะโกรธฉันก็ได้นะคะ ถ้าฉันจะถามคำถามที่ฉันยังไม่ได้คำตอบ แล้วฉันก็ไม่รู้ว่าคุณอยากจะตอบมันหรือเปล่า”

              “ครับ?”

              “เรื่องเด็กมัธยมปลายคนนั้น...เธอเกี่ยวข้องกับกิจการทั้งหมดของคุณใช่มั้ยคะ?”

              แสงสว่างวาบกลืนความมืดมิดภายในห้องโดยสาร รวิชญ์หักพวงมาลัยรถเข้าข้างทางกะทันหัน เสียงกรีดร้องของหญิงสาวหวีดพร้อมไปกับเสียงล้อเสียดถนน ก่อนที่ตัวรถจะหยุดการเคลื่อนไหวบนขอบทาง

              นี่อาจเป็นครั้งแรกที่ฌาดาเห็นรวิชญ์สติหลุด ภายหลังจากคำถามของเธอ ราวกับเขาได้ยืนยันแล้วว่า เรื่องที่เธอสันนิษฐานไว้อาจเป็นเรื่องจริง!

              “คุณวิชญ์คะ...”

              “ถึงแล้วครับ”

              “เอ๋?” ฌาดาไม่ทันสังเกต เธอเหลียวมองออกไปที่หน้าต่าง เห็นทางขึ้นตึกของโรงแรมระดับกลาง เห็นเงารางๆ ของใครสักคนยืนรออยู่ตรงนั้น

              ม่านฝนถูกกำบังด้วยหลังคาที่ยื่นออกมาหน้าตึก จึงเห็นร่างผอมเล็กของนุดายืนรออยู่บนหน้ามุขนั้น ในมือของเธอถือร่มไว้คันหนึ่ง และกำลังก้าวลงบันไดมาเมื่อหล่อนแน่ใจว่ารถคันนี้เป็นของรวิชญ์แน่ๆ แล้ว

              “คุณนุดาลงมาแล้ว เดี๋ยวผมช่วยถือกระเป๋านะครับ”

              “คุณเลี่ยงที่จะพูดเรื่องนั้นใช่มั้ยคะ?”

              “ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่”

              “คุณรู้ใช่มั้ยว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร!!” ฌาดาขึ้นเสียงเมื่อแน่ใจว่าอีกคนตั้งใจจะปกปิดเรื่องนี้กับเธอ “ไม่สิ...บางทีคุณอาจจะรู้มากกว่าชื่อของเด็กคนนั้นก็ได้”

              “คุณเอิง ผมว่าคุณต้องพักผ่อนแล้วล่ะครับ”

              “ฉันไม่ได้เป็นบ้า!”

              “ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แต่เรื่องที่คุณพูดเมื่อกี้ ผมไม่รู้เรื่อง!”

              “ไม่มีทางที่คุณจะไม่รู้! มันบังเอิญเกินไปที่เรื่องบ้าๆ พวกนี้มันเกิดขึ้นกับฉัน!”

              แกร็ก...

              รวิชญ์กดปลดล็อกประตู เมื่อเห็นนุดาก้าวมาถึงตัวรถ ก่อนสตรีวัยสี่สิบกะรัตจะกระชากประตูเปิด ผงะเล็กน้อยเมื่อได้เห็นสถานการณ์อันตึงเครียดภายในห้องโดยสาร

              “ม...มีอะไรกันคะ?”

              “ไม่มีอะไรหรอกครับ คุณช่วยพาคุณเอิงขึ้นไปพักผ่อนก่อนดีกว่า เธอคงเหนื่อย”

              “ไม่ว่ายังไงฉันก็จะต้องรู้ให้ได้!!”

              เสียงแข็งของหญิงสาว ทำนุดายืนชะงักอยู่อย่างนั้น

              “ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าคุณกับเด็กคนนั้นเกี่ยวข้องกันยังไง!”

              “เอิง...ใจเย็น ลงมาเถอะ”

              “ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเด็กคนนั้น...เป็นคนที่ฉันคิดไว้จริงๆ หรือเปล่า!”

              “คุณคิดว่าเธอเป็นใครงั้นเหรอครับ?”

              “เอิง!” นุดาไม่ได้แทรกเสียงเปล่า แต่พยายามฉุดแขนของฌาดาให้ก้าวลงมาจากรถด้วย “มานี่เลย! คุณวิชญ์คะ ส่งกระเป๋ามันมาให้ฉันทีค่ะ”

              “พี่ดาจะมาขวางอะไรเล่า! ปล่อยฉัน!”

              นุดาผลักหญิงสาวออกไปให้ห่างจากรถ เมื่อรับกระเป๋าของฌาดาจากรวิชญ์มาแล้ว หล่อนปิดประตูรถให้เขาทันที ก่อนจะหันกลับมาตวาดสั่ง

              “แกน่ะหุบปากไปเลย!! หัดควบคุมอารมณ์หน่อยจะได้มั้ย!” นุดาดึงข้อมืออีกคนมาจับเอาไว้แน่น “ขึ้นไปกับฉันข้างบน ฉันจะบอกให้ ว่าวันนี้แกทำเรื่องโง่ๆ อะไรไปบ้าง!”

 

Writer Talk :

จู่ๆ ความน่าสงสัยในเรื่องที่ฌาดากำลังมีอยู่ หวยก็มาออกที่รวิชญ์จนได้ ว่าแต่เธอจะสงสัยทุกคนที่อยู่รอบๆ ตัวแบบนี้ไปอีกนานมั้ยยัยเอิง! / ตอนต่อไปติดเหรียญนะครับ เพราะมี ‘บางอย่าง’ ที่นักเขียนอยากจะบอกกับผู้อ่านเสียที! ติดตามกันต่อครับผม!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น