อัปเดตล่าสุด 2020-07-27 09:26:41

ตอนที่ 32 บทที่ 11 ผู้หญิงคนนั้น (3)

บทที่ 11 :

ผู้หญิงคนนั้น (3/3)

 

            “อีฟนิ่งนะทุกคน ไลฟ์นี้ฉันอยู่ที่ ‘รวิชญ์ เดอ โคราช’ นะจ๊ะ แต่นี่ไม่ใช่คลิปรีวิวนะ ฉันมาพักผ่อน ไม่ได้มาทำงาน ไหนมีใครออนบ้าง...สวัสดีหกร้อยคนค่ะ...เย็นแล้วหาไรกินกันยัง?...สวัสดีจ้ะน้องกอล์ฟ ฮัลโหลน้องปลากัด น้องใช่ป้ะที่เคยบอกว่าเพิ่งแต่งงานกับผัวใหม่ เป็นไงบ้างล่ะผัวใหม่ แฮปปี้ดีป้ะ? สวัสดีเก้าร้อยคนค่ะ สวัสดีๆ ทุกคนคุยกันได้นะ จะคุยดีหรือคุยแบบกวนส้นตีนก็คุยมาค่ะ มาๆ ระหว่างรอเวลามื้อค่ำเนอะ”

              มันเป็นบ่ายแก่ๆ ที่ไร้แดด ทว่าอากาศร้อนอบอ้าวราวกับคืนนี้พิมายจะถูกโอบล้อมไปด้วยม่านฝน ฌาดาใช้เวลานี้ในการอัพเดทเพจ ‘ฌาดาเดย์’ ของเธอด้วยการไลฟ์

              แต่ฌาดาไม่ได้เหงาหรืออยากคุยกับผู้ติดตามเพจอย่างที่ใครคิด เธอมีจุดประสงค์ของการไลฟ์ในครั้งนี้

              “ทุกคน...ฉันมีเรื่องจะรบกวนทุกคนให้ช่วยฉันหน่อยอะ คือ...ฉันไม่รู้ว่าการทำแบบนี้ในไลฟ์สดมันเป็นการเสียมารยาทหรือผิดกฎหมายหรือเปล่า คือถ้าใครรู้ข้อกฎหมายก็ช่วยเตือนฉันด้วยก็แล้วกันนะ...คืองี้...ก่อนหน้านี้ฉันพยายามตามหาเพื่อนคนนึง แต่ตามหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ”

            ฌาดาบอกเล่าความกังวลผ่านรายการสด เธอดำเนินรายการอย่างเนิบช้า ไม่รีบร้อนจนเกินไปนัก หมั่นตอบคำถามของลูกเพจที่ตอบโต้กลับมาด้วย

              “คืองี้เว้ย เมื่อสองวันก่อนฉันนัดเพื่อนเก่าคนนึงมาเจอที่ห้อง นัดกินเหล้าไรเงี้ยะแหละ แล้วทีนี้ฉันก็ถามเพื่อนคนนั้น สมมติละกันว่ามันชื่ออี ป. นะ คือฉันก็ถามอีป.ว่า มึงเห็น อี ก. บ้างหรือเปล่า อี ก. ก็คือเพื่อนที่ฉันตามหาอยู่นั่นแหละ”

              ฌาดาระมัดระวังในการเล่าเรื่องนี้ของเธอมาก เพราะนี่เป็นการกล่างถึงบุคคลที่สาม ท่ามกลางสาธารณะที่มีผู้กำลังชมการถ่ายทอดสด ณ ตอนนี้อยู่ที่สองพันกว่าเข้าไปแล้ว

              “อ๋อ บอกชื่อไม่ได้นะคะ แต่เดี๋ยวถ้าเล่าจบ ใครพอจะรู้จักหรือแนะนำนักสืบดีๆ สักคนให้ฉันได้ เดี๋ยวฉันขอหลังไมค์ตอนจบไลฟ์เนอะ... โอเค...ฉันจะเล่าต่อละกัน...คือ อี ก. เนี่ย มันหายไปตั้งแต่ตอนที่เรายังเรียนอยู่ด้วยกัน ตอนนั้นก็ม.หก คือครั้งสุดท้ายที่ฉันเจอเพื่อนคนเนี้ยะ คือในโรงเรียนตอนเย็นๆ ใช่ป้ะ...แล้ว...มันก็บอกฉันว่าจะไปตาม...เอ่อ...จะไปบ้านแฟน ฉันไม่ขอลงรายละเอียดเรื่องแฟนมันตรงนี้ก็แล้วกันเนอะ แต่ว่า...หลังจากนั้นอะ มันก็หายตัวไปเลยแก มันหายแบบ...หายไปเลยอะ ไม่มาเรียนอีก ไม่กี่วันหลังจากที่มันหายไป ฉันกับเพื่อนเลยไปหามันที่บ้าน แต่ก็เจอข่าวร้ายโคตรช็อกเลย...คนแถวนั้นบอกว่าพ่อกับแม่มันประสบอุบัติเหตุ ญาติเลยพากลับไปรักษาตัวที่อื่น บ้านมันก็เลยปิดไว้ ไม่มีใครรู้เลยว่าอี ก. มันตามพ่อกับแม่ไปด้วยหรือเปล่า”

              อิโมติคอน ‘ว้าว’ ถูกส่งขึ้นหน้าจอราวกับมวลลูกโป่ง ยอดคนชมไลฟ์สูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในเพจฌาดาเดย์

              ทว่า...ยอดวิวมาก ไม่ได้รับประกันถึงคุณภาพของเพจเสียทีเดียว เมื่อฌาดาไล่สายตาเจอความคิดเห็น

              “นี่...ไอ้เม้นท์เนี้ยะ ที่บอกว่า ‘ช่วงนี้พี่เอิงจะเปลี่ยนเพจเป็นเพจเอิงส่องผีเหรอครับ’ น่ะนะ มึงฟังเรื่องที่จะเล่าจบแล้วเหรอ อีดอก กวนส้นตีน เดี๋ยวกูบล็อกแม่งเลย”

              ฌาดาไม่ได้ ‘เดี๋ยว’ อย่างที่ปากว่า แต่นิ้วมือกดบล็อกแอคเคาท์นั้นไปแล้วโดยอัตโนมัติ

              “ฉันไม่ได้วีนนะคะลูกเพจทุกคน แต่ช่วงนี้ฉันเห็นเม้นในเพจเยอะมากเลยนะแนวๆ นี้อะ ถ้าจะไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ก็ไม่ว่ากันค่ะ แต่กรุณาเฟดตัวเองออกไปจากเพจกูค่ะ ฉันมาแชร์ประสบการณ์ที่ฉันเจอมาจริงๆ แล้วไอ้คนที่บอกว่าฉันตอแหลเรื่อง ‘รวิชญ์ เดอ ศาลายา’ น่ะ มึงไม่รู้จริงมึงอย่าพูดค่ะ ถ้าพวกมึงจะดันทุรังติดตามกูต่อไป กูก็ไม่ว่าหรอกค่ะ ถ้าจะเสือกก็เสือกให้ถึงที่สุดนะคะ ฟังกูเล่าให้จบ เผื่อพวกมึงจะได้ช่วยอะไรกูได้บ้าง”

              ความคิดเห็นเชิงให้กำลังใจเลื่อนไถลขึ้นมากลบความเห็นเชิงลบ พาให้ฌาดาตั้งสติและอารมณ์ได้อีกครั้ง

              “กูเล่าต่อละนะ เฮ้อ...คือตอนเนี้ยะ กูพักอยู่ที่นี่มาคืนนึงนะ คืนนี้เป็นคืนที่สองใช่ป้ะ แล้วทีนี้...กูก็เจอเรื่องแปลกๆ อีกแล้วว่ะ เมื่อคืนนี้เลย กูเห็น...”

              เสียงของฌาดาหายไป ท่ามกลางกระแสความอยากรู้ทุกคน

              โทรศัพท์มีเสียงเรียกเข้าซ้อนเข้ามา บนหน้าจอปรากฏชื่อ ‘นุดา’

              ...โธ่เว้ย! โทรมาทำไมตอนนี้เนี่ย ฉันกำลัง...

            กริ๊งงง!!!

              แล้วเสียงโทรศัพท์ในห้องพักก็ดังขึ้นอีกเสียง ทั้งสองสิ่งที่แทรกเข้ามานั้น ผลักความตั้งใจและสติอารมณ์ของเธอกระเด็นกระดอนไปอีกรอบ จนกระทั่งในที่สุด...

              “พวกมึง ไว้เดี๋ยวกูมาไลฟ์ใหม่นะถ้าใครอยากฟัง กูหงุดหงิดละ แค่นี้แหละ”

              ฌาดาโยนโทรศัพท์ลงไปที่เตียง จนมันกระเด็นตกไปที่พื้นข้างเตียงอีกฝั่ง ขณะที่เธอเดินอ้อมไปรับโทรศัพท์ภายใน พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่แสดงความโกรธ เพราะเธอเองที่บอกให้ต้นสายโทรมาเมื่อ ‘เวลานั้นมาถึง’

              “ค่ะ! มื้อเย็นเสร็จแล้วใช่มั้ยคะ อีกสิบนาทีจะลงไปค่ะ ขอบคุณค่ะ!”

              เธอคิดว่าตัวเองระงับความโกรธเกรี้ยวเอาไว้ได้...แม้จะกระแทกหูโทรศัพท์ลงแป้นสุดแรงมือก็ตาม

              เรื่องเล่ายังไม่ถูกเปิดเผย...ความอัดอั้นยังไม่ถูกระบาย และคำถามมากมายในสติที่แตกซ่านก็ยังไม่ถูกคลี่คลาย เธอเกลียดความรู้สึกแบบนี้ และแน่นอน...เธอเกลียดอาการทางโรคที่เธอเป็น ความเครียดที่ทำให้คิดสะระตะและนำทุกสิ่งมาผูกเป็นเรื่องเดียวกัน ราวกับมันเป็นเรื่องเดียวกันจริงๆ!

              ...ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าแกหายไปไหน นังเก!...

              ทุกอย่างเหมือนเชือกที่พันยุ่งอยู่ในหัว หาทางคลายมิได้เลย แต่กระนั้น...เสียงสมาร์ทโฟนเจ้ากรรมก็ดังขึ้นอีก ฌาดาพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง ก่อนย่ำเท้าเดินอ้อมเตียงไปหยิบสมาร์ทโฟนที่ตกอยู่บนพื้น เมื่อหยิบขึ้นมาจึงพบว่าเป็นนุดาเรียกสายย้ำเข้ามา

              “พี่ดา มีไร?”

              “เมื่อกี้แกทำอะไรลงไปห๊ะ? จะสร้างกระแสอะไรอีก?”

              “สร้างกระแส?” ฌาดาคาดไม่ถึงกับคำพูดของนุดา “เฮอะ นี่พี่คิดว่าฉันแต่งเรื่องอีกคนเหรอ? จำไม่ได้หรือไงว่าตัวเองก็เคยเจอเรื่องอะไรแบบนี้ที่นี่เหมือนกัน”

              “ฉันไม่ได้บอกว่าแกแต่งเรื่อง แต่แกรู้มั้ยว่าเรื่องที่แกกำลังจะพูดน่ะ มันอาจจะนำภัยมาสู่ตัวแกน่ะ!”

              “ภัย?” ฌาดาขมวดคิ้วยุ่ง ไม่เข้าใจ “ภัยอะไร?”

              “ก็เรื่องเพื่อนแกไงล่ะ แกบอกว่าเพื่อนแกหายไปไม่ใช่เหรอ แสดงว่าแกเองก็ไม่รู้ถึงสาเหตุการหายตัวไปของเพื่อนแก นังเอิง นังโง่...ฉันรู้หมดแล้วนะว่าแกพูดเรื่องบ้าอะไรกับตาวุฒิ แกจะหลอนถึงขนาดที่เห็นฉันเป็นใครก็ได้นะ ฉันไม่ถือหรอก! แต่เรื่องเพื่อนแกน่ะ โง่มากนะที่พูดไปแบบนั้น ถ้ามันเป็นคดีลักพาตัวขึ้นมา แล้วคนร้ายกำลังดูแกอยู่ละก็ แกคิดมั้ยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแก ห๊ะ นังโง่”

              ฌาดายอมรับว่าเธอโง่จริงๆ...ที่ไม่ได้คิดถึงเรื่องพรรค์นั้นมาก่อน บล็อกเกอร์สาวนิ่งงันไปหลายอึดใจ

              “โทษทีพี่ดา...ฉัน...ฉันแค่...”

              “ไม่ได้พูดอะไรละ ฉันเข้าใจว่าแกกำลังเผชิญกับอะไร เอางี้...ตอนนี้คุณรวิชญ์กลับไปที่นั่นหรือยัง?”

              ฌาดารู้สึกน้ำตารื้นเต็มกรอบเบ้า

              “ยังค่ะ ถ้าเขากลับมาคงเรียกฉันแล้ว เขาเองก็คงงงกับเรื่องที่เกิดขึ้นเหมือนกัน ที่จู่ๆ ฉันก็ให้ลุงวุฒิกลับไป”

              “เอางี้นะ แกพักเรื่องนี้ก่อนเลย เดี๋ยวฉันจะไปรับแกที่นั่น”

              “พี่ดา...ที่นี่?” ดวงตาคมกริบของหญิงสาวโตขึ้น “พี่จะมาที่นี่จริงๆ เหรอ?”

              “ทำไม?”

              “ละ...แล้วเรื่องที่พี่เจอ...”

              “เรื่องของฉันแกก็ไม่ต้องกังวลหรอก เพราะฉันจะไม่เหยียบเข้าไปที่นั่นแน่ พอคุณรวิชญ์ไปถึงที่นั่นแล้ว แกให้เขามาส่งที่โรงแรมที่ฉันจะไปรอก็แล้วกัน”

              “งั้น...รอพรุ่งนี้เช้าก็ได้มั้งพี่ดา”

              “ไม่ได้!” คนในสายตะคอกกลับมาจนเธอตกใจ “ปล่อยไว้อีกคืน มีหวังแกประสาทแดกยิ่งกว่านี้แน่ แกรีบโทรบอกข้างล่างแล้วเตรียมตัวเก็บกระเป๋ากลับได้แล้ว แค่นี้นะ ฝนตกห่าใหญ่ละ ฉันจะขับรถ”

              อีกฝ่ายวางสายลงไปแล้ว...

              เหลือไว้ก็เพียงความครุ่นคิดอย่างเป็นกังวล กับสถานการณ์อลหม่านวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับเธอ

              ...ตกลงแล้วผู้หญิงคนนั้น...คนที่พาเกมาที่นี่...ไม่ใช่พี่ดาจริงเหรอ?...

            ...อีเก...ตอนนี้แกอยู่ไหน...ถ้าแกยังไม่ตาย...ฉันจะตามหาแกให้เจอ...แต่ถ้าแกตายแล้วละก็...แกโผล่หน้ามากับฉัน! มาบอกฉันทีว่าฉันไม่ได้ประสาทคิดเรื่องนี้ไปเอง!...

            ...บ้า!...นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!...

 

Writer Talk :

ประสาทแดกกันไปทีละคนนะฮะ ทั้งฌาดา ทั้งนุดา ทั้งนักเขียน ทั้งนักอ่าน! ตอนหน้ามาดูกันว่าจะมี ‘ใคร’ ประสาทแดกอีกบ้าง! (เหมือนโดนผีปั่นหัวยังไงก็ไม่รู้เนอะ)


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น