อัปเดตล่าสุด 2020-07-07 10:07:25

ตอนที่ 28 บทที่ 10 พิรุณมรณะ (2)

บทที่ 10 :

พิรุณมรณะ (2/3)

 

 

            ฝนตก...

            อาคารเรียนเริ่มร้างคน ภารโรงเก็บอุปกรณ์และเดินกลับห้องพัก ตึกหลังใหญ่ไม่ได้ปิดทางขึ้นและทางลง เพราะชั้นสองยังมีบุคลากรบางคนนั่งทำงานอยู่

              แต่บนชั้นห้า...ห้องเรียนมัธยมศึกษาปีที่หกทับสอง ประตูห้องเรียนปิดสนิทเหมือนไม่มีคนอยู่ แต่แน่นอนว่ากุญแจหน้าห้องไม่ได้ล็อก ฟ้องว่ามีใครบางคนยังอยู่ในห้องนั้น

              ฌาดาแง้มประตูห้องก่อนเยี่ยมหน้าเข้าไป ใจหล่นวูบเมื่อแสงสว่างจากฟ้าวาบเข้ามากระทบ ก่อนเกิดเสียงโครมครืนดังสนั่นหวั่นไหว เธอเริ่มแน่ใจว่าเธอเกลียดเสียงฟ้า

              ทว่ายังมีอีกคนที่เกลียดมันมากกว่าเธอ...เกลียด...ถึงขั้นกลัว

              ฌาดาได้ยินเสียงหวีดร้องจากคนในห้อง แม้จะยังไม่เห็นตัว แต่ก็เชื่อว่าต้องมีใครสักคนหลบเร้นอยู่ในนั้น ฌาดาเข้ามาในห้องแล้วปิดประตู ตั้งสติระหว่างก้าวย่าง แม้ทุกอย่างจะดูเยียบเย็น แต่ความคิดของเธอกลับเร่งร้อน เธอไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเมื่อเห็นเพื่อนคนนั้น ในเมื่อความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนได้สิ้นสุดลงนานแล้ว

              ...เธอไม่ได้เป็นห่วงมัน...ฌาดา...เธอก็แค่มาเพื่อดูคนน่าสมเพช...

              เป็นคำเตือนที่ปิดกั้นสัมพันธภาพที่อาจจะเกิดขึ้นใหม่ แม้ตอนนี้ฌาดาจะรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ‘อดีตเพื่อน’ คนนี้แล้ว แต่เธอก็ไม่อาจให้อภัย และพาตัวเองให้กลับไปสู่เรื่องราวดีๆ ในหนหลังกับเพื่อนคนนี้ได้อีกแล้ว

              เสียงครวญปนสะอื้นแว่วมาจากหลังห้อง ฌาดาสืบเท้าตรงไปถึงที่นั่น พบอดีตเพื่อนรักนั่งฟุบหน้ากอดเข่าพิงผนังห้อง ร่างกายสั่นเทิ้มและชุดนักเรียนยับยู่ดูไม่ได้ ฌาดารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้

              “เก...”

              คนถูกเรียกหยุดสั่น หลังจากสะดุ้งเฮือกหนึ่ง ยกหน้าขึ้นมองคนเรียก ใบหน้าเปื้อนน้ำตาและฉายความพรั่นกลัวชัดเจน

              “อ...เอิง...”

              “กลับบ้านเหอะ”

              ฌาดาไม่ต้องการจะยืดเยื้อกับเพื่อนคนนี้ แต่เธอไม่อยากรับรู้ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งต้องบอบช้ำกับผู้ชายเลวๆ อีกคน

              “เอิง...เรา...ขอโทษ...”

              และนั่นไม่ใช่คำพูดที่เธอต้องการจะฟัง

              “เรื่องมันผ่านไปแล้ว ช่างแม่งเหอะน่า”

              “แต่เรารู้...ว่าเอิงยังไม่ลืมหรอก...” เกวลินทิ้งน้ำตาลงแก้ม “เวรกรรมมีจริง เรารู้ แต่ทำไมมันถึงเร็วแบบนี้...”

              “เฮ้อ...” ฌาดาถอนใจอย่างระอา “เวรกรรมที่ไหนกันล่ะ เรื่องทั้งหมดก็แค่ผู้ชายเหี้ยๆ คนเดียวเท่านั้น ต่อให้มึงทำดีมาทั้งชีวิต ก็อย่าเลยว่าแต้มบุญที่มึงมีจะเปลี่ยนคนเหี้ยให้กลับมาดีได้ ที่เกิดขึ้นกับกูมันก็แค่ความซวย และที่เกิดขึ้นกับมึงก็เป็นความซวยเหมือนกัน”

              เพราะผ่านพ้นความเจ็บปวดนั้นมา ฌาดาจึงรู้ว่าไร้ประโยชน์ที่จะนึกถึงเรื่องเวรเรื่องกรรม แม้ว่าตอนนี้ความเจ็บปวดจะยังทิ้งร่องรอยไว้ให้ยอกแสยงใจอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่แย่เท่ากับวันนั้น เมื่อเธอคิดได้ และเข้าใจว่าทุกสิ่งมันเกิดขึ้นเพราะอะไร มันไม่ใช่ความผิดของเธอเลย

              “ไปเหอะ กลับบ้าน ฉันมีร่ม”

              “ฉ...ฉันกลับไม่ได้หรอก...”

              “หือ?” ฌาดาขมวดคิ้วมองเพื่อน “ทำไม?”

              “ฉันไม่อยากให้พ่อกับแม่เห็นสภาพฉันตอนนี้...”

              ฌาดาพิจารณาจากสภาพของเพื่อน...เธอเข้าใจได้ดี เกวลินมาจากครอบครัวที่ ‘เพอร์เฟ็ค’ พ่อรับราชการระดับกลางๆ แต่อนาคตก็น่าจะไปได้อีกไกล ส่วนแม่ของหล่อนเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เกวลินเกิดและเติบโตขึ้นมาจากอ้อมกอดแห่งความคาดหวัง เกวลินในสายตาของพวกเขาคือ ‘เด็กเรียนเก่ง’ ที่น่าภาคภูมิใจ และหล่อนก็ควรเป็นแบบนั้นไปตลอดชีวิตของการเป็นลูก ทว่าตอนนี้ที่หล่อนกำลังเผชิญอยู่ คือ ‘เรื่องไร้สาระ’ และเป็น ‘ปัญหาที่ใหญ่ยิ่ง’ สำหรับผู้ใหญ่

              ไม่มีใครเข้าใจปัญหาที่หล่อนเจอ เกวลินไม่อาจระบายความทุกข์เหล่านี้ให้คนที่บ้านฟังได้ และตอนนี้หล่อนก็ยังไม่พร้อมจะกลับไปในสภาพแบบนี้ด้วย

              “แต่ยังไงมึงก็ต้องกลับนะ ป่านนี้พี่เลี้ยงมึงคงร้อนใจแล้ว ถ้ามึงไม่กลับไป พวกเขาต้องแย่แน่ รีบกลับก่อนพ่อกับแม่มึงถึงบ้านเหอะ”

              “เอิง...เธอรู้ใช่มั้ย ว่าแอมป์อยู่ไหน...”

              ฌาดาถอนฉุนอีกครั้ง เมื่ออีกคนไม่ยอมฟังเธอเลย

              “ยังจะไปตามหามันอีกเหรอ บ้าหรือไง ดูสภาพมึงตอนนี้ดิ เพิ่งตีกับมันมาไม่ใช่เหรอ”

              “เรา...อยากคุยกับเขาให้รู้เรื่อง...เรารู้นะ...ว่าเธอรู้”

              “รู้อะไร?”

              “รู้ว่าแอมป์อยู่ไหน”

              “แล้วทำไมกูต้องรู้อะ?”

              เกวลินปล่อยสะอื้นออกมาอีกครั้ง

              “ช่วงเวลาที่เราคบกันมันสั้นมาก แอมป์มีโลกส่วนตัวของเขา เรารู้ว่าเขาไม่ชอบกลับบ้าน แต่เราไม่รู้ว่าเขาไปไหน เราถามเขา แต่เขาไม่เคยบอกเรา สองวันมานี้เขาเงียบหายไป จนเราได้รู้เองว่าเขามีคนอื่น ผู้หญิงคนนั้นมารออยู่หน้าโรงเรียนเลยนะ เธอก็เห็นใช่มั้ย”

              “ก็ในเมื่อมึงรู้ว่ามันไปกับผู้หญิงคนนั้น แล้วมึงจะตามไปคุยกับมันทำซากอะไรอีกอะ?”

              “อย่างน้อย...การได้คุยกัน...ได้จบเรื่องที่ค้างคา ก็น่าจะดีกว่าที่ฉันเป็นตอนนี้ไม่ใช่เหรอ เอิง”

              ฌาดาไม่เห็นด้วยสักนิด ทำไมต้องจบดีด้วย แล้วตอนนี้ยังมีอะไรให้ค้างคาอีก เธอตระหนักได้ว่าที่เกวลินเป็นอยู่นี่แหละที่เรียกว่า ‘ความโง่’ แต่ถึงอย่างนั้นนี่ก็ไม่ใช่เวลาตำหนิเพื่อน แม้ฌาดาจะตั้งธงว่าการเข้ามายุ่งวุ่นวายเรื่องนี้ก็เพื่อที่จะ ‘สมเพช’ เพื่อนเก่าแค่นั้น ทว่าความเป็นจริง...เธอทำแบบนั้นไม่ลง

              เกวลินอาจเรียนตามตำราได้เก่งมาก...แต่การเรียนรู้เรื่องชีวิตจริง...หล่อนช่างโง่บัดซบ

              “จะให้ฉันไปเป็นเพื่อนมั้ย?”

              “ไม่...” เกวลินตอบทันที ก่อนจะรีบลุกยืนขึ้น “เธอรู้ใช่มั้ยว่าแอมป์อยู่ไหน แค่บอกมาก็พอ”

              จะไปอยู่ที่ไหนได้ ก็โต๊ะสนุ๊กซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลโรงเรียนนี่เอง ฌาดาบอกพิกัดไปแล้ว เกวลินเองก็มีท่าทีลังเล

              “กูเตือนแล้วนะว่าที่นั่นไม่ใช่ที่ที่มึงควรไป”

              ฌาดาส่งร่มในมือให้เกวลิน

              “แต่ถ้ามึงอยากจะจบเรื่องที่ยังค้างคาและสงสัย...”

              ฌาดาให้กำลังใจเพื่อนด้วยคำพูดสุดท้าย...

              “ไปที่นั่นสิ...ไปสิ... ไปให้รู้ความจริงกันไปเลย”

 

 

Writer Talk :

ไปที่นั่นสิ...ไปสิ... เอ๊ะ...ตกลงคำพูดนี้มันยังไง!? แล้วเกวลินจะไปที่นั่นจริงๆ หรือไม่ ไปแล้วจะเจอกับอะไร ตอนหน้าความจริงเรื่องนี้จะถูกเฉลยหรือไม่ ติดตามกันต่อไปนะครับ!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น